ซอกแซกฮ่องกง - งาน HOFEX กับโอกาสการผลักดันอาหารไทยสู่ครัวโลก
ซอกแซกฮ่องกง - งาน HOFEX กับโอกาสการผลักดันอาหารไทยสู่ครัวโลก

เมื่อวันที่ 7-10 พ.ค. 2556 ฮ่องกงได้มีการจัดงานมหกรรมอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “HOFEX” ขึ้นที่ Hong Kong Convention and Exhibition Centre โดยงานดังกล่าวเป็นงานมหกรรมอาหารที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่มร่วมออกบูธจำนวนกว่า 1,900 ราย จาก 48 ประเทศทั่วโลก และสามารถดึงดูดผู้เที่ยวชมได้ถึง 35,000 ราย ในโอกาสดังกล่าว บีไอซีได้เดินทางไปเที่ยวชมงานและเที่ยวชิมอาหารจากนานาประเทศทั่วโลก รวมถึงสัมภาษณ์ผู้ประกอบการไทยที่มาร่วมงานด้วย จึงขอนำข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากทุกท่าน ดังนี้ 

ทำความรู้จักกับ HOFEX

งาน HOFEX เป็นงานมหกรรมด้านอาหารที่จัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี โดยงาน HOFEX ในปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 15 สินค้าที่จัดแสดงในงาน ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม อุปกรณ์การบริการด้านอาหาร อุปกรณ์และวัตถุดิบในการทำเบเกอรี่ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และบริการด้านโรงแรมและการต้อนรับ โดยผู้เยี่ยมชมส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการด้านโรงแรมและร้านอาหาร ผู้ประกอบการซุปเปอร์มาร์เกตและร้านสะดวกซื้อ บริษัทนำเข้า-ส่งออก เป็นต้น ซึ่งงาน HOFEX ที่ฮ่องกงนับเป็นหนึ่งในงานอาหารระดับนานาชาติที่สามารถดึงดูดผู้ซื้อที่มีศักยภาพจากทั่วโลกได้เป็นจำนวนมาก

พิธีเปิดงานในวันที่ 7 พ.ค. 2556 มีแขกผู้มีเกียรติมาร่วมงานมากมาย อาทิ ศาสตราจารย์ KC Chan ตำแหน่ง Secretary for Financial Services and the Treasury ดร. Peter Lam Kin-ngok ประธาน Hong Kong Tourism Board และนาย Victor Chan ประธาน Hong Kong Hotels Association เป็นต้น โดยบรรยากาศในงานค่อนข้างคึกคักและมีผู้เยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ประกอบการต่างงัดเอากลยุทธ์การดึงดูดลูกค้ามาใช้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการเชิญเชฟใหญ่มาสาธิตการทำอาหาร การจัดบูธชวนชิม การเล่นเกมชิงรางวัล และการเชิญดารา/นักแสดงมาร่วมสร้างสีสันให้กับบูธ

เยี่ยมชมบูธผู้ประกอบการไทย

งาน HOFEX 2013 มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมประมาณ 30 ราย โดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการอาหารแปรรูป อาทิ เครื่องดื่มต่าง ๆ ผลไม้แห้ง ผลไม้กระป๋อง อาหารสำเร็จรูป และเครื่องปรุงรส ซึ่งผู้ประกอบการที่มาออกงานบางส่วนส่งออกสินค้ามายังฮ่องกงอยู่แล้ว แต่ต้องการมาหาลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มหรือแนะนำผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ในขณะที่ผู้ประกอบการบางส่วนยังไม่เคยแตะตลาดฮ่องกง แต่มองเห็นโอกาสและเชื่อว่างาน HOFEX จะเป็นช่องทางในการพบปะลูกค้าที่มีศักยภาพจากทั่วโลก


“รอยไทย” ผลัก “ครัวไทยสู่ครัวโลก”

บีไอซีมีโอกาสสัมภาษณ์คุณภูมิรัตน์ พิเลิศ ผู้จัดการฝ่ายขาย (ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก) บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จำกัด  (Ampol Food Processing Ltd.) ซึ่งเป็นผู้ผลิตกะทิชาวเกาะที่ทุกคนคงรู้จักกันดี อย่างไรก็ดี สินค้าเด่นที่บริษัท อำพลฟูดส์ฯ มุ่งผลักดันในงาน HOFEX ไม่ใช่กะทิชาวเกาะ แต่เป็นน้ำแกงพร้อมปรุงภายใต้แบรนด์ “รอยไทย” ซึ่งคุณภูมิรัตน์ฯ ได้เล่าถึงความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ตัวนี้ว่า เป้าหมายแรกเริ่มของการพัฒนาน้ำแกงพร้อมปรุง คือ ร้านอาหารไทยในต่างประเทศ เนื่องจากร้านอาหารที่อยู่ต่างแดนเหล่านี้มักประสบปัญหาขาดแคลนเชฟคนไทยหรือวัตถุดิบหลักในการปรุงอาหาร ส่งผลให้รสชาติอาหารผิดเพี้ยน บริษัท อำพลฟูดส์ฯ จึงลงมือวิจัยและพัฒนาน้ำแกงพร้อมปรุงเพื่อส่งออกให้ร้านอาหารไทยในต่างประเทศ โดยรสชาติน้ำแกงจะเป็นไปตามมาตรฐานของผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทย เพื่อเป็นการรักษารสชาติ “ไทยแท้” ของร้านอาหารในต่างประเทศ

อย่างไรก็ดี หลังเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “รอยไทย” แล้ว พบว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าทั่วไปในตลาดไทย      ค่อนข้างดี ซึ่งอาจเป็นเพราะ “รอยไทย” สามารถตอบโจทย์ความต้องการของแม่บ้านสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี บริษัท อำพลฟูดส์ฯ จึงเริ่มปรับเปลี่ยนทิศทางการตลาด โดยนอกจากจะเปิดตลาดค้าปลีกในไทยแล้ว ยังขยายตลาดไปยังต่างประเทศด้วย ซึ่งปัจจุบัน ญี่ปุ่นเป็นตลาดหลักที่มีการส่งออกน้ำแกงพร้อมปรุงมากที่สุด คุณภูมิรัตน์ฯ เปิดเผยว่า บริษัท อำพลฟูดส์ฯ มุ่งเจาะตลาดจีนโดยเลือกใช้ฮ่องกงเป็น “ช่องทาง” ในการเข้าสู่ตลาด กล่าวคือ การส่งออกสินค้า โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหารไปยังจีนมักจะประสบปัญหาในขั้นตอนการนำเข้า เนื่องจากจีนมีกฎระเบียบในรายละเอียดค่อนข้างมากและมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย กอปรกับบริษัทในจีนนิยมเข้ามาจัดตั้งสำนักงานในฮ่องกงอยู่แล้ว บริษัท อำพลฟูดส์ฯ จึงเลือกส่งออกสินค้ามายังฮ่องกง และให้บริษัทในฮ่องกงส่งออกต่อ (re-export) ไปยังจีน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาและอุปสรรคด้านกฎระเบียบได้ นอกจากนี้ การที่ฮ่องกงมีท่าเรือเสรีที่ปลอดภาษียังทำให้ต้นทุนการดำเนินการดังกล่าวไม่สูงมากด้วย

Betagro สู่ตลาดฮ่องกง เพื่อมุ่งไปตลาดจีน

บีไอซียังได้สัมภาษณ์คุณอัณณ์นพ พรหมสุรินทร์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท Betagro Public Company Limited (HK) ซึ่งเป็นบริษัทนำเข้าเนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ และไส้กรอกจากประเทศไทยมายังฮ่องกง คุณอัณณ์นพฯ ได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของบริษัทฯ ให้บีไอซีฟังว่า ปีแรกที่เข้ามาเปิดตลาดในฮ่องกง บริษัทฯ ขายสินค้าได้น้อยมาก แต่แทนที่จะถอดใจ บริษัทฯ กลับมุ่งมั่นศึกษาตลาดฮ่องกงและพฤติกรรมผู้บริโภคอยู่หนึ่งปีเต็ม ในที่สุดจึงตัดสินใจร่วมธุรกิจกับบริษัทญี่ปุ่นและยกระดับสินค้าของบริษัทฯ ให้เป็นสินค้าระดับ premium ที่มุ่งเจาะตลาดบน (high-end market) ซึ่งปัจจุบัน สินค้าของบริษัทฯ ภายใต้แบรนด์ S Pure ประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

คุณอัณณ์นพฯ ชี้แจงถึงความสำคัญในการสร้างแบรนด์และความเชื่อมั่นในแบรนด์ให้กับสินค้าว่า การสร้างแบรนด์เป็นแนวทางในการผลักดันสินค้าอย่างยั่งยืน และบริษัทฯ เลือกสร้าง Brand awareness ในตลาดฮ่องกงก่อน เนื่องจากมองว่า ฮ่องกงเป็นตลาดที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูงและให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้า ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์การจับตลาด premium ของแบรนด์ S Pure นอกจากนี้ ฮ่องกงยังเป็นเมืองที่มีความเป็นนานาชาติสูง การสร้าง Brand awareness ในฮ่องกงจึงส่งผลในวงกว้าง ไม่เฉพาะกับชาวท้องถิ่นในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่อาศัยในฮ่องกงด้วย ซึ่งจะช่วยให้บริษัทฯ สามารถต่อยอดในการขยายตลาดไปยังประเทศอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น กล่าวได้ว่า แม้ฮ่องกงจะเป็นตลาดที่ค่อนข้างเล็ก หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ แต่กลับเป็นตลาดที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันสินค้าสู่ตลาดโลก อย่างไรก็ดี การเข้ามาเปิดตลาดและพัฒนาแบรนด์สินค้าในฮ่องกงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากต้องแข่งขันกับแบรนด์ท้องถิ่นที่มีอยู่แล้ว ผู้ประกอบการยังต้องแข่งขันกับแบรนด์ต่างชาติอื่น ๆ ที่เข้ามาตีตลาดฮ่องกงอยู่ก่อนแล้ว อาทิ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย เรียกได้ว่า การเปิดตลาดในฮ่องกงมีความใกล้เคียงกับการแข่งขันบนเวทีระดับนานาชาติซึ่งผู้ประกอบการต้องเตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดี

บีไอซีหวังว่า ทุกท่านจะได้แนวคิดที่เป็นประโยชน์และเห็นภาพรวมของงาน HOFEX มากขึ้น ไม่ว่าท่านจะใช้ฮ่องกงเป็น “ช่องทาง” ในการเข้าสู่ตลาดจีน หรือจะใช้ฮ่องกงเป็น “ฐาน” ในการสร้าง Brand awareness เพื่อเป็นก้าวแรกของการก้าวสู่ตลาดโลก สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องตระหนักอยู่เสมอ คือ หากมุ่งเจาะตลาดฮ่องกง ผู้ประกอบควรต้องทำความรู้จักสินค้าของตนอย่างถ่องแท้และศึกษาตลาดให้ลึกซึ้ง เพื่อจะได้นำเสนอสินค้าได้อย่างถูกช่องทาง ประการสำคัญ คือ ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้าอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เพราะความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาแบรนด์ต่อไป

13 พฤษภาคม 2556
แหล่งข้อมูล: งาน HOFEX 2013(07/05/2013)
โดย: ศศิภา ฉั่น

Back to the list

More Related

  • ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงสินค้านานาชาติที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย และยังเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีที่มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งในภูมิภาคและของโลก โดยในแต่ละปี ฮ่องกงจะมีงานจัดแสดงสินค้าอัญมณีขนาดใหญ่ถึง 3 ครั้งในเดือนมีนาคม มิถุนายน และกันยายน
  • นักท่องเที่ยวที่นิยมท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นกลุ่มใหญ่ ตามด้วยไกด์ที่ถือธงสีแดงผ่านสถานที่ท่องเที่ยว และศูนย์การค้าต่างๆ ได้กลายเป็นภาพติดตาที่ทุกคนต่างเรียกว่า “กรุ๊ปทัวร์จีน”
  • เมื่อวันที่ 7-10 พ.ค. 2556 ฮ่องกงได้มีการจัดงานมหกรรมอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “HOFEX” ขึ้นที่ Hong Kong Convention and Exhibition Centre โดยงานดังกล่าวเป็นงานมหกรรมอาหารที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่มร่วมออกบูธจำนวนกว่า 1,900 ราย จาก 48 ประเทศทั่วโลก และสามารถดึงดูดผู้เที่ยวชมได้ถึง 35,000 ราย ในโอกาสดังกล่าว บีไอซีได้เดินทางไปเที่ยวชมงานและเที่ยวชิมอาหารจากนานาประเทศทั่วโลก รวมถึงสัมภาษณ์ผู้ประกอบการไทยที่มาร่วมงานด้วย จึงขอนำข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากทุกท่าน ดังนี้
  • สถานกงสุลใหญ่ ณ นครคุนหมิง จัดงานเทศกาลอาหารและวัฒนธรรมไทย ณ นครฉางซา มณฑลหูหนาน (Thai Food and Culture Festival 2013, Changsha) ระหว่างวันที่ 9-12 พฤษภาคม 2556 ณ ห้างสรรพสินค้า ID Mall โดยได้รับความร่วมมือจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครหนานหนิง และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครคุนหมิง
  • ในบทความนี้ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน (BIC) ขอพาท่านไปดูกันว่า การจะเปิดร้านอาหารไทยในจีนนั้น มีกฎระเบียบอะไรที่ต้องคำนึงถึง และมีขั้นตอนยากง่ายประการใด

สถานการณ์ในต่างประเทศ