ภาครัฐและภาคธุรกิจร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจของ สปป. ลาว
ทิศทางเศรษฐกิจของ สปป. ลาว ในปีนี้ เผชิญกับความยุ่งยากหลายด้าน อาทิ เกษตรกรรม ไฟฟ้า เหมืองแร่ ซึ่งขยายตัวลดลง สถาบันค้นคว้า-
เศรษฐกิจแห่งชาติจึงได้เสนอแนะให้รัฐบาล สปป. ลาว กำหนดมาตรการเพื่อ กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาโครงสร้างทาง
เศรษฐกิจเพื่อรองรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน 

นายบุนสอน บุบผาวัน ประธานสถาบันค้นคว้าเศรษฐกิจแห่งชาติ กล่าวว่า ปีที่ผ่านมา สปป. ลาว ถือว่า เป็นประเทศหนึ่งในอาเซียนที่มีการขยายตัว
ทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและมีรายรับเฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ สปป. ลาว เผชิญกับความยุ่งยากทางด้านการเงิน 
งบประมาณ และการประสบกับภัยพิบัติธรรมชาติ ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร 

จากการคาดการณ์เศรษฐกิจ พบว่า อัตราการเติบโตของ GDP อยู่ที่ร้อยละ 6.5 รายรับเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 2,599 ดอลลาร์สหรัฐ รายได้มวลรวม
ประชาชาติ (GNI) 2,209 ดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วย ภาคเกษตรกรรมและ ป่าไม้จะเติบโตร้อยละ 2.5 ลดลงจากร้อยละ 2.9 ในปี 2560 
ภาคอุตสาหกรรมในส่วนของไฟฟ้าและเหมืองแร่จะขยายตัวลดลงเหลือร้อยละ 7.7 ลดลงจากร้อยละ 11.6 ในปี 2560 ภาคการบริการจะขยายตัว
เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.4 ในปี 2560 อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่ลดลงมาจากผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ ที่ได้สร้าง
ความเสียหายให้แก่ ภาคการผลิต โครงสร้างพื้นฐาน ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ในขณะเดียวกัน คาดการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกอาจ
ปรับตัวเพิ่มขึ้น 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนภาคการผลิต ขนส่ง และค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น 

ประเด็นที่ควรแก้ไขเพื่อขจัดอุปสรรคและกระตุ้นการเติบโตด้านเศรษฐกิจ โดยรวมแล้วต้องดำเนินการ ตามมาตรการที่กำหนดไว้ในคำสั่งของ
นายกรัฐมนตรีเลขที่ 12/นย 1) ต้องตัดสินใจแก้ไขหนี้ที่คลุมเครือระหว่าง ภาครัฐกับภาคธุรกิจและภาคธุรกิจกับธนาคาร 2) ต้องจัดหาเม็ดเงิน
เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ธนาคาร ในขณะเดียวกันปรับอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขการกู้ยืมเพื่ออำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจสามารถฟื้นตัว
3) มีนโยบายช่วยสนับสนุนด้านเงินทุนและนโยบายภาษีแก่ธุรกิจที่รัฐบาลส่งเสริม เช่น ธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย ธุรกิจดิจิตอล ธุรกิจประหยัด
พลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น 4) แก้ไขขั้นตอนขออนุญาตลงทุนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ให้รวดเร็วขึ้น 5) แก้ไขระเบียบ
การนำเข้าและส่งออกสินค้า และลดขั้นตอนการชำระค่าธรรมเนียมต่างๆ 6) การปฏิบัติตามพันธสัญญาต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน
และผู้ประกอบการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ 

วิธีการแก้ไขปัญหาในการดำเนินธุรกิจ คือ 1) ศึกษา ค้นคว้าและวิเคราะห์สภาพแวดล้อม จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส ความท้าทาย และวิธีการดำเนิน
ธุรกิจใหม่ๆ 2) ค้นคว้า ปรับปรุงยุทธศาสตร์และนโยบายของบริษัท การบริหารจัดการด้านการตลาด และการใช้เทคโนโลยีทันสมัย 3) เรียนรู้สิ่ง
ใหม่ๆและติดตามสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคม เพื่อปรับปรุงทิศทางการดำเนินงานของบริษัทให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง 

ที่มา: เข้าถึงได้จาก https://www.facebook.com/ThonglounSISOULITH/ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561
19 พฤศจิกายน 2561

Back to the list

More Related

  • นายสุลิยน พิลาวง หัวหน้ากรมการนำเข้าและส่งออก กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าแห่ง สปป. ลาว   คาดว่า ปี 2561 สปป. ลาว มีมูลค่าการนำเข้าและส่งออก 10,540 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 105 ของแผนงานประจำปี 2561 เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.9 เมื่อเทียบกับปี 2560 โดยการส่งออกมีมูลค่า 5,115 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 ทั้งนี้ มีสินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ไฟฟ้า แร่ทอง ทองแดง ชิ้นส่วนกล้อง เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องนุ่งห่ม ยางพาราและอื่นๆ และมีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ ไทย จีน และเวียดนาม คิดเป็นร้อยละ 87          ของการส่งออกทั้งหมด และการนำเข้ามีมูลค่า 5,424 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.2 ทั้งนี้ มีสินค้านำเข้า     ที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง ยานพาหนะและชิ้นส่วนอะไหล่ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ก่อสร้าง และมีตลาดนำเข้าสำคัญ ไทย จีน และเวียดนาม คิดเป็นร้อยละ 88 ของการนำเข้าทั้งหมด โดย สปป. ลาว ยังขาดดุลการค้าประมาณ 310 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2562 ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างองค์การปกครองแขวงอุดมไซกับบริษัทอมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ห้องว่าการปกครองแขวงอุดมไช โดยมีนายคำพัน เผยยะวง ผู้แทนองค์การปกครองแขวงอุดมไช และนายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว  
  • เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2562 กระทรวงการเงินแห่ง สปป. ลาว ในฐานะผู้แทนรัฐบาล สปป. ลาว ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ บริษัท หลักทรัพย์ล้านช้าง มหาชน บริษัท หลักทรัพย์ ทคตล - กท จำกัด และบริษัท หลักทรัพย์ ลาว - จีน จำกัด ได้จัดพิธีเปิดการซื้อ – ขายพันธบัตรรัฐบาล อย่างเป็นทางการ (First trading day) เพื่อส่งเสริมและพัฒนาตลาดทุน สปป. ลาว ให้มีความหลากหลาย และอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนทั่วไป บุคคล นิติบุคคลทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ สามารถแลกเปลี่ยนซื้อ – ขายพันธบัตรผ่านตลาดหลักทรัพย์ลาว โดยมีนางสำเพา เลาสี รองหัวหน้าห้องการกระทรวงการเงินแห่ง สปป. ลาว และนางสายสะหมอน จันทะจัก หัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองหลักทรัพย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธีดังกล่าว
  • ในปี 2560 จีนมีมูลค่านำเข้าสินค้าจากทั่วโลก 1.841 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมูลค่าการนำเข้าของจีนร้อยละ 55.9 มาจากประเทศในทวีปเอเชีย ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สิทธิพิเศษด้านการค้ากับจีน ได้สร้างรายรับให้ สปป. ลาว กว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • นายสมมาด พนเสนา รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่ง สปป. ลาว รายงานต่อที่ประชุมสภาแห่งชาติเกี่ยวกับร่างกฎหมายว่าด้วยที่ดิน ฉบับปรับปรุงว่า เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยที่ดินฉบับปัจจุบัน   (ปี 2546) ถูกประกาศใช้มาเป็นเวลา 15 ปี และมีเนื้อหาบางส่วนยังมีช่องว่าง ไม่ครอบคลุม และไม่ชัดเจน เป็นเหตุให้การปฏิบัติตามกฎหมายฉบับดังกล่าวไม่เป็นเอกภาพ จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยที่ดิน ฉบับปี 2546 ให้มีเนื้อหาที่ละเอียด ชัดเจน และสอดคล้องกับสภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจ - สังคม และมติของคณะบริหารงานศูนย์กลางพรรคว่าด้วยการความคุ้มครองและพัฒนาที่ดิน
  • เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2561 ได้มีการจัดพิธีลงนามสัญญาสัมปทานโครงการเขื่อนไฟฟ้าน้ำพูน โดยนายคำเลียน พนเสนา รองรัฐมนตรีกระทรวงแผนการและการลงทุนแห่ง สปป. ลาว และนายบุนอู้ม สีวันเพ็ง ประธานสภาบริหารบริษัท น้ำพูนพาวเวอร์ จำกัด เป็นผู้ลงนาม

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ