การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของเยอรมนี (ตอนที่ 2) การปรับตัวเพื่อก้าวไปสู่อนาคตของผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของเยอรมนี
สามารถค้นหาบทความตอนที่ 1 ได้ที่ www.thaibizgermany.com/de/news/detail.php?cate=news&id=21098  


        ในปี 2558 รัฐบาลเยอรมนีได้ประกาศว่า จะจ่ายเงินอุดหนุนประขาชนทุกคนที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าใหม่เป็นเงินจำนวน 4,000 ยูโร โดยคาดหวังจะช่วยกระตุ้นความต้องการให้คนซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ทั้งนี้ หากพิจารณาถึงยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในเยอรมนีในช่วงไตรมาสที่ 1 – 3 ของปี 2560 ที่มีจำนวน 37,000 คัน ทำให้มีรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนนของเยอรมนีเมื่อสิ้นเดือนกันยายน 2560 ทั้งหมดกว่า 75,000 และสมาพันธ์ผู้ผลิตรถยนต์เยอรมัน หรือ VDA คาดการณ์ว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนนมากกว่า 86,000 คัน ก็อาจกล่าวได้ว่ามาตรการดังกล่าวเริ่มจะมีผลเป็นรูปธรรมในการกระตุ้นยอดขาย อย่างไรก็ดี หากพิจารณาส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดรถยนต์เยอรมนีที่คิดเป็นเพียงร้อยละ 1.4 หรือเมื่อเปรียบเทียบกับยอดขายรถยนต์ Volkswagen รุ่น Golf ในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวนเท่ากับยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า อาจกล่าวได้ว่า อุปสงค์รถยนต์ไฟฟ้าในเยอรมนียังค่อนข้างต่ำ และมาตรการกระตุ้นยอดขายดังกล่าวยังไม่สามารถทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นที่นิยมในหมู่ชาวเยอรมันได้

    ยิ่งหากเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดต่างประเทศแล้ว อาจกล่าวได้ว่า เยอรมนียังเป็นตลาดรถยนต์ที่ผู้บริโภคเริ่มที่จะทำความรู้จักกับรถยนต์ไฟฟ้าและความนิยมซื้อรถยนต์ไฟฟ้ายังไม่แพร่หลายเท่าที่ควร ดังจะเห็นได้จากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ในสหรัฐฯ จีน หรือ ญี่ปุ่น ที่ต่างก็มียอดขายมากกว่า 200,000 คันในปี 2559 โดยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในจีนในปี 2560 อาจพุ่งสูงถึง 350,000 คัน หรือแม้กระทั่งเมื่อเปรียบเทียบกับนอร์เวย์ซึ่งมีจำนวนรถยนต์ไฟฟ้ารวมทั้งหมดกว่า 100,000 คันในปี 2559 หรือมากกว่าเยอรมนีเกือบ 3 เท่า ทั้งที่มีประชากรน้อยกว่าเยอรมนีถึง 16 เท่า
จำนวนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่แตกต่างกันมากระหว่างเยอรมนีกับประเทศอื่น ๆ สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าของค่ายรถเยอรมันที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับค่ายรถจากประเทศอื่น ๆ เช่น Tesla หรือ Nissan ลักษณะดังกล่าวนี้อาจเป็นผลจากการที่บริษัทในซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) และในจีนเริ่มมีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าไปก่อนหน้าผู้ผลิตเยอรมนี เช่น Daimler, BMW และ Volkswagen ซึ่งก่อนหน้านี้อาจละเลยศักยภาพของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและยังคงมุ่งเน้นลงทุนไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ดี ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของเยอรมนีทั้งสามเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนมุมมองและหันมาพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว โดย VDA คาดการณ์ว่าตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป จะมีรถยนต์ไฟฟ้าจากผู้ผลิตสัญชาติเยอรมันออกสู่ตลาดเยอรมันและตลาดโลกมากขึ้น และจะทำให้ส่วนต่างของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าของค่ายรถเยอรมันกับค่ายอื่น ๆ ค่อย ๆ ลดลง

         หากจะเปรียบเทียบระหว่างผู้ผลิตสัญชาติเยอรมันทั้งสามรายข้างต้น อาจกล่าวได้ว่า BMW ดูจะมีความก้าวหน้าในเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้ามากที่สุด โดย BMW มุ่งไปที่การพัฒนา intelligent battery ที่สามารถควบคุมระบบการจ่ายไฟฟ้าให้แก่ระบบขับเคลื่อนและควบคุมรถยนต์ ระบบซอฟต์แวร์ ระบบเครื่องใช้ไฟฟ้าในรถยนต์ และระบบควบคุมความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยล่าสุด ได้ทุ่มเงินไปกว่า 30 ล้านยูโรในการพัฒนาแบ็ตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น i3 และ i8 และได้พัฒนากระบวนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้เป็นระบบอัตโนมัติ (automation) ทั้งหมด นอกจากนี้ BMW ยังวางแผนจะจ้างพนักงาน ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัยและพัฒนา รวมทั้งวิศวกรอีกกว่า 2,500 คน ภายในปี 2561 เพื่อมาพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นความต้องการแรงงานผู้เชี่ยวชาญเพิ่มขึ้นจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท

          นอกเหนือจาก BWM แล้ว ผู้ผลิตรายอื่น ๆ ก็เริ่มปรับตัวเช่นกัน โดย Daimler วางแผนที่จะผลิตแบตเตอรี่เองและรถยนต์ไฟฟ้าถึง 10 รุ่นภายในปี 2568 นอกจากนี้ Daimler ยังได้พัฒนารถตู้อเนกประสงค์ รถบรรทุกขนาดเล็ก และรถบรรทุกขนสินค้าขนาด 26 ตันที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน เพียงพอสำหรับการเดินทาง 200 กิโลเมตรต่อการชาร์จแบตเตอรรี่หนึ่งรอบ ทำให้เป็นที่สนใจให้หมู่ซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่เป็นอย่างมาก เพราะสามารถนำรถบรรทุกไฟฟ้าไปใช้ในการขนส่งสินค้าจากโกดังเก็บสินค้าไปยังสาขาต่าง ๆ ได้ อย่างไรก็ดี รถบรรทุกไฟฟ้าขนาด 26 ตันดังกล่าวจะใช้ได้เพียงเพื่อการขนส่งที่มีระยะทางสั้น หรือคิดเป็น 10% ของการขนส่งสินค้าบนถนนทั้งหมดเท่านั้น ในขณะที่อีก 90% ซึ่งเป็นการขนส่งสินค้าระยะทางไกลกว่า 200 กิโลเมตร ยังจะต้องขนส่งด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลต่อไป และส่วน Volkswagen Group ซึ่งก่อนหน้านี้เผชิญกระแสข่าวการติดตั้งซอฟต์แวร์เพื่อบิดเบือนค่าการปล่อยก๊าซไนโตรเจนอ๊อกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซมลพิษ ก็มีแนวคิดที่จะพัฒนารถที่จะขับเคลื่อนอัตโนมัติด้วยไฟฟ้า (electric self-driving car) ออกมาตีตลาดภายในปี 2562

          แต่ไม่ว่าผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของเยอรมนีจะพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าอย่างไร ผู้เชี่ยวชาญจาก Nationale Plattform für Elektromobilität ซึ่งเป็นองค์กรสาธารณะผู้ประสานงานด้านนโยบายส่งเสริมการผลิตและการใช้ยานพาหนะไฟฟ้าที่สำคัญที่สุดของเยอรมนีเห็นว่า ในช่วงระยะ 10 ปีข้างหน้า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดเยอรมนีจะยังเป็นรองรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ชนิดสันดาปภายใน (internal combustion engine) ด้วยข้อจำกัดของรถยนต์ไฟฟ้า เช่น ราคาของรถยนต์ไฟฟ้าที่ยังสูงกว่ารถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ชนิดเผาไหม้ ขีดจำกัดด้านระยะทางการขับเคลื่อน การติดตั้งจุดชาร์จแบตเตอรี่ ซึ่งคาดว่าในสิ้นปี2560 จะมีจำนวนทั้งหมดเพียง 6,500 จากที่ควรจะมี 70,000 จุดเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ ทั้งหมดนี้ทำให้รถยนต์ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้ายังมีศักยภาพเทียบไม่ได้กับเครื่องยนต์สันดาปภายในและทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังลังเลที่จะซื้อรถยนต์ไฟฟ้า และทำให้อุปสงค์ของรถยนต์ไฟฟ้าไม่เพิ่มขึ้นเท่าที่ควร

          ในด้านของอุปทาน ผู้ผลิตก็เผชิญอุปสรรคในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีด้วย โดยเฉพาะในการลดต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ซึ่งมีมูลค่าเป็นร้อยละ 40 ของมูลค่าต้นทุนยานพาหนะ ดังนั้น หากจะทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าก้าวไปอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายังต้องพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเครื่องยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้มีความต้องการแรงงานที่มีฝีมือและนักวิจัยอีกจำนวนมาก ซึ่งอาจยังคงเป็นประเด็นท้าทายอยู่
18 ธันวาคม 2560

Back to the list

More Related

  • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลินประชาสัมพันธ์ฯ งาน Energy Storage Europe 2018 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 13 - 15 มีนาคม 2561 ณ เมืองดึสเซ็ลดอร์ฟ เยอรมนี โดยสมาคมอุตสาหกรรมการเก็บพลังงานเยอรมัน  เพื่อเป็นแสดงสินค้าและนวัตกรรมลักษณะ B2B ด้านการเก็บพลังงาน (energy storage) ที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งโลก
  • เมื่อต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น รัฐบาลเยอรมนีเริ่มออกมาตรการกระตุ้นให้คนซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นตั้งแต่ปี 2559 ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ของเยอรมนีเร่งพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์โลกในอนาคต
  •           Adlershof Science Park เป็นอุทยานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมต้นแบบชั้นนำของประเทศเยอรมนี ที่เป็นศูนย์รวมของหน่วยงานด้านวิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ ที่มีทั้งศูนย์เทคโนโลยีและศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ (Incubator) กว่า 90 แห่งกระจายไปตามสาขาต่าง ๆ สถาบันวิจัยมากมายทั้งที่ไม่ใช่มหาลัยและสถาบันในระดับมหาวิทยาลัย เช่น Humboldt University รวมแล้วกว่า 20 แห่ง และบริษัทต่าง ๆ มากกว่า 1,000 แห่ง ในนิคมอุตสาหกรรมย่อย ๆ กว่า 16 โครงการ โดยมีบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นสูง 460 แห่ง มีพนักงานทั้งหมด 16,000 คน <br />
              Adlershof เป็นนิคมวิจัยที่มีสิ่งแวดล้อม (eco-system) ที่เหมาะสมสำหรับเอกชนในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อตอบสนองความต้องการของบริษัทเอกชน สอดคล้องกับหลักการที่ว่า อุทยานวิทยาศาสตร์ควรประกอบด้วยองค์ประกอบสามส่วนในการสร้างนวัตกรรม (innovation triple helix) ได้แก่ 1. บริษัทเอกชน ซึ่งเป็นที่มาของแหล่งเงินทุนแอละโจทย์การวิจัย 2. สถาบันวิจัย ซึ่งเป็นแหล่งที่มาขององค์ความรู้และการวิจัยประยุกต์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย เช่น ห้องแล็บ และ 3. สถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของการวิจัยขั้นพื้นฐานและเป็นผู้สร้างนักวิจัยที่มีคุณภาพ <br />
              ด้วยเหตุนี้ Adlershof จึงประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการสร้างนวัตกรรมที่เอกชนสามารนำไปสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้ และสามารถขยายโครงสร้างองค์การอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันมีส่วนให้บริการมากมาย ศูนย์บริการหลักๆ ได้แก่ ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ (incubator) ที่ให้บริการผู้ประกอบการ หรือ บริษัทตั้งแต่ ด้านการจัดเตรียมเอกสาร ใบอนุญาต ด้านการตลาด และการส่งต่อเทคโนโลยี ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีดิจิทัลในSMEs และ ศูนย์วิจัยข้อมูลทางสถิติ <br />
    หัวใจของ Adlershof คือ ศูนย์วิจัยในสาขาต่าง ๆ ได้แก่  ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพและสิ่งแวดล้อม ศูนย์วิจัย Photonics and Optics ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและมัลติมีเดีย ศูนย์วิจัย Microsystems and Materials และศูนย์วิจัยเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)<br />
               การทำงานของ Adlershof  เริ่มตั้งแต่การปูรากฐานการทำวิจัย การทํางานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานวิจัยและบริษัทผู้ผลิต เพื่อปรับปรุง และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สามารถนำมาใช้งานได้จริง และสามารถนำไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ประกอบกับการมีเครือข่ายที่กว้างขวาง Adlershof จึงช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจของบริษัทในการพบปะกับบริษัทชั้นนำมากมาย<br />
               ลักษณะสำคัญของ Adlershof  คือ  <br />
               1.    การที่รัฐบาลริเริ่มโครงการแล้วส่งต่อให้ภาคเอกชนเป็นผู้บริหารจัดการ ด้วยแนวทางการบริหารแบบเอกชนนี้เอง ปัจจุบันมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายใน Adlershof กว่า 70% ของรายได้ต่อปีกว่า 2 พันล้านยูโร จึงมาจากภาคเอกชน<br />
               2.    จุดมุ่งหมายในการทำการวิจัย คือ เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ใช้การได้มากกว่าหารายได้จากแหล่งอื่น ๆ ไม่เน้นการสร้างงานวิจัยเพื่อผลงานทางวิชาการ แต่ไม่นำมาปรับใช้ หรือที่เรียกว่า ขึ้นหิ้ง<br />
               3.     การสร้างเครือข่ายจากจุดแข็งของกรุงเบอร์ลิน ในการเป็นศูนย์บ่มเพาะธุรกิจสำหรับ Start-ups ที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 1 ของโลก <br />
               4.    มุ่งแสวงหาผู้ประกอบการรายใหม่ (“incubees”) เพื่อนำมาบ่มเพาะกับเทคโนโลยี และร่วมมือกับ บริษัท ขนาดใหญ่ที่อาจมีการแตกหน่อทางธุรกิจใหม่ ๆ<br />
               จากการเยี่ยมศึกษาดูงานที่ Adlershof ของ ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2560 ฝ่ายไทยได้เล็งเห็นถึงโอกาสที่จะเรียนรู้ประสบการณ์จาก Adlershof รวมทังขยายความร่วมมือระหว่าง Adlershof กับอุทยานวิทยาศาสตร์ของไทย ทั้งด้าโดยเฉพาะด้าน การวางระบบศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเพื่อให้ผู้ประกอบการเข้มแข็งและมีการลงทุนด้าน R & D อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลทางธุรกิจมากที่สุด และการศึกษาโครงสร้างเครือข่าย R & D ของ Adlershof ให้แก่ผู้ประกอบการตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ที่ไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งกับผู้ประกอบการระดับ high-tech หรือ mid-tech ได้ <br />
  • สถานเอกอัครราขทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมัน 2 คน ได้แก่ Dr. Christina Schmidt-Holtmann ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล จากกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานของเยอรมนี และนาย Lutz Haase ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร FTWK ซึ่งเป็น start-up ด้านบริการสุขภาพที่ประสบความสำเร็จ เดินทางเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 18 – 24 กันยายน 2560 เพื่อขยายหุ้นส่วนด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างไทยกับเยอรมนี และร่วมเป็นวิทยากรในงานสัมมนา Green and Innovative Economy ซึ่งในปีนี้ จัดในหัวข้อ Digital Agenda ของเยอรมนีกับโอกาสทางธุรกิจของไทย เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2560 ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพมหานคร
  • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ Train the Trainer ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 19-24 มีนาคม 2559 ที่สถานเอกอัครราชทูตฯ แก่คณะผู้บริหารและครูอาชีวะจากวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเทคนิคทั่วประเทศไทย ตามโครงการต่อยอดความร่วมมืออาชีวศึกษาไทย-เยอรมัน ประจำปี 2559 โดยผู้เชี่ยวชาญเยอรมันจากสถาบัน IRATEC เพื่อต่อยอดการถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในการพัฒนาทักษะแรงงานคุณภาพและการบริหารจัดการระบบอาชีวศึกษาทวิภาคี โดยชมการสาธิตและลงมือปฏิบัติจริงตามหัวข้อต่างๆ และเยี่ยมชมศูนย์ฝึกงานของบริษัทเยอรมันด้วย<br />
    <br />
    ในโอกาสที่ พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินทางเยือนกรุงเบอร์ลิน เพื่อเข้าร่วมการประชุม Berlin Energy Transition Dialogue เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559 รัฐมนตรีฯ ในฐานะอดีตสมาชิก สนช. คณะกรรมาธิการด้านการศึกษาและการกีฬา จึงได้ให้คณะครูอาชีวะ ที่เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ Train the Trainer ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 19-24 มีนาคม 2559 ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน เข้าพบและให้โอวาทแก่คณะ โดยกล่าวว่า รัฐบาลได้ตั้งเป้าปฏิรูปอาชีวศึกษา เพื่อให้ประชาชนมีรายได้ มีงานทำ มีศักดิ์ศรีและมีคุณค่าในสังคม อาชีวศึกษาและพลังงานทดแทนเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกหนีกันได้ จึงขอให้ทุกคนมุ่งมั่นพัฒนาตนเอง ปัจจุบัน นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ การตั้งนิคมอุตสาหกรรม และส่งเสริมการลงทุนในสาขาต่างๆ ในหลายจังหวัด จะช่วยให้มีการจ้างงานอีกมาก หากไทยมีบุคลากรคุณภาพ จะสามารถพัฒนาเป็นประเทศต้นน้ำและปลายน้ำที่ดีได้ ในช่วงท้าย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้บรรยายสรุปกิจกรรมที่ผ่านมาของสถานเอกอัครราชทูตฯ และแนวทางความร่วมมือไทย-เยอรมันในอนาคต โดยเฉพาะการจัดทำหลักสูตรการฝึกงานของนักศึกษา และหลักสูตรการพัฒนาครูฝึก/ครูช่างในสถานประกอบการ

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ