สินค้าอาหารแบรนด์ไทย ฉายแววสดใสในอินเดีย
 สินค้าอาหารแบรนด์ไทย ฉายแววสดใสในอินเดีย
        อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป มีการคาดการณ์ว่าธุรกิจด้านอาหารในอินเดียจะมีมูลค่าสูงถึง 4 แสนล้านรูปี หรือประมาณ 2 แสนล้านบาทในปี 2018 จากปัจจุบันที่ 2.4 แสนล้านรูปี หรือประมาณ 1.25 ล้านบาท นับเป็นจังหวะทองของผู้ประกอบการไทยเลยก็ว่าได้เพราะธุรกิจสินค้าเกษตรและอาหารเป็นจุดแข็งของไทย

        ช่วงกว่า 20 ปี ที่ผ่านมา บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอาหารของไทยได้นำร่องเข้าไปปักธงลงทุนขยายธุรกิจด้านอาหารในอินเดีย ทำให้สินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มของไทยเป็นที่นิยม มีชื่อติดตลาด และเป็นที่รู้จักในหมู่คนอินเดีย อาทิ ไก่ย่างห้าดาวของซีพี ที่มีแฟรนไชส์กว่า 300 สาขากระจายอยู่ทั่วหัวเมืองใหญ่ ๆ ทั้งบังกาลอร์ เจนไน และโกชี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า ที่เข้าไปเจาะตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค และมีแผนจะตั้งโรงงานผลิตในอินเดีย และนมเปรี้ยวดัชมิลล์ ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค มียอดขายทะลุเป้า ล่าสุดบริษัทได้เริ่มขยายตลาดไปยังกรุงนิวเดลีและเมืองไฮเดอราบัดเป็นที่เรียบร้อย

        อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้สินค้าไทยเป็นที่นิยมในหมู่คนอินเดีย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ซึ่งประชากรมีรายได้สูงคือ คนอินเดียนิยมมาท่องเที่ยวในประเทศไทยและหลงรักความเป็นไทย ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวอินเดียหลั่งไหลมาไทยเกือบ 1 ล้านคน รวมทั้งอินเดียยังมีวัฒนธรรมการกินคล้ายคลึงกับไทยอย่างการกินข้าว การกินแกง ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจและคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ที่ตีตราว่าเป็นสินค้าจากประเทศไทย

        สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังศึกษาลู่ทางตลาดอินเดียอยู่ โอกาสนั้นมาถึงแล้ว เพราะเป็นยุคที่นโยบายส่งเสริมการค้าและการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดียกำลังเฟื่องฟู รัฐบาลอินเดียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีนเรนทร โมที ประกาศเดินเครื่องส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศอย่างเต็มที่ผ่านนโยบาย Make in India มาตั้งแต่ปี 2014 โดยอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ 100% ในบางสาขา มีการอำนวยความสะดวกโดยใช้นโยบายผ่อนปรนด้านการลงทุน รวมถึงได้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในหลายรัฐทั่วประเทศ และอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งสินค้า ในขณะที่รัฐบาลของทั้งสองประเทศอยู่ระหว่างการเจรจาความตกลง FTA ไทย-อินเดีย ซึ่งแน่นอนว่าจะยิ่งเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกในการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศมากยิ่งขึ้น

        อินเดีย ประเทศมหาอำนาจที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของเอเชียรองจากจีน และญี่ปุ่น ในนาทีนี้ ผู้ประกอบการไทยจึงละเลยไม่ได้ และควรเร่งเครื่องธุรกิจจับจองพื้นที่ทางการตลาดก่อนที่ระดับ การแข่งขันในดินแดนภารตะจะพุ่งทยานสูงไปกว่านี้

        หากตลาดนี้อยู่ในความสนใจ วันที่ 12 กันยายน ศกนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี นำทีมจัดสัมมนาเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพของตลาดอินเดียภายใต้หัวข้อ ‘จัดกระบวนทัพ SMEs ไทย สู่ตลาด ภารตะ’ ใน ณ ห้องนภาลัย บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี ระหว่างเวลา 9.00-16.30 น. ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaibiz.net/th/event-calendar/20752/
15 กันยายน 2559
แหล่งข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองมุมไบ
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ (ThaiBiz)

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ