ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์สหรัฐฯ ขยายตัวสูง
ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์สหรัฐฯ ขยายตัวสูง
        กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ รายงานยอดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นสองหลักเกือบทุกปีนับตั้งแต่ปี 2533 และยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดย The Nutrition Business Journal ได้รายงานว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 อัตราการขยายตัวของยอดขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 10 ทุกปี ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ มีมีมูลค่ากว่า 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.3 ล้านล้าน บาท) ในปี 2558 โดยมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับยอดจำหน่ายของปีที่ผ่านมา ด้วยมูลค่า ตลาดที่สูงจึงทำให้ผู้จำหน่ายสินค้าอาหารรายใหญ่หลายรายในสหรัฐฯ เช่น “Costco” “Kroger” “Walmart” และ “Target” ตัดสินใจเข้าสู่ตลาดสินค้าอาหารเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง ซึ่งคาดว่าจะทำให้ความต้องการบริโภคสินค้าอาหารเกษตรอินทรีย์เพิ่มสูงขึ้นอีกในอนาคต

        สมาคมผู้จำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ (The Organic Trade Association) ประมาณสัดส่วนการบริโภคสินค้าอาหารเกษตรอินทรีย์ของผู้บริโภคในสหรัฐฯ คิดเป็นเพียงร้อยละ 5 ของปริมาณการบริโภคสินค้าอาหารทั้งหมดในปี 2557 แม้ว่ากระแสการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์จะเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ตาม

        สินค้าในกลุ่มสุขอนามัยส่วนบุคคลแบบเกษตรอินทรีย์ เช่น เสื้อผ้า และสินค้าเกษตรอินทรีย์อื่น ๆ (ที่ไม่ใช่อาหาร) มีอัตราการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยมียอดจำหน่ายเกิน 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.1 แสนล้านบาท) ในปี 2557 สินค้าเกษตรอินทรีย์กลุ่มที่มียอดขายขยายตัวสูงสุดในสหรัฐฯ คือ กลุ่มผักและผลไม้สด และกลุ่มผลิตภัณฑ์จากนม รองลงมาเป็นกลุ่มขนมปัง อาหารสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม เนื้อ และเครื่องปรุง

        ทั้งนี้ พบว่าเกษตรกรในสหรัฐฯ สนใจทำฟาร์มผลิตสินค้าแบบเกษตรอินทรีย์มากขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับปริมาณความต้องการบริโภคในปัจจุบัน ปริมาณความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นในปัจจุบันเป็นปัจจัยสำคัญดึงดูดให้เกษตรกรเข้าสู่ตลาดศักยภาพนี้มากขึ้น อีกทั้ง ราคาจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ยังสูงกว่าสินค้าทั่วไปประมาณ 2 – 3 เท่าอีกด้วย ทั้งนี้ Economic Research Service รายงานว่า หากเปรียบเทียบต้นทุนทาง เศรษฐศาสตร์ต่อราคาจำหน่ายข้าวโพดและถั่วเหลืองแบบเกษตรอินทรีย์ในตลาดแล้วยังถือว่ามีความคุ้มค่าต่อการ ลงทุนอยู่

        ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ พบว่าในปี 2557 สหรัฐฯ ส่งออกสินค้าผักสดและผลไม้สดเกษตรอินทรีย์เป็นมูลค่ากว่า 5 ร้อยล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท) และนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ กล้วย กาแฟ น้ำมันมะกอก มะม่วง ไวน์ ถั่วเหลือง และธัญพืชประเภทอื่น ๆ เป็นมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท)

logo thaibizusa.jpg
4 มีนาคม 2559
แหล่งข้อมูล: กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (U.S. Department of Agriculture)
โดย: นายพงษ์ระพี ซื่อสัตย์บุญ สคร. ไมอามี

Back to the list

More Related

  • จากตอนที่แล้วเราได้ทำความรู้จักกับกฏหมาย Trade Facilitation and Trade Enforcement Act of 2015    (TFTEA 2015)  ซึ่งให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรสหรัฐฯ ในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานผิดกฎหมายซึ่งรวมถึง แรงงานบังคับ (Forced Labor) แรงงานที่ผลิตโดยนักโทษ (Prison Labor) และ แรงงานขัดหนี้ (Indentured Labor) เข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยเป็นการสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าในลักษณะเป็นรายบริษัท และมิใช่รายประเทศ
  • เมื่อกลางปีนี้สหรัฐฯได้ปรับให้ไทยอยู่ใน Tier 2  Watch List ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (รายงาน TIP Report) ประจำปี 2559 หลังจากปรับลดระดับให้ไทย อยู่ใน Tier 3 เป็นเวลาสองปีติดต่อกัน  ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯเล็งเห็นว่าไทยเรามีพัฒนาการในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และปัญหาแรงงานผิดกฎหมายที่ดีขึ้น  
  • กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ รายงานยอดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นสองหลักเกือบทุกปีนับตั้งแต่ปี 2533 และยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดย The Nutrition Business Journal ได้รายงานว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 อัตราการขยายตัวของยอดขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 10 ทุกปี ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ มีมีมูลค่ากว่า 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.3 ล้านล้าน บาท) ในปี 2558
  • สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมเหล็กอเมริกาเหนือ (The United Steelworkers Union: USW) ได้ยื่นคำร้องต่อ International Trade Commission ขอไต่สวนการทุ่มตลาดและการอุดหนุนสำหรับสินค้ายางรถบรรทุกขนาดกลางและรถโดยสารของจีนในตลาดสหรัฐฯ ตามมาตรา 701 และ 731 ของกฎหมายภาษีศุลกากรอีกครั้ง หลังจากที่ USW เคยได้รับชัยชนะในการเรียกร้องให้ลงโทษสินค้ายางรถยนต์และรถบรรทุกขนาดเบาที่นำเข้าจากประเทศจีนมาแล้วในปีที่ผ่านมา
  • เมื่อสหรัฐฯ ลดข้อบังคับด้านการท่องเที่ยวให้กับคิวบา เจ้าของธุรกิจและผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีความต้องการที่จะเป็นรายแรกที่ได้ดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ให้บริการเรือข้ามฟาก (Ferry) ทางการท่าเรือไมอามีเร่งหารือแนวทางการสร้างอาคารผู้โดยสารชั่วคราวที่ท่าเรือไมอามีเพื่อรองรับผู้ประกอบการที่ต้องการให้บริการเรือข้ามฟากไปยังคิวบา
  • นับเป็นโอกาสให้ชาวไทยสัญชาติอเมริกันใช้ประโยชน์จากหน่วยงานสหรัฐฯ ที่มีการส่งเสริมการลงทุน สร้างธุรกิจให้แก่บริษัทของชนกลุ่มน้อย เว็บไซต์ MBDA ได้รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มทำธุรกิจ โครงสร้างที่เหมาะสมกับธุรกิจของตน การเขียนแผนธุรกิจ การขอใบรับรองกิจการที่สามารถขอได้จากหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐบาลกลาง
    <br />

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ