‘อินเดีย’ เดินหน้า 3 โครงการยักษ์ ยกระดับชีวิตประชาชน
‘อินเดีย’ เดินหน้า 3 โครงการยักษ์ ยกระดับชีวิตประชาชน

" ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง " คำกล่าวที่เปรียบเช่นการจุดประกายให้แก่ชาวภารตะโดยนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีแห่งอินเดีย ในพิธีเปิดตัวโครงการใหญ่กว่า 3 โครงการ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนและพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ

นิตยสาร Business India ฉบับวันที่ 6 – 19 ก.ค. 58 ลงบทความชื่อ Modi’s Marshall Plan เกี่ยวกับการเริ่มรณรงค์โครงการดังกล่าวของรัฐบาลกลางอินเดียซึ่งเป็นโครงการระยะยาว 7-10 ปีข้างหน้าประกอบด้วย

1. โครงการให้ทุกครัวเรือนมีบ้านภายใน พ.ศ. 2565 (Housing for all by 2022)

รัฐบาลกลางอินเดียจะสนับสนุนให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์เอกชนสร้างที่อยู่อาศัยราคาถูกสำหรับชาวชุมชนแออัดที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองทั่วประเทศ โดยภาครัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้หลังละ 1 – 1.5 แสนรูปี (ประมาณ 50,000 – 75,000 บาท) คาดการณ์ว่ารัฐบาลจะใช้เงินงบประมาณกว่า 3 ล้านล้านรูปีเพื่อสนับสนุนการสร้างบ้านภายใต้โครงการดังกล่าวจำนวน 20 ล้านหลังในระยะเวลา 7 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ รัฐบาลยังจะผลักดันให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถกู้เงินจากธนาคารเพื่อสร้างบ้านได้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง (Credit Linked Interest Subsidy) และยังมุ่งเปิดโอกาสให้ผู้หญิงสามารถเป็นเจ้าของบ้านเดี่ยวหรือเป็นเจ้าของบ้านร่วมกับสามี (Women Empowerment) เพื่อยกระดับสิทธิสตรีในประเทศ

2. แผนการดำเนินโครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities Action Plans)

รัฐบาลกลางอินเดียได้อนุมัติวงเงินกว่า 480,000 ล้านรูปี (ประมาณ 240,000 ล้านบาท) สำหรับแผนการพัฒนานี้ โดยให้แต่ละรัฐคัดเลือกเมืองมีศักยภาพจะพัฒนาไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะส่งเข้าประกวดต่อคณะกรรมการคัดเลือกเมืองอัจฉริยะ (City Challenge Competition) หลังจากนั้นรัฐบาลท้องถิ่นของเมืองที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับงบประมาณจากรัฐบาลกลางปีละ 1,000 ล้านรูปี (ประมาณ 530 ล้านบาท) เป็นระยะเวลา 5 ปี เพื่อพัฒนาเมืองนั้น ๆ สู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ บนพื้นฐานเป้าหมายในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน อาทิ การพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค และการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

3. โครงการปรับปรุงคุณภาพชีวิตชาวเมือง (Atal Mission for Rejuvenation & Urban Transformation-AMRUT)

รัฐบาลกลางอินเดียมีแผนทุ่มเงินกว่า 500,000 ล้านรูปี (250,000 ล้านบาท) เพื่อปรับปรุงระบบการให้บริการของภาครัฐสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government) และสนับสนุนงบประมาณแก่รัฐบาลท้องถิ่นในเมืองมากขึ้น (urban local bodies) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนเมือง เช่น การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชน การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการจัดการมลภาวะจากระบบขนส่งมวลชน โดยโครงการนี้จะริเริ่มดำเนินการในเมืองขนาดใหญ่และเล็กที่มีประชากรมากกว่า 100,000 คนขึ้นไป จำนวน 500 เมือง

โครงการทั้งสามข้างต้น มีวงเงินที่ได้รับการจัดสรรไว้ให้กว่า 4 ล้านล้านรูปี หรือประมาณ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนเงินที่มหาศาล อีกทั้งทุกโครงการมีความเกี่ยวข้องกับการสร้างหรือการพัฒนาสิ่งก่อสร้างใหม่ จึงเป็นโอกาสดีสำหรับท่านที่ประกอบธุรกิจบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบริษัทก่อสร้างของไทยระดับชั้นนำที่จะศึกษาความเป็นไปได้ในการมีส่วนร่วมกับโครงการตามแผนงานพัฒนาทั้งสามนี้ อย่างไรก็ดี ยังมีขั้นตอนการอนุมัติของแต่ละโครงการโดยรัฐบาลกลางอินเดียซึ่งคาดว่าอาจใช้เวลาแรมปี

ท่านสามารถติดตามเรื่องราวและอัพเดทข่าวคราวความคืบหน้าของโครงการทั้งสาม รวมทั้งโอกาสของธุรกิจไทยในอินเดียที่น่าสนใจได้ที่ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในอินเดีย (http://www.thaiindia.net) หนึ่งในเครือข่าย ThaiBiz ของเรา และหากภาคเอกชนไทยสามารถร่วมทำธุรกิจดังกล่าวในประเทศอินเดียได้ ต้องถือว่าเป็นอีกการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างมากทีเดียว

2 กันยายน 2558
แหล่งข้อมูล: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ