คณะกรรมาธิการยุโรปแก้ไขมาตรการสุ่มตรวจเข้มผักจากไทยที่ส่งไปยังอียู
คณะกรรมาธิการยุโรปแก้ไขมาตรการสุ่มตรวจเข้มผักจากไทยที่ส่งไปยังอียู
            ตามที่ EU ได้ออกมาตรการสุ่มตรวจเข้มผักไทย ๑๐% – ๕๐% ณ ด่านนำเข้าของสหภาพยุโรป ตามกฎระเบียบ Regulation (EC) No 669/2009 ที่สุ่มตรวจเข้มพืชกลุ่มเสี่ยงของประเทศที่สามที่ส่งไป จำหน่ายยังสหภาพยุโรป โดยให้มีผลปรับใช้แล้วมาตั้งแต่วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๓ นั้น

            เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๘ คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศผลการพิจารณาแก้ไขมาตรการ สุ่มตรวจเข้มครั้งที่ ๒๑ อย่างเป็นทางการใน EU Official Journal L 162/26 ตาม Commission Implementing Regulation (EU) 2015/1012 of 23 June 2015 amending Annex I to Regulation (EC) No 669/2009 implementing Regulation (EC) No 882/2004 of the European Parliament and of the Council as regards the increased level of official controls on imports of certain feed and food of non-animal origin ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยยังคงเป็นมาตรการเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างจากการ Review ครั้งที่ผ่านมา ดังนั้น จึงสรุปภาพรวมการตรวจเข้มผัก จากไทย ณ ปัจจุบัน ได้ดังนี้

            ๑. ตรวจหาสารฆ่าแมลงตกค้างที่ระดับ ๒๐% ในผัก ๒ ประเภท คือ ผักในกลุ่มมะเขือ และถั่วฝักยาว
            ๒. ตรวจหาเชื้อซัลโมแนลล่าปนเปื้อนที่ระดับ ๕๐% ในใบพลู (Piper betle L.)
            ๓. ตรวจหาสารฆ่าแมลงตกค้างที่ระดับ ๑๐% ในพริก

            ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศอื่นๆ จากการ Review ครั้งนี้ พบว่า EU
            ๑. ยกเลิกการสุ่มตรวจหาสารฆ่าแมลงตกค้างที่ระดับ ๑๐% ในถั่วจากเคนย่า
            ๒. เพิ่มการสุ่มตรวจหาสารฆ่าแมลงตกค้างที่ระดับ ๕๐% ในผักชี กะเพรา-โหระพา สะระ แหน่ ผักชีฝรั่ง พริก และกระเจี๊ยบเขียว จากเวียดนาม
            ๓. เพิ่มการสุ่มตรวจหาสารฆ่าแมลงตกค้างที่ระดับ ๕๐% ในใบองุ่น จากตุรกี

            รายละเอียดตามปรากฎในภาคผนวกที่แนบ
            สำหรับรายละเอียดที่เกี่ยวข้องสามารถศึกษาได้จากเว็บไซต์ดังนี้ http://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=OJ:JOL_2015_162_R_0004&from=EN

            กฎระเบียฉบับนี้จะมีผลตามกฎหมาย ๑ วันหลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๘) และกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๘ เป็นต้นไป
10 กรกฎาคม 2558
แหล่งข้อมูล: สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ