ความคืบหน้าการจัดการปัญหาการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ความคืบหน้าการจัดการปัญหาการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
             เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปได้จัดการประชุม Common Security and Diplomacy Policy (CSDP) ซึ่งมีนาง Federica Mogherini ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคงและรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (HR/VP) พร้อมทั้งรัฐมนตรีการต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของประเทศสมาชิกอียูทั้งหมดเป็นผู้เข้าร่วม มีมติเห็นชอบ Crisis Management Concept และปฏิบัติการ EUNAVFOR Med ซึ่งเป็นปฏิบัติการทหารทางทะเลเพื่อเข้าปราบปรามกระบวนการทำธุรกิจของขบวนการลักลอบผู้ย้ายถิ่นฐานเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายผ่านเส้นทางในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

            ปฏิบัติการ EUNAVFOR Med ได้รับการอนุมัติกำหนดระยะเวลาปฏิบัติการเบื้องต้นเป็นเวลา 12 เดือนและได้รับการจัดสรรงบประมาณเบื้องต้นจำนวน 11.82 ล้านยูโรเพื่อใช้ในระยะการวางแผนและเตรียมความพร้อมของปฏิบัติการและได้แต่งตั้งให้พลเรีอตรี Enrico Credendino ชาวอิตาเลียนเป็นผู้บังคับบัญชาของการปฏิบัติการ และศูนย์อำนวยการจะจัดตั้งขึ้นที่กรุงโรม โดยรายละเอียดแผนปฏิบัติการทางทะเลจะต้องเสนอให้ที่ประชุมคณะมนตรีการต่างประเทศของอียู (Foreign Affairs Council) พิจารณาต่อไปในช่วงเดือนมิถุนายน 2558

            อย่างไรก็ตาม EUNAVFOR Med ยังไม่ได้กำหนดเวลาเริ่มต้นปฏิบัติการอย่างเป็นทางการและรายละเอียดการดำเนินการของปฏิบัติการยังไม่ได้รับการสรุป เนื่องจากกำหนดการและรายละเอียดกระบวนการดังกล่าวขึ้นอยู่กับปัจจัยดังต่อไปนี้

           1. การพิจารณาภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ HR/VP ได้กล่าวต่อสื่อมวลชนหลังการประชุม CSDP ว่า อียูกำลังประสานงานกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเพื่อขอมติเห็นชอบดำเนินการปฏิบัติการภายใต้ หมวด 7 ของกฎบัตรสหประชาชาติ (Chapter VII – Action with Respect to Threats to the Peace, Breaches of the Peace, and Acts of Aggression) ภายในเดือนมิถุนายน 2558 เช่นกัน อย่างไรก็ตาม HR/VP ได้กล่าวด้วยว่า ในแต่ละช่วงระยะของปฏิบัติการ เช่น ระยะเริ่มต้นในการวางแผนและการวางเตรียมกำลังพลไม่จำเป็นต้องรอมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

               2. การให้การสนับสนุนการจัดเตรียมกำลังพล (Force Generation) จากประเทศสมาชิก การวางแผนงานในช่วงการเตรียมการจะเป็นตัวกำหนดขนาดของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ซึ่งปฏิบัติการทางทหารของอียูมักจะเริ่มต้นได้ช้ากว่าที่กำหนดไว้เบื้องต้นเพราะความล่าช้าของการให้การสนับสนุนจากประเทศสมาชิก

            3. ความร่วมมือจากรัฐบาลลิเบีย ท่าทีของรัฐบาลลิเบียซึ่งยังคงประสบปัญหาในการปกครองประเทศ ต่อความเป็นไปได้ที่อียูจะใช้มาตรการทางทหารในการบุก ยึดและทำลายเรือลักลอบผู้ย้ายถิ่นฐานภายในน่านน้ำของลิเบีย ได้เป็นไปในทางลบ นอกจากนี้ ยังมีคำวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย อาทิ นาย Peter Suntherland ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติด้านการย้ายถิ่นฐานว่า ปฏิบัติการทางทหารของอียูอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตของผู้ย้ายถิ่นฐาน โดยเฉพาะเด็กและสตรีที่ต้องกลายเป็นตัวประกันอยู่บนเรือได้

            ปฏิบัติการ EUNAVFOR Med มีความแตกต่างจากปฏิบัติการ Triton ซึ่งเป็นปฏิบัติการทางทะเลในระดับสหภาพเพื่อรับมือกับปัญหาการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของอียูก่อนหน้า โดยปฏิบัติการ Triton เป็นปฏิบัติการตั้งรับซึ่งให้การสนับสนุนกองทัพเรือของอิตาลีในการควบคุมการเข้าเมืองและการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ผู้ย้ายถิ่นฐานทางทะเลตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเน้นหลักการห้ามผลักดันกลับ (non-refoulement) แต่ปฏิบัติการ EUNAVFOR Medจะเป็นปฏิบัติการทางทหารเพื่อปราบปรามในเชิงรุก

            อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความไม่ชัดเจนในขั้นตอนการดำเนินการกับผู้ย้ายถิ่นฐานที่พยายามลักลอบเข้าเมือง ซึ่งรายงานข่าวของ EU Observer อ้างว่าเอกสารแผนปฏิบัติการของอียูระบุว่า จะมีการส่งผู้ย้ายถิ่นฐานที่พยายามลักลอบเข้าเมืองสู่ท่าจุดหมาย (ports of debarkation) ซึ่งจะมีหน่วยงานรัฐของประเทศสมาชิกเข้าดูแลและเริ่มกระบวนการคำขอเป็นผู้ลี้ภัยในกรณีที่เป็นผู้ลี้ภัย แต่ก็มีรายงานข่าวแหล่งอื่น อาทิ เว็บไซต์ของ The Economist ซึ่งระบุว่า ปฏิบัติการ EUNAVFOR Med จะดำเนินการส่งผู้ย้ายถิ่นฐานที่พยายามลักลอบเข้าเมืองกลับสู่จุดลงเรือ (point of embarkation) ของผู้ย้ายถิ่นฐานในลิเบีย

            หากอียูจะรับผู้ย้ายถิ่นฐานจากเรือที่ปฏิบัติการ EUNAVFOR Med เข้ายึดและทำลายได้จริง การที่แผนแบ่งความรับผิดชอบการรับผู้ลี้ภัยของ คมธ.ยุโรป ได้รับการต่อต้านจากประเทศสมาชิกหลายประเทศ ก็อาจส่งผลต่อแผนการรับมือกับปัญหาการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของอียูในภาพรวมได้

ขอบคุณรูปภาพจาก : http://www2.thaieurope.net/eufornav-med-may-2015/
8 กรกฎาคม 2558
แหล่งข้อมูล: คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป ณ กรุงบรัสเซลส์
โดย: ทีมงาน ThaiEurope.net

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ