ภาคเอกชนอินเดียเชื่อ ภาษี GST ใหม่จะเปลี่ยนโฉมระบบโลจิสติกส์อินเดียทั้งระบบ
ภาคเอกชนอินเดียเชื่อ ภาษี GST ใหม่จะเปลี่ยนโฉมระบบโลจิสติกส์อินเดียทั้งระบบ

สำหรับภาคธุรกิจของอินเดีย การติดตามกระบวนการและขั้นตอนการออกกฎหมายและประกาศใช้กฎหมายการจัดเก็บภาษี การค้าและบริการ (Good and Services Tax หรือ GST) ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

โดยล่าสุด เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฏรของอินเดียได้ผ่านร่างกฎหมาย The Goods and Service Tax Bill หรือ GST Bill แล้ว และได้ส่งร่างดังกล่าวให้คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมาย GST หรือที่เรียกว่า GST Empowered Committee ของกระทรวงการคลังของรัฐบาลอินเดียพิจารณา เมื่อคณะกรรมการพิจารณาเสร็จแล้วก็จะส่งให้สภาสูงหรือราชยสภาของอินเดียพิจารณาให้ ความเห็นชอบก่อนผ่านร่างกฏหมายและประกาศบังคับใช้ต่อไป

ทั้งนี้ เป็นที่คาดการณ์ว่า รัฐบาลอินเดียน่าจะได้ประกาศใช้กฎหมาย GST ได้ในช่วงเดือนเมษายน 2559

หลายภาคส่วนธุรกิจของอินเดียได้เรียกร้องให้หน่วยงานของภาครัฐทั้งส่วนกลางและรัฐบาลท้องถิ่นเร่งผลักดันให้กฎหมาย GST มีการประกาศใช้โดยเร็ว โดยเชื่อว่า GST จะมีส่วนช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียและลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและบริษัทเอกชนของอินเดีย

สำหรับภาคธุรกิจโลจิสติกส์ของอินเดียดูเหมือนจะเป็นอีกหนึ่งภาคส่วน ธุรกิจที่รออานิสงส์ของการออกกฎหมาย GST ดังกล่าว โดยมองว่า ระบบการจัดเก็บภาษี GST ใหม่จะช่วยลดจำนวนและประเภทภาษีที่ภาคธุรกิจจะจ่ายให้น้อยลง สร้างความเป็นหนึ่งเดียวให้กับตลาดอินเดียมากขึ้น รวมทั้งเชื่อว่า GST จะเปลี่ยนโฉมระบบโลจิสติกส์ของอินเดียใหม่ทั้งระบบ

ปัจจุบัน ตลาดโลจิสติกส์ของอินเดียมีมูลค่ารวมประมาณ 120.43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเท่ากับประมาณเกือบร้อยละ 7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ GDP ของประเทศ และมีอัตราเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ประมาณร้อยละ 9.9 ต่อปี

โมเดลการคำนวณต้นทุนระบบโลจิสติกส์ของอินเดียส่วนใหญ่อยู่ที่ต้นทุน สินค้าคงคลังกับรูปแบบการกระจายสินค้า ซึ่งจะเชื่อมโยงกับการคำนวณภาษีขาย (Central Sales Tax) ซึ่งจัดเก็บโดยรัฐบาลกลางและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งจัดเก็บโดยรัฐบาลท้องถิ่น ดังนั้น ต้นทุนของธุรกิจด้านโลจิสติกส์ของอินเดียจะมากจะน้อยจึงขึ้นกับการ optimize แผนการจัดการการจ่ายภาษีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

แต่ภายใต้ระบบภาษี GST ใหม่ การคำนวณภาษีจะขึ้นกับการโอนสต๊อกสินค้า (Stock Transfer) อีกทั้งบริษัทเอกชนยังได้รับเครดิตภาษีแบบเต็มที่ (Full Credit) หากมีการซื้อขายสินค้าและขนส่งข้ามรัฐ ดังนั้น ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของภาคธุรกิจจึงเปลี่ยนไปขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของการจัดการและการขนส่งสินค้าเป็นหลัก

การปรับปรุงประสิทธิภาพของการจัดการด้านโลจิสติกส์ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนดัง กล่าวนี้จะนำไปสู่มิติใหม่ของการปรับระบบโลจิสติกส์ทั้งระบบ โดยผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจโลจิสติกส์อินเดียต้องหันมาคิด ทบทวนดูว่า จะต้องจัดระบบ operation ใหม่อย่างไร หรือไม่ จะต้องสร้างหรือขยายคลังสินค้าใหม่ หรือปิดคลังสินค้าเดิมที่ไม่จำเป็นหรือไม่ รวมถึงต้องพิจารณาโลเกชั่นของคลังสินค้าหรือสถานที่ที่จะเป็นฮับด้านโลจิสติกส์ด้วย

ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ในอินเดียเชื่อว่า ในอนาคตจะมีการลดจำนวนของคลังสินค้าลง แต่จะมีการขยายขนาดของคลังสินค้าให้ใหญ่ขึ้น และจะมีการสร้างคลังสินค้าในทุกรัฐของอินเดีย นอกจากนี้ สถานที่ตั้งของคลังสินค้าใหม่จะต้องมีโลเกชั่นที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบโครงสร้างพื้นฐานทางการขนส่ง และสามารถเชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของแต่ละภาคอุตสาหกรรมให้มากขึ้นด้วย การเชื่อมโยงดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดการปรับปรุง (re-engineer) ระบบการขนส่งและไหลเวียนของสินค้าในห่วงโซ่อุปทานของภาคอุตสาหกรรมของอินเดียครั้งสำคัญของอินเดีย

ดังนั้น สถานที่ตั้งของคลังสินค้าและศูนย์โลจิสติกส์จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบ โลจิสติกส์ของอินเดียในอนาคต โดยพื้นที่ที่จะเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอินเดียทางตอนใต้น่าจะอยู่ในเขตเส้นทางหลวงเมืองเจนไน-เมืองบังคาลอร์ ขณะที่ตอนกลางน่าจะอยู่ที่เมืองนาคปุระ และตะวันตกเฉียงเหนืออยู่ที่เส้นทางเมืองมุมไบ-รัฐคุชราต-รัฐราชสถาน และเขตกรุงเดลีและปริมณฑล (NCR) รวมทั้งเขตแนวระเบียงอุตสาหกรรมในเขตเมืองเดลี-มุมไบ (DMIC)

ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า ระบบ GST ใหม่ของอินเดียจะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียอีกร้อยละ 1.4-1.7 และสามารถเพิ่มรายได้ภาคธุรกิจได้อีก 1.2 ล้านล้านรูปี โดยอินเดียจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับร้อยละ 5 ในปีนี้ และจะโตในอัตราร้อยละ 7 ในช่วงปี 2559-2560 ขณะที่การส่งออกของอินเดียน่าจะโตได้ในอัตราร้อยละ 11 ในปีนี้ และประมาณร้อยละ 13.5 ในปีหน้า

การประกาศใช้ระบบภาษี GST จึงเป็นเสมือน game changer ของภาคธุรกิจและ อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของอินเดียตัวจริง

22 มิถุนายน 2558
แหล่งข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจนไน
โดย: ดร.พรพิมล สุคันธวณิช

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ