รู้ทันเรื่องที่ดินก่อนลงทุนกัมพูชา
รู้ทันเรื่องที่ดินก่อนลงทุนกัมพูชา

เมื่อการรวมตัวของประชาคมอาเซียนใกล้เข้ามา นักลงทุนไทยได้ให้ความสนใจเบนเข็มทิศไปลงทุนในประเทศอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพอย่างเมียนมาร์และกัมพูชา นักลงทุนที่ชาญฉลาดต้องติดตามสถานการณ์ในประเทศนั้น ๆ ตลอดจนข้อบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้ดำเนินกลยุทธ์การเข้าไปลงทุนอย่างถูกต้องและปรับตัวได้เท่าทัน โดยเฉพาะในมิติการทำธุรกิจอย่างเป็นมิตรและเป็นธรรมกับประชาชนท้องถิ่น ยกตัวอย่างกัมพูชาในปัจจุบัน ธุรกิจต่างชาติหลายแห่งประสบกับปัญหาการเรียกร้องเรื่องการถูกยึดครองที่ดินในกัมพูชา กลุ่ม NGO ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับนานาชาติได้ผนึกกำลังและมีบทบาทอย่างมากในการเรียกร้องแทนประชาชนในท้องถิ่นที่ถูกยึดที่ดินและการไล่ที่อย่างไม่เป็นธรรมบนพื้นที่สัมปทานหลายแห่งในประเทศ อย่างเช่นการลงทุนสัมปทานอ้อยในจังหวัดเกาะกงและจังหวัดอุดรมีชัย

เมื่อปี 2556 Oxfam International (องค์กรรณรงค์ต่อต้านความยากจนของอังกฤษ) ได้ออกมารณรงค์นโยบายไม่สนับสนุนการแย่งยึดที่ดินหรือ Zero-tolerance for land grabbing เพื่อให้บริษัทรายใหญ่ของโลกอย่าง Tate & Lyle Sugars ที่รับซื้อน้ำตาลจากสัมปทานอ้อยในกัมพูชาไปจำหน่ายให้บริษัท Coca-Cola และบริษัท Pepsi หันมาใส่ใจถึงขั้นตอนการได้มาของน้ำตาล การรณรงค์ในครั้งนั้นได้ส่งผลให้บริษัท Coca-Cola และบริษัท Pepsi ได้นำนโยบายไม่สนับสนุนการแย่งยึดที่ดินมาใช้ตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 2557 เป็นต้นมา

นอกจากนี้ กลุ่ม NGO อย่าง Inclusive Development International ยังได้รณรงค์ภายใต้แนวคิด “Clean Sugar Campaign” เรียกร้องให้สหภาพยุโรปเข้ามาตรวจสอบผลกระทบจากนโยบายทางการค้า “Everything but Arms” ที่ให้สิทธิแก่ประเทศที่มีการพัฒนาน้อยที่สุดในการส่งสินค้าไปขายในสหภาพยุโรปโดยไม่ต้องเสียภาษี นโยบายดังกล่าวกลับส่งผลในทางลบ กลายเป็นกระตุ้นให้นักลงทุนเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมปลูกอ้อยในกัมพูชา ทำให้เกิดกรณีการขับไล่ประชาชนออกจากพื้นที่สัมปทานและมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรปได้ตกลงที่จะสรรหาบุคลากรอิสระเพื่อออกแบบกระบวนการประเมินผลกระทบต่อการโยกย้ายและความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการให้พื้นที่สัมปทานปลูกอ้อยร่วมกับรัฐบาลกัมพูชาต่อไป

กฤษฎีกาย่อยว่าด้วยหลักการ วิธีการ และการจัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการให้สัมปทานที่ดินสำหรับการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรของกัมพูชา พ.ศ. 2548 (Sub-Decree #146 on Land Economic Concessions) กำหนดไว้ว่า หน่วยงานภาครัฐไม่สามารถให้สัมปทานที่ดินแก่ผู้รับสัมปทานรายหนึ่งเกิน 10,000 เฮกตาร์ หากเกิน 10,000 เฮกตาร์ จะถือว่าผิดกฎหมาย

ฉะนั้น หากบริษัทไทยรายใดที่สนใจจะเข้าไปลงทุนในกัมพูชา ก็ควรที่จะต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับตัวบทกฎหมายให้ดีเสียก่อน ที่สำคัญ ควรคำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยลดปัญหาที่จะตามมาในอนาคต ไม่ให้ซ้ำรอยกับบริษัทต่างชาติรายอื่นที่เคยประสบมา การรักษาสัมพันธภาพอันดีกับ คนท้องถิ่นจะส่งผลดีต่อการเติบโตของบริษัทไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว และเอื้อให้การลงทุนอย่างราบรื่นไปตลอดรอดฝั่ง

18 มิถุนายน 2558
แหล่งข้อมูล: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

Back to the list

More Related

  • จากตอนที่แล้ว เราได้ทำความรู้จักกับเส้นทางเศรษฐกิจสายอาเซียนหรือ GMS Economic Corridors ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสายสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศทั้งในและนอกภูมิภาคอาเซียน GMS Economic Corridors ใช้เป็นเส้นทางสำหรับขนส่ง กระจายสินค้า ลำเลียงวัตถุดิบ อีกทั้งรองรับนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังต้องอาศัยความเชื่อมโยงด้านกฎระเบียบ (Software Connectivity) เพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนการขนส่งที่ซับซ้อนลงจากที่เป็นอยู่
  • ปัจจุบัน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ ASEAN Economic Community เป็นหัวข้อที่ถูกกล่าวถึงในทุกแวดวง และในขณะเดียวกัน เรามักจะได้ยินคำว่า GMS Economic Corridors อยู่บ่อยครั้ง จนหลายคนตั้งคำถามว่า GMS Economic Corridor คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเส้นทางเศรษฐกิจสายสำคัญ ๆ เหล่านี้ให้มากยิ่งขึ้น
  • การประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue) หรือ ACD จะกลับมา ที่ประเทศไทยอีกครั้ง ต้นเดือนตุลาคม 2559 และครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ ACD เปิดเวทีภาคเอกชน ภายใต้ชื่อ ACD Connect โดยมีจุดประสงค์หลักคือส่งเสริมการเชื่อมโยงการเงินในภูมิภาคเอเชีย เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือด้านนโยบายระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อการขยายตัวในด้านการค้าและการลงทุนในภูมิภาค
  • เทรนด์ “รักษ์” สุขภาพ กำลังแรงไปทั่วโลก สะท้อนจากที่ผู้คนหันมาออกกำลังกายและบริโภคอาหารปลอดสารพิษและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภคกลุ่มนี้ คือ “ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์” ที่ปลูกโดยปราศจากการใช้ยาฆ่าแมลง และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • “โมร็อกโก” เป็นที่รู้จักในฐานะประเทศน่าเที่ยวแห่งหนึ่งของโลก แต่ในแง่โอกาสทางเศรษฐกิจ น้อยคนที่จะรู้ว่า โมร็อกโกเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีศักยภาพ ด้วยตลาดภายในประเทศกว่า 30 ล้านคน และการเป็นประตูบานสำคัญสู่ตลาดการค้าการลงทุนแอฟริกา

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ