EU เร่งตั้งกองทุนสำรองคาร์บอนเครดิต ไม่ปล่อยผู้สร้างมลพิษลอยนวล
EU เร่งตั้งกองทุนสำรองคาร์บอนเครดิต ไม่ปล่อยผู้สร้างมลพิษลอยนวล
            ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานที่น่าสนใจจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ (ประเทศเบลเยียม) เกี่ยวกับแนวทางการค้าก๊าซเรือนกระจกในปี 2562 ของสหภาพยุโรปจากรายงานของ European Voice สื่อชื่อดังของเบลเยียม

            “กฎการค้าสิทธิการปล่อยมลพิษ” (EU Emissions Trading Scheme - EU ETS) เป็นกฎที่อนุญาตให้บริษัทที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำกว่าเกณฑ์ สามารถนำส่วนต่าง (Allowance) ไปขายให้แก่บริษัทอื่นที่ต้องการปล่อยก๊าซมากกว่ากำหนด

            ในช่วงที่ผ่านมา หลายบริษัทต่างเทขายส่วนต่างเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาการปล่อยมลพิษ ถูกลง และเป็นการเปิดช่องให้โรงงานใหญ่ ๆ สามารถปล่อยก๊าซพิษในปริมาณมากอีกครั้ง

            เกี่ยวกับปัญหานี้ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมของรัฐสภายุโรปได้ลงมติให้ปฏิรูปกฎ EU ETS โดยเสนอให้มีการจัดตั้ง กองทุนสำรองเพื่อเสถียรภาพของตลาด (market stability reserve) ในปี 2564 โดยเรียกเก็บส่วนต่างที่มีอยู่มากในท้องตลาด เพื่อดันให้ราคาการปล่อยมลพิษสูงขึ้นตามลำดับ ซึ่ง 10 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปต้องการให้จัดตั้งกองทุนฯ ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2560 จากเดิมที่กำหนดไว้ในปี 2564

            หันมาฟังความเห็นของฝ่ายการเมืองกันบ้าง นาย Ed Davey เลขาธิการด้านพลังงานและ การเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศของสหราชอาณาจักร สนับสนุนการจัดตั้งกองทุนฯ ให้เร็วขึ้น โดยให้เหตุผลว่าการดำเนินการอย่างเร่งด่วน นอกจากจะช่วยให้ราคาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แพงขึ้นแล้ว ยังเป็นแรงจูงใจสำคัญให้ภาคอุตสาหกรรมหันมาใช้พลังงานสะอาด

            ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับท่าทีของนาย Ivo Belet สมาชิกรัฐสภาเบลเยียม ที่มองว่าการขยับกำหนดการจัดตั้งกองทุนฯ ให้เร็วขึ้น เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ อย่างไรก็ดี ต้องคำนึงถึงด้วยว่าอุตสาหกรรมต้องใช้เวลาในการปรับตัว

            สหภาพยุโรปได้จัดตั้ง “กฎการค้าสิทธิการปล่อยมลพิษ” ตั้งแต่ปี 2551 โดยมีบริษัทมากกว่า 12,000 บริษัท เข้าร่วมโครงการ อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนส่วนใหญ่เห็นว่า กฎดังกล่าวทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และอาจส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมของยุโรปลดลง
25 พฤษภาคม 2558
แหล่งข้อมูล: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ