เศรษฐกิจเลาะริมโขง
เศรษฐกิจเลาะริมโขง

อาเซียนตลาดอาจจะดูยิ่งใหญ่ แต่หากพุ่งเป้าไปที่ GMS หรือกลุ่มประเทศแม่น้ำโขง เพื่อนบ้านรั้วติดกัน เป็น “ขุมทรัพย์” แหล่งใหญ่ที่ไม่น่าพลาด

หากจะว่าไปแล้วเศรษฐกิจกลุ่มประเทศแม่น้ำโขง หรือ GMS(Greater Mekong Sub-region) ประกอบด้วย 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม จีน และไทย เติบโตอย่างโดดเด่นในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา ประกอบกับความได้เปรียบของที่ตั้ง “จุดยุทธศาสตร์” ในเอเชียอาคเนย์ จึงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก และมีทุนนานาชาติหลั่งไหลเข้ามาลงทุนมากขึ้น

สะท้อนให้เห็นจากข้อมูลสถิติกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ที่ระบุว่า อัตราการขยายตัวของการค้าระหว่างกันใน GMS มีอัตราเฉลี่ย 22% ต่อปี ในช่วงปี 2543-2552 ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน ประเทศสมาชิก GMS มีการขยายตัวของการส่งออกและการนำเข้ากับประเทศอื่นๆในโลกเช่นกันแต่ในอัตราที่ต่ำกว่า คือ ในอัตราเฉลี่ย 17.17% ต่อปีสำหรับการส่งออก และร้อยละ 16.29% ต่อปีในการนำเข้า

แต่เมื่อพิจารณาสัดส่วนการค้าระหว่างกันต่อการค้ารวมของประเทศ GMS ที่เพิ่มขึ้นจาก 4.31%ในปี 2543 เป็น 6.14%ในปี 2552 ถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำ สะท้อนให้เห็นว่า ยังมีพื้นที่สำหรับนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ มีความสะดวกในการเดินทางไปมาจากการที่มีชายแดนติดต่อกันผ่านการเชื่อมโยงทางถนนและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

โดยล่าสุดในการประชุมประชุมสุดยอดผู้นำ GMS ครั้งที่ 5 เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปร่วมกันในการผลักดันแผนปฏิบัติการตามกรอบการลงทุนภูมิภาค (Regional Investment Framework Implementation Plan: RIF IP) 10 สาขา 215 แผนงาน มูลค่ารวม 51.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท) ประกอบด้วยโครงการลงทุน 123 โครงการ มูลค่า 51,278 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และโครงการความช่วยเหลือทางวิชาการ 92 โครงการ มูลค่า 222 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้แก่ สาขาคมนาคม สาขาพลังงาน สาขาเกษตร สาขาสิ่งแวดล้อม สาขาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สาขาการพัฒนาเมือง สาขาท่องเที่ยว สาขาการอำนวยความสะดวกทางคมนาคมและการค้าสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และสาขาความร่วมมืออื่นๆ

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยให้ความเห็นว่า สำหรับไทยถือว่า มีชัยภูมิสำคัญในการเป็นศูนย์กลางของกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 6 ประเทศ (GMS –Greater Mekong Subregion) ประกอบด้วย ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีนตอนใต้เชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้นักลงทุนมองไทยเป็น Hub หรือศูนย์กลางหลายด้าน ตั้งแต่การเชื่อมโยงซัพพลายเชน จึงเห็นนักลงทุน รุกเข้ามาเชื่อมต่อกับการพัฒนาของไทย โดยเฉพาะยุทธศาสตร์Thailand +1 หลังจากความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นไม่ราบรื่นนัก ทุนญี่ปุ่นก็เบนเข็มมาค่อยเคลื่อนทัพมาใช้ไทยเป็นฐานเพื่อเชื่อมต่อยุทธศาสตร์อาเซียน ไปสู่ประเทศอื่นๆ

“โพสิชันต่างประเทศให้ไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน และ GMS ญี่ปุ่นมียุทธศาสตร์ไทยแลนด์พลัสวัน กระจายความเสี่ยงมาหาไทย ใช้ไทยเป็นฐานในภูมิภาค เชื่อมต่อกับการไปหาแรงงานและวัตถุดิบในประเทศเพื่อนบ้านและส่งมาประกอบเชื่อมซัพพลายเชนกับไทย เช่น โรงงานญี่ปุ่นหลายแห่งไปตั้งที่สะหวันนะเขต สปป.ลาว เช่น แคนนอน โตโยต้า และอาซาฮี หรือแม้แต่ประเทศกัมพูชา ก็มีโรงงานมินิแบร์ ไปตั้ง”

ตามยุทธศาสตร์ที่นักลงทุนมองไทยเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อซัพพลายเชน เพื่อใช้ประโยชน์จากแรงงาน วัตถุดิบ รวมถึงการได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (GSP) ที่จะส่งไปยังประเทศพัฒนา ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงกัมพูชา รวมไปถึงหาตลาดในประเทศเหล่านี้

สำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยก็มีการเคลื่อนทัพ เป็นหัวหอกเข้าไปลงทุนในอาเซียนมายาวนาน อาทิ ซี.พี. และเอสซีจี เพื่อเข้าไปใช้แรงงาน และทำตลาด ขณะที่สหพัฒน์ฯ อาจจะมองเรื่องของการทำตลาดให้กับสินค้า ส่วนกลุ่มสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ประเทศผู้นำเข้า หรือลูกค้า ต่างแนะนำให้กลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้ไปตั้งฐานเพื่อใช้แรงงาน และ GSP ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน นั่นเพราะนับวันต้นทุนค่าแรงงานของไทยสูงขึ้นและหาแรงงานยากขึ้น ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านมีอัตราการว่างงานยังสูงและค่าจ้างแรงงานยังต่ำ

ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา กิจการขนาดกลางเข้าไปตั้งฐานการผลิตเพื่อใช้แรงงานและใช้สิทธิ GSP ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น และต่อไปจะเริ่มเห็นกิจการขนาดกลางลงมาไปดักโอกาสบริเวณจังหวัดชายแดนมากขึ้น เพื่อวางยุทธศาสตร์ดักโอกาสการเติบโตที่เกิดขึ้นรอบๆจังหวัดชายแดน

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ผู้ประกอบการไทยต้องพัฒนาสินค้าให้มีมูลค่าสูงขึ้น ด้วยการวิจัยและพัฒนา(R&D) รวมถึงนวัตกรรม เพื่อให้ไทยยังมีจุดยืนในตลาด

ดร.สมเกียรติ ยืนยันว่า ศักยภาพของประเทศรอบข้างมีแนวโน้มที่ดี ยืนยันได้จากความเปลี่ยนแปลงอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจกิจ (จีดีพี) ในรอบ 5 ปี เฉลี่ย 3.5% แต่เมื่อมองถึงความคึกคักการค้าบริเวณระเบียงเศรษฐกิจ ทั้ง 2 เติบโตมากกว่าจีดีพี โดยระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออกไปยังตะวันตก (East –West Corridor) เมียวดี – แม่สอด – มุกดาหาร – สะหวันนะเขต – ลาวบาว ขยายตัว 3.8% และ ระเบียงเศรษฐกิจทางตอนใต้ อรัญประเทศ-ปอยเปต-ฮาเตียน (Southern Corridor) เติบโต2.8% ส่วนทางฝั่งซ้ายที่ติดกับพม่าเริ่มมีสัญญาณของการเข้าไปดักโอกาสและขยายตัวของจังหวัดใกล้เคียง หากทวายเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น

นอกจากนี้หากพิจารณาเป็นรายจังหวัดจะพบว่า อัตราการเติบโตช่วงปี พ.ศ. 2553-2556 บริเวณด่านชายแดนบางจังหวัดสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ เริ่มต้นจาก ด่านท่าลี่ จ.เลย เติบโตเฉลี่ย 61% อ.แม่สอด จ.ตาก เติบโต 22% อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เติบโต 24% ความคึกคักนี้เป็นผลมาจากการเตรียมตัวดักโอกาสพัฒนาการค้าหลังด่านชายแดนประเทศเปิด แม้การเชื่อมต่อของระเบียงเศรษฐกิจ ทั้งถนน และโครงสร้างพื้นฐานยังไม่เชื่อมติดก็ตาม

ทั้งนี้หากการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานชัดเจนขึ้นทั้งทางสองฟากฝั่งเพื่อนบ้านของไทย พม่า ลาว และกัมพูชา ภาพที่เห็นจะเกิดขึ้นในอนาคตคือการเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วของสินค้าและบริการรวมถึงการลงทุนที่จะชัดเจนและเติบโตมากกว่าปัจจุบัน

จึงไม่ต้องแปลกใจที่จะเห็นการเก็งกำไรของราคาที่ดินสูงขึ้นอย่างเด่นชัด ดึงดูดให้นักลงทุนไปแสวงหาโอกาสใหม่ๆ โดยไปตั้งธุรกิจ สร้างคลังสินค้า ห้างสรรพสินค้าและธุรกิจบริการต่างๆ มากมาย เพราะพื้นที่เหล่านี้คือชัยภูมิสำคัญของการตั้งทัพรับโอกาส AEC

สิ่งสำคัญของการย้ายฐานเพื่อเข้าไปดักโอกาสในประเทศเพื่อนบ้านจึงอยู่ที่การพิจารณาความพร้อมของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในปัจจุบันลาว และกัมพูชา ค่อนข้างมีความพร้อม ขณะที่พม่ามีแนวโน้มที่จะเป็นฐานการผลิตสำคัญ หากมีการพัฒนาปรับปรุงด้านนิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน

เขาทิ้งท้ายถึงสิ่งที่ไทยจะต้องเตรียมรับมือความเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวมาสู่ไทยก็คือ การพัฒนายกระดับสินค้าให้เพิ่มมูลค่า โดยใช้ความได้เปรียบจากการเป็นศูนย์กลางทำตลาดเพื่อสร้างแบรนด์สินค้าไทยในอาเซียน โดยบริการจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ที่ไทยมีให้เกิดประโยชน์

ส่วนภาครัฐ จำเป็นต้องลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอำนวยความสะดวกของการค้าระหว่างเพื่อนบ้านให้คล่องตัวลื่นไหลไร้อุปสรรค

แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือ คนไทยต้องปรับกระบวนทัศน์ทางความคิดใหม่มองเพื่อนบ้านอย่างมิตร ทำลายมายาคติ หรือภาพความทรงจำในอดีตใหม่ ไม่มองเพื่อนบ้านเป็นศัตรู หรือต่ำต้อยล้าหลังไปกว่าไทย แต่ให้มองความเป็นน้ำหนักใจเดียวกัน ที่เข้าใจวัฒนธรรมและสานสัมพันธ์กันในระยะยาว เพื่อผลักดันอนุภูมิภาคให้เติบโตเชื่อมต่อสู่ประชาคมอาเซียน




12 พฤษภาคม 2558
แหล่งข้อมูล: สินเชื่อธุรกิจ SCB SME ( www.scbsme.com )
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

Back to the list

More Related

  • ธุรกิจ E-commerce มีการเติบโตมากขึ้นจากปัจจัยสนับสนุนหลายๆ ด้าน โดยในปีที่ผ่านมาการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชากรในอาเซียนนั้นอยู่ที่ประมาณ 32% และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 50% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า 
  • อาหาร และเครื่องดื่ม ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงของไทย และเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยศักยภาพในการแข่งขันที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ส่งผลให้สร้างรายได้มหาศาลเข้าสู่ประเทศปีละกว่า 1 ล้านล้านบาท
  • ปัจจุบันชาวมุสลิมโดยเฉพาะสตรีเริ่มตื่นตัวและให้ความใส่ใจเกี่ยวกับแฟชั่นการแต่งกายมากขึ้น อันจะเห็นได้จากการที่สตรีชาวมุสลิมมักเลือกใช้เครื่องประดับมาประยุกต์กับเสื้อผ้า หรือ ฮิญาบ (ผ้าคลุมศีรษะสตรีอิสลาม) ที่นิยมตกแต่งด้วยลูกปัดหรือคริสตัลกันมากขึ้นเป็นต้น ส่งผลให้ตลาดเครื่องแต่งกายมุสลิมในอาเซียนเติบโตสูงถึง 10-20% ต่อปี โดยปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นมูลค่าราว 4.5 แสนล้านบาท
  • อาเซียนตลาดอาจจะดูยิ่งใหญ่ แต่หากพุ่งเป้าไปที่ GMS หรือกลุ่มประเทศแม่น้ำโขง เพื่อนบ้านรั้วติดกัน เป็น “ขุมทรัพย์” แหล่งใหญ่ที่ไม่น่าพลาด
  • อาเซียนถือเป็นเวทีเศรษฐกิจที่มีบทบาทโดดเด่นมากในเวลานี้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในช่วงปลายปีนี้รวมทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ