Bio-Based Economy โอกาสและแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าเกษตรของไทย
Bio-Based Economy โอกาสและแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าเกษตรของไทย
Bio-Based Economy โอกาสและแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าเกษตรของไทย

1. Bio-based Economy คือการพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืนที่มุ่งเน้นการใช้ผลผลิต/เศษวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรเป็นหลัก แทนการใช้ผลผลิต/เศษวัสดุเหลือทิ้งจากน้ำมันปิโตรเลียมหรือฟอสซิล (Plants not Petroleum)

ทั้งนี้ Bio-based Economy มุ่งเน้นเรื่องการ (1) ส่งเสริมการใช้ผลผลิตทางการเกษตรในด้านใหม่ๆ (promoting new uses for agricultural commodities) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (2) เสริมสร้างประสิทธิภาพทางการผลิตและศักยภาพของภาคเกษตรกรรม (increasing productivity and scope of the agricultural sector) และ (3) ก่อตั้งอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้อง และขยายโอกาสในการจ้างงาน (generating new industries and occupational opportunities)

2. Bio-based Products กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ได้จำกัดความคำว่า “Bio-based Products” เป็น ผลิตภัณฑ์ทั้งในเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมที่มีส่วนประกอบทั้งหมดหรือบางส่วนที่ได้มาจากพืช (plants) วัสดุทางการเกษตรที่สามารถทดแทนได้ (renewable agricultural materials) สารอินทรีย์ธรรมชาติจากแหล่งน้ำ (aquatic biomass) และวัสดุป่าไม้ (forestry materials) ที่เป็นทางเลือกแทนการใช้ส่วนประกอบเดิมที่ได้มาจากน้ำมันหรือฟอสซิล (petroleum derived products) ซึ่งไม่ครอบคลุมสินค้าอาหาร (food) อาหารสัตว์(feed) และพลังงานเชื้อเพลิง (fuel) และไม่ได้หมายถึงผลผลิตที่มาจากการดัดแปลงพันธุกรรม ทั้งนี้ สินค้า Bio-based สามารถแบ่งออกตามประเภทการใช้งาน (functional area) ดังนี้ 

กาว (Adhesives)
วัสดุก่อสร้างและวัสดุคอมโพสิต (Construction materials and composites)
เส้นใย กระดาษ และบรรจุภัณฑ์ (Fibers, paper, and packaging)
สารเพิ่มประสิทธิภาพ (Fuel additives)
วัสดุงานบ้านและสวน และปุ๋ย (Landscaping materials, compost, and fertilizer)
สารหล่อลื่น (Lubricants and functional fluids)
พลาสติก (Plastics)
สีและสารเคลือบผิวสี (Paint and coatings)
สารทำความสะอาด (Solvents and cleaners)
ผลิตภัณฑ์ดูดซับ (Sorbent)
หมึกพิมพ์ที่สกัดจากพืชและผัก (Plant and vegetable ink)

3. ​ปัจจัยขับเคลื่อน (Drivers)

Governmental Drivers

ในกรณีของสหรัฐฯ ปัจจัยหลักที่เป็นส่วนสำคัญต่อการเจริญเติบโตและความสำเร็จในการก้าวไปสู่การเป็น Biobased Economy มาจากการผลักดันของภาครัฐในลักษณะของการบังคับใช้กฎหมาย (federal mandate) ได้แก่ กฎหมาย The Farm Security and Rural Investment Act of 2002 (Farm Bill) ซึ่งมีข้อกำหนดที่สำคัญ ดังนี้

(1) Procurement Preference Program

- จัดตั้งโครงการ “BioPreferred Program” ภายใต้การดูแลรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) โดยโครงการ BioPreferred Program เป็นโครงการจัดซื้อพิเศษสำหรับสินค้า Bio-based ที่บังคับให้หน่วยงานของภาครัฐต้องจัดซื้อสินค้าที่ USDA รับรองว่าเป็นสินค้า Biobased และมีสัดส่วน Bio-based content มากที่สุดในกรณีที่การจัดซื้อมีมูลค่าตั้งแต่ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นไปต่อปีงบประมาณ

(2) Voluntary Labeling Initiative

- จัดตั้งโครงการ “USDA Certified Biobased Product” ซึ่งเป็นฉลากรับรองคุณภาพสินค้าโดยสมัครใจ โดยมี USDA เป็นหน่วยงาน รับรอง โดยสินค้าที่สามารถใช้ฉลาก USDA Certified Biobased Product จะต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองจาก USDA ว่ามีมาตรฐานและสัดส่วน Bio-based ขั้นต่ำตามที่ USDA กำหนดไว้ ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าทั้งหมด 97 รายการ (product categories)

ทั้งนี้ โครงการ BioPreferred Program และ USDA Certified Biobased Product ได้รับการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและขยายขอบเขตเพิ่มเติมภายใต้การต่ออายุกฎหมาย Farm Bill 2008 และ Farm Bill 2014 นอกจากการบังคับใช้กฎหมายแล้ว ปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญอีกอย่างของภาครัฐ คือ การกำหนดนโยบายที่สนับสนุนและเอื้อต่อการพัฒนา BioBased Economy

โดยในปี 2555 ประธานาธิบดีโอบามาได้ประกาศ National Bioeconomy Blueprint ซึ่งเป็นกรอบแนวทางปฏิบัติ (guidelines) ที่หน่วยงานภาครัฐควรดำเนินการเพื่อผลักดันการเจริญเติบโต ของ Bio-based Economy โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์เร่งด่วน (strategic imperatives) ดังนี้

(1) สนับสนุนการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่จะเป็นพื้นฐานในอนาคตสำหรับ Bio-based Economy

(2) อำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม Bioinventions จากขั้นตอนการวิจัยสู่การตลาดเชิงพาณิชย์

(3) พัฒนาและปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อลดอุปสรรค เพิ่มความรวดเร็ว และเพิ่มความชัดเจนในข้อกำหนดและกระบวนการด้านกฎระเบียบ

(4) ปรับปรุงโครงการฝึกอบรมโดยเฉพาะในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร (Science, Technology, Engineering, Mathematics: STEM) เพื่อสร้างบุคลากรให้เพียงพอกับความต้องการในตลาดแรงงานที่จะเพิ่มขึ้น

(5) แสวงหาและสนับสนุนโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงความร่วมมือกับคู่แข่งในลักษณะ pre-competitive collaboration โดยการรวมองค์ประกอบด้านทรัพยากร ความรู้ และ ความเชี่ยวชาญ เพื่อร่วมกันศึกษาและพัฒนาต่อจากความสำเร็จและความล้มเหลวที่ผ่านมา

Industry Drivers


นอกจากแรงกดดันด้านกฎระเบียบแล้ว ธุรกิจจำนวนมากได้เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับเรื่อง Bio-based Economy ซึ่งส่วนหนึ่งมากจากการผลักดันของการรวมกลุ่มองค์กรและความร่วมมือภาคเอกชน (private and institutional pressure) และอีกส่วนหนึ่งมาจากคุณค่า (perceived value) ที่คาดว่าจะได้รับจากการใช้การตลาดแบบ green marketing ในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน (competitive advantage)

การก่อตั้งสมาคม The Sustainability Consortium (TSC) เป็นการเน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ดังกล่าว สมาคม TSC นำโดยบริษัท Walmart มีสมาชิกกว่า 150 ราย จากบริษัทชั้นนำจากหลากหลายสาขาธุรกิจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้อำนาจการซื้อรวม (combined purchasing power) ในการผลักดันให้ผู้ผลิตสินค้า (supplier) ตลอดห่วงโซ่อุปทานปรับปรุงและพัฒนาการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Consumer Drivers

ในปี 2556 บริษัท Van Winkle ได้ทำการศึกษาเชิงสำรวจเกี่ยวกับทัศนคติของผู้บริโภคต่อสินค้า Bio-based ซึ่งผลจากการสำรวจครั้งนั้น พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงมีความสับสนและมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ สินค้า Bio-based เนื่องจากขาดข้อมูลที่ดีและไม่มีการเผยแพร่ให้ความรู้แก่ผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภค ส่วนใหญ่ยินดีที่จะจ่ายราคาเพิ่มอีกร้อยละ 10 สำหรับสินค้าที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติแม้จะรู้สึกว่าคุณภาพของสินค้า Bio-based อาจไม่เที่ยบเท่ากับสินค้า Petroleum-based ก็ตาม ดังนั้น จึงพอสรุปได้ว่า คุณภาพไม่ใช่ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกซื้อสินค้า Bio-based สำหรับผู้บริโภค

4. โอกาสและแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าเกษตรของไทย

ภาคการเกษตรเป็นแกนหลัก (core) สำหรับการก้าวไปสู่ Bio-based Economy ดังนั้น ประเทศไทยจึงน่าจะมีศักยภาพทางการแข่งขันในอุตสาหกรรม Bio-based ได้เป็นอย่างดี ด้วยปัจจัย ดังนี้

4.1 ไทยมีจุดแข็งในการเป็นประเทศเกษตรกรรมที่สามารถเป็นแหล่งวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีคุณภาพ (quality raw materials) และเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง (reliability of supply) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่ใช้ในการผลิตสินค้า Bio-based เช่น Bioplastics และ Biochemicals/Organic chemicals

4.2 ไทยมีความพร้อมและครบวงจรด้านห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่การผลิตทั้งในส่วนของอุตสาหกรรมต้นน้ำด้านวัตถุดิบตลอดจนอุตสาหกรรมปลายน้ำที่เป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ ที่สามารถรองรับการผลิต (supporting industry clusters) และตลาดผู้ใช้หลัก (primary markets) เช่น อุตสาหกรรมแปรรูป (fabricators) ยานยนต์ บรรจุภัณฑ์ก่อสร้าง ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ

ดังนั้น ประเด็นท้าทายสำหรับไทยจึงเป็นในเรื่องของความสามารถในการที่จะดึงดูดและผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมวัตถุดิบตั้งต้น อุตสาหกรรมแปรรูป และอุตสาหกรรมปลายน้ำ (downstream industries) ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างโอกาสทางการค้าให้ไทยได้ต่อไป 

แหล่งข้อมูล : ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหัรฐอเมริกา

1 พฤษภาคม 2558
โดย: สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • จากตอนที่แล้วเราได้ทำความรู้จักกับกฏหมาย Trade Facilitation and Trade Enforcement Act of 2015    (TFTEA 2015)  ซึ่งให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรสหรัฐฯ ในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานผิดกฎหมายซึ่งรวมถึง แรงงานบังคับ (Forced Labor) แรงงานที่ผลิตโดยนักโทษ (Prison Labor) และ แรงงานขัดหนี้ (Indentured Labor) เข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยเป็นการสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าในลักษณะเป็นรายบริษัท และมิใช่รายประเทศ
  • เมื่อกลางปีนี้สหรัฐฯได้ปรับให้ไทยอยู่ใน Tier 2  Watch List ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (รายงาน TIP Report) ประจำปี 2559 หลังจากปรับลดระดับให้ไทย อยู่ใน Tier 3 เป็นเวลาสองปีติดต่อกัน  ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯเล็งเห็นว่าไทยเรามีพัฒนาการในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และปัญหาแรงงานผิดกฎหมายที่ดีขึ้น  
  • กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ รายงานยอดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นสองหลักเกือบทุกปีนับตั้งแต่ปี 2533 และยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดย The Nutrition Business Journal ได้รายงานว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 อัตราการขยายตัวของยอดขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 10 ทุกปี ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ มีมีมูลค่ากว่า 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.3 ล้านล้าน บาท) ในปี 2558
  • สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมเหล็กอเมริกาเหนือ (The United Steelworkers Union: USW) ได้ยื่นคำร้องต่อ International Trade Commission ขอไต่สวนการทุ่มตลาดและการอุดหนุนสำหรับสินค้ายางรถบรรทุกขนาดกลางและรถโดยสารของจีนในตลาดสหรัฐฯ ตามมาตรา 701 และ 731 ของกฎหมายภาษีศุลกากรอีกครั้ง หลังจากที่ USW เคยได้รับชัยชนะในการเรียกร้องให้ลงโทษสินค้ายางรถยนต์และรถบรรทุกขนาดเบาที่นำเข้าจากประเทศจีนมาแล้วในปีที่ผ่านมา
  • เมื่อสหรัฐฯ ลดข้อบังคับด้านการท่องเที่ยวให้กับคิวบา เจ้าของธุรกิจและผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีความต้องการที่จะเป็นรายแรกที่ได้ดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ให้บริการเรือข้ามฟาก (Ferry) ทางการท่าเรือไมอามีเร่งหารือแนวทางการสร้างอาคารผู้โดยสารชั่วคราวที่ท่าเรือไมอามีเพื่อรองรับผู้ประกอบการที่ต้องการให้บริการเรือข้ามฟากไปยังคิวบา
  • นับเป็นโอกาสให้ชาวไทยสัญชาติอเมริกันใช้ประโยชน์จากหน่วยงานสหรัฐฯ ที่มีการส่งเสริมการลงทุน สร้างธุรกิจให้แก่บริษัทของชนกลุ่มน้อย เว็บไซต์ MBDA ได้รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มทำธุรกิจ โครงสร้างที่เหมาะสมกับธุรกิจของตน การเขียนแผนธุรกิจ การขอใบรับรองกิจการที่สามารถขอได้จากหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐบาลกลาง
    <br />

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ