ส่องนโยบายเศรษฐกิจ "CLMV"
ส่องนโยบายเศรษฐกิจ "CLMV"
            อาเซียนถือเป็นเวทีเศรษฐกิจที่มีบทบาทโดดเด่นมากในเวลานี้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในช่วงปลายปีนี้รวมทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มคาบสมุทรอินโดจีน ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่ากลุ่มประเทศ CLMV

            กลุ่ม CLMV มีนโยบายการพัฒนาประเทศที่แตกต่างกัน เช่น กัมพูชาที่มุ่งหน้าชูนโยบายการท่องเที่ยวให้เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจประเทศ ล่าสุด เอเคพี สื่อท้องถิ่นของกัมพูชา รายงานว่า นายทอง ขอน รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชา ได้เปิดให้บริการลงทะเบียนออนไลน์เพื่อขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวและมัคคุเทศก์ เพื่อลดกระบวนการที่ซับซ้อน ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในรูปแบบ "Smart Tourism"

            กัมพูชามีความโดดเด่นในเรื่องการพัฒนาภาคการท่องเที่ยวมาก ตัวอย่าง งานสงกรานต์พระนครที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี (ระหว่างวันที่ 14-16 เมษายน) สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและชาวเขมรให้มาเยือน จ.เสียมราฐ ได้ราว 2 ล้านคน และทำรายได้รวมเกือบ 70 ล้านดอลลาร์

            สำหรับลาว ถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าสูง โดยเฉพาะไฟฟ้าพลังงานน้ำ โดยทางการลาวพยายามพัฒนาประเทศให้เป็น "แบตเตอรี่แห่งเอเชีย" ด้วยความเชื่อมั่นว่าการรวมเป็นอาเซียนจะทำให้ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเพื่อนบ้านอย่างไทยและเวียดนามประกอบกับนักลงทุนใหม่ ๆ จากจีน รัสเซีย และมาเลเซีย ก็ช่วยส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมไฟฟ้าพลังน้ำเพิ่มขึ้นด้วย อีกทั้งลาวยังมีแผนการที่จะจัดจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่สิงคโปร์ โดยผ่านข่ายสายส่งไฟฟ้าของไทยและมาเลเซีย

            ตามแผนการดังกล่าว วีโอเอ ภาษาลาว รายงานคำเปิดเผยของ นายคำโส้ กุโพคำ หัวหน้าคณะกรรมการดำเนินงานเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าแรงสูงระหว่าง 4 ประเทศ โดยระบุว่า ลาวจะจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้สิงคโปร์ 100 เมกะวัตต์ ซึ่งได้ปรึกษาในรายละเอียดทางเทคนิคกับไทยและมาเลเซียแล้ว โดยจะส่งผ่านข่ายสายส่งในทั้งสองประเทศ ลงไปยังเกาะปลายสุดของคาบสมุทรมลายู

            เช่นเดียวกับ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล เต็ง เส่ง แห่งเมียนมาร์ ที่ให้ความสำคัญกับด้านพลังงานเป็นสำคัญ โดยก่อนหน้านี้ เดอะ นิวไลท์ ออฟ เมียนมาร์ กระบอกเสียงของรัฐบาล เปิดเผยว่ากระทรวงพลังงานออกแถลงการณ์ว่าขณะนี้ทางรัฐสภาเมียนมาร์ได้จัดทำร่างกฎหมายพลังงาน (Energy Bill) ซึ่งมีข้อกำหนดชัดเจนให้เตรียมลดการผลิตก๊าซธรรมชาติลงรวมทั้งจำกัดการขายทรัพยากรสำคัญนี้ เพื่อควบคุมการบริหารจัดการด้านการผลิตกระแสไฟฟ้า และเน้นตอบสนองความต้องการภายในก่อน

            ในขณะเดียวกัน ทางการเมียนมาร์ยังมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเปิดให้บริการ e-visa สำหรับอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ นอกเหนือจากที่เมียนมาร์ได้ลงนามข้อตกลงยกเว้นวีซ่าให้กับประเทศบรูไน อินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม และความเป็นไปได้จะบรรลุข้อตกลงกับมาเลเซียและสิงคโปร์เร็ว ๆ นี้

            เมียนมาร์ยังได้ขยายการใช้ระบบ e-visa ให้ครอบคลุมกว่า 100 ประเทศทั่วโลก เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เช่น จอร์แดน, เคนยา, โมนาโก, เอกวาดอร์, กาตาร์ และแอฟริกาใต้ เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศมากขึ้น

            ด้านเวียดนาม รัฐบาลมีการวางแผนอย่างชัดเจน ในการดึงดูดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานเกี่ยวกับจำนวนโครงการลงทุนภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในปี 2557 ซึ่งอยู่ที่ราว 241 โครงการลงทุนโดยบริษัทจากต่างประเทศ เวียดนามยังถือเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอันดับ 2 ในเอเชีย-แปซิฟิกถึง 24,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 9% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด รองมาจากประเทศจีน ที่อยู่ที่ 30%

            ทั้งนี้ ด้วยกฎหมายการลงทุนของเวียดนามที่ค่อนข้างชัดเจนและเอื้อประโยชน์แก่นักลงทุน เพราะรัฐบาลยืนยันที่จะไม่ยึดกิจการเป็นของรัฐ รวมทั้งอนุญาตให้ส่งเงินทุนและกำไรกลับประเทศได้ อีกทั้ง ยังไม่เก็บภาษีเครื่องจักรอุปกรณ์ และวัสดุก่อสร้างที่นำเข้ามาด้วย พร้อมมีการปรับปรุงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการอนุมัติโครงการลงทุนของต่างชาติ โดยใช้ระบบ "One-stop Service" เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้า

            อย่างไรก็ตาม แม้กลุ่มประเทศ CLMV จะพยายามผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และหลีกเลี่ยงไม่ให้ตนเป็นตัวฉุดความเจริญของภูมิภาค แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาคก็ยังน่ากังวล ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือของอาเซียนในอนาคต
30 เมษายน 2558
โดย: ประชาชาติธุรกิจ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • ธุรกิจ E-commerce มีการเติบโตมากขึ้นจากปัจจัยสนับสนุนหลายๆ ด้าน โดยในปีที่ผ่านมาการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชากรในอาเซียนนั้นอยู่ที่ประมาณ 32% และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 50% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า 
  • อาหาร และเครื่องดื่ม ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงของไทย และเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยศักยภาพในการแข่งขันที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ส่งผลให้สร้างรายได้มหาศาลเข้าสู่ประเทศปีละกว่า 1 ล้านล้านบาท
  • ปัจจุบันชาวมุสลิมโดยเฉพาะสตรีเริ่มตื่นตัวและให้ความใส่ใจเกี่ยวกับแฟชั่นการแต่งกายมากขึ้น อันจะเห็นได้จากการที่สตรีชาวมุสลิมมักเลือกใช้เครื่องประดับมาประยุกต์กับเสื้อผ้า หรือ ฮิญาบ (ผ้าคลุมศีรษะสตรีอิสลาม) ที่นิยมตกแต่งด้วยลูกปัดหรือคริสตัลกันมากขึ้นเป็นต้น ส่งผลให้ตลาดเครื่องแต่งกายมุสลิมในอาเซียนเติบโตสูงถึง 10-20% ต่อปี โดยปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นมูลค่าราว 4.5 แสนล้านบาท
  • อาเซียนตลาดอาจจะดูยิ่งใหญ่ แต่หากพุ่งเป้าไปที่ GMS หรือกลุ่มประเทศแม่น้ำโขง เพื่อนบ้านรั้วติดกัน เป็น “ขุมทรัพย์” แหล่งใหญ่ที่ไม่น่าพลาด
  • อาเซียนถือเป็นเวทีเศรษฐกิจที่มีบทบาทโดดเด่นมากในเวลานี้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในช่วงปลายปีนี้รวมทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ