อัตราอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านไทยสู่ต่างประเทศลดลง
อัตราอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านไทยสู่ต่างประเทศลดลง
             อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่อาศัยการใช้วัตถุดิบภายในประเทศเป็นสำคัญ เน้นการจ้างงานช่างฝีมือภายในประเทศ และประมาณร้อยละ 90 เป็นผู้ประกอบการไทยที่ส่วนใหญ่ทำการผลิตเพื่อส่งออก วัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไทย คือ ไม้ยางพาราจึงเกิดการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมการเกษตรด้วยประเทศไทย ถือว่าเป็นผู้ปลูกยางพารามากที่สุดในโลก และมีการนำไม้ยางพารามาใช้ประโยชน์ อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมต่อเนื่องของไม้ยางพาราเกิดขึ้นในประเทศเป็นจำนวนมาก

ตลาดส่งออกที่สำคัญของอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไทย ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันมูลค่าการส่งออกกลับมีอัตราการเติบโตที่ลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าหลัก ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่มาจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมภายนอกที่เป็นแรงกดดันกระทบโดยตรง ซึ่งก็คือคู่แข่งอย่างเวียดนาม จีน และมาเลเซียที่หันมาสนใจการส่งออกเฟอร์นิเจอร์อย่างจริงจังโดยมีรัฐบาลให้การสนับสนุนและมีการทำการตลาดเชิงรุก

แต่คาดว่าแนวโน้มการส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนของไทยในปี 2556 ที่แม้จะยังเผชิญความท้ายทายจากความซบเซาของตลาดในประเทศคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปประกอบกับการแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่องทำให้สินค้าส่งออกไทยมีราคาสูงขึ้น แต่การส่งออกจะมีโอกาสเติบโต 0-3% ในตลาดอาเซียน และประเทศเศรษฐกิจใหม่ เช่น BRICS ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ที่จะเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนแนวโน้มการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ และชิ้นส่วนของไทยในปีนี้ และปีต่อๆ ไป

แม้ว่าในปัจจุบันไทยยังส่งออกเฟอร์นิเจอร์ และชิ้นส่วนไปขายยังกลุ่มประเทศดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนที่น้อย (ประมาณร้อยละ 20) แต่จากช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ และชิ้นส่วนของไทยในทั้ง 2 กลุ่มประเทศ เพิ่มเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งจีนที่นอกจากจะเป็นคู่แข่งขันที่สำคัญของไทยแล้ว ขณะเดียวกันก็เป็นประเทศคู่ค้าที่มีศักยภาพด้วย

โดยการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ และชิ้นส่วนของไทยในปี 2556 จะมีมูลค่าประมาณ 1,143-1,176 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นอัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ 0-3 (YoY) จากปี 2555 ที่มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 1,142.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และญี่ปุ่นน่าจะยังเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยด้านต้นทุน และค่าเงิน ผู้ประกอบการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ และชิ้นส่วนของไทยยังคงต้องปรับตัวด้วยการเพิ่มศักยภาพในการผลิต และเริ่มมองหาตลาดศักยภาพใหม่เพื่อให้อยู่รอดภายใต้ภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ซึ่งต้องยอมรับว่าการปรับตัวของเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินเยนมีผลต่อคำสั่งซื้อจากญี่ปุ่น

ทั้งนี้ทั้งนั้น มูลค่าการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ และชิ้นส่วนของไทยไปยังญี่ปุ่นอาจจะยังสามารถรักษาอัตราการขยายตัวไว้ที่ร้อยละ 1.5 (YoY) ได้ จากการที่ผู้ประกอบการไทยให้ความสำคัญกับประเด็นด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และประโยชน์ใช้สอยของสินค้ามากกว่าราคา ตอบโจทย์ความต้องการ และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพาราที่มีคุณภาพ ประณีต และได้รับความนิยมมากขึ้นในตลาดญี่ปุ่น ขณะที่คู่แข่งหลักอย่างจีนมีข้อด้อยในประเด็นนี้เพราะไม้ยางพารายังมีจำนวนน้อยมากและต้องนำเข้า

นอกจากนี้ผู้ประกอบการควรติดตามประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เงื่อนไข และนโยบายของประเทศคู่ค้า นวัตกรรมใหม่ๆ หรือ Mega Trend ที่อาจมีผลต่อการผลิตเฟอร์นิเจอร์ เช่น การใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือรูปแบบการผลิตที่เน้นการรักษาสุขภาพ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ และชิ้นส่วนเพื่อผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกระแสที่ตลาดกำลังให้ความสำคัญในขณะนี้ด้วย

วิเคราะห์อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไทย

จุดแข็ง

1. อุตสาหกรรมไม้ยางพารา ไม่สักป่าปลูก มีความพร้อมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

2. แหล่งวัตถุดิบธรรมชาติในประเทศไทยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

3. การรวมกันเป็น Cluster ที่มีประสิทธิภาพ

จุดอ่อน

1. ผู้ประกอบการไทยยังขาดความเข้าใจในเรื่องของการตลาด การทำตลาดต่างประเทศระดับโลก และการสร้างตราสินค้า

2. ขาดการลงทุนและการวิจัยพัฒนาด้านการออกแบบ

3. ขาดแคลนนักออกแบบทั้งด้านปริมาณและคุณภาพในการออกแบบให้เหมาะสมกับตลาดสากล หรือตลาดแต่ละประเทศ รวมทั้งยังไม่สามารถออกแบบเชิงพาณิชย์ได้ดีพอ

4. อุตสาหกรรมสนับสนุน (Supporting Industry) เช่น ไม้ Veneer เหล็ก ผ้า หนัง Fitting กระจก ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอจึงยังจำเป็นต้องพึ่งการนำเข้าทำให้ความสามารถการแข่งขันในตลาดโลกลดลง

5. ต้นทุนรวมอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ของประเทศไทยสูงกว่าคู่แข่งขันมาก เช่น จีน เวียดนาม มาเลเซีย

อุปสรรค

1. ความไม่แน่นอนของความต้องการของตลาดที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศในแต่ละแถบภูมิภาค

2. มีผู้แข็งขันรายใหม่ๆ ในอาเซียนเข้ามาในตลาดโลกซึ่งเวียดนามเริ่มก้าวมาเป็นคู่แข็งขันสำคัญ

3. ราคาวัตถุดิบผันผวนตามกลไกตลาดและขาดแคลนในบางครั้ง เนื่องจากวัตถุดิบขึ้นอยู่กับฤดูกาล อีกทั้งผู้ผลิตวัตถุดิบหลายรายหันไปส่งออกให้ประเทศเพื่อนบ้านที่ให้ราคาสูงกว่าจึงมีอำนาจในการต่อรองมากกว่า

โอกาส

1. ภาพลักษณ์ของสินค้าไทยดีจึงช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มในสายตาของผู้ซื้อต่างประเทศ

2. อุปสงค์ของตลาดอาเซียน เช่น ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการก่อสร้างเอื้อต่อการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ของไทย 

แหล่งข้อมูล : ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหัรฐอเมริกา

29 เมษายน 2558
โดย: ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหัรฐอเมริกา

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • จากตอนที่แล้วเราได้ทำความรู้จักกับกฏหมาย Trade Facilitation and Trade Enforcement Act of 2015    (TFTEA 2015)  ซึ่งให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรสหรัฐฯ ในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานผิดกฎหมายซึ่งรวมถึง แรงงานบังคับ (Forced Labor) แรงงานที่ผลิตโดยนักโทษ (Prison Labor) และ แรงงานขัดหนี้ (Indentured Labor) เข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยเป็นการสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าในลักษณะเป็นรายบริษัท และมิใช่รายประเทศ
  • เมื่อกลางปีนี้สหรัฐฯได้ปรับให้ไทยอยู่ใน Tier 2  Watch List ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (รายงาน TIP Report) ประจำปี 2559 หลังจากปรับลดระดับให้ไทย อยู่ใน Tier 3 เป็นเวลาสองปีติดต่อกัน  ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯเล็งเห็นว่าไทยเรามีพัฒนาการในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และปัญหาแรงงานผิดกฎหมายที่ดีขึ้น  
  • กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ รายงานยอดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นสองหลักเกือบทุกปีนับตั้งแต่ปี 2533 และยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดย The Nutrition Business Journal ได้รายงานว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 อัตราการขยายตัวของยอดขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 10 ทุกปี ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ มีมีมูลค่ากว่า 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.3 ล้านล้าน บาท) ในปี 2558
  • สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมเหล็กอเมริกาเหนือ (The United Steelworkers Union: USW) ได้ยื่นคำร้องต่อ International Trade Commission ขอไต่สวนการทุ่มตลาดและการอุดหนุนสำหรับสินค้ายางรถบรรทุกขนาดกลางและรถโดยสารของจีนในตลาดสหรัฐฯ ตามมาตรา 701 และ 731 ของกฎหมายภาษีศุลกากรอีกครั้ง หลังจากที่ USW เคยได้รับชัยชนะในการเรียกร้องให้ลงโทษสินค้ายางรถยนต์และรถบรรทุกขนาดเบาที่นำเข้าจากประเทศจีนมาแล้วในปีที่ผ่านมา
  • เมื่อสหรัฐฯ ลดข้อบังคับด้านการท่องเที่ยวให้กับคิวบา เจ้าของธุรกิจและผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีความต้องการที่จะเป็นรายแรกที่ได้ดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ให้บริการเรือข้ามฟาก (Ferry) ทางการท่าเรือไมอามีเร่งหารือแนวทางการสร้างอาคารผู้โดยสารชั่วคราวที่ท่าเรือไมอามีเพื่อรองรับผู้ประกอบการที่ต้องการให้บริการเรือข้ามฟากไปยังคิวบา
  • นับเป็นโอกาสให้ชาวไทยสัญชาติอเมริกันใช้ประโยชน์จากหน่วยงานสหรัฐฯ ที่มีการส่งเสริมการลงทุน สร้างธุรกิจให้แก่บริษัทของชนกลุ่มน้อย เว็บไซต์ MBDA ได้รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มทำธุรกิจ โครงสร้างที่เหมาะสมกับธุรกิจของตน การเขียนแผนธุรกิจ การขอใบรับรองกิจการที่สามารถขอได้จากหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐบาลกลาง
    <br />

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ