สหรัฐฯ ถูกบีบให้ต้องนำเข้าข้าวโพด
สหรัฐฯ ถูกบีบให้ต้องนำเข้าข้าวโพด

            ความต้องการอาหารอินทรีย์ (Organic Foods) ที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นและการที่ชาวไร่สหรัฐฯ จะต้องพึ่งพาข้าวโพดและถั่วเหลืองที่ดัดแปลงพันธุกรรมเกือบเต็มที่ ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าจากประเทศต่างๆ ที่พืชผลไม่ได้มาจากวิศวกรรมชีวภาพ

            การนำเข้าข้าวโพดและถั่วเหลืองจากต่างประเทศ เช่น การนำเข้าข้าวโพดจากโรมาเนียและการนำเข้าถั่วเหลืองจากอินเดียกำลังมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลการค้าสหรัฐฯ ที่ถูกเปิดเผยโดย The Organic Trade Association และ Penn State University

            การวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดสำหรับชาวไร่สหรัฐฯ ที่เต็มใจหลีกเลี่ยงการใช้เมล็ดพันธุ์ที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์และการดัดแปลงพันธุกรรม Laura Batcha เป็น chief executive officer ของสมาคมการค้า ซึ่งรวมถึงบริษัท Whole Foods Market Inc., Whitewave Foods Co. และ Earthbound Farm กล่าว

            รายงานนี้ได้เป็น “ป้ายประกาศต้องการคนช่วยทำงาน” สำหรับชาวไร่สหรัฐฯ Batcha กล่าว “มันมีการบิดเบี้ยวของตลาดที่เห็นได้ชัดเจนอย่างมาก”

            การจัดส่งข้าวโพดและถั่วเหลืองกลายเป็นอาหารสำหรับไก่และวัวเพื่อที่ว่าเนื้อไก่และเนื้อวัวจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองว่าเป็นอินทรีย์ภายใต้แนวทางของ U.S. Department of Agriculture ผู้ปฏิบัติการไก่อินทรีย์และเนื้อนมไข่อินทรีย์ไม่ต้องการอาหารสัตว์ที่ผลิตจากเมล็ดพันธุ์จาก Monsanto Co. และแหล่งอุปทานอื่นๆ ภายในสหรัฐฯ และจะชอบใช้สินค้าต่างประเทศมากกว่าแม้ว่าสหรัฐฯจะยังคงเป็นผู้ปลูกข้าวโพดและถั่วเหลืองชั้นนำของโลกก็ตาม

            ผลที่ตามมาก็คือ ในปี 2014 การนำเข้าข้าวโพดจากโรมาเนียโดยสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 11.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 545,000 ดอลลาร์สหรัฐในปีก่อนหน้า และการนำเข้าถั่วเหลืองจากอินเดียโดยสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกินกว่าสองเท่าเป็นจำนวนประมาน 73.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

            ทั้งนี้ ตามข้อมูลจาก U.S. Department of Agriculture และสมาคมการค้า รายงานว่า ในปี 2014 ยอดขายอาหารที่ได้รับประกาศนียบัตรจากสหรัฐฯ ว่าปลอดจากสารเคมีสังเคราะห์หรือวิศวกรรมด้านสายพันธุ์ได้บรรลุ 35.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2013 ร้อยละ 11 และคิดเป็นประมาณร้อยละ 5.1 ของการใช้จ่ายเพื่อซื้อหาโกรเซอรรี่ของสหรัฐฯ การเติบโตของภาคอินทรีย์มีอัตราเฉลี่ยประมาณร้อยละ 10 ต่อปี ถือเป็นสามเท่าของยอดขายอาหารโดยทั่วไป

            ความต้องการที่กำลังเพิ่มขึ้นของผู้บริโภคก่อให้เกิดความขาดแคลนและเป็นตัวผลักดันบริษัทต่างๆ ที่ต้องการป้อนอุปทานให้ฟาร์มที่ต้องการธัญญพืชอินทรีย์หันไปแสวงหาแหล่งอุปทานในต่างประเทศ เนื่องจากข้าวโพดและถั่วเหลืองสหรัฐฯ ประมาณร้อยละ 90 ใช้วิศวกรรมด้านชีวภาพ ดังนั้น จึงขาดคุณสมบัติโดยอัตโนมัติที่จะปิดฉลากว่าเป็นผลิตภัณฑ์อินทรีย์

            นอกจากนี้ ทางตอนเหนือของชายแดนระหว่างรัฐมินิโซต้าและไอโอวา บริษัท Hy View Feeds มียอดขายเพิ่มขึ้นสี่เท่าตัวนับตั้งแต่ชนะรางวัลประกาศนียบัตรจากการขายผลิตภัณฑ์อินทรีย์เมื่อเกือบหนึ่งทศวรรษมาแล้ว ต่างจากร้านค้าอาหารสัตว์แบบดั้งเดิมที่ซื้ออุปทานส่วนใหญ่จากพื้นที่รอบๆ ภายในระยะทางขับรถครึ่งชั่วโมง Hy Views ได้รับสินค้าของตนจากแคนาดา ไกลจากสำนักงานใหญ่ของบริษัทฯ ในเมือง Mabel มากกว่า 500 ไมล์ เพื่อนำมาตอบสนองการขาดแคลนของตลาด

            “มันเป็นตลาดที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าถึงได้เพราะว่ามันมีปฏิบัติการในระดับที่แตกต่างออกไป” Kit VandelMark กล่าว เขาเป็นเจ้าของและผู้ก่อตั้ง Hy View ซึ่งจัดประเภทของอาหารสัตว์ของบริษัทฯ ว่าเป็นแบบดั้งเดิม อินทรีย์ และ non-GMO “ดังนั้น เราจึงเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจากพื้นที่ที่ถูกขยายกว้างออกไป”

            USDA เริ่มต้นเก็บข้อมูลเรื่องพืชผลที่เป็นอินทรีย์ในปี 2011 ส่วนใหญ่ที่ทำการติดตามก็คือผักผลไม้สดและธัญญพืชหลัก สิ่งที่ไม่ถูกรายงานไว้ในการจัดประเภทของอินทรีย์ เช่น อาหารที่ผ่านการจัดการแล้วและเนื้อสัตว์

            จากสถิติที่เก็บตลอดสี่ปีแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของความสัมพันธ์ด้านการค้า ในปี 2014 การส่งออกสินค้าอินทรีย์ของสหรัฐฯเท่ากับ 553 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นจำนวนเกือบสี่เท่าตัวของยอดรวมทั้งสิ้นในปี 2011 การนำเข้าเมื่อปีที่แล้วเท่ากับ 1.28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นำโดยการนำเข้ากาแฟอินทรีย์ 332.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

            การนำเข้าพืชผลสองรายการคือข้าวโพดและถั่วเหลืองเป็นตัวนำสำคัญที่ทำให้เกิดช่องว่างในตลาดส่งออกของสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน Miles McEvoy กล่าว เขาเป็น deputy administrator ของ National Organic Program ของ USDA

            ถั่วเหลืองเป็นสินค้าอินทรีย์นำเข้าที่ใหญ่เป็นอันดับสองของสหรัฐฯ ปีที่แล้วมีมูลค่าการจัดส่งสินค้า 184 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อินเดียเป็นแหล่งอุปทานอันดับ 1 ตามมาด้วยจีน สำหรับข้าวโพดที่มียอดขายในปี 2014 ประมาณ 35.7 ล้านดอลลาร์สรัฐ นั้นโรมาเนียเป็นผู้ขายรายใหญ่ที่สุดให้แก่สหรัฐฯ ตามมาด้วยตุรกี เนเธอร์แลนด์ และแคนาดา

            ทั้งหมดรวมกันแล้วคิดเป็นส่วนน้อยนิดเมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่านำเข้ารวมทั้งสิ้นของสินค้าทั้งสองรายการเมื่อปีที่แล้วจำนวน 92.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นั่นก็หมายความด้วยว่าตลาดภายในประเทศสามารถบรรลุความต้องการสินค้าอินทรีย์ได้อย่างง่ายดาย McEvoy กล่าว ในความเป็นจริงแล้ว โครงสร้างการทำฟาร์มของสหรัฐฯ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ติดอันดับสูงสุดความเป็นผู้บริโภคอาหารอินทรีย์ เขากล่าว

            “มันก็แค่ว่าไม่มีการพัฒนาอย่างพอเพียงของอุปทานอาหารสัตว์ที่เป็นอินทรีย์ในสหรัฐฯ” เขากล่าว ในบางภาคพื้นจำนวนออกประกาศนียบัตรอาหารอินทรีย์มีน้อย เขาระบุ

            ข้อกำหนดที่ว่าฟาร์มอินทรีย์ทั้งหมดจะต้องปราศจากเมล็ดพันธุ์และสารเคมีต่างๆ ที่ไม่ใช่อินทรีย์นานสามปีหมายถึงว่าชาวไร่จะต้องละทิ้งผลกำไรของตนก่อนที่จะได้รับผลประโยชน์ด้านราคา ราคาที่เพิ่มขึ้นเมื่อไม่นานมานี้สร้างผลกำไรที่ทำสถิติให้แก่ฟาร์มทำให้ชาวไร่มีเหตุผลน้อยลงที่จะเปลี่ยนการผลิต เขากล่าว

            “การปลูกข้าวโพดอินทรีย์อาจมีมากยิ่งขึ้นถ้าการปลูกดังกล่าวมีผลประโยชน์ด้านการตลาด” Paul Bertels กล่าว เขาเป็น vice president for production and utilization ของ National Corn Growers Association ในเมือง St. Louis แม้ว่าข้าวโพดอินทรีย์กำลังมีการขายกันที่ประมาณ 12.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบุชเชล (= 100 ปอนด์ หรือ 0.453 เมตริกตัน – สคร ลอสแอนเจลิส) สูงกว่าราคาเงินสดสำหรับข้าวโพดปกติสามเท่า ผลผลิตที่น้อยกว่าและช่วงเวลาสามปีสำหรับการเปลี่ยนการผลิต ทำให้ธัญญพืช GMO ที่ปราศจากสารสังเคราะห์เป็นเรื่องไม่คุ้มเสี่ยง เขากล่าว

            “มันไม่คุ้มกับการปวดหัวหรือค่าใช้จ่าย” สำหรับผู้ผลิตส่วนใหญ่ เขากล่าว

            ในบางกรณี ประเทศต่างๆ ที่การทำฟาร์มมีความเป็นอุตสาหกรรมน้อยกว่า กำลังได้เปรียบ เช่น โรมาเนียและยูเครนที่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีเมล็ดพันธุ์ที่ถูกแปลงพันธุกรรม ทำให้ชาวไร่ของพวกเขาใกล้กับการได้รับประกาศนียบัตรอินทรีย์เพื่อขายในสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้น McEvoy กล่าว

            อย่างไรก็ดี เมื่อราคาพืชผลทางการเกษตรลดต่ำลงและชาวไร่กำลังแสวงหาผลกำไรที่มากยิ่งขึ้น ชาวไร่สหรัฐฯ อาจจะแสวงหาพื้นที่ที่เป็นอินทรีย์เพิ่มขึ้น Lynn Clarkson ผู้ก่อตั้ง Clarkson Grain Co. ในเมือง Cerro Gordo ในรัฐอิลินอยส์ กล่าว

            “ขณะที่ตลาดกำลังอยู่ในราคาที่เสมอทุนสำหรับชาวไร่หลายๆ คน พวกเรากำลังมีความสนใจในผืนดินที่เป็นอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น” เขากล่าว “ผมไม่ได้กำลังพยากรณ์ถึงกระแสคลื่น แต่ผมกำลังมองเห็นความสนใจในเรื่องนี้เพิ่มขึ้นสองเท่าตัวจากที่ผมเคยเห็นในอดีต”


24 เมษายน 2558
แหล่งข้อมูล: The Washington Post: “U.S forced to import corn as shoppers demand organic food” ,by Alan Bjerga, April 20 2015
โดย: สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครลอสแองเจลิส

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • จากตอนที่แล้วเราได้ทำความรู้จักกับกฏหมาย Trade Facilitation and Trade Enforcement Act of 2015    (TFTEA 2015)  ซึ่งให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรสหรัฐฯ ในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานผิดกฎหมายซึ่งรวมถึง แรงงานบังคับ (Forced Labor) แรงงานที่ผลิตโดยนักโทษ (Prison Labor) และ แรงงานขัดหนี้ (Indentured Labor) เข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยเป็นการสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าในลักษณะเป็นรายบริษัท และมิใช่รายประเทศ
  • เมื่อกลางปีนี้สหรัฐฯได้ปรับให้ไทยอยู่ใน Tier 2  Watch List ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (รายงาน TIP Report) ประจำปี 2559 หลังจากปรับลดระดับให้ไทย อยู่ใน Tier 3 เป็นเวลาสองปีติดต่อกัน  ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯเล็งเห็นว่าไทยเรามีพัฒนาการในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และปัญหาแรงงานผิดกฎหมายที่ดีขึ้น  
  • กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ รายงานยอดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นสองหลักเกือบทุกปีนับตั้งแต่ปี 2533 และยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดย The Nutrition Business Journal ได้รายงานว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 อัตราการขยายตัวของยอดขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 10 ทุกปี ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ มีมีมูลค่ากว่า 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.3 ล้านล้าน บาท) ในปี 2558
  • สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมเหล็กอเมริกาเหนือ (The United Steelworkers Union: USW) ได้ยื่นคำร้องต่อ International Trade Commission ขอไต่สวนการทุ่มตลาดและการอุดหนุนสำหรับสินค้ายางรถบรรทุกขนาดกลางและรถโดยสารของจีนในตลาดสหรัฐฯ ตามมาตรา 701 และ 731 ของกฎหมายภาษีศุลกากรอีกครั้ง หลังจากที่ USW เคยได้รับชัยชนะในการเรียกร้องให้ลงโทษสินค้ายางรถยนต์และรถบรรทุกขนาดเบาที่นำเข้าจากประเทศจีนมาแล้วในปีที่ผ่านมา
  • เมื่อสหรัฐฯ ลดข้อบังคับด้านการท่องเที่ยวให้กับคิวบา เจ้าของธุรกิจและผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีความต้องการที่จะเป็นรายแรกที่ได้ดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ให้บริการเรือข้ามฟาก (Ferry) ทางการท่าเรือไมอามีเร่งหารือแนวทางการสร้างอาคารผู้โดยสารชั่วคราวที่ท่าเรือไมอามีเพื่อรองรับผู้ประกอบการที่ต้องการให้บริการเรือข้ามฟากไปยังคิวบา
  • นับเป็นโอกาสให้ชาวไทยสัญชาติอเมริกันใช้ประโยชน์จากหน่วยงานสหรัฐฯ ที่มีการส่งเสริมการลงทุน สร้างธุรกิจให้แก่บริษัทของชนกลุ่มน้อย เว็บไซต์ MBDA ได้รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มทำธุรกิจ โครงสร้างที่เหมาะสมกับธุรกิจของตน การเขียนแผนธุรกิจ การขอใบรับรองกิจการที่สามารถขอได้จากหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐบาลกลาง
    <br />

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ