ปี 2557 อิตาลีนำเข้าน้ำมันปาล์มสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ปี 2557 อิตาลีนำเข้าน้ำมันปาล์มสูงสุดเป็นประวัติการณ์
            สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงโรมรายงานข่าวจากแหล่งข่าวท้องถิ่นว่า สมาพันธ์เกษตรกรแห่งชาติอิตาลี (Coldiretti) ได้เผยแพร่สถิติการนำเข้าน้ำมันปาล์มในอิตาลีที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 19 ในด้านปริมาณ เป็นจำนวนเพิ่มสูงกว่า 1.7 พันล้านกิโลกรัมเมื่อปี 2557 ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และชี้ว่าตัวเลขการนำเข้านี้เป็น “สัญญาณเตือนในเรื่องการบุกของผลิตภัณฑ์นำเข้าในพื้นที่บ้านเกิดของน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์และอาหารเมดิเตอร์เรเนียน” โดยชี้ให้เห็นมุมมองเรื่องสารอาหารและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ Coldiretti ยังกล่าวว่า น้ำมันปาล์มที่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำมีแนวโน้มที่จะเข้ามาแทนที่ไขมันที่บริสุทธิ์กว่าเกือบทุกประเภท และในอาหารสำหรับเด็ก เช่น บิสกิต คุกกี้ เค้ก อาหารว่าง หรือแม้กระทั่งในนมสำหรับเด็กแรกเกิด ซึ่งในอิตาลีปริมาณการน้ำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าในช่วง 15 ปีหลัง แต่เป็นเรื่องดีที่ในปัจจุบันสามารถตรวจสอบได้บนฉลาก

            การกดดันในเรื่องการใช้น้ำมันปาล์มยังจะเห็นได้จากกรณีการตัดสินใจของสหภาพยุโรปที่เรียกร้องให้องค์การการค้ำโลกตั้งคณะกรรมการอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับภาษีการนำเข้าบางประการของรัสเซีย ที่มีการนำเข้ำหลายผลิตภัณฑ์มากเกินไป รวมถึงน้ำมันปาล์ม หรืออีกนัยหนึ่งก็ คือ สหภาพยุโรปตัดสินใจเข้ำแทรกแซงเพื่อการเพิ่มน้ำเข้ำสินค้ำที่มีคุณภาพน่าสงสัย ที่ยิ่งไปกว่านั้น ทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับสินค้ำอื่น เช่น เนยและน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ซึ่งใช้แทนที่ในของหวาน พิซซ่ำ เบเกอรี่ อุตสาหกรรมและหัตถกรรม

            ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาถึงปัจจัยในเรื่องการเคลื่อนไหวต่อต้านการใช้น้ำมันปาล์มของนักอนุรักษ์หลายกลุ่ม อาทิ การออกแคมเปญรณรงค์ของ Green Peace เกี่ยวกับเรื่องการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อการทำอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ทำให้บริษัทผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ในอิตาลีให้ความสนใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมากและอาจลดการใช้น้ำมันปาล์มลงจึงอาจส่งผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้าดังกล่าวของอิตาลีได้


ขอบคุณรูปภาพจาก: http://www2.thaieurope.net/italian_palmoil_campaign_april2015/
16 เมษายน 2558
แหล่งข้อมูล: สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงโรม

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ