MIHAS มาเลย์ชวนไทยจับคู่ธุรกิจฮาลาล
MIHAS มาเลย์ชวนไทยจับคู่ธุรกิจฮาลาล

"มาเทรด" กรมส่งเสริมการส่งออกมาเลเซียเชิญชวนเอกชนไทยร่วมงาน MIHAS งานสินค้าและบริการฮาลาล ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เผยปีนี้ บริษัทผู้ซื้อ (buyers) จากประเทศไทยเข้าร่วมมากขึ้นจากเดิมปีละประมาณ 10 ราย เป็น 27 ราย ไม่นับรวมที่ไปร่วมเปิดบูธแสดงสินค้าอีก 50 บริษัท ชี้ตลาดฮาลาลโตเร็วแบบก้าวกระโดด การร่วมมือจับคู่พันธมิตรธุรกิจฮาลาลกับมาเลเซียจะช่วยเสริมโอกาสในการบุกตลาดโลกเป็นอย่างดี

นายนิคมัน ราฟาอี โมฮัมหมัด ซาฮาร์ ที่ปรึกษาด้านการค้าและทูตพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตมาเลเซีย ประจำประเทศไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ตลาดสินค้าและบริการฮาลาลเป็นตลาดใหญ่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทุกปีตามจำนวนประชากรมุสลิมทั่วโลกที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยสถิติในปี 2558 ชี้ว่า ประชากรหรือผู้บริโภคชาว มุสลิมทั่วโลกนั้นมีจำนวนมากถึง 2.1 พันล้านคน (ข้อมูลจากพิว รีเสิร์ช เซ็นเตอร์) โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในภูมิภาค เอเชีย คือกว่า 1 พันล้านคน ตามมาด้วยแอฟริกาและยุโรป 461.6 ล้านคนและ 51.2 ล้านคนตามลำดับ จึงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงทั้งในด้านสินค้าและบริการ ซึ่งในส่วนบริการนั้น ผู้คนอาจจะยังไม่คุ้น ชินมากนักว่ามีธุรกิจบริการที่เป็นฮาลาลด้วย อาทิ โรงแรมและการท่องเที่ยว โรงพยาบาลและการดูแลสุขภาพ ตลอดจนธุรกิจการเงินและการธนาคาร

"มูลค่าตลาดฮาลาล รวมทั้งที่เป็นสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคและการให้บริการนั้น ถ้านับมูลค่าทั่วโลกจะ อยู่ที่ระดับปีละ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 75.9 ล้านล้านบาท ถ้าแยกออกมาเป็นประเภทสินค้า อาหารก็จะมีมูลค่าราวปีละ 6.61 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 29 % ของตลาดสินค้าและ บริการฮาลาลทั้งหมด และคิดเป็นสัดส่วน 16% ของตลาดอาหารทั่วโลก" ที่ปรึกษาด้านการค้าและทูตพาณิชย์ สถานทูตมาเลเซียกล่าวและว่า ทุกๆ ปีมาเลเซียจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน MIHAS หรือ Malaysia International Halal Showcase ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าและบริการฮาลาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก จัดที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยปีนี้จะ มีขึ้นระหว่างวันที่ 1-4 เมษายน เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมใหญ่ที่เรียกว่า World Halal Week ซึ่งจะมีทั้งประเทศผู้ซื้อ ผู้ผลิตและผู้ค้ามาพบปะ นำเสนอสินค้า บริการ และนวัตกรรมฮาลาล ที่สำคัญคือในงาน MIHAS จะมีการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจซึ่งเป็นเวทีพบปะระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายที่มาจากหลายประเทศทั่วโลก

"ส่วนใหญ่บริษัทเอกชนไทยจะใช้โอกาสนี้และเวทีนี้ในการเจรจาจัดซื้อวัตถุดิบผลิตภัณฑ์ หรือแม้กระทั่ง บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าฮาลาล ซึ่งแน่นอนว่า เราคัดสรรบริษัทที่อยู่ในแวดวงฮาลาลและได้รับการรับรองมาตรฐาน ฮาลาลมาแล้วเป็นอย่างดี ในปีที่ผ่านๆมา บริษัทไทยหลายรายสามารถหาพันธมิตรธุรกิจได้จากงานนี้ บางรายก็ สามารถหาคู่ร่วมลงทุน ดังนั้นในปีนี้บริษัทผู้ซื้อ 27 รายของไทยที่ตัดสินใจเข้าร่วมงานก็จะประสบ ความสำเร็จเช่นกัน ปีนี้เรามีทั้งบริษัทรายใหญ่อย่างเทสโก้ และบริษัทเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพของไทยเข้าร่วมคณะ โดยทางมาเทรด (MATRADE) หรือ กรมส่งเสริมการส่งออกมาเลเซีย จะเป็นผู้ประสานงานและดูแลเกี่ยวกับกิจกรรม ดังกล่าว"

นายนิคมันกล่าวต่อไปว่า การไปร่วมงาน MIHAS จะทำให้ผู้เข้าร่วมงานไม่ว่าจะในฐานะผู้แสดงสินค้า(exhibitors) หรือผู้ซื้อ (buyers) ได้รับทราบความเคลื่อนไหวและนวัตกรรมล่าสุดในแวดวงสินค้าและบริการฮาลาล นอกจากนี้ยังมีการจัดสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับข้อกำหนดหรือกฎเกณฑ์ต่างๆอัพเดตล่าสุดที่ผู้ค้าและผู้ผลิต ตลอดจนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในวงการฮาลาลควรจะรับทราบ ทั้งนี้อุตสาหกรรมฮาลาลของมาเลเซียเป็น อุตสาหกรรมสำคัญที่ได้รับการสนับสนุน ส่งเสริม และร่วมพัฒนาโดยหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ทำให้มีมาตรฐานสูงเป็นที่ยอมรับในระดับโลก

ดังนั้นหากเอกชนไทยจะเข้ามาร่วมลงทุนหรือร่วมค้ากับผู้ประกอบการของ มาเลเซีย ก็จะเป็นการเสริมแต้มต่อในการแข่งขันในตลาดโลก "ปัจจุบันเรามีเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลตามแนวชายแดนไทยและมาเลเซียอยู่แล้ว เช่นที่เมืองโกตาปู ตรา รัฐเคดาห์ มีรับเบอร์ ซิตี้ (Rubber City) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการความร่วมมือไทย-มาเลเซีย หรือฮาลาล ปาร์ค (Halal Park) ซึ่งจะเป็นนิคมอุตสาหกรรมสำหรับสินค้าฮาลาลโดยเฉพาะ เหล่านี้เป็นโครงการที่ภาครัฐได้ ริเริ่มขึ้นแล้ว รอให้ภาคเอกชนของทั้ง 2 ฝ่ายเข้ามาสานต่อและใช้สิทธิประโยชน์"

ขอขอบคุณรูปภาพจาก : http://www.wallpaper4k.com/th/wallpapers/

31 มีนาคม 2558
แหล่งข้อมูล: ฐานเศรษฐกิจ
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

Back to the list

More Related

  • แม้ว่าความสนใจที่จะไปลงทุนในต่างประเทศในปัจจุบัน จะพุ่งเป้าไปที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง                    เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา เป็นหลัก แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งประเทศที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรมองข้าม นั่นก็คือ มาเลเซีย
  • ระบบภาษีสินค้าและบริการ GST หรือ Good and Services Tax เป็นระบบภาษีทางอ้อมที่รัฐบาลมาเลเซียได้ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2558 โดยจะจัดเก็บทุกครั้งที่มีการชำระเงินเพื่อซื้อขายสินค้าหรือบริการ ในอัตราร้อยละ 6 ของมูลค่าสินค้าหรือบริการนั้นๆ โดยระบบภาษี GST เป็นระบบที่นำมาใช้ทดแทนระบบภาษีการซื้อขายสินค้าและบริการเดิม ซึ่งมีความซับซ้อนในการคำนวณและการจัดเก็บ เนื่องจากมีการเรียกเก็บภาษีจากแหล่งผลิตในหลายอัตรา ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ได้สรุปข้อมูลที่น่าสนใจไว้ ดังนี้...
  • "มาเทรด" กรมส่งเสริมการส่งออกมาเลเซียเชิญชวนเอกชนไทยร่วมงาน MIHAS งานสินค้าและบริการฮาลาล ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
  • มาเลเซียขึ้นแท่นประเทศที่ "เป็นมิตร" ต่อนักท่องเที่ยวมุสลิมมากที่สุดของโลก ส่วนไทยมาเป็นอันดับ 20 และอันดับที่ 2 ในกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม
  • ท่องเที่ยวมาเลเซียเดินหน้าปั๊มตัวเลขนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ประกาศชู "ความวาไรตี้" ทั้งด้านวัฒนธรรม-แหล่งช็อปปิ้ง ภายใต้แคมเปญ "My Fest 2015" พร้อมนำเสนอ New Event New Attraction" ขายความสดใหม่ คาดปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวแตะ 28 ล้านคน
  • เงินริงกิตเทียบกับเงินดอลลาร์ ร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปีครึ่ง เหตุกังวลราคาน้ำมันลด กระทบเศรษฐกิจมาเลเซีย...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ