การส่งออกองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้าน SME ของเนเธอร์แลนด์
การส่งออกองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้าน SME ของเนเธอร์แลนด์
            ประเทศเนเธอร์แลนด์ตระหนักและให้ความสำคัญกับ SME ในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยิ่งโดยได้มีการกำหนด top sectors ที่ประเทศมีความเชี่ยวชาญและศักยภาพสูง 9 สาขา ได้แก่ (1) อาหารและการเกษตร (2) เคมีภัณฑ์ (3) อุตสาหกรรมที่สร้างสรรค์ (4) พลังงาน (5) เทคโนโลยีระดับสูง (6) พืชสวน (7) วิทยาศาสตร์และสุขภาพ (8) ลอจิสติกส์ และ (9) น้ำ ซึ่งเนเธอร์แลนด์ส่งเสริมทั้งด้านวิชาการและเชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมของเนเธอร์แลนด์ ดำเนินได้อย่างยั่งยืน โดยแต่ละภาคส่วนจะมีความร่วมมือและแลกเปลี่ยนระหว่างภาคธุรกิจ ภาควิชาการและภาครัฐอย่างบูรณาการ กล่าวคือ สถาบันทางวิชาการและการวิจัย เช่น NWO (The Netherlands Organisation for Scientific Research), KNAW (The Royal Netherlands Academy of Arts and Sciences) และ TNO (Neherlands Organisation for Applied Scientific Research) จะปรับโปรแกรมการเรียนการสอนและแผนการวิจัยบนพื้นฐานของ top sectors ดังกล่าว ในขณะเดียวกันรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ก็พยายามสนับสนุนโดยผ่านนโยบายการทูตทางเศรษฐกิจ โดยการมุ่งหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสำหรับภาคธุรกิจทั้งในด้านการค้าและการลงทุน ด้วยมาตรการสนับสนุนทางการเงินสำหรับการลงทุนหรือการส่งออก อาทิ กองทุน Dutch Good Growth Fund (DGGF) ซึ่ง SME สามารถยื่นขอกู้เงินได้สำหรับการเข้าไปลงทุนใหม่ ๆ ในต่างประเทศ หรือการให้บริการคำปรึกษาของหน่วยงาน Netherlands Enterprise Agency (RVO) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงกิจการเศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์

            ซึ่งในด้านต่างประเทศ เนเธอร์แลนด์ยังมี Netherlands Senior Experts Programme (PUM) ซึ่งเป็นองค์กรที่ก่อตั้งมาแล้วกว่า 30 ปี เป็นการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญในด้านธุรกิจต่างๆ ที่เกษียณอายุแล้วและเข้ามาทำงานกับองค์กรด้วยความสมัครใจ เนื่องจากต้องการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่มาก โดยพร้อมเสนอให้คำปรึกษาและแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการประกอบวิสาหกิจในสาขาต่างๆ ให้กับ SME ในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก ซึ่งถือเป็นการ “ส่งออก” องค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้าน SME ของเนเธอร์แลนด์ในต่างประเทศ ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยให้ SME ในประเทศกำลังพัฒนาได้พัฒนาศักยภาพและเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของประเทศ นอกจากนี้เนเธอร์แลนด์ยังมี หน่วยงานสมาพันธ์ SME (Royal Association MKB Nederland) ซึ่งมีสมาชิกประกอบด้วยผู้ประกอบการวิสาหกิจกว่า 150,000 ราย ประกอบด้วยตัวแทนจากภาคธุรกิจต่างๆ ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการ SME ผลักดันการออกกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อการประกอบธุรกิจซึ่งสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับสมาพันธ์ทางธุรกิจของไทยได้

ขอบคุณรูปภาพจาก: http://www2.thaieurope.net/nederlandse_sme_promotion_agencies/
23 มีนาคม 2558
แหล่งข้อมูล: http://www2.thaieurope.net
โดย: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ