บราซิล : ประเทศผู้ส่งออกสินค้าสัตว์ปีกที่ใหญ่ที่สุดของโลก
บราซิล : ประเทศผู้ส่งออกสินค้าสัตว์ปีกที่ใหญ่ที่สุดของโลก
            บราซิลเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าสัตว์ปีกรายใหญ่ที่สุดของโลก (97% เป็นเนื้อไก่และ 3% เป็นไก่งวง) และเป็นประเทศผู้ผลิตลำดับ 3 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกาและจีน ค.ศ.2011 บราซิลผลิตไก่ได้มากถึง 13.05 ล้านตัน ขณะที่ค.ศ. 2013 บราซิลผลิตไก่เพื่อการบริโภคภายในประเทศ 68.3% และส่งออกไปยังต่างประเทศ 31.7% มีตลาดหลัก คือ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

            ด้วยอัตราการบริโภคภายในประเทศที่มีมากถึง 69% ชาวบราซิลแต่ละคนจะบริโภคไก่ถึงปีละ 41.8 กิโลกรัมและยังนิยมบริโภคเนื้อไก่ทั้งตัวซึ่งเป็นผลมาจากราคาเนื้อไก่ที่ต่ำกว่าเนื้อวัว อย่างไรก็ตามโครงสร้างความต้องการเนื้อไก่ของผู้บริโภคบราซิลเริ่มเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่เศรษฐกิจบราซิลมีเสถียรภาพในค.ศ.1994 ผู้บริโภคชนชั้นกลางและชนชั้นสูงส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคไปบริโภคผลิตภัณฑ์เนื้อไก่แปรรูปมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้ผลิตเนื้อสัตว์ปีกแปรรูปรายใหญ่ของบราซิลได้ตอบรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคดังกล่าวด้วยการเปลี่ยนแผนการขายเป็นการขายชิ้นส่วนเนื้อไก่รวมกัน (ส่วนใหญ่เป็นเนื้อสะโพกและหน้าอก) รวมทั้งเนื้อไก่แปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า เช่น เนื้อไก่พร้อมปรุง นักเก็ต เบอร์เกอร์ไก่ ฯลฯ ต้องปรับปรุงผลิตภัณฑ์บางส่วนให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ดังนั้น ตลาดอาหารจานด่วนจึงเป็นส่วนสำคัญของธุรกิจเนื้อไก่ในบราซิล

            อุตสาหกรรมไก่ของบราซิลเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมการผลิตที่มีนวัตกรรมที่ทันสมัยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ มีแรงงานชาวบราซิลในภาคอุตสาหกรรมนี้มากถึง 3.6 ล้านคน และช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ถึง 1.5% นับว่าเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ โดยมีหลายภาคส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต บริษัทแปรรูป และผู้ส่งออก โรงงานส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองเกษตรกรรมทางตอนใต้ของบราซิลหลายแห่ง เช่น รัฐปารานา (Paraná) รัฐริโอ   กรังจิ โด ซุล (Rio Grande do Sul ) ฯลฯ


บราซิล – ตลาดไก่ไร้โรคภัย
            การบูรณาการของอุตสาหกรรมไก่ในบราซิลเริ่มค.ศ.1960 ใช้หลักการห่วงโซ่การผลิต (Production chain) ที่สอดคล้องกันนับตั้งแต่การเพาะพันธุ์ การเลี้ยงดู การบำรุงรักษา การฆ่าอย่างถูกสุขอนามัย การบรรจุผลิตภัณฑ์ และการแปรรูป คาดว่า 90% ของอุตสาหกรรมสัตว์ปีกบราซิลอยู่ภายใต้ความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตและโรงฆ่าสัตว์ โดยผู้ประกอบการจะได้รับคำแนะนำและสนับสนุนจากสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่เทคนิคที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เป็นที่ทราบกันอย่างแพร่หลายว่าการผลิตที่มีคุณภาพสูงส่วนใหญ่จะมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง อาทิ การเลี้ยงดูในพื้นที่ปิดปราศจากการติดเชื้อ การให้อาหารสัตว์ที่มีคุณภาพสูง อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตร ปศุสัตว์และอาหารสัตว์บราซิล (Ministry of Agriculture, livestock and Food Supply - MAPA) ได้ออกกฎหมายที่เคร่งครัดและรณรงค์ห้ามใช้สารเร่งการเจริญเติบโต (Hormones) แก่สัตว์เลี้ยง รวมถึงการเข้าตรวจสอบและควบคุมอย่างต่อเนื่องมิให้มีสารปนเปื้อนและสารตกค้างอยู่ในสัตว์ที่จะส่งผลต่อไปยังผู้บริโภค น่าชื่นชมว่าบราซิลยังไม่มีการระบาดของไข้หวัดนกจนถึงทุกวันนี้

            ด้านสุขอนามัยนั้น บราซิลให้ความสำคัญกับสุขอนามัยของสัตว์และเป็นไปตามหลักขององค์การ World Organization for Animal Health (OIE) มิใช่หน่วยงานภาครัฐเพียงอย่างเดียวแต่เป็นความรับผิดชอบของภาคเอกชนด้วยในการส่งเสริมให้มีการดำเนินงานตามมาตรการต่าง ๆ เพื่อรักษาและพัฒนาสุขภาพสัตว์ เมื่อครั้งยังมีการระบาดของโรคไข้หวัดนกในเอเชีย รัฐบาลบราซิลสนับสนุนสภาการพัฒนาสัตว์ปีกเพื่อดำเนินมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดโรคไข้หวัดนกในบราซิลรวมทั้งมีข้อบังคับด้านสุขภาพสัตว์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสุขภาพสัตว์ปีกแห่งชาติ

            อีกทั้งนำมาตรการการป้องกันหลายด้านมาใช้ เช่น การเข้มงวดในการควบคุมที่ท่าเรือและท่าอากาศยานสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้ที่เดินทางมาจากเอเชีย ห้ามนำเข้าข้าวเปลือกจากประเทศในแถบเอเชีย ห้ามผู้ที่เดินทางมาจากเอเชียเดินทางเข้าไปในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกของบราซิล ฯลฯ จึงทำให้บราซิลยังไม่มีกรณีตรวจพบการเป็นไข้หวัดนก (Avian Influenza) หรือเชื้อโรคนิวคาสเซิล (Newcastle Disease) ของสัตว์ปีกใด ๆ เลย ทั้งนี้ การรับรองสุขภาพสัตว์ในบราซิลต้องผ่านการรับรองสุขภาพสัตว์ระหว่างประเทศ (International Health Certificate - CSI) ออกโดยสัตวแพทย์ที่ได้รับใบอนุญาตอย่างเป็นทางการสำหรับการวินิจฉัยโรค รวมถึงสัตว์ต้องผ่านการฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่กำหนดไว้อย่างสม่ำเสมอ

            สำหรับด้านการส่งออก บราซิลให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามหลักการและข้อกำหนด        ภายใต้การควบคุมของกระทรวงเกษตร ปศุสัตว์และอาหารสัตว์บราซิล บริษัทเอกชนที่ต้องการจะส่งออกต้องลงทะเบียนกับศูนย์ตรวจสอบของรัฐบาลกลาง (The Federal Inspection Service - SIF) จากนั้น ต้องผ่านการตรวจสอบเบื้องต้นจากกรมตรวจสอบแหล่งกำเนิดของผลิตภัณฑ์จากสัตว์ (Department of Inspection of Products of Animal Origin - IPOA) ของสำนักเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองการเกษตร (Secretariat of Agricultural Protection - SDA) ซึ่งหน่วยงานทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงเกษตรบราซิลฯ ทั้งนี้ รายชื่อบริษัทฯ ส่งออกที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้วจะถูกรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบในฐานข้อมูลของกระทรวงเกษตรบราซิลฯ


บราซิล – ตลาดไก่ฮาลาลของโลก
            ปัจจุบันไก่ฮาลาลของบราซิลเป็นที่นิยมอย่างสูง เนื่องจากผู้บริโภคเชื่อว่าสินค้าฮาลาลสะอาดและถูกสุขอนามัย ทั้งนี้ บราซิลเป็นผู้ส่งออกไก่และเนื้อสัตว์ให้ประเทศมุสลิมมากที่สุดในโลก ปริมาณไก่ที่บราซิลส่งออกไปต่างประเทศประมาณ 45% จะส่งออกไปยังตลาดมุสลิมทั่วโลก (จำนวนดังกล่าว 35% คือ ตลาดในตะวันออกกลาง) กลุ่มประเทศมุสลิมในตะวันออกกลางล้วนให้ความสำคัญกับบราซิลในฐานะเป็นตลาดส่งออกไก่ฮาลาลของโลก โดยบราซิลเริ่มต้นจากการส่งสินค้าฮาลาลไปยังอิรักใน ค.ศ.1976 และผู้ประกอบการชาวบราซิลให้ความสำคัญแก่ตลาดฮาลาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่องใน 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้หลายบริษัทของบราซิลจึงได้เชิญผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการจากประเทศมุสลิมมาฝึกอบรมและช่วยตรวจสอบกรรมวิธีการผลิต เช่น การฆ่าสัตว์อย่างถูกวิธีตามธรรรมเนียมปฏิบัติฮาลาลเพื่อการรับรองความถูกต้องตามหลักฮาลาลอย่างแท้จริง (Halal Certification)

            ค.ศ. 2013 เพียงปีเดียว การส่งออกไก่ของบราซิลมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 3. 9 ล้านตัน  คิดเป็น 37% ของสัดส่วนการแบ่งการส่งออกไก่ของตลาดโลก โดยประเทศที่นำเข้าไก่จากบราซิลสูงสุด 5 ลำดับแรก ดังนี้ (1) ซาอุดีอาระเบีย (2) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (3) แอฟริกาใต้ (4) คูเวต และ (5) อียิปต์


บราซิล – ไทย และการต่อยอดตลาดสัตว์ปีก
            ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาคเอกชนไทยเชี่ยวชาญเรื่องอุตสาหกรรมสัตว์ปีก (เนื้อไก่) และเป็นหนึ่งในเอเชีย จึงน่าจะเป็นโอกาสอันดีที่ไทยและบราซิลสามารถต่อยอดอุตสาหกรรมนี้ร่วมกันได้ โดยบริษัทไทยอาจร่วมทุนกับบริษัทหรือผู้ประกอบการชาวบราซิลที่กำลังจะขยายกิจการหรือดำเนินกิจการไม่ดีนัก (หรือมีปัญหาเรื่องเงินทุน) เพื่อผลิตสินค้าเนื้อไก่ทั้งที่แปรรูปและสำเร็จรูปซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นของผู้บริโภคทั่วโลก รวมทั้งการนำเทคโนโลยีชั้นสูงของไทยเข้ามาผสมผสานกับแนวปฏิบัติของบราซิลก็จะสร้างผลกำไรให้กับทั้งสองฝ่าย  ทั้งนี้ บราซิลยังมีสมาคมผู้ส่งออกสัตว์ปีกแห่งบราซิล (Brazilian Chicken Producers and Exporters Association – ABEF) เป็นตัวช่วยสนับสนุนการเปิดตลาดและลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีสำหรับการส่งออกเนื้อไก่ของบราซิล

26 กุมภาพันธ์ 2558
แหล่งข้อมูล: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2561 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสำนักงานที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมของสภารัฐเซาเปาลู จัดงานเทศกาลไทย (Festival da Tailândia) ณ พื้นที่ลานจอดรถของสภารัฐเซาเปาลู ซึ่งเป็นกิจกรรมประชาสัมพันธ์ประเทศไทยที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นสาธารณชนบราซิลในวงกว้าง<br />
    <br />
    กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการสาธิตการไหว้ครูและมวยโบราณโดยคณะนักมวยจากค่ายลานนาไฟท์ติ้ง ซึ่งเยือนบราซิลภายใต้โครงการเผยแพร่กีฬามวยไทยในต่างประเทศของกระทรวงฯ การจัดแสดงผลงานนวัตกรรมผ้าไทยโดยนักออกแบบไทยซึ่งเยือนบราซิลภายใต้โครงการเทศกาลไทย 4.0 การสาธิตการประกอบอาหารไทยโดยนางสาวยุคนธร เทพบุตร เชฟชาวไทยที่มีชื่อเสียงจากรายการ Masterchef ของบราซิล การจัดแสดงผลไม้ไทยคุณภาพดีจากตลาด อตก. เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานชิมผลไม้ไทย การประชาสัมพันธ์ข้าวสารและข้าวเหนียวไทย โดยนำขนมไทยที่มีส่วนผสมของข้าวเหนียวไทยให้ผู้ร่วมงานชิม อาทิ ข้าวเหนียวมะม่วงและข้าวเหนียวถั่วดำ การออกร้านจำหน่ายอาหารไทย เบียร์สิงห์ เครื่องดื่มชูกำลังคาราบาว และเครื่องปรุงอาหารไทย นอกจากนี้ ยังมีบริการนวดแผนไทย และการออกบูธประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยด้วย<br />
    <br />
    ในโอกาสนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้สนับสนุนบัตรโดยสารเที่ยวบินไป – กลับนครเซาเปาลู – กรุงเทพฯ พร้อม package tour กรุงเทพฯ 2 คืน และเชียงใหม่ 2 คืน รวม 1 รางวัลสำหรับการชิงโชคด้วย<br />
    <br />
    มีชาวบราซิลเข้าร่วมงานกว่า 2,000 คน โดยถือเป็นโอกาสเผยแพร่ “ความเป็นไทย” ในทุกมิติแก่ชาวบราซิล ทั้งนี้ นครเซาเปาลูเป็นเมืองธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในลาตินอเมริกา มีจำนวนประชากรมากกว่า 12 ล้านคน
  • เอกอัครราชทูตไทยนำแม่ครัวสาธิตการทำอาหารไทยในเมือง Belo Horizonte รัฐ Minas Gerais บราซิล
  • เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 นายสุรศักดิ์ สุภารัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย ได้เข้าร่วมการเปิดงานเทศกาลอาหารไทย ณ ร้านอาหารของสภาผู้แทนราษฎรบราซิล ในกรุงบราซิเลีย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่27 กุมภาพันธ์ –2 มีนาคม 2561<br />
       <br />
    งานเทศกาลอาหารไทยดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากกิจกรรมจัดการสอนการทำอาหารไทยแก่พ่อครัว / แม่ครัวชาวบราซิลเมื่อวันที่ 1 – 2 กุมภาพันธ์ 2561 โดยพ่อครัว / แม่ครัวชาวบราซิลของสถาบันอาหารNational Commercial Apprenticeship Service (SENAC) ได้ทำอาหารไทย ร่วมกับอาหารท้องถิ่นวางบนโต๊ะบุฟเฟต์บริการแก่ลูกค้าซึ่งมีประมาณ 300 คนต่อวันซึ่งถือว่าได้รับความสำเร็จสมตามเป้าประสงค์อย่างดียิ่งเพราะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และข้าราชการบราซิล นักการทูตต่างชาติ และชาวบราซิลเข้ารับประทานอาหารไทย อันเป็นการสร้างความตระหนักรู้อาหารไทยตามนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลกและการเพิ่มยอดการสั่งซื้อเครื่องปรุงและวัตถุดิบไทยในบราซิล
  • ระหว่างวันที่ 17 – 19มกราคม 2561 นายสุรศักดิ์ สุภารัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลียนำทีมประเทศไทยเยือนกรุงปารามาริโบ ประเทศซูรินาเม เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับซูรินาเม<br />
       <br />
    สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้รับความร่วมมือจากสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งซูรินาเมสนับสนุนการจัดงานสัมมนาและประชาสัมพันธ์ประเทศไทยในซูรินาเม โดยมีนักธุรกิจสนใจเข้าร่วมงานสัมมนาดังกล่าวประมาณ 100 คน ภายหลังการบรรยายของทีมประเทศไทยนักธุรกิจชาวซูรินาเมสนใจสอบถามและร่วมกิจกรรมการเจรจาธุรกิจ ตลอดจนชมสินค้าไทยที่ได้นำมาแสดงโดยบริษัทผู้นำเข้าของซูรินาเม <br />
       <br />
    ปี 2560 การค้าทวิภาคีระหว่างไทย –ซูรินาเม มีมูลค่าประมาณ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  โดยอาหารไทย สินค้าและวัตถุดิบ เครื่องปรุงไทยได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่งในซูรินาเม

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ