ไทยหวังศก.'มะกัน-ออสซี่' ฟื้นยอดส่งออกรถยนต์ปีนี้
ไทยหวังศก.'มะกัน-ออสซี่' ฟื้นยอดส่งออกรถยนต์ปีนี้

 มั่นใจตลาดส่งออกรถยนต์ใหญ่สุด ตะวันออกกลาง ปรับตัวรับมือสถานการณ์ราคาน้ำมันร่วงต่อเนื่องได้ ระบุ อีโค คาร์ ตลาดอนาคตรับกระแสรถเล็กทั่วโลกขยายตัว แนะเพิ่มความร่วมมืออินโดจีนดันยอด

ปี 2557 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกรถยนต์ 1.12 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเพียง 50 คัน หลังจากที่ตลาดเป้าหมายหลายแห่งได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ ปัญหาการเมือง ขณะที่ปีนี้ค่ายรถคาดการณ์ว่าตลาดน่าจะกลับเติบโตอีกครั้ง แม้จะไม่มาก

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้สมาชิกอยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์ ก่อนสรุปเป้าหมายอย่างเป็นทางการอีกครั้งในปีนี้ โดยคาดว่าจะได้ตัวเลขคาดการณ์ ทั้งการผลิต ขายและส่งออกในช่วงกลางเดือนก.พ. หลังจากเริ่มเห็นทิศทางในช่วงเดือนแรกของปี

ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมายอดส่งออกแทบจะไม่เติบโตในด้านจำนวน เนื่องจากตลาดเป้าหมายหลายแห่งประสบปัญหา เช่น ตะวันออกกลางมีปัญหาความสงบ และราคาน้ำมันลดลงอย่างต่อเนื่องส่งผลให้กำลังซื้อลดลง รวมถึงออสเตรเลียที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี แอฟริกา มีปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้ออีโบลา อย่างไรก็ตามบางภูมิภาคตลาดยังดี เช่น ยุโรปที่เติบโต 20%

ตอ.กลางตลาดส่งออกใหญ่สุด
โดยการส่งออกปี 2557 ตลาดใหญ่ที่สุดยังคงเป็น ตะวันออกกลาง มีสัดส่วน 25% ของการส่งออกทั้งหมด ตามมาด้วย เอเชีย 24% โอเชียเนีย 21% อเมริกากลางและอเมริกาใต้ 12% ยุโรป 9% แอฟริกา 5% ขณะที่อเมริกาเหนือซึ่งเพิ่งแยกตลาดออกมาเป็นปีแรกมีสัดส่วน 4%

ขณะที่รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า มูลค่าการส่งออกไทยในรูปเงินดอลลาร์ของกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนช่วงเดือน ธ.ค.2557 หดตัว 0.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าการส่งออกของทั้งปี 2557 มีอัตราการขยายตัว 0.1% โดยถือเป็นการลดลงค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับปี 2556 ที่มีอัตราการขยายตัว 7.6%

การหดตัวของการส่งออกกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เป็นการหดตัวตามการส่งออกรถยนต์นั่งไปตลาดตะวันออกกลางและอาเซียนที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลง ทำให้อุปสงค์ชะลอตัว รวมทั้งการส่งออกรถยนต์เชิงพาณิชย์ไปตลาดออสเตรเลียที่หดตัวจากผลของฐานสูงเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน

อย่างไรก็ตาม การส่งออกรถยนต์ไปตลาดอื่นๆ และการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ

หวังศก.'สหรัฐ-ออสซี่' ดันยอด
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า สำหรับปีนี้ เบื้องต้นคาดว่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อยู่ที่ 1.2 ล้านคัน โดยองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้ตลาดขยายตัวหรือไม่ อยู่ที่ภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ของประเทศเป้าหมายต่างๆ ทั้งนี้ในส่วนตลาดใหญ่อย่างออสเตรเลียที่หดตัวในปีที่ผ่านมา เป็นเพราะเศรษฐกิจซบเซา โดยขณะนี้กลุ่มกำลังประเมินว่าปีนี้จะดีขึ้นหรือไม่ และเห็นว่าปัจจัยหนึ่งที่จะมีผลคือ ราคาถ่านหิน หากปรับตัวดีขึ้น จะส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนดีขึ้น ผลักดันให้ตลาดรถยนต์เติบโต ขณะที่แอฟริกาเชื่อว่าจะดีขึ้น หลังจากสถานการณ์อีโบลาคลี่คลาย เห็นได้จากการส่งออกในช่วง 2 เดือนล่าสุดปรับตัวดีขึ้น

ส่วนอเมริกาเหนือ มีทิศทางทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นมากในช่วง ส่งผลต่อการส่งออกของไทยโดยตรง และยังผลดีทางอ้อมอีกด้วย
"สหรัฐ เป็นประเทศใหญ่ มีการค้าขายกับหลายประเทศที่เป็นตลาดส่งออกของเรา ซึ่งหากเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น ประเทศต่างๆ เหล่านั้นก็จะได้รับประโยชน์ต่อเศรษฐกิจด้วย ทำให้กำลังซื้อดีขึ้น และส่งผลดีมายังการส่งออกของไทย"

ขณะที่ตะวันออกกลางซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด เชื่อว่าจะสามารถปรับตัวได้แม้น้ำมันจะมีราคาลดลง และเชื่อว่าประเทศต่างๆ มีทุนสำรองจำนวนมากเพื่อรองรับปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น
หวังอีโค คาร์เพิ่มส่งออก

ตลาดหนึ่งที่เชื่อว่าจะมีผลต่อการส่งออกคือ รถในโครงการอีโค คาร์ ที่ปัจจุบัน มีผู้ผลิตในเฟสแรก 5 ราย และยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในเฟส 2 (รวมรายเก่า) 10 ราย เนื่องจากทิศทางตลาดรถยนต์โลกหันมาสนใจรถขนาดเล็กมากขึ้น จากจุดเด่นคือความคล่องตัวในการใช้งาน เหมาะกับเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่ำ การเกิดมลพิษน้อย ซึ่งจะสนองนโยบายรัฐบาลทั่วโลกที่หันมาควบคุมการปล่อยไอเสียมากขึ้น เช่น ยุโรป ที่เตรียมบังคับมาตรฐานยูโร 6 ในเดือน ก.ย.ที่จะถึงนี้

ทั้งนี้ปัจจุบัน อีโค คาร์ ของไทยส่งออกไปทำตลาดหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงอเมริกาเหนือ ประกอบด้วย แคนาดา สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าความนิยมรถเล็กทั่วโลกเพิ่มขึ้น เนื่องจากในอดีต ตลาดอย่างสหรัฐ นิยมรถยนต์ที่มีตัวถังขนาดใหญ่ และเครื่องยนต์ขนาดใหญ่มากกว่า

แต่ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการแยกข้อมูลของอเมริกาเหนือโดยเฉพาะ ซึ่งมีสัดส่วน 4% ของการส่งออกทั้งหมด แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 88% ปิกอัพ 12% และในกลุ่มรถยนต์นั่ง ส่วนใหญ่คือ อีโค คาร์

ตลาดหลากหลายกระจายเสี่ยง
นางสาวยุคนธร วิเศษโกสิน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์การส่งออกรถยนต์ แม้ว่าตลาดโลกจะผันผวน และมีปัจจัยเชิงลบเกิดขึ้น แต่การที่ผู้ประกอบการมีตลาดส่งออกที่ค่อนข้างหลากหลายทั่วโลก จึงสามารถกระจายตลาดได้ และทำให้มั่นใจว่าในปีนี้ในส่วนของฟอร์ดจะมีตัวเลขส่งออกที่สูงกว่าปี 2557
โดยตลาดที่น่าสนใจ มองว่าตลาดรถปิกอัพยังเป็นตลาดที่ดี เนื่องจากเป็นรถอเนกประสงค์สำหรับการใช้งานที่หลากหลาย นอกจากนั้นปัจจัยจากราคาน้ำมันที่ลดลงยังเป็นแรงจูงใจที่ช่วยเอื้อให้ผู้บริโภคเร่งตัดสินใจซื้อรถในปีนี้อีกด้วย

ด้านนักวิเคราะห์ตลาดรถยนต์มองกว่า เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของไทยที่มีการฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไม่ว่า อเมริกา ยุโรป รัสเซีย ญี่ปุ่นและเอเชีย เพราะว่า70 % ของจีดีพีนั้นไทยอิงกับการ ส่งออก
นอกจากนี้มูลค่าการส่งออกของไทย ปีที่ผ่านมาภาคส่งออกเติบโตแค่ 4 % ซึ่งรัฐบาลมองว่าปี 2558 ควรจะเติบโตที่ 5 % แสดงให้เห็นว่าภาคการส่งออกยังคงฟื้นตัวช้า

อินโดจีน ตลาดอนาคต
ด้านนายวิเชียร เอมประเสริฐสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ไทยต้องหาโอกาสในตลาดใหม่ๆ มากขึ้น และเห็นว่าตลาดหนึ่งที่น่าสนใจคือกลุ่มอินโดจีน ไม่ว่าจะเป็นพม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม ที่เมื่อรวมตัวกันแล้วจะมีประชากรกว่า 200 ล้านคน ใกล้เคียงกับอินโดนีเซียที่เป็นอันดับ 2 ในอุตสาหกรรมยานยนต์อาเซียนขณะนี้ แต่กลุ่มอินโดจีนมีจุดแข็งคือมีพื้นที่ติดต่อกัน สามารถพัฒนาการขนส่งหรือโลจิสติกส์ได้ง่าย และจะเป็นโอกาสในการขนส่งสินค้า หรือค้าขายระหว่างกันได้ง่ายขึ้น รวมถึงรถยนต์ และไทยจะได้เปรียบจากการที่มีอุตสาหกรรมการผลิต และชิ้นส่วนที่แข็งแกร่งที่สุด
ขณะที่เวียดนาม ซึ่งมีความพยายามที่จะยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ขึ้นมานั้น เห็นว่าแนวทางที่ดีคือ ควรหาแนวทางร่วมมือ มากกว่าการแข่งขันกันเอง

17 กุมภาพันธ์ 2558
แหล่งข้อมูล: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • จากตอนที่แล้วเราได้ทำความรู้จักกับกฏหมาย Trade Facilitation and Trade Enforcement Act of 2015    (TFTEA 2015)  ซึ่งให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรสหรัฐฯ ในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานผิดกฎหมายซึ่งรวมถึง แรงงานบังคับ (Forced Labor) แรงงานที่ผลิตโดยนักโทษ (Prison Labor) และ แรงงานขัดหนี้ (Indentured Labor) เข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยเป็นการสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าในลักษณะเป็นรายบริษัท และมิใช่รายประเทศ
  • เมื่อกลางปีนี้สหรัฐฯได้ปรับให้ไทยอยู่ใน Tier 2  Watch List ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (รายงาน TIP Report) ประจำปี 2559 หลังจากปรับลดระดับให้ไทย อยู่ใน Tier 3 เป็นเวลาสองปีติดต่อกัน  ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯเล็งเห็นว่าไทยเรามีพัฒนาการในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และปัญหาแรงงานผิดกฎหมายที่ดีขึ้น  
  • กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ รายงานยอดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นสองหลักเกือบทุกปีนับตั้งแต่ปี 2533 และยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดย The Nutrition Business Journal ได้รายงานว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 อัตราการขยายตัวของยอดขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 10 ทุกปี ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐฯ มีมีมูลค่ากว่า 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.3 ล้านล้าน บาท) ในปี 2558
  • สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมเหล็กอเมริกาเหนือ (The United Steelworkers Union: USW) ได้ยื่นคำร้องต่อ International Trade Commission ขอไต่สวนการทุ่มตลาดและการอุดหนุนสำหรับสินค้ายางรถบรรทุกขนาดกลางและรถโดยสารของจีนในตลาดสหรัฐฯ ตามมาตรา 701 และ 731 ของกฎหมายภาษีศุลกากรอีกครั้ง หลังจากที่ USW เคยได้รับชัยชนะในการเรียกร้องให้ลงโทษสินค้ายางรถยนต์และรถบรรทุกขนาดเบาที่นำเข้าจากประเทศจีนมาแล้วในปีที่ผ่านมา
  • เมื่อสหรัฐฯ ลดข้อบังคับด้านการท่องเที่ยวให้กับคิวบา เจ้าของธุรกิจและผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีความต้องการที่จะเป็นรายแรกที่ได้ดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ให้บริการเรือข้ามฟาก (Ferry) ทางการท่าเรือไมอามีเร่งหารือแนวทางการสร้างอาคารผู้โดยสารชั่วคราวที่ท่าเรือไมอามีเพื่อรองรับผู้ประกอบการที่ต้องการให้บริการเรือข้ามฟากไปยังคิวบา
  • นับเป็นโอกาสให้ชาวไทยสัญชาติอเมริกันใช้ประโยชน์จากหน่วยงานสหรัฐฯ ที่มีการส่งเสริมการลงทุน สร้างธุรกิจให้แก่บริษัทของชนกลุ่มน้อย เว็บไซต์ MBDA ได้รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มทำธุรกิจ โครงสร้างที่เหมาะสมกับธุรกิจของตน การเขียนแผนธุรกิจ การขอใบรับรองกิจการที่สามารถขอได้จากหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐบาลกลาง
    <br />

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ