"จีน-ญี่ปุ่น"รุมจีบ"เมียนมาร์" ธุรกิจท้องถิ่นกังวลถูกแย่งทรัพยากร
"จีน-ญี่ปุ่น"รุมจีบ"เมียนมาร์" ธุรกิจท้องถิ่นกังวลถูกแย่งทรัพยากร
        การแข่งขันรุกตลาดเมียนมาร์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นจะมีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆเห็นได้จากข้อตกลงมากมายระหว่างภาครัฐอาทิ จีนเพิ่มจำนวนทุนการศึกษาที่มีข้อตกลงร่วมรัฐบาลเมียนมาร์ เพื่อสร้างโอกาสให้เยาวชนจากเมียนมาร์เข้ามาศึกษาต่อในจีนมากขึ้น ขณะที่เมียนมาร์ให้สัมปทานท่าเรือนาน 70 ปี เพื่อจูงใจญี่ปุ่นลงทุนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษติลาวา เป็นต้น

         ล่าสุด ซินหัว รายงานถึงความสำเร็จของโครงการท่อส่งน้ำมันดิบจากเมียนมาร์ไปยังจีน ที่เริ่มเข้าสู่กระบวนการทดสอบการทำงานแล้ว หลังทั้งสองฝ่ายดำเนินการก่อสร้างโครงการมานาน 5 ปี ซึ่ง นายอู ยาน ตัน (U Nyan Tun) รองประธานาธิบดีเมียนมาร์ และ นายเหลียว หยงหย่วน ผู้จัดการทั่วไป บริษัทCNPC รัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของจีน เข้าร่วมพิธีเปิดในนครย่างกุ้ง

         ท่อส่งน้ำมันนี้ที่มีความยาว 771 กิโลเมตร จะเชื่อมต่อจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก กับท่าเรือน้ำลึกในภาคตะวันตกของเมียนมาร์ ฉะนั้น เมียนมาร์ถือเป็นส่วนสำคัญในความพยายามของแดนมังกรที่จะนำเข้าพลังงานที่มีความหลากหลาย และยังช่วยลดการพึ่งพาการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกาที่มีโจรสลัดชุกชุมด้วย

        โครงการท่อส่งน้ำมันดิบจีน-เมียนมาร์เป็นโครงการร่วมทุนและก่อสร้างโดยบริษัทCNPCของจีนและรัฐวิสาหกิจน้ำมันและก๊าซแห่งเมียนมาร์ (MOGE) ที่เริ่มโครงการในเดือน มิ.ย. 2553 และเสร็จสิ้นลงในปลายเดือน พ.ค. 2557 โดยทาง CNPC ถือหุ้นในสัดส่วนประมาณ 50.9% และ MOGE ถือครองส่วนที่เหลือ

การร่วมทุนระหว่างจีนและเมียนมาร์ด้านพลังงาน ยังรวมถึงท่อส่งก๊าซธรรมชาติอีกเส้นหนึ่งที่มีความยาวมากกว่า 2,500 กิโลเมตร จากภาคตะวันตกของเมียนมาร์ไปยังภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งก็เริ่มดำเนินการก่อสร้างเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2556 โดยถูกออกแบบให้สามารถส่งน้ำมันดิบได้ 22 ล้านตันต่อปี จากท่าเรือเกาะเมเด (Made) นอกจากนี้ จีนยังเตรียมสร้างโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ มูลค่าสูงถึง 7.8 พันล้านดอลลาร์ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการท่อก๊าซ โดยได้ลงนามกับรัฐบาลเมียนมาร์เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

        ในขณะที่ญี่ปุ่นพยายามเข้ามามีส่วนร่วมในรูปแบบของการลงทุนในเมียนมาร์เช่นกันโดยศูนย์เศรษฐกิจและการลงทุนญี่ปุ่น-เมียนมาร์(JMEIC)และกรมพัฒนา SMEs ในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมเมียนมาร์ ได้จัดงานเปิดโอกาสด้านธุรกิจที่นครย่างกุ้งในเดือนที่แล้ว เพื่อให้นักธุรกิจจากทั้งสองประเทศมีโอกาสร่วมเจรจาการค้าระหว่างกันมากขึ้น ภายในงานจะมุ่งเจรจาธุรกิจ 4 สาขา ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิต, เทคโนโลยีสารสนเทศ, โลจิสติกส์ และภาคบริการ ซึ่งได้รับการตอบรับจากบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นราว 12 บริษัท อาทิ บริษัท มิตซูบิชิ เพนซิล จำกัด, บริษัท นิคคิ ฟรอนจำกัด และบริษัท เอ็นเคอเรจ เทคโนโลยี จำกัด

        "เมียนมาร์มีความพร้อมในเรื่องการจัดหาทรัพยากรธรรมชาติ และด้วยความรู้และความเชี่ยวชาญของญี่ปุ่นจะสามารถช่วยพัฒนาและบริหารทรัพยากรเหล่านั้นอย่างคุ้มค่าที่สุดและเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทญี่ปุ่นด้วย"โนริยูกิโยเนมุระผู้อำนวยการ JMEIC กล่าวกับเดอะโกลบอลนิวไลท์ออฟเมียนมาร์

        นอกจากนี้ กรมพัฒนา SMEs ของเมียนมาร์ยังมุ่งความสำคัญไปที่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อพัฒนาทักษะของแรงงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย

       "ผมกำลังมองหากลยุทธ์ในการขยายตลาดใหม่ๆ เพื่อสร้างฐานลูกค้าและร่วมธุรกิจกับคู่ค้าในอาเซียนด้วย" ไดซุเกะ นุมาตะ ผู้แทนจากบริษัทนิคคิ ฟรอนกล่าว

        ทั้งนี้ ข้อมูลของกระทรวงอุตสาหกรรมเมียนมาร์แสดงความกังวลว่า ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กในเมียนมาร์ส่วนใหญ่ยังคงกังวลเรื่องการถูกแย่งทรัพยากรธรรมชาติ เพราะคือเป้าหมายหลักของบริษัทต่างชาติขณะนี้จำนวนของอุตสาหกรรมท้องถิ่นที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานรัฐบาลเมียนมาร์เพื่อขอรับสิทธิประโยชน์ต่างๆมีเพียง 40,000 บริษัท และยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนมีถึง 60,000 บริษัท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจในอนาคตได้

         แม้ประเทศไทยยังได้รับการตอบรับที่ดี โดยเฉพาะในแง่คุณภาพสินค้าที่เป็นที่ปลาบปลื้มของเมียนมาร์ แต่หากทุนจากจีนและญี่ปุ่นยังคง"เปิดเกมรุก" อย่างหนักหน่วงเช่นนี้ต่อไป เป็นไปได้ว่าไทยอาจจะสูญเสียส่วนแบ่งในตลาดเมียนมาร์อย่างรวดเร็ว
11 กุมภาพันธ์ 2558
แหล่งข้อมูล: ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • เป็นที่รู้กันว่าไทยเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นเรื่องการแพทย์และสาธารณสุขในระดับโลก โดยไทยสามารถดึงดูดผู้ใช้บริการจากทั่วโลกเข้ามารับการดูแลรักษาสุขภาพ โดยเฉพาะผู้มีรายได้สูงจากตะวันออกกลางและญี่ปุ่น นอกจากนี้ การเปิดประชาคม ASEAN จะเป็นตัวเร่งให้โรงพยาบาลในไทยเริ่มตื่นตัวรับกระแสดังกล่าว รวมถึงการขยายสาขาออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา
  • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจเมียนมาปีนี้จะเติบโตถึง 8.5% จะเป็นจริงมากแค่ไหน ย้อนดูผลงานทางเศรษฐกิจเมื่อปี 2558 คงจะพอบอกอะไรได้บ้าง
  • ขณะที่เมียนมาร์ได้กลายเป็นประเทศ “เนื้อหอม” สำหรับนักลงทุนทั่วโลก ชื่อ “ทวาย” ก็เริ่มเป็นที่คุ้นหูและหมายปองสำหรับนักลงทุนไทย
  • คนเมียนมาร์เข้าถึงมือถือครบ 100% ใน 6 ปี ผลสำรวจล่าสุดชี้ ชาวเมียนมาร์จะใช้มือถือครบทุกคนใน 6 ปี หลังรัฐบาลเปิดเสรีอุตสาหกรรมโทรคมนาคม
  • การปฏิรูปทางเศรษฐกิจในพม่า ส่งผลต่อการปรับบรรยากาศการลงทุนและการเปิดคลังทรัพยากรมหาศาลเพื่อรองรับกระแสทุนนิยมและโลกาภิวัตน์ที่ถาโถมเข้าใส่เมียนมาร์อย่างต่อเนื่อง
  •         ตลาดอาเซียนถือเป็นตลาดใหม่ที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูงและรวดเร็ว โดยเฉพาะชาติที่เพิ่งเปิดประเทศอย่าง "เมียนมาร์" ซึ่งเป็นที่จับตามองของนักลงทุนทั่วโลก เพราะเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพซึ่งนักลงทุนที่เข้าไปในเมียนมาร์มากที่สุด คือ จีน รองลงมาเป็นญี่ปุ่น และไทยที่มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ