มองอินเดียใหม่ (ตอนที่ 109 E-tailing อินเดีย อีกช่องทางสู่ผู้บริโภค)
          การค้าปลีกในโลกไซเบอร์ของจีนเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วโลกหลังจากที่บริษัท e-tailing ยักษ์ใหญ่ของจีน "Alibaba" ช่วยลดความเศร้าให้กับหนุ่มสาวชาวจีนใน "วันคนโสด" หรือ "Single Day" ซึ่งตรงกับวันที่ 11 พ.ย. ของทุกปี ด้วยมหกรรมลดราคาสินค้าในเว็บไซต์ของตน ซึ่งดำเนินการมาเป็นเวลา 5 ปีติดต่อกันจนชาวจีนทั้งที่โสดและไม่โสดต่างตั้งตารอซื้อของในวันนี้ โดยมีรายงานว่า บริษัท Alibabaฯ มียอดขายเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2556 เพียงวันเดียวกว่า 5.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ข้อมูลจากบริษัทวิจัย Forrester ระบุว่า ในปีนี้ ขนาดตลาด e-tailing ในจีนน่าจะขึ้นเป็นอันดับ 1 เหนือสหรัฐฯ ด้วยขนาด 2.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และน่าจะเติบโตถึงระดับ 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2558  
หันกลับมามองอินเดีย กระแสความนิยม e-tailing ก็เติบโตในอัตราที่น่าจับตามองเช่นกัน แม้ส่วนแบ่งของ e-tailing ในตลาดค้าปลีกอินเดียยังน้อยมาก คือ คิดเป็นประมาณ 1 % เท่านั้น แต่ก็แสดงให้เห็นถึงโอกาสที่จะเติบโตขึ้นได้อีกมหาศาล
        ข้อมูลของ Internet and Mobile Association of India ระบุว่า ในปี 2555 ตลาด e-tailing อินเดียมีขนาด 9.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะไต่สู่ระดับ 1.26 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปีนี้  และบริษัทที่ปรึกษา Technopak คาดว่า ในปี 2566 ตลาด e-tailing ของอินเดียจะมีขนาด 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีสัดส่วนเป็น 6.5% ของตลาดค้าปลีกอินเดีย

มีเหตุผลหลายประการที่น่าเชื่อว่า ตลาด e-tailing อินเดียจะเติบโตอีกมาก นั่นคือ
1.  การเข้าถึงสินค้า  การสั่งซื้อสินค้า e-tailing ช่วยให้ผู้บริโภคก้าวข้ามปัญหาการเดินทางที่ไม่สะดวกสบายและใช้เวลานาน ตลอดจนประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ที่อยู่ห่างไกลหรือผู้ที่อยู่ในเมืองขนาดกลางและเล็กสามารถเข้าถึงสินค้าต่าง ๆ ได้มากขึ้นทั้งชนิด รูปแบบ และตราสินค้า โดยบริษัท Yebhi.com ให้ความเห็นว่า อัตราการขยายตัวของคำสั่งซื้อสินค้าในเมืองเล็กเพิ่มขึ้นอย่างมาก และบริษัท Technopakฯ ให้ข้อมูลว่า 25% ของยอดขาย e-tailing ในอินเดีย มาจากเมืองขนาดกลาง นอกจากนี้ ผู้บริหาร Jabong.com ยังระบุว่า 50-60% ของยอดขายมาจากเมืองขนาดเล็ก
2. การขยายตัวของเมือง รูปแบบการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป และการขยายตัวของผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเตอร์เน็ต เช่นเดียวกับประเทศไทยที่เราเห็นความเปลี่ยนแปลงไปสู่ชีวิตที่เร่งรีบและโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้กลายเป็นปัจจัยที่ 6 และยุคที่อินเตอร์เน็ตกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต อินเดียก็เช่นกัน แม้การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ไม่นานและเป็นไปอย่างช้า ๆ โดยอินเดียมีกลุ่มชนชั้นกลางจำนวนเพิ่มมากขึ้นและรายได้ประชากรเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันมีผู้จดทะเบียนใช้บริการโทรศัพท์ทั่วอินเดียจำนวน 898 ล้านคน และ 96.6% ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ แบ่งเป็นผู้อยู่อาศัยในเขตเมือง 58.4% และในชนบท 38.2% (ข้อมูลจาก Telecom Regulatory Authority of India ณ วันที่ 3 มี.ค. 2556)   
การแข่งขันที่เข้มข้นในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมอินเดียน่าจะส่งผลให้มีการพัฒนาโครงข่ายสัญญาณโทรศัพท์และข้อมูลเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนราคาอุปกรณ์และค่าบริการจะลดลง ซึ่งจะกระตุ้นให้มีผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น ในปี 2553 มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ต 75 ล้านคน และเพิ่มขึ้นเป็น 120 ล้านคนในปัจจุบัน ทั้งนี้ Comscore รายงานว่า 60% ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเข้าดูเว็บไซต์ e-tailing โดยใช้เวลาเฉลี่ย 28.4 นาทีต่อครั้ง
3.  การส่งเสริมการขาย การยกระดับบริการและการผ่อนปรนเงื่อนไขต่าง ๆ  การแข่งขันระหว่างบริษัท e-tailing ส่งผลให้เห็นการส่งเสริมการขายรูปแบบต่าง ๆ และการพัฒนาการให้บริการ แม้จะทำให้บริษัทต้องแบกรับต้นทุนและความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น การพัฒนาเว็บไซต์ให้ลูกค้า "สัมผัส" สินค้าได้ใกล้เคียงกับการเลือกซื้อสินค้าจากหน้าร้านมากที่สุด การบริการส่งฟรี ระบบการชำระเงินที่ปลอดภัย และการให้บริการชำระเงินค่าสินค้าเมื่อลูกค้าได้รับสินค้า เป็นต้น ตลอดจนผ่อนปรนเงื่อนไขในการเปลี่ยนหรือคืนสินค้า สิ่งเหล่านี้ล้วนเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
e-tailing จึงเป็นช่องทางเข้าสู่ตลาดอินเดียอีกทางหนึ่งสำหรับผู้ผลิตและผู้ค้าชาวไทย นอกเหนือจากการหาคู่ค้าที่มีหน้าร้านหรือมีเครือข่ายที่สามารถส่งสินค้าขึ้นสู่ชั้นวางขายสินค้า และการลงทุนเปิดหน้าร้านในอินเดีย ซึ่งไม่ง่ายนัก
         แม้รัฐบาลอินเดียจะให้นักลงทุนชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ 100% สำหรับ single-brand retail และไม่เกิน 51% สำหรับ multi-brand retail แต่ก็ยังมีความยากลำบากในทางปฏิบัติเพราะอำนาจในการอนุญาตอยู่ที่รัฐบาลท้องถิ่น อีกทั้งการหาผู้ร่วมทุนอินเดียและพื้นที่ว่างในบริเวณดี ๆ เพื่อเปิดหน้าร้านก็ยากเช่นกันและมักจะมีค่าใช้จ่ายสูงมากโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ อีกทั้งยังมีเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ต้องปฏิบัติตาม
ขณะนี้ e-tailing ยักษ์ใหญ่ 3 อันดับของอินเดีย ได้แก่ (1) Flipkart.com (2) Myntra.com และ (3) Jabong.com เอกชนไทยอาจลองศึกษารูปแบบธุรกิจของทั้ง 3 รายนี้ดู เพื่อนำไปปรับใช้เป็นกลยุทธ์บุกตลาดอินเดียกันต่อไป
11 กุมภาพันธ์ 2557
แหล่งข้อมูล: จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 34 ฉบับที่ 2,913 วันที่ 12 - 15 มกราคม พ.ศ. 2557
โดย: สรยศ กิจภากรณ์ สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองมุมไบ

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ