ภาคธุรกิจที่สำคัญต่อการส่งออกและลงทุน
ภาคธุรกิจที่สำคัญต่อการส่งออกและลงทุน
1. พลอยและอัญมณี

     พลอยที่พบในมาดากัสการ์ส่วนใหญ่มีคุณภาพดี ขนาดเม็ดโตและมีความสวยงามเทียบเท่ากับพลอยที่พบในแหล่งแร่ที่มีชื่อเสียงแหล่งอื่น โดยแหล่งใหญ่ที่สุดพบอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ห่างกรุงอันตานานาริโวไปทางใต้ประมาณ 800 กม. บริเวณเมืองซาการาต่อเนื่องไปถึงหมู่บ้านอิลากากาซึ่งเป็นตลาดรับซื้อพลอยดิบ ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมาที่ค้นพบแหล่งพลอยใหม่ๆ เคยมีพ่อค้าพลอยไทยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวกว่า 500 คน และลดจำนวนลงเหลือ 100-200 คน ตามลำดับ และเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2551 รัฐบาลมาดากัสการ์ประกาศห้ามการส่งออกพลอยดิบทุกชนิด รวมถึงหินมีค่าอื่นๆ อีกหลายชนิด ทำให้ธุรกิจซื้อขายพลอยดิบในมาดากัสการ์ซบเซาลงตามลำดับ พ่อค้าหลายรายจึงใช้วิธีลักลอบนำพลอยดิบออกต่างประเทศ

     รัฐบาลมาดากัสการ์ต้องการปรับโครงสร้างธุรกิจอัญมณี โดยต้องการส่งเสริมให้มีการลงทุนตั้งโรงงานเจียระไนพลอยในมาดากัสการ์เพื่อเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบก่อนส่งออกต่างประเทศ โดยหวังให้เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ให้กับชุมชน อย่างไรก็ดี การเพิ่มมูลค่าพลอยและอัญมณีต้องอาศัยแรงงานที่มีทักษะซึ่งต้องใช้เงินลงทุนและระยะเวลาหลายปีในการพัฒนาทักษะแรงงาน สถานการณ์ปัจจุบันจึงยังไม่มีนักลงทุนรายใดเข้าไปดำเนินกิจการอย่างจริงจังในการตั้งโรงงานเจียระไนพลอย ประกอบกับไม่มั่นใจในนโยบายของรัฐบาลมาดากัสการ์ เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลมีคำสั่งระงับการส่งออก ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า จนธุรกิจพ่อค้าไทยเกิดความเสียหาย แม้รัฐบาลไทยจะได้เจรจากับฝ่ายรัฐบาลมาดากัสการ์เพื่อผ่อนคลายมาตรการห้ามการส่งออกแล้วก็ตาม

     พ่อค้าพลอยไทยในมาดากัสการ์ได้ร่วมกันจัดตั้งสมาคมไทย-มาดา (Thai-Mada Association) เพื่อเป็นหน่วยงานประสานและให้คำปรึกษาในด้านธุรกิจอัญมณีและกฎระเบียบท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ผู้สนใจสามารถติดต่อสถานกงสุลใหญ่ ณ กรุงอันตานานาริโว (thaitnr@mfa.go.th) เพื่อขอรับทราบข้อมูลและหมายเลขติดต่อกับสมาคมฯ ต่อไป

2. ประมง

     ศักยภาพ – มาดากัสการ์มีชายฝั่งทะเลที่มีความยาวกว่า 5,000 กม. แต่การทำประมงในมาดากัสการ์ยังอยู่ในระดับพื้นบ้าน (small-scale fishing) เป็นหลัก ทำให้ทรัพยากรทางทะเลยังอุดมสมบูรณ์ ในขณะที่อุตสาหกรรมประมงมีอัตราการเติบโตร้อยละ 12% ต่อปี ธุรกิจประมงนอกชายฝั่งเป็นธุรกิจเพื่อการส่งออกเป็นหลัก สัมปทานตกเป็นของเรือต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝรั่งเศสและญี่ปุ่น ซึ่งมีกองเรือที่เข้มแข็ง มีเงินทุน และเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ รวมทั้งบทบาทรัฐของทั้ง 2 ประเทศในการให้ความช่วยเหลือรัฐบาลมาดากัสการ์ในการตรวจติดตามและให้เรือลาดตระเวนในน่านน้ำ Indian Ocean สำหรับการทำประมงกุ้งเป็นที่นิยมอย่างมากโดยเฉพาะกุ้ง 5 สายพันธุ์ ได้แก่ Penaeus indicus, P.semisulcatus, P.monodon, P.japonicus, Metapeaneus monoceros นอกจากนี้ ยังมีการจับปลาทูน่าซึ่งอยู่นอกชายฝั่งในระยะ 12 ไมล์ โดยฝรั่งเศสลงทุนตั้งโรงงานทูน่ากระป๋องเพื่อการส่งออกเป็นหลัก ซึ่งแหล่งประมงที่พบมากอยู่ในบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือติดช่องแคบโมซัมบิก โดยพบปลาทูน่าและปลาซาร์ดีน นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งกุ้งทะเลและกุ้งมังกรอีกเป็นจำนวนมาก

     กฎระเบียบ - บริษัทประมงไทยมีความสนใจทำประมงทูน่าเป็นส่วนใหญ่โดยมีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคนิคเรืออวนลาก (trawl and trap) เป็นหลัก ซึ่งขัดกับระเบียบการทำประมงของมาดากัสการ์ที่อนุญาตการจับทูน่าโดยใช้เบ็ดราวและห้ามการทำประมงแบบเรืออวนลาก โดยในปีที่ผ่านมา (2550) กระทรวงเกษตรฯมาดากัสการ์แจ้งว่าการจัดสรรโควตาทำประมงได้จัดสรรไปหมดแล้วและได้ระงับการออกใบอนุญาตใหม่ไว้ชั่วคราวเพื่อรอการวิจัยผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและประเมินปริมาณทรัพยากรทางทะเล

     ข้อเสนอแนะ – เมื่อปี 2548 อธิบดีกรมประมงของไทยและมาดากัสการ์ได้ลงนาม Record of Discussion of Fishery Cooperation ซึ่งอนุญาตให้ประมงไทยใช้เรืออวนลากได้ 5-10 ลำ แต่ต่อมามาดากัสการ์ได้ยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวโดยอ้างเหตุผลเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ขณะนี้จึงยังไม่มีการรื้อฟื้นข้อตกลงดังกล่าวขึ้นมาหารืออีกครั้ง ในขณะที่ภาคเอกชนของไทยสามารถยื่นเรื่องขอรับสัมปทานจากกระทรวงเกษตรฯ (กรมประมง) ของมาดากัสการ์ได้โดยตรงอีกทางหนึ่ง แต่อาจไม่ได้รับการตอบรับหากข้อเสนอไม่ดึงดูดในแง่การเสนอผลประโยชน์ที่ดีพอ หรือประมงไทยอาจร่วมทุนกับเรือต่างชาติที่ได้รับสัมปทานอยู่ก่อนแล้ว

3. ก่อสร้าง

     ศักยภาพ - ธุรกิจก่อสร้างได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเหตุผล 3 ประการได้แก่ การแปรรูปกิจการโทรคมนาคมและบริษัทจำหน่ายน้ำมันปิโตรเลียม การก่อตั้งบริษัทต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจเหมืองแร่ขนาดใหญ่ และงานก่อสร้างภาครัฐ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล โดยเฉพาะในช่วงปี 2545-2548รัฐบาลมาดากัสการ์ได้รับเงินสนับสนุนจากองค์การระหว่างประเทศและประเทศผู้ให้รายสำคัญ เพื่อพัฒนาและก่อสร้างโรงเรียนกว่า 1,100 แห่ง คลินิก 100 แห่ง รวมทั้งปรับปรุงอาคารสถานที่ราชการต่างๆ จึงถือได้ว่าภาครัฐเป็นกลุ่มที่ลงทุนในภาคก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุด อย่างไรก็ดี ยังคงมีความต้องการสำนักงานแห่งใหม่อีกมากเพื่อรองรับบริษัทต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในมาดากัสการ์ และอัตราค่าเช่าสำนักงานอยู่ในระดับสูงมาก

แนวโน้ม

     ปัจจัยบวกต่อธุรกิจก่อสร้าง ได้แก่ 1) โครงการเหมืองแร่ขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องมีระบบสาธารณูปโภครองรับที่พักให้กับเจ้าหน้าที่ 2) การท่องเที่ยวซึ่งมาดากัสการ์มีศักยภาพและจำเป็นต้องพัฒนาสิ่งก่อสร้างที่อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวอีกมาก รวมทั้งการที่มาดากัสการ์จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม African Union Summit ในเดือน ก.ค. 2552 นอกจากนี้ 3) ยังมีปัจจัยเสริมจากการที่มาดากัสการ์อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติสามารถถือครองที่ดินภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด และยังมีโครงการให้ความช่วยเหลือจากต่างประเทศในการพัฒนาสาธารณูปโภค เช่น สร้างและซ่อมแซมถนน ขยายท่าเรือ และขยายสนามบิน เป็นต้น

ข้อจำกัด

     สินเชื่อ – ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และผู้ซื้อต่างประสบปัญหาในการขอรับเงินกู้เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์จากธนาคาร ทั้งจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงและปัญหาการค้ำประกัน

     แรงงาน – ยังไม่มีการพัฒนาทักษะแรงงานด้านก่อสร้างอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะกระทบกับการขยายตัวของธุรกิจก่อสร้างในระยะยาว

     กฎหมาย – กฎระเบียบซับซ้อนและไม่ชัดเจน

     ต้นทุนการก่อสร้าง – วัสดุก่อสร้างเกือบทั้งหมดต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น อลูมิเนียม หลังคา ผนังโดยเฉพาะโครงการที่ต้องก่อสร้างให้ได้ตามมาตรฐานสากล โรงงานผลิตซีเมนต์ไม่สามารถผลิตได้ตามความต้องการภายในประเทศ ซึ่งคาดว่าปีหนึ่งต้องใช้ซีเมนต์กว่า 500,000 ตัน ทำให้ซีเมนต์ส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ระหว่างปี 2545 ถึง 2549 ราคาปูนซีเมนต์เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว ในขณะที่วัสดุก่อสร้างอื่นๆ เพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า รัฐบาลมาดากัสการ์ได้พยายามควบคุมราคาวัสดุก่อสร้างเพื่ออนาคตของธุรกิจก่อสร้างในระยะยาว

ข้อเสนอแนะ

     ขณะนี้บริษัทศรีราชา คอนสตรัคชัน ได้เข้าไปรับงานก่อสร้างโรงงานผลิตนิกเกิลและโคบอลท์โดยมีมูลค่าการรับเหมางานประมาณ 94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแผนจะนำแรงงานไทยที่มีทักษะประมาณ 1,000 คน(ขณะนี้เกือบ 100 คน) ไปทำงานที่มาดากัสการ์เป็นระยะเวลาประมาณ 2 ปี (2551-2553) ดังนั้น บริษัทก่อสร้างของไทยสามารถพิจารณาเข้าร่วมประมูลงานก่อสร้างอื่นๆ โดยเฉพาะในโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ ที่รัฐบาลได้รับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ ซึ่งคู่แข่งงานก่อสร้างในมาดากัสการ์ยังมีไม่มากนัก

4. พลังงาน

ศักยภาพ

     รูปแบบการใช้พลังงานของมาดากัสการ์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แหล่งพลังงานหมุนเวียน และแหล่งพลังงานจากฟอสซิล ในกลุ่มแหล่งพลังงานหมุนเวียนนั้นเกือบทั้งหมดเป็นพลังงานไฟฟ้าจากพลังน้ำ ในขณะที่กระแสไฟฟ้าที่ผลิตในมาดากัสการ์ทั้งปีจำนวน 2,854 GW ร้อยละ 77 ใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมันเตา และผลิตจากพลังน้ำร้อยละ 23 เนื่องจากระบบเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาทำให้การบริโภคพลังงานต่อประชากรต่ำมากประมาณ 160 KW ต่อคนต่อปี

     1. พลังงานไฟฟ้า – มาดากัสการ์ยังมีศักยภาพที่รอการพัฒนาการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำอยู่อีกมาก ประเมินว่ามีมากถึง 7,800 MW เทียบกับที่ผลิตได้ในปัจจุบันเพียง 293 MW แต่สิ่งที่ขาดคือการลงทุนปัจจุบันนักลงทุนยังไม่กล้าเข้าไปลงทุนกิจการไฟฟ้าเท่าใดนัก จึงทำให้บริษัท Jirama ยังเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าแต่เพียงรายเดียวในประเทศ (คล้าย กฟผ. ในอดีต) แม้ธนาคารโลกและประเทศผู้ให้รายสำคัญได้แนะนำให้รัฐบาลมาดากัสการ์เร่งแปรรูปและเปิดให้มีการแข่งขันอย่างเสรี

     ในด้านความต้องการไฟฟ้า Jirama เป็นผู้จำหน่ายไฟฟ้าหลักรายเดียว โดยควบคุมตลาดไฟฟ้าของประเทศ แต่ประชาชนยังขาดแคลนไฟฟ้าเกือบทุกแห่ง จึงรับประกันได้ว่าการลงทุนผลิตไฟฟ้ามีผู้ต้องการใช้ไฟฟ้าแน่นอน ปัจจุบัน กลุ่มผู้บริโภคไฟฟ้าร้อยละ 50 มาจากผู้ใช้ตามบ้านเรือน และร้อยละ 41 อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม

     กล่าวโดยสรุป การลงทุนผลิตกระแสไฟฟ้าในมาดากัสการ์จะเน้นการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำเป็นหลัก ประกอบกับความต้องการไฟฟ้ามีมากมายมหาศาล แต่ผู้บริโภคยังต้องเดือดร้อนจากการไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้เนื่องจากภาคการผลิตกระแสไฟฟ้าเองและจากสภาวะอากาศที่ทำให้กระแสไฟฟ้าขาดเป็นช่วงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพายุไซโคลน

     2. น้ำมันปิโตรเลียม – ขณะนี้มาดากัสการ์ยังอยู่ในช่วงสำรวจแหล่งปิโตรเลียม ดังนั้นจึงต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศทั้งหมด โรงกลั่นน้ำมันแห่งเดียวของประเทศที่เมือง Toamasina ได้หยุดการผลิตมาตั้งแต่ปี 2005 เนื่องจากขาดทุน ปัจจุบันบริษัทต่างชาติได้เข้าไปสำรวจแหล่งน้ำมันจำนวน 8 แห่ง ได้แก่ 1) Vanco Exxon Mobil ร่วมกับ Norsk Hydro สำรวจแหล่งน้ำมันบริเวณเมือง Mahajanga และ Cap St Andre 2) Stering Energy สำรวจบริเวณ Ambilobe และ Ampasindava Blocs 3) Sino Union Petroleum and Chemical 4) Madagascar Oil สำรวจแหล่ง Tsimiroro, Morondava, Manazndaza, Bemolanga

     3. ถ่านหิน – มีการสำรวจพบแหล่งถ่านหินในปริมาณที่มากมายเหลือเฟือ แต่ยังไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์แต่ภาวะราคาน้ำมันปัจจุบันทำให้แหล่งถ่านหินของมาดากัสการ์มีความคุ้มค่าในการลงทุนมากขึ้น

     4. พลังงานแสงอาทิตย์ – มาดากัสการ์ได้รับแสงอาทิตย์มากกว่า 2,800 ชั่วโมงต่อปี จึงถือได้ว่ามีศักยภาพที่จะพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งขึ้นกับการแข่งขันด้านต้นทุนเปรียบเทียบกับพลังงานน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นลำดับ

     5. พลังงานลม – ใช้ในการทดน้ำและผลิตพลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก แต่เนื่องจากสถานที่ตั้งแหล่งพลังงานลมอยู่ห่างไกลจากแหล่งอุตสาหกรรมจึงทำให้ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากพลังงานลมมากนัก

ข้อเสนอแนะ

     มาดากัสการ์มีศักยภาพในการลงทุนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า โดยต้องเป็นการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐบาล เอกชน และผู้สนับสนุนด้านการเงิน ในการพัฒนาแหล่งพลังงานและกระจายให้ประชาชนอย่างทั่วถึง ในปี2551 บริษัทอิตาเลียนไทยได้เข้าไปศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำ(hydroelectric power) ทางตอนเหนือของประเทศ โดยมีขนาดกำลังผลิต 5-6 เมกกะวัตต์ และเป็นการลงทุน100% ของบริษัทฯ โดยมีมูลค่าประมาณ 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กำหนดการก่อสร้างประมาณ 2-3 ปี ทั้งนี้บริษัทฯ มีแผนจะลงทุนสร้างถนนจากทางหลวงไปยังโรงไฟฟ้า รวมทั้งการสร้างสายส่งไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเชื่อมไปยังเกาะ Nosy Be ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงและคาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนสูงกว่ามูลค่าโรงไฟฟ้าหลายเท่าดังนั้น หากโครงการของบริษัทอิตาเลียนไทยสำเร็จก็จะเป็นตัวอย่างสำหรับนักลงทุนไทยรายอื่นๆ ที่สนใจใช้เป็นกรณีศึกษาได้ต่อไป

5. เหมืองแร่

ศักยภาพ

     ด้วยสภาพทางธรณีวิทยาบ่งชี้ว่ามาดากัสการ์มีแร่ธาตุต่างๆ มหาศาล ประกอบกับการค้นพบอัญมณีที่กระจายไปในหลายเขตพื้นที่ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเหมืองแร่ปัจจุบันส่งผลน้อยมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ แม้รัฐบาลมาดากัสการ์จะมีความพยายามเข้าไปบริหารจัดการ ได้แก่ ปรับปรุงกฎหมายเหมืองแร่เพื่อเป็นหลักประกันแก่นักลงทุน ก่อตั้ง Local Mining Administration เพื่อฝึกอบรมคนทำเหมืองขนาดเล็ก เปิด One Stop Service Office เพื่ออำนวยความสะดวกด้านเอกสารและกระบวนการต่างๆ สำหรับการส่งออกแร่ ทั้งนี้ แร่ธาตุที่พบและมีศักยภาพในด้านปริมาณ ได้แก่

Precious stones: diamond, emerald, ruby, sapphire

Industrial and ornamental stones: quartz, crystal, gypsum, marble, labradorite, granite

Metals: gold, iron, chrome ore, uranium, copper

โครงการเหมืองแร่ขนาดใหญ่

     แร่อิลเมไนท์ที่ Taolagnaro (Fort Dauphin) – ตั้งอยู่ทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ โครงการประกอบด้วยงานก่อสร้างท่าเรือ Ehoala ถนน และบ้านพัก มีเงินลงทุนประมาณ 480 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณการว่าจะสามารถผลิตและส่งออกได้ในช่วง มี.ค. 2552 โดยแบ่งเป็น pigment 750,000 ตันต่อปี และ zircon 250,000ตันต่อปี โครงการมีระยะเวลา 20-25 ปี

     นิกเกิลและโคบอลท์ – ถือเป็นโครงการเหมืองแร่ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกตั้งอยู่ที่ Ambatovyด้วยวงเงินลงทุนเกือบ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะนี้อยู่ระหว่างงานก่อสร้าง ซึ่งน่าจะใช้เวลาประมาณ 32 เดือนคาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มการผลิตได้ในปี 2553 ประมาณการว่าจะสามารถผลิตนิกเกิล 60,000 ตันต่อปีโคบอลต์ 5,600 ตันต่อปี และอัมโมเนียมซัลเฟต 186,000 ตันต่อปี

     แร่อื่นๆ – ถ่านหินพบที่แหล่ง Sakoa สำรวจโดยบริษัท Madagascar Consolidated Mining (MCM)ประมาณการถ่านหิน 65 ล้านตัน เหล็ก สำรวจโดย 2 บริษัท ได้แก่ Madagascar Mining Development (MMD)ที่แหล่ง Soalala และบริษัท Cline Mining ที่แหล่ง Bekisopa ยูเรเนียม มี 3 บริษัท ได้แก่ Pan African Mining (PAM) ที่แหล่ง Betioky, Tranomaro และ Antsirabe บริษัท Uranium Corporation of Madagascar ที่แหล่งFolakara และ Makay บริษัท Madagascar Minerals Fields ลงนามความตกลงกับ OMNIS (รัฐบาลมาดากัสการ์) สำรวจแหล่ง Maromby และ Tranomaro บอกไซต์ บริษัท Canadian Alcan ลงนามร่วมกับบริษัท Access Madagascar สำรวจแหล่งบอกไซต์ที่ Manantenina นอกจากนี้มีบริษัทขนาดใหญ่ 2 บริษัทได้แก่ Resources Majescor และบริษัท PAM สำรวจเพชร ทองคำ ประมาณการแหล่งทองคำจำนวน 33 ตันกระจายบริเวณ Dabolava, Andavakoera, Mavatanana, Brickville

จุดแข็งและจุดอ่อน

จุดแข็ง

     มาดากัสการ์มีทรัพยากรแร่ธาตุจำนวนมาก ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ เช่น โครงการเหมืองแร่ขนาดใหญ่ผลิตอิลเมไนท์และนิกเกิลน่าจะทำให้มาดากัสการ์กลายเป็นประเทศส่งออกชั้นนำในด้านแหล่งแร่ธาตุ

     ปัจจัยเสริม ได้แก่ การสร้างบรรยากาศการลงทุนที่เอื้ออำนวยต่อนักลงทุน การปรับปรุงกฎหมายเหมืองแร่ กฎหมายการลงทุนเหมืองแร่ขนาดใหญ่ กฎหมายที่ดินสาธารณะที่เปิดให้นักลงทุนต่างชาติสามารถครอบครองได้ นักลงทุนเหมืองแร่ขนาดเล็กและอุตสาหกรรมพื้นบ้านมีการรวมกลุ่มตั้งเป็นสมาคมเพื่อคุ้มครองและปกป้องสิทธิประโยชน์ที่ควรจะได้รับ นอกจากนี้ มาดากัสการ์ถือเป็นประเทศหลักที่ส่งออกพลอย (sapphire) มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

จุดอ่อน

     มาดากัสการ์ขาดการฝึกอบรม การพัฒนาวิชาชีพในสาขาต่างๆ ขาดความรู้ด้านการทำเหมืองแร่ ดังนั้นอัญมณีจำนวนมากจึงมีการซื้อ-ขายในตลาดมืดซึ่งทำให้ประเทศสูญเสียผลประโยชน์ไปอย่างมาก หรือบางครั้งมีการลักลอบนำออกนอกประเทศ นอกจากนี้ การพบแหล่งแร่อัญมณีได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสภาพทางสังคมที่เกิดจากคนท้องถิ่นจำนวนมากจากที่ต่างๆ พากันอพยพมาอยู่รวมกัน โดยสภาพการทำงานของคนงานท้องถิ่นต่ำกว่ามาตรฐานและไม่ปลอดภัย ในขณะที่ค่าจ้างได้รับวันละ 40-60 บาท (2,000 – 3,000 Ariary) แนวการทำงานที่ล้าสมัย ประกอบกับขาดแคลนบุคลากร ทำให้เกิดปัญหาคอรัปชัน รวมทั้งการขอใบอนุญาตและการส่งออก

ความเสี่ยง

     แม้มาดากัสการ์จะมีทรัพยากรแร่ธาตุมหาศาล แต่ก็ยังมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติในปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับแหล่งแร่ในประเทศแอฟริกาอื่นๆ เช่น แอฟริกาใต้ ชาด แองโกลา ไนจีเรีย ทั้งนี้ อาจเนื่องจากความเสี่ยงที่เกิดจากการขาดกฎระเบียบที่ชัดเจนทั้งในด้านการซื้อ การขาย และการส่งออก มีการปลอมแปลงหรือหลอกขายในตลาดทั่วไป

ข้อเสนอแนะ

     โครงการเหมืองแร่นำเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาดากัสการ์มหาศาลเมื่อเทียบกับปริมาณเงินทุนที่หมุนเวียนในประเทศ ดังนั้น รัฐบาลมาดากัสการ์มักจะให้สิทธิพิเศษแก่โครงการขนาดใหญ่ ทั้งในด้านภาษีและการยืดหยุ่นกฎระเบียบ อย่างไรก็ดี แหล่งแร่จะอยู่ในที่ทุรกันดาร เจ้าของโครงการต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเองเกือบทั้งหมด เช่น สร้างถนน ที่พัก ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ปรับปรุงท่าเรือสำหรับส่งผลิตภัณฑ์ออกต่างประเทศ ขณะนี้ บริษัทในเครือของอิตาเลียนไทยได้เข้าไปลงทุนทำเหมืองถ่านหินที่แหล่ง Sakoa ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมาดากัสการ์ โดยก่อตั้งบริษัท Asia Thai Mining และเข้าซื้อกิจการของบริษัท PAM ซึ่งได้รับสัมปทานเหมืองถ่านหินอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น บริษัทไทยรายอื่นที่สนใจเข้าไปลงทุนอุตสาหกรรมเหมืองแร่สามารถใช้กรณีศึกษาจากบริษัท Asia Thai Mining ได้ต่อไป

6. น้ำมันพืช

     มาดากัสการ์นำเข้าน้ำมันพืชเกือบทั้งหมดจากต่างประเทศ แม้ว่าจะมีผู้ผลิตท้องถิ่นรายย่อยที่ผลิตน้ำมันพืชจากถั่ว (peanuts) แต่ไม่ได้มาตรฐาน ทั้งนี้ บริษัท TIKO เป็นบริษัทเดียวในประเทศที่มีโรงงานผลิตน้ำมันพืช รวมทั้งยังดำเนินธุรกิจนำเข้าน้ำมันพืชสำเร็จรูปแล้วบรรจุขวดในประเทศ อย่างไรก็ดี มาดากัสการ์ต้องนำเข้าถั่วเหลืองจากหลายประเทศ ได้แก่ อียิปต์ ฝรั่งเศส และจากเอเชีย

7. เคมีภัณฑ์

     เคมีภัณฑ์ที่มาดากัสการ์นำเข้าส่วนใหญ่ ได้แก่ ยาฆ่าแมลงและยากำจัดวัชพืช มีเพียงโรงงานของบริษัท PROCHIMAD ที่ผลิตยาฆ่าแมลงและยากำจัดวัชพืชบางชนิด รวมถึงอาหารสัตว์ บางครั้ง FAO ให้การสนับสนุนและเปิดให้มีการประมูลรับซื้อยาฆ่าแมลงและยากำจัดวัชพืช

8. ผลิตภัณฑ์พลาสติก

     มาดากัสการ์มีบริษัท 10 แห่ง ขึ้นรูปพลาสติก ได้แก่ ท่อ ถัง ถุง โดยต้องนำเข้าเม็ดพลาสติกทั้งหมดจากยุโรป สหรัฐฯ และเอเชีย ทั้งนี้ สินค้าจากไทยที่มาดากัสการ์นำเข้ามากที่สุด คือ ผลิตภัณฑ์พลาสติก โดยในปี 2007 มีมูลค่า 230 ล้านบาท (มาดากัสการ์นำเข้าจากไทยทั้งสิ้น 1,120 ล้านบาท)

9. ยาและเวชภัณฑ์

     รัฐบาลมาดากัสการ์ได้ก่อตั้ง Salama Company โดยได้รับความช่วยเหลือด้านเทคนิคและงบประมาณจากสหภาพยุโรป (รายใหญ่สุด) ธนาคารโลก UNICEF และรัฐวิสาหกิจของมาดากัสการ์ บริษัท Salama จึงเป็นบริษัทเดียวที่ได้รับอนุญาตจัดหายาและเวชภัณฑ์สำหรับใช้ในโรงพยาบาลของรัฐบาล (คิดเป็น 80% ของบริการสาธารณสุขทั้งประเทศ) ทั้งนี้ จะมีประกาศประมูลราคายาและเวชภัณฑ์เป็นระยะๆ ผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (261) 20 22 449 22 หรือ 449 32 e-mail address: salama@salama.mg

ขอบคุณรูปภาพจาก : http://www.abroad-tour.com/madagascar
9 พฤศจิกายน 2556
แหล่งข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ กรุงอันตานานาริโว
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • FIM เป็นงานแสดงสินค้าที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทั้งมาดากัสการ์ และนักธุรกิจจากต่างประเทศ พบปะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการค้าระหว่างกัน  
  • “การลักลอบนำไม้พยูงออกนอกมาดากัสการ์เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และมีโทษ” รัฐบาลมาดากัสการ์มีหนังสือถึงสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ต่างประเทศในมาดากัสการ์ เพื่อขอให้ประชาสัมพันธ์ให้สาธารณชนโดยทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบการของประเทศตนเองทราบ
  • เมื่อวันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2557 ศาลพิเศษเกี่ยวกับการเลือกตั้งของมาดากัสการ์ได้ประกาศรับรองให้นาย Heri Rajaonarimampianina ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของสาธารณรัฐมาดากัสการ์ โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี นาย Rajaonarimampianina อายุ 55 ปี เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลของนาย Andry Rajoelina (ประธานาธิบดีคนก่อนในรัฐบาลเฉพาะกาลช่วงเปลี่ยนผ่าน) เป็นผู้นำคนที่ 111 ของประเทศนับตั้งแต่มาดากัสการ์2 ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี 2503
  • 1. พลอยและอัญมณี

    พลอยที่พบในมาดากัสการ์ส่วนใหญ่มีคุณภาพดี ขนาดเม็ดโตและมีความสวยงามเทียบเท่ากับพลอยที่พบในแหล่งแร่ที่มีชื่อเสียงแหล่งอื่น โดยแหล่งใหญ่ที่สุดพบอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ