“ความตกลงคุ้มครองการลงทุน” กับ นักลงทุนไทยในต่างแดน

หลายท่านอาจเข้าใจว่าประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่รอรับการลงทุนจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว ในความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลจาก World Investment Report 2012 ระบุชัดว่า ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ไทยได้เปลี่ยนจากประเทศผู้รับการลงทุนจากต่างประเทศมาเป็นผู้ส่งออกการลงทุนสุทธิ (net investment exporter) แล้ว โดยการลงทุนขาออกมีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า ๑๐ เท่าตัวในระยะเวลา ๕ ปี เป็น ๑๐,๖๓๔ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี ๒๕๕๔ และเป็นครั้งแรกที่การลงทุนขาออกมีมูลค่ามากกว่าการลงทุนขาเข้า (มูลค่า ๙,๕๗๒ ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ภาคเอกชนไทยมีความแข็งแกร่งและได้ออกไปลงทุน ในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

การออกไปลงทุนในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายและมีหลายปัจจัยที่ผู้ประกอบการจะต้องคิดและพิจารณาให้รอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงในเชิงพาณิชย์ หรือปัจจัยแวดล้อมที่เพิ่มความเสี่ยงอื่น ๆ เช่น เสถียรภาพทางการเมืองของประเทศที่จะไปลงทุน ระบบกฎหมายภายในที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรการส่งเสริมการลงทุนต่าง ๆ

นักลงทุนที่จะเข้าไปทำธุรกิจและลงทุนในประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเปลี่ยนผ่าน เช่น เปลี่ยนจากระบอบคอมมิวนิสต์ หรือระบอบเผด็จการมาสู่ประชาธิปไตยอาจต้องเพิ่มข้อพิจารณาเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ไม่ใช่ความเสี่ยงเชิงพาณิชย์ (non-commercial risks) ด้วย เช่น การที่รัฐบาลอาจออกมาตรการ ที่เอื้อประโยชน์แก่ประเทศใดประเทศหนึ่งมากกว่าที่ให้กับนักลงทุนไทย หรือเอื้อประโยชน์แก่นักลงทุนท้องถิ่นมากกว่านักลงทุนไทย มีการเวนคืนโรงงานของนักลงทุนไทย หรือมีมาตรการจำกัดไม่ให้นักลงทุนไทยโอนเงินรายได้กลับประเทศ เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นความเสี่ยงที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ ซึ่งรัฐบาลไทย โดยกรมเศรษฐกิจ              ระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยงที่ไม่ใช่ความเสี่ยงเชิงพาณิชย์ในการไปลงทุนในต่างประเทศด้วยการจัดทำความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (Investment Promotion and Protection Agreement – IPPA) ระหว่างไทยกับประเทศต่าง ๆ     ซึ่งขอเรียกสั้น ๆ ว่า “ความตกลงคุ้มครองการลงทุน”      


ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่า ความตกลงคุ้มครองการลงทุนเหล่านี้จะช่วยคุ้มครองนักลงทุนไทยได้อย่างไร

ความตกลงคุ้มครองการลงทุนเป็นความตกลงระหว่างประเทศที่มีขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับ นักลงทุนต่างชาติว่า การลงทุนของตนจะได้รับการคุ้มครองจากรัฐบาลของประเทศที่รับการลงทุนในระดับ ที่เป็นมาตรฐานสากล

สิทธิ์ที่นักลงทุนไทยพึงจะได้รับภายใต้ความตกลงคุ้มครองการลงทุนหลัก ๆ ได้แก่ ๑) สิทธิ์ที่จะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับนักลงทุนท้องถิ่นหรือชาติอื่น ๆ ที่มาลงทุนในประเทศนั้น ๆ ๒) สิทธิ์ที่จะได้รับ การคุ้มครองจากการเวนคืนทั้งทางตรงและทางอ้อม หรือถ้าทรัพย์สินถูกเวนคืนเพื่อประโยชน์สาธารณะ ก็จะต้องได้รับค่าชดเชยที่เหมาะสมและรวดเร็ว ๓) สิทธิ์ที่จะสามารถโอนเงินลงทุนและผลตอบแทนกลับไทยได้โดยเสรี ๔) สิทธิ์ที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม และ ๕) สิทธิ์ที่จะได้รับค่าชดเชย ที่เหมาะสมและรวดเร็ว ในกรณีที่ทรัพย์สินเสียหายจากเหตุการณ์ไม่สงบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจลาจล การประท้วง หรือรัฐประหาร

คุณลักษณะที่สำคัญที่สุดของความตกลงคุ้มครองการลงทุน คือ พันธกรณีในการระงับข้อพิพาทระหว่างนักลงทุนกับรัฐภาคี (Investor-State Dispute Settlement – ISDS) โดยนักลงทุนสามารถฟ้องร้องรัฐบาลของประเทศที่เข้าไปลงทุนเพื่อปกป้องสิทธิ์ของตนภายใต้ความตกลงได้ ด้วยกระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ (international arbitration) ซึ่งถือเป็นสิ่งที่นักลงทุนไทยสามารถใช้ประโยชน์ได้ในกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยไม่จำเป็นต้องรอการช่วยเหลือจากรัฐบาลไทย

ประเทศไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้เริ่มจัดทำความตกลงคุ้มครองการลงทุนตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ ปัจจุบัน ไทยได้ลงนามในความตกลงลักษณะนี้แล้ว ๓๙ ฉบับ มีผลใช้บังคับแล้ว ๓๖ ฉบับ ฉบับล่าสุดที่รัฐบาลได้ดำเนินการให้มีผลใช้บังคับ คือ ความตกลงคุ้มครองการลงทุนกับเมียนมาร์ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๘ มิ.ย. ๒๕๕๕ ซึ่งความตกลงฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือในลักษณะกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุนไทยที่เข้าไปลงทุนในเมียนมาร์ โดยเฉพาะที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวายได้ นอกจากนี้ ไทยยังอยู่ระหว่างการเจรจากับประเทศที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนอื่น ๆ อีก เช่น ในภูมิภาคตะวันออกกลาง อาทิ กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งจะเป็นเป้าหมายในการขยาย การลงทุนของไทยในด้านการก่อสร้าง ความมั่นคงด้านอาหาร ภูมิภาคเอเชียกลาง อาทิ คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานและก๊าซธรรมชาติ และภูมิภาคแอฟริกา อาทิ มาดากัสการ์ ซึ่งเป็น แหล่งวัตถุดิบด้านอัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น

โดยที่ต้นทุนการผลิตภายในประเทศมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ภาคธุรกิจไทยจึงมีความจำเป็น ที่จะต้องแยกขั้นตอนการผลิตต่าง ๆ ที่ต้องใช้แรงงานมากไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลดต้นทุนการผลิต ความตกลงคุ้มครองการลงทุนที่มีอยู่กับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม น่าจะเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุนไทยที่ไป (หรือกำลังคิดจะไป) ลงทุนยังประเทศเหล่านี้ได้ไม่มากก็น้อย

ความตกลงคุ้มครองการลงทุนนี้ ถือว่าเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งกำหนดว่า ก่อนการเจรจา หน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และจัดทำกรอบการเจรจาเพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน ซึ่ง กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้ปฏิบัติตามอย่างครบถ้วน โดยกรอบการเจรจาความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทยกับประเทศต่าง ๆ ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้วเมื่อวันที่ ๘ ก.ย. ๒๕๕๓

หากท่านสนใจอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติม แสดงความคิดเห็น หรือมีข้อเสนอแนะ ขอเชิญเข้ามาที่ http://www.mfa.go.th/business/th/cooperation/134

27 มีนาคม 2556
แหล่งข้อมูล: กองนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

Back to the list

More Related

  • จากตอนที่แล้ว เราได้ทำความรู้จักกับเส้นทางเศรษฐกิจสายอาเซียนหรือ GMS Economic Corridors ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสายสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศทั้งในและนอกภูมิภาคอาเซียน GMS Economic Corridors ใช้เป็นเส้นทางสำหรับขนส่ง กระจายสินค้า ลำเลียงวัตถุดิบ อีกทั้งรองรับนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังต้องอาศัยความเชื่อมโยงด้านกฎระเบียบ (Software Connectivity) เพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนการขนส่งที่ซับซ้อนลงจากที่เป็นอยู่
  • ปัจจุบัน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ ASEAN Economic Community เป็นหัวข้อที่ถูกกล่าวถึงในทุกแวดวง และในขณะเดียวกัน เรามักจะได้ยินคำว่า GMS Economic Corridors อยู่บ่อยครั้ง จนหลายคนตั้งคำถามว่า GMS Economic Corridor คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเส้นทางเศรษฐกิจสายสำคัญ ๆ เหล่านี้ให้มากยิ่งขึ้น
  • การประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue) หรือ ACD จะกลับมา ที่ประเทศไทยอีกครั้ง ต้นเดือนตุลาคม 2559 และครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ ACD เปิดเวทีภาคเอกชน ภายใต้ชื่อ ACD Connect โดยมีจุดประสงค์หลักคือส่งเสริมการเชื่อมโยงการเงินในภูมิภาคเอเชีย เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือด้านนโยบายระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อการขยายตัวในด้านการค้าและการลงทุนในภูมิภาค
  • เทรนด์ “รักษ์” สุขภาพ กำลังแรงไปทั่วโลก สะท้อนจากที่ผู้คนหันมาออกกำลังกายและบริโภคอาหารปลอดสารพิษและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภคกลุ่มนี้ คือ “ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์” ที่ปลูกโดยปราศจากการใช้ยาฆ่าแมลง และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • “โมร็อกโก” เป็นที่รู้จักในฐานะประเทศน่าเที่ยวแห่งหนึ่งของโลก แต่ในแง่โอกาสทางเศรษฐกิจ น้อยคนที่จะรู้ว่า โมร็อกโกเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีศักยภาพ ด้วยตลาดภายในประเทศกว่า 30 ล้านคน และการเป็นประตูบานสำคัญสู่ตลาดการค้าการลงทุนแอฟริกา

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ