ข่าวเศรษฐกิจทั่วโลก

  • ปฏิทินงานแสดงสินค้าประจำปี 2560 ของมอนเตเนโกร
  • โครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟลาว - จีน เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟที่เชื่อมตลอดภูมิภาคหรือที่เรียกว่า ทางรถไฟคุนหมิง - สิงคโปร์ ครอบคุมระยะทางทั้งหมดประมาณ 3,000 กิโลเมตร พิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างอย่างเป็นทางการมีขึ้นที่เวียงจันทน์เมื่อเดือน ธันวาคม 2558 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปี การสถาปนา สปป. ลาว โครงการรถไฟลาว - จีน สอดคล้องกับข้อริเริ่ม One Belt, One Road ของนายสี จิ้นผิง ปธน. จีน โดยจะส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างจีนและ สปป. ลาว รวมทั้งประเทศในอาเซียนให้มีความแน่นแฟ้นมากขึ้น ทั้งนี้รัฐบาล สปป. ลาว ได้เน้นความสำคัญของโครงการการก่อสร้างทางรถรถไฟ โดยเห็นว่า จะเปลี่ยน สปป. ลาว จากประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (Land locked) ให้เป็นประเทศผู้เชื่อม (Land linked) และดึงดูดการลงทุนและนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมายัง สปป. ลาว ให้มากขึ้น นอกจากนี้ รถไฟยังจะ ช่วยเพิ่มการผลิตทั้งเพื่อการส่งออกและเพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
  • <font size="4">เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2559 ได้มีพิธีเปิดการก่อสร้างทางรถไฟลาว – จีน อย่างเป็นทางการ ณ จุดก่อสร้างบ้านพอนไซ แขวงหลวงพระบาง
      <br />

      <br />
    รัฐมนตรีกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง ดร.บุญจัน สินทะวง ชี้แจงว่า หลังจากที่ได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์เส้นทางรถไฟลาว – จีน ไปแล้วเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2558 ในวันนี้จึงได้มีพิธีลั่นฆ้องการทำงานอย่างจริงจัง โดยสาเหตุที่เลือกทำพิธีในจุดก่อสร้างแขวงหลวงพระบางนั้น เป็นเพราะจุดก่อสร้างดังกล่าวเป็นบ้านเกิดของ ท่านสมสะหวาด เล็งสะหวัด อดีตรองนายกฯ ผู้ริเริ่มให้เกิดโครงการก่อสร้างทางรถไฟลาว – จีน พร้อมกันนี้ วันที่ 2 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา บริษัทก่อสร้างจากจีนทั้ง 6 บริษัท ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่ 6 ตามเส้นทางรถไฟทั้ง 417 กม. ซึ่งคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างทางรถไฟฯ ประมาณ 5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยจะสร้างในพื้นที่ชายแดนเมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทาไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างทางรถไฟรางเดี่ยวแล้วเสร็จใน 5 ปีข้างหน้า และโครงการการก่อสร้างทางรถไฟลาว – จีน จะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2564
      <br />

      <br />
    ดร. บุญจัน ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ผู้เข้าร่วมพิธีเปิดการก่อสร้างทางรถไฟลาว – จีน ประกอบด้วย นายทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรี, ท่านสมสะหวาด เล็งสะหวัด คณะกรรมการกลาง และที่ปรึกษาพรรคประชาชนปฏิวัติลาว, นายกวน หัวบิ่ง อัครราชทูตจีนใน สปป.ลาว และเจ้าหน้าที่จากจีนและ สปป.ลาว การดำเนินโครงการก่อสร้างทางรถไฟลาว – จีน เป็นส่วนหนึ่งของแผนการเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟในภูมิภาคจากจีนไปยังสิงคโปร์ ผ่าน สปป.ลาว, ไทย และมาเลเซีย ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนใน สปป.ลาว ขณะเดียวกัน เส้นทางรถไฟจะเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งที่จะ<i>พลิกวิกฤตของสปป.ลาว จากประเทศที่ไม่มีทางออกทะเลให้เป็นโอกาสในการเชื่อมต่อไปยังประเทศอื่น ตลอดจนทำให้เกิดความรวดเร็วในการขนส่งสินค้า ประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง และกระตุ้นการพัฒนาด้านการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว </i>
      <br />

      <br />
    ทางการลาวได้เปิดเผยข้อมูลการศึกษาก่อนหน้าที่จะมีการก่อสร้างทางรถไฟลาว – จีน นี้ว่า ได้ประมาณจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางภายในประเทศโดยรถไฟลาว – จีน คาดว่าจะสูงถึง 3.98 ล้านคนต่อปี หากมีการเดินรถไฟแล้วนั้นคาดว่าตัวเลขผู้โดยสารในระยะสั้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.11 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 8.62 ล้านคนในระยะยาว ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากเวียงจันทน์ไปยังชายแดนจีน คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 161,850 กีบ ซึ่งมีราคาถูกกว่าค่าใช้จ่ายรถโดยสารสาธารณะ ที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 285,000 กีบ ทั้งนี้ การใช้รถไฟขนส่งสินค้าจากนครหลวงเวียงจันทน์ไปยังชายแดนจีน คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพียง 269,750 กีบต่อตัน ซึ่งมีราคาถูกกว่าการขนส่งสินค้าทางถนนที่มีค่าใช้จ่าย 833,340 กีบต่อตัน
      <br />

      <br />
    การศึกษายังพบว่าเมื่อเส้นทางรถไฟในภูมิภาคเสร็จสมบูรณ์จะทำให้ระบบการขนส่งสาธารณะมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะจำนวนผู้โดยสารที่โดยสารรถไฟในห้าประเทศที่รถไฟแล่นผ่าน ได้แก่ จีน ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งคาดว่าตัวเลขเริ่มต้นของผู้โดยสารจะถึง 9.65 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 11.98 ล้านคนในระยะสั้น และจะเพิ่มเป็น 16.5 ล้านคนในปีต่อมา ขณะที่การขนส่งสินค้าโดยรถไฟระหว่างจีนและประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 4 ประเทศ จะมีปริมาณการขนส่งสินค้า 2.59 ล้านตันต่อปี และในระยะสั้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.62 ล้านตัน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 5.46 ล้านตันในระยะยาว
      <br />

      <br />
    ทั้งนี้รัฐบาล สปป.ลาว และจีน ได้ลงนามร่วมกันในโครงการรถไฟลาว – จีน เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2558 โดยจะมีสะพานข้ามทางรถไฟ จำนวน 167 สะพาน มีความยาวทั้งหมด 61.81 กิโลเมตร และมีอุโมงค์ 75 อุโมงค์ ความยาวทั้งหมด 197.83 กม. นอกจากนี้ยังมีสถานีทั้งหมด 32 สถานี และ 21 สถานีที่รถไฟสองขบวนสามารถแล่นผ่านได้ อีกทั้งมีความเร็วเต็มที่บนภูเขา 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และความเร็วบนพื้นราบ 200 กม. ต่อชั่วโมง หากใช้ขนส่งสินค้าจะวิ่งด้วยความเร็ว 120 กม.ต่อชั่วโมง
      <br />

      <br />
    <font color="#7D7D7D"><i>ข้อมูล : หนังสือพิมพ์ Vientiane Times, ฉบับวันที่ 26 ธันวาคม 2559
          <br />
        รูปภาพ : Bangkokbiznews </i></font></font>
  • เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2559 ได้มีพิธีเปิดการก่อสร้างทางรถไฟลาว – จีน อย่างเป็นทางการ ณ จุดก่อสร้างบ้านพอนไซ แขวงหลวงพระบาง ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง ดร.บุญจัน สินทะวง ได้กล่าวว่า หลังจากที่ได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์เส้นทางรถไฟลาว – จีน เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2558 แล้วนั้น ในวันนี้ได้มีพิธีลั่นฆ้องการทำงานอย่างจริงจัง สาเหตุที่เลือกทำพิธีในจุดก่อสร้างแขวงหลวงพระบาง เป็นเพราะจุดก่อสร้างดังกล่าวเป็นบ้านเกิดของ ท่านสมสะหวาด เล็งสะหวัด อดีตรองนายกฯ ผู้ริเริ่มให้เกิดโครงการก่อสร้างทางรถไฟลาว – จีน พร้อมกันนี้ วันที่ 2 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา บริษัทก่อสร้างจากจีนทั้ง 6 บริษัท ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่ 6 ตามเส้นทางรถไฟทั้ง 417 กม. ซึ่งคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างทางรถไฟฯ ประมาณ 5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยจะสร้างในพื้นที่ชายแดนเมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทาไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างทางรถไฟรางเดี่ยวแล้วเสร็จใน 5 ปีข้างหน้า และโครงการการก่อสร้างทางรถไฟลาว – จีน จะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2564 นอกจากนี้ ดร. บุญจัน ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้เข้าร่วมพิธีเปิดการก่อสร้างทางรถไฟลาว – จีน ประกอบด้วย นายทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรี, ท่านสมสะหวาด เล็งสะหวัด คณะกรรมการกลาง และที่ปรึกษาพรรคประชาชนปฏิวัติลาว, นาย กวน หัวบิ่ง อัครราชทูตจีนใน สปป.ลาว และเจ้าหน้าที่จากจีนและ สปป.ลาว <br />
    <br />
    การดำเนินโครงการก่อสร้างทางรถไฟลาว – จีน เป็นส่วนหนึ่งของแผนการเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟในภูมิภาคจากจีนไปยังสิงคโปร์ ผ่าน สปป.ลาว, ไทย และมาเลเซีย ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนใน สปป.ลาว นอกจากนี้ ดร.บุนจัน ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า เส้นทางรถไฟจะเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งที่จะพลิกวิกฤตของ สปป.ลาว จากประเทศที่ไม่มีทางออกทะเลให้เป็นโอกาสในการเชื่อมต่อไปยังประเทศอื่น ตลอดจนทำให้เกิดความรวดเร็วในการขนส่งสินค้า ประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง และกระตุ้นการพัฒนาด้านการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว ทางการลาวได้เปิดเผยข้อมูลการศึกษาก่อนหน้าที่จะมีการก่อสร้างทางรถไฟลาว – จีน นี้ว่า ได้ประมาณจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางภายในประเทศโดยรถไฟลาว – จีน คาดว่าจะสูงถึง 3.98 ล้านคนต่อปี หากมีการเดินรถไฟแล้วนั้นคาดว่าตัวเลขผู้โดยสารในระยะสั้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.11 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 8.62 ล้านคนในระยะยาว ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากเวียงจันทน์ไปยังชายแดนจีน คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 161,850 กีบ ซึ่งมีราคาถูกกว่าค่าใช้จ่ายรถโดยสารสาธารณะ ที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 285,000 กีบ <br />
    <br />
    การใช้รถไฟขนส่งสินค้าจากนครหลวงเวียงจันทน์ไปยังชายแดนจีน คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพียง 269,750 กีบต่อตัน ซึ่งมีราคาถูกกว่าการขนส่งสินค้าทางถนนที่มีค่าใช้จ่าย 833,340 กีบต่อตัน การสร้างทางรถไฟเป็นส่วนสำคัญของการผสมผสานมติของพรรคทั้ง 10 ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม นอกจากนี้การศึกษายังพบว่าเมื่อเส้นทางรถไฟในภูมิภาคเสร็จสมบูรณ์จะทำให้ระบบการขนส่งสาธารณะมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะจำนวนผู้โดยสารที่โดยสารรถไฟในห้าประเทศที่รถไฟแล่นผ่าน ได้แก่ จีน ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งคาดว่าตัวเลขเริ่มต้นของผู้โดยสารจะถึง 9.65 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 11.98 ล้านคนในระยะสั้น และจะเพิ่มเป็น 16.5 ล้านคนในปีต่อมา ขณะที่การขนส่งสินค้าโดยรถไฟระหว่างจีนและประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 4 ประเทศ จะมีปริมาณการขนส่งสินค้า 2.59 ล้านตันต่อปี และในระยะสั้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.62 ล้านตัน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 5.46 ล้านตันในระยะยาว<br />
    <br />
    ทั้งนี้รัฐบาล สปป.ลาว และจีน ได้ลงนามร่วมกันในโครงการรถไฟลาว – จีน เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2558 โดยเส้นทางรถไฟนี้จะมีสะพานข้ามทางรถไฟ จำนวน 167 สะพาน มีความยาวทั้งหมด 61.81 กิโลเมตร และมีอุโมงค์ 75 อุโมงค์ ความยาวทั้งหมด 197.83 กม. นอกจากนี้ยังมีสถานีทั้งหมด 32 สถานี และ 21 สถานีที่รถไฟสองขบวนสามารถแล่นผ่านได้ อีกทั้งมีความเร็วเต็มที่บนภูเขา 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และความเร็วบนพื้นราบ 200 กม. ต่อชั่วโมง หากใช้ขนส่งสินค้าจะวิ่งด้วยความเร็ว 120 กม.ต่อชั่วโมง<br />
    <br />
    ข้อมูล : หนังสือพิมพ์ Vientiane Times, ฉบับวันที่ 26 ธันวาคม 2559<br />
    รูปภาพ : Bangkokbiznews<br />
    <br />
    <br />
    <br />
    <br />
    <br />
    <br />
    <br />
    <br />
    <br />
    <br />
    <br />
  • <font size="4">ปี 2017 นับเป็นปีที่ 2 ของการปฏิบัติตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ - สังคมแห่งชาติ 5 ปี ครั้งที่ 8 และเป็นปีแรกของการปฏิบัติตามแผนงบประมาณ ตามปฏิทินรายงานการประชุมสภาแห่งชาติชุดที่ 8 ของ ดร. สุพัน แก้วมีไซ รัฐมนตรีกระทรวงแผนการและการลงทุน โดยมีสาระสำคัญคือ การพยายามทำให้ GDP ขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 7 หรือเท่ากับ 129,683 พันล้านกีบ รายได้เฉลี่ยต่อบุคคลไม่ต่ำกว่า 2,341 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ในจำนวนนี้ภาคเกษตรได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.9 ซึ่งมาจากอุตสาหกรรมแปรรูปในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เขตเศรษฐกิจเฉพาะ และพลังงานไฟฟ้า ได้แก่ โรงไฟฟ้าถ่านหินหงสาลิกไนต์, เขื่อนไฟฟ้าเซขะหมาน 1, เขื่อนไฟฟ้าน้ำอู่ 5 และเขื่อนไฟฟ้าน้ำลึก
      <br />

      <br />
    นอกจากนี้ยังมีโครงการก่อสร้างทางรถไฟฟ้าที่จะเริ่มดำเนินการในปี 2560 และการลงทุนในภาคธุรกิจก่อสร้าง รวมทั้งภาคบริการที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 7.8 ซึ่งได้รับแรงผลักดันจากการเพิ่มขึ้นของนักลงทุนในภาคการเงิน การธนาคาร ขณะที่การเพิ่มเงินเดือนพนักงานของรัฐจะช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้นในระดับหนึ่ง ในด้านงบประมาณรายรับของประเทศตั้งเป้าหมายจะให้บรรลุ 23,941 พันล้านกีบ ในจำนวนนี้คิดเป็นรายรับในประเทศ 21,463 พันล้านกีบ และรายจ่ายนอกประเทศไม่เกิน 32,402 พันล้านกีบ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดการขาดดุล 8,461 พันล้านกีบหรือเท่ากับร้อยละ 6.52 ของ GDP
      <br />

      <br />
    ส่วนมาตรการด้านเงินตรานั้นต้องรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่เกินร้อยละ 5 และดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนตามกลไกตลาดที่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐ เพื่อให้สามารถระดมเงินฝากเพิ่มขึ้นในธนาคารพาณิชย์ให้อยู่ที่ร้อยละ 57 และผลักดันสินเชื่อให้ต่ำกว่าร้อยละ 54 ของ GDP รวมทั้งควบคุมอัตราส่วนหนี้สินให้อยู่ในระดับร้อยละ 3 ของสินเชื่อทั้งหมด ในด้านการนำเข้าส่งออกสินค้า ตั้งเป้ามูลค่ารวม อยู่ที่ 8,941 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตั้งเป้าการส่งออกสินค้า อยู่ที่ 4,459 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้าสินค้า อยู่ที่ 4,482 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการขาดดุลการค้า อยู่ที่ 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือเท่ากับร้อยละ 0.14 ของ GDP ส่วนการลงทุนของรัฐตามที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นได้เสนอนั้น มีทั้งหมด 7,419 โครงการ ซึ่งมีความต้องการเงินทุนมากว่า 8,865 พันล้านกีบ
      <br />

      <br />
    อย่างไรก็ตามความสามารถที่จะตอบสนองมีเพียง 3,300 พันล้านกีบ นอกจากนี้ รายงานการประชุมสภาแห่งชาติชุดที่ 8 ของ ดร. สุพัน แก้วมีไซ ได้ระบุเพิ่มเติมว่า ตามมติของสภาแห่งชาติในการรับรองแผนพัฒนาเศรษฐกิจ - สังคม 5 ปี ครั้งที่ 8 ได้กำหนดการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่าร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่ปีที่ผ่านมาการปฏิบัติงานบรรลุผลเพียงแค่ร้อยละ 6.9 เท่านั้น เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจโลก ตลอดจนความซับซ้อนด้านงบประมาณ
      <br />
    </font>
    <br />

    <br />
    <font color="#7D7D7D"><i>ที่มา : หนังสือพิมพ์ลาวพัฒนา ฉบับวันที่ 27 ตุลาคม 2559
        <br />
      ที่มารูปภาพ : http://www.thaisavannakhet.com/vientiane/en/information/information_new/?SHOWALL_1=1  </i></font>
  • เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมอสโก ร่วมกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (Eurasian Economic Union – EAEU) จัดงานสัมมนารู้ลึกกฎระเบียบตลาดรัสเซียและเอเชียกลาง : Exploring Economic Opportunities in Eurasian Economic Union เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับนโยบายและกฎระเบียบทางการค้าและการลงทุนในสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชียซึ่งประกอบไปด้วยประเทศรัสเซีย คาซัคสถาน เบลารุส อาร์เมเนียและคีร์กิซสถาน รวมถึงขยายโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทย ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ โดยมีนายปัญญรักษ์ พูลทรัพย์
  • โครงการไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเงียบ 1 ที่แขวงบอลิคำไซ สปป. ลาว เป็นการร่วมลงทุนระหว่างประเทศไทย (บริษัท EGATi) ประเทศญี่ปุ่น (Kansai Electric Power Company) และ สปป. ลาว (Lao Holding State Enterprise) มีกำลังผลิต 291 เมกกะวัตต์ โดยปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้ก่อสร้างไปแล้วร้อยละ 55 มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2562 คาดว่าจะสามารถจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้นี้จะนำกลับมาใช้ในประเทศไทย จำนวน 273 เมกกะวัตต์ และจำหน่ายให้ สปป. ลาว จำนวน 18 เมกกะวัตต์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Battery of Asia ของรัฐบาล สปป. ลาว อีกทั้งยังได้ส่งเสริมความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าของประเทศไทยจากพลังงานสะอาดอีกด้วย

Pages: 1 2 3 4 5 ... 362 Next

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ