สหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกา (United States of America) เป็นประเทศอยู่ในกลุ่ม G8 โดยมีเศรษฐกิจเป็นระบบเศรษฐกิจเสรี ซึ่งชาวอเมริกันส่วนใหญ่มีฐานะในระดับชนชั้นกลางขึ้นไป จึงมีความเจริญค่อนข้างมาก และยังเป็นผู้นำในธุรกิจต่าง ๆ มากมาย ที่สำคัญคือมี GDP สูงเป็นอันดับ1ของโลก มูลค่าการส่งออกอันดับ 3 ของโลก จึงได้ชื่อว่าเป็นมหาอำนาจทาง เศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก นักลงทุนทั่วโลกจึงสนใจเข้าไปแสวงหาช่องทางและโอกาสการลงทุนในสหรัฐฯ กันเป็นจำนวนมาก

ข้อมูลทั่วไป

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

สหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ที่ทวีปอเมริกาเหนือระหว่างระหว่างมหาสมุทรสมุทรแปซิฟิกเหนือและมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ มีพื้นที่ประมาณ 9,826,630 ล้านตารางกิโลเมตร พื้นน้ำ 664,700 ตารางกิโลเมตร โดยมีประเทศเพื่อนบ้านคือ แคนาดาอยู่ทางทิศเหนือ (พรมแดนติดแคนาดา 8,893 กิโลเมตร) และประเทศเม็กซิโกอยู่ทางทิศใต้ (พรหมแดนติดแม็กซิโก 3,141 กิโลเมตร) ความยาวชายฝั่งทะเล 19,924 กิโลเมตร

สำหรับสภาพอากาศ โดยรวมมีอากาศหนาว เว้นแต่ในมลรัฐฮาวาย และมลรัฐฟลอริดา หนาวเย็นมากที่บริเวณขั้วโลกเหนือในมลรัฐอลาสกา บริเวณที่ราบด้านตะวันตกของแม่น้ำมิสซิสซิปปี (Mississippi) จะค่อนข้างแห้งแล้ง และมีความแห้งแล้งมากบริเวณที่ลุ่มภาคตะวันตกเฉียงใต้ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือมีอุณหภูมิต่ำในช่วงฤดูหนาว ซึ่งจะมีอากาศดีขึ้นเป็นครั้งคราวในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ โดยจะได้รับความอบอุ่นจากลมของเนินเขาด้านตะวันออกของเทือกเขา ร๊อกกี้

ประชากร

313 ล้านคน

การเมืองการปกครอง

สหรัฐฯ มีรูปแบบการปกครองแบบสหพันธรัฐ (Federal Republic) แบ่งอำนาจออกเป็น 3 ฝ่าย ภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แต่ละฝ่ายได้รับเลือกในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป จึงมีการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน ประกอบด้วยพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค คือ พรรครีพับลิกัน (Republican) และพรรคเดโมแครต (Democrat) โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขและเป็นหัวหน้ารัฐบาล ดำรงตำแหน่งโดยได้รับเลือกจากการเลือกตั้งทั่วไปทุก 4 ปี

ภาษา

       สหรัฐอเมริกาไม่มีการกำหนดภาษาราชการ แต่ในทางปฏิบัติ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้มากที่สุด นอกจากนั้นยังมีการใช้ภาษาสเปน จีน และอื่นๆ

ศาสนา

โปรเตสแตนท์(ร้อยละ 51) โรมันคาทอลิก(ร้อยละ 24) มอร์มอน(ร้อยละ 2) ยิว (ร้อยละ 2) พุทธ(ร้อยละ 1) อิสลาม(ร้อยละ 1) และอื่นๆ

สกุลเงิน

ดอลลาร์สหรัฐ (1 ดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 30.37 บาท ณ มกราคม 2556)

โครงสร้างพื้นฐาน

มีระบบการคมนาคมขนส่งที่ดีเลิศ ส่วนใหญ่เป็นการขนส่งทางอากาศและทางบก (รถยนต์และรถไฟ) การขนส่งทางทะเลเป็นไปเพื่อการค้า และการท่องเที่ยวเท่านั้น

ข้อมูลทั่วไปประเทศสหรัฐอเมริกา

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

สหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ที่ทวีปอเมริกาเหนือระหว่างระหว่างมหาสมุทรสมุทรแปซิฟิกเหนือและมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ มีพื้นที่ประมาณ 9,826,630 ล้านตารางกิโลเมตร พื้นน้ำ 664,700 ตารางกิโลเมตร โดยมีประเทศเพื่อนบ้านคือ แคนาดาอยู่ทางทิศเหนือ (พรมแดนติดแคนาดา 8,893 กิโลเมตร) และประเทศเม็กซิโกอยู่ทางทิศใต้ (พรหมแดนติดแม็กซิโก 3,141 กิโลเมตร) ความยาวชายฝั่งทะเล 19,924 กิโลเมตร

สำหรับสภาพอากาศ โดยรวมมีอากาศหนาว เว้นแต่ในมลรัฐฮาวาย และมลรัฐฟลอริดา หนาวเย็นมากที่บริเวณขั้วโลกเหนือในมลรัฐอลาสกา บริเวณที่ราบด้านตะวันตกของแม่น้ำมิสซิสซิปปี (Mississippi) จะค่อนข้างแห้งแล้ง และมีความแห้งแล้งมากบริเวณที่ลุ่มภาคตะวันตกเฉียงใต้ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือมีอุณหภูมิต่ำในช่วงฤดูหนาว ซึ่งจะมีอากาศดีขึ้นเป็นครั้งคราวในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ โดยจะได้รับความอบอุ่นจากลมของเนินเขาด้านตะวันออกของเทือกเขา ร๊อกกี้

ประชากร

313 ล้านคน

การเมืองการปกครอง

สหรัฐฯ มีรูปแบบการปกครองแบบสหพันธรัฐ (Federal Republic) แบ่งอำนาจออกเป็น 3 ฝ่าย ภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แต่ละฝ่ายได้รับเลือกในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป จึงมีการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน ประกอบด้วยพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค คือ พรรครีพับลิกัน (Republican) และพรรคเดโมแครต (Democrat) โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขและเป็นหัวหน้ารัฐบาล ดำรงตำแหน่งโดยได้รับเลือกจากการเลือกตั้งทั่วไปทุก 4 ปี

ภาษา

       สหรัฐอเมริกาไม่มีการกำหนดภาษาราชการ แต่ในทางปฏิบัติ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้มากที่สุด นอกจากนั้นยังมีการใช้ภาษาสเปน จีน และอื่นๆ

ศาสนา

โปรเตสแตนท์(ร้อยละ 51) โรมันคาทอลิก(ร้อยละ 24) มอร์มอน(ร้อยละ 2) ยิว (ร้อยละ 2) พุทธ(ร้อยละ 1) อิสลาม(ร้อยละ 1) และอื่นๆ

สกุลเงิน

ดอลลาร์สหรัฐ (1 ดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 30.37 บาท ณ มกราคม 2556)

โครงสร้างพื้นฐาน

มีระบบการคมนาคมขนส่งที่ดีเลิศ ส่วนใหญ่เป็นการขนส่งทางอากาศและทางบก (รถยนต์และรถไฟ) การขนส่งทางทะเลเป็นไปเพื่อการค้า และการท่องเที่ยวเท่านั้น

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ในปี 2555 สหรัฐฯ มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 15.66 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีรายได้ประชากรต่อหัวอยู่ที่ 49,800 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯ เป็นผู้นำทางภาคอุตสาหกรรมของโลก มีความหลากหลายสูงและมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาก เช่น ปิโตรเลียม เครื่องยนต์เครื่องบิน อุปกรณ์การสื่อสาร เคมีภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ การแปรรูปอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค ป่าไม้ เหมืองแร่

สินค้าส่งออกที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา คือ ผลิตภัณฑ์การเกษตร ถั่วเหลือง ผลไม้ข้าวโพด อุปกรณ์ที่ใช้ในการอุตสาหกรรม ชีวเคมีภัณฑ์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แทนหลอดวิทยุ เครื่องบิน อะไหล่รถยนต์ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์การสื่อสารโทรคมนาคม ยารักษาโรค ซึ่งมี แคนาดา เม็กซิโก จีน และญี่ปุ่น เป็นคู่ค้าที่สำคัญ ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญ คือ ผลิตภัณฑ์การเกษตร อุปกรณ์ที่ใช้ในการอุตสาหกรรม น้ำมันดิบ สินค้าต้นทุนการผลิต คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์การสื่อสารโทรคมนาคม อะไหล่รถยนต์ เครื่องมือที่ใช้ในสำนักงาน เครื่องจักรพลังงานไฟฟ้า รถยนต์ เสื้อผ้า ยารักษาโรค เฟอร์นิเจอร์ และของเล่น โดยมี จีน แคนาดา เม็กซิโก ญี่ปุ่น และเยอรมัน เป็นคู่ค้ารายสำคัญ

สำหรับการค้าระหว่างไทย-สหรัฐฯ ยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยสินค้าส่งออกสำคัญจากไทยไปสหรัฐฯ ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ อาหารกระป๋องและแปรรูป อัญมณี ยาง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องไฟฟ้า แผงวงจร และกุ้งสดแช่แข็ง ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากสหรัฐ คือ แผงวงจรไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องมือทางการแพทย์ เครื่องมือการถ่ายภาพ เงินแท่ง และเส้นใยในการทอ

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

สหรัฐฯไม่มีข้อกำหนดในเรื่องสัดส่วนของการเป็นเจ้าของกิจการของนักลงทุนต่างชาติ ยกเว้นในกรณีที่เป็นการลงทุนร่วมเป็นเจ้าของกิจการในอุตสาหกรรมที่ถือว่ามีความอ่อนไหวต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยกฎระเบียบการลงทุนแบ่งออกเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้

1. สหรัฐฯ มีนโยบายเปิดเสรีการลงทุนของคนต่างชาติในสหรัฐฯ จึงไม่มีการกำหนดวงเงินขั้นต่ำของการลงทุน

2. ในกรณีที่ผู้ลงทุนต้องการยื่นขอสิทธิการเป็นผู้อยู่อาศัยถาวรที่ถูกต้องตามกฎหมาย ในกรณีนี้สหรัฐฯ กำหนดวงเงินลงทุนไว้ระหว่างห้าแสนเหรียญฯ ในเขตชนบทหรือเขตที่มีอัตราว่างงานสูง หรืออาจถึงหนึ่งล้านเหรียญฯ ในเขตเมืองใหญ่ และต้องมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เช่น ปฏิบัติตามกฎระเบียบและกฎหมายการจ้างแรงงานท้องถิ่น จะต้องสร้างการจ้างงานเต็มเวลาสำหรับบุคคลสัญชาติอเมริกันหรือคนที่มีถิ่นพำนักถาวรที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างน้อย 10 คนขึ้นไปเป็นระยะเวลา 2 ปี และบุคคลเหล่านี้จะต้องไม่ใช่เครือญาติของนักลงทุน

3. สหรัฐฯ มีกฎหมายในระดับรัฐบาลกลางและรัฐบาลมลรัฐที่มีข้อห้าม การจำกัดสัดส่วนของการลงทุน หรือชนิดของการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งนี้ด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคงปลอดภัยและการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของประเทศรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะทำการควบคุมการลงทุนของต่างชาติในภาคธุรกิจดังนี้ คือ อุตสาหกรรมด้านการคมนาคมสื่อสารทุกชนิด อุตสาหกรรมด้านการบิน/การขนส่งทางอากาศ อุตสาหกรรมด้านการเดินเรือ/การประมง อุตสาหกรรมด้านพลังงาน อุตสาหกรรมด้านการเช่าสิทธิทำเหมืองแร่ อุตสาหกรรมธนาคาร อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ (โดยทั่วไปแล้วสหรัฐฯ จะไม่เข้มงวดในเรื่องการถือครองที่ดินของคนต่างชาติ)

สำหรับรูปแบบการลงทุนในสหรัฐฯ สามารถแบ่งออกได้เป็น 6 ประเภทดังนี้

  1. กิจการเจ้าของคนเดียว คือธุรกิจที่มีบุคคลเดียวเป็นเจ้าของซึ่งกฎหมายการลงทุนชนิดนี้อาจไม่เหมือนกันใน ทุกมลรัฐ โดยในบางมลรัฐผู้สนใจการลงทุนชนิดนี้จะต้องทำการจดทะเบียนธุรกิจก่อน ทั้งนี้รายได้ทั้งหมดรวมถึงหนี้สินจะตกเป็นของเจ้าของกิจการแต่เพียงผู้เดียวหลังหักจ่ายภาษีอากรแล้ว
  2. ห้างหุ้นส่วนจำกัด คือธุรกิจที่มีตั้งแต่ 2 บุคคลขึ้นไปเป็นเจ้าของโดยทำสัญญาการทำธุรกิจร่วมกันซึ่งกำไร และหนี้สินที่เกิดจากการทำธุรกิจจะถูกแบ่งเท่าๆ กันตามจำนวนหุ้นส่วน ทั้งนี้หากธุรกิจนั้นๆ มีการซื้อขายในตลาดหุ้นจะต้องมีการตรวจสอบบัญชี (Auditing) ตามมาตรฐานของ Generally Accepted Accounting Principles (GAAP) ด้วย นอกจากนี้การเป็นหุ้นส่วนจะยุติลงต่อเมื่อหุ้นส่วนได้ถึงแก่กรรม เป็นบุคคลทุพพลภาพ หรือขอถอนหุ้นออกจากกิจการที่ตนเองเป็นหุ้นส่วนอยู่
  3. บริษัท (Corporations) คือธุรกิจที่มีผู้ถือหุ้นสัญชาติใดก็ได้ตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปเป็นเจ้าของ โดยมี Board of Directors เป็นผู้ดูแลกำกับนโยบายและเรื่องทั่วไปของบริษัท ซึ่งการเป็นเจ้าของบริษัท สามารถทำได้โดยการซื้อหุ้นของบริษัท โดยผู้ถือหุ้นจะมีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมได้และจะได้รับเงินปันผลกำไรจากบริษัท หากบริษัทที่ผู้ถือหุ้นล้มละลาย ผู้ถือหุ้นอาจไม่ได้เงินลงทุนทั้งหมดกลับคืนมา ทั้งนี้การจดทะเบียนบริษัทสามารถทำได้โดยติดต่อหน่วยราชการของมลรัฐที่จะตั้งธุรกิจซึ่งค่าธรรมเนียมจะแตกต่างกันไปตามมลรัฐ
  4. บริษัทจำกัด (LLC - Limited Liability Companies) เป็นการร่วมลงทุนจากผู้ถือหุ้นหลายราย โดยผู้ถือหุ้นแต่ละรายจะรับผิดชอบหนี้สินของบริษัทไม่เกินมูลค่าที่ตนถืออยู่ ทั้งนี้ บริษัทจำกัดจะต้องทำการจดทะเบียนและมีคำว่า “LLC” ต่อท้ายชื่อบริษัท การคิดภาษีจะเหมือนกันกับรูปแบบการลงทุนแบบบริษัท (Corporations) อย่างไรก็ดี บริษัทจำกัดเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การลงทุนที่กำลังได้รับความสนใจในสหรัฐฯ มากที่สุดในขณะนี้เนื่องจากมีโครงสร้างที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ง่าย
  5. สาขา (Branches) คือการที่บริษัทต่างประเทศสามารถเปิดสาขาในมลรัฐใดมลรัฐหนึ่ง ในสหรัฐฯ ได้โดย จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายบริษัท (Corporate Laws) ท้องถิ่นและจ่ายภาษีของมลรัฐนั้นๆ รวมถึงต้องขึ้นทะเบียนบริษัทต่างชาติ (Foreign Corporation) ด้วย
  6. การลงทุนร่วมกัน (Joint Ventures) เป็นการลงทุนชนิดห้างหุ้นส่วนบริษัท หรือบริษัทก็ได้ ซึ่งการจัดเก็บภาษีจะเป็นอัตราตามชนิดการลงทุนนั้นๆทั้งนี้รูปแบบการลงทุนชนิดนี้ไม่มีการจำกัดหรือข้อบังคับใดๆ ในสหรัฐฯ

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

สหรัฐฯไม่มีข้อกำหนดในเรื่องสัดส่วนของการเป็นเจ้าของกิจการของนักลงทุนต่างชาติ ยกเว้นในกรณีที่เป็นการลงทุนร่วมเป็นเจ้าของกิจการในอุตสาหกรรมที่ถือว่ามีความอ่อนไหวต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยกฎระเบียบการลงทุนแบ่งออกเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้

1. สหรัฐฯ มีนโยบายเปิดเสรีการลงทุนของคนต่างชาติในสหรัฐฯ จึงไม่มีการกำหนดวงเงินขั้นต่ำของการลงทุน

2. ในกรณีที่ผู้ลงทุนต้องการยื่นขอสิทธิการเป็นผู้อยู่อาศัยถาวรที่ถูกต้องตามกฎหมาย ในกรณีนี้สหรัฐฯ กำหนดวงเงินลงทุนไว้ระหว่างห้าแสนเหรียญฯ ในเขตชนบทหรือเขตที่มีอัตราว่างงานสูง หรืออาจถึงหนึ่งล้านเหรียญฯ ในเขตเมืองใหญ่ และต้องมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เช่น ปฏิบัติตามกฎระเบียบและกฎหมายการจ้างแรงงานท้องถิ่น จะต้องสร้างการจ้างงานเต็มเวลาสำหรับบุคคลสัญชาติอเมริกันหรือคนที่มีถิ่นพำนักถาวรที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างน้อย 10 คนขึ้นไปเป็นระยะเวลา 2 ปี และบุคคลเหล่านี้จะต้องไม่ใช่เครือญาติของนักลงทุน

3. สหรัฐฯ มีกฎหมายในระดับรัฐบาลกลางและรัฐบาลมลรัฐที่มีข้อห้าม การจำกัดสัดส่วนของการลงทุน หรือชนิดของการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งนี้ด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคงปลอดภัยและการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของประเทศรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะทำการควบคุมการลงทุนของต่างชาติในภาคธุรกิจดังนี้ คือ อุตสาหกรรมด้านการคมนาคมสื่อสารทุกชนิด อุตสาหกรรมด้านการบิน/การขนส่งทางอากาศ อุตสาหกรรมด้านการเดินเรือ/การประมง อุตสาหกรรมด้านพลังงาน อุตสาหกรรมด้านการเช่าสิทธิทำเหมืองแร่ อุตสาหกรรมธนาคาร อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ (โดยทั่วไปแล้วสหรัฐฯ จะไม่เข้มงวดในเรื่องการถือครองที่ดินของคนต่างชาติ)

สำหรับรูปแบบการลงทุนในสหรัฐฯ สามารถแบ่งออกได้เป็น 6 ประเภทดังนี้

  1. กิจการเจ้าของคนเดียว คือธุรกิจที่มีบุคคลเดียวเป็นเจ้าของซึ่งกฎหมายการลงทุนชนิดนี้อาจไม่เหมือนกันใน ทุกมลรัฐ โดยในบางมลรัฐผู้สนใจการลงทุนชนิดนี้จะต้องทำการจดทะเบียนธุรกิจก่อน ทั้งนี้รายได้ทั้งหมดรวมถึงหนี้สินจะตกเป็นของเจ้าของกิจการแต่เพียงผู้เดียวหลังหักจ่ายภาษีอากรแล้ว
  2. ห้างหุ้นส่วนจำกัด คือธุรกิจที่มีตั้งแต่ 2 บุคคลขึ้นไปเป็นเจ้าของโดยทำสัญญาการทำธุรกิจร่วมกันซึ่งกำไร และหนี้สินที่เกิดจากการทำธุรกิจจะถูกแบ่งเท่าๆ กันตามจำนวนหุ้นส่วน ทั้งนี้หากธุรกิจนั้นๆ มีการซื้อขายในตลาดหุ้นจะต้องมีการตรวจสอบบัญชี (Auditing) ตามมาตรฐานของ Generally Accepted Accounting Principles (GAAP) ด้วย นอกจากนี้การเป็นหุ้นส่วนจะยุติลงต่อเมื่อหุ้นส่วนได้ถึงแก่กรรม เป็นบุคคลทุพพลภาพ หรือขอถอนหุ้นออกจากกิจการที่ตนเองเป็นหุ้นส่วนอยู่
  3. บริษัท (Corporations) คือธุรกิจที่มีผู้ถือหุ้นสัญชาติใดก็ได้ตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปเป็นเจ้าของ โดยมี Board of Directors เป็นผู้ดูแลกำกับนโยบายและเรื่องทั่วไปของบริษัท ซึ่งการเป็นเจ้าของบริษัท สามารถทำได้โดยการซื้อหุ้นของบริษัท โดยผู้ถือหุ้นจะมีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมได้และจะได้รับเงินปันผลกำไรจากบริษัท หากบริษัทที่ผู้ถือหุ้นล้มละลาย ผู้ถือหุ้นอาจไม่ได้เงินลงทุนทั้งหมดกลับคืนมา ทั้งนี้การจดทะเบียนบริษัทสามารถทำได้โดยติดต่อหน่วยราชการของมลรัฐที่จะตั้งธุรกิจซึ่งค่าธรรมเนียมจะแตกต่างกันไปตามมลรัฐ
  4. บริษัทจำกัด (LLC - Limited Liability Companies) เป็นการร่วมลงทุนจากผู้ถือหุ้นหลายราย โดยผู้ถือหุ้นแต่ละรายจะรับผิดชอบหนี้สินของบริษัทไม่เกินมูลค่าที่ตนถืออยู่ ทั้งนี้ บริษัทจำกัดจะต้องทำการจดทะเบียนและมีคำว่า “LLC” ต่อท้ายชื่อบริษัท การคิดภาษีจะเหมือนกันกับรูปแบบการลงทุนแบบบริษัท (Corporations) อย่างไรก็ดี บริษัทจำกัดเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การลงทุนที่กำลังได้รับความสนใจในสหรัฐฯ มากที่สุดในขณะนี้เนื่องจากมีโครงสร้างที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ง่าย
  5. สาขา (Branches) คือการที่บริษัทต่างประเทศสามารถเปิดสาขาในมลรัฐใดมลรัฐหนึ่ง ในสหรัฐฯ ได้โดย จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายบริษัท (Corporate Laws) ท้องถิ่นและจ่ายภาษีของมลรัฐนั้นๆ รวมถึงต้องขึ้นทะเบียนบริษัทต่างชาติ (Foreign Corporation) ด้วย
  6. การลงทุนร่วมกัน (Joint Ventures) เป็นการลงทุนชนิดห้างหุ้นส่วนบริษัท หรือบริษัทก็ได้ ซึ่งการจัดเก็บภาษีจะเป็นอัตราตามชนิดการลงทุนนั้นๆทั้งนี้รูปแบบการลงทุนชนิดนี้ไม่มีการจำกัดหรือข้อบังคับใดๆ ในสหรัฐฯ

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

สหรัฐฯ มีนโยบายให้การสนับสนุนการลงทุนทุกชนิดจากต่างชาติไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโดยตรง (Direct Investment) ที่นักลงทุนต่างชาติสามารถทำการควบคุมหรือมีส่วนร่วมอย่างมากในการดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯ หรือการลงทุนที่เป็น Portfolio Investments ในลักษณะการกู้ยืมเงินหรือ Portfolio Equity ที่จำกัดบทบาทของนักลงทุนในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจนั้นๆ ภายในสหรัฐฯ บุคคลที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกันสามารถทำการลงทุนจัดตั้งสำนักงานธุรกิจหรือสำนักงานสาขาในสหรัฐฯ ได้โดยรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หรือรัฐบาลท้องถิ่นเข้ามาควบคุมในระดับต่ำ ทั้งนี้ ยกเว้นในกรณีที่เป็นธุรกิจที่มีความอ่อนไหวต่อความปลอดภัยของประเทศก็จะมีกฎระเบียบที่เข้มงวดในการควบคุมการดำเนินธุรกิจนั้นๆ นอกจากนี้นักลงทุนต่างชาติยังได้รับสิทธิเท่าเทียมกับนักลงทุนท้องถิ่นในเรื่องของการจัดการด้านการเงินและอาจมีสิทธิที่จะได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐบาลสหรัฐฯ ด้วย

นโยบายส่งเสริมการลงทุน

  1. รัฐบาลกลางสหรัฐฯ (Federal Government) ไม่มีข้อกีดกันหรือห้ามการลงทุนจาก ต่างประเทศ และให้สิทธิผู้ประกอบการจากต่างประเทศเท่าเทียมกับผู้ประกอบการในสหรัฐฯ
  2. รัฐบาลกลางสหรัฐฯ อนุญาตให้ต่างประเทศลงทุนในกิจการบางสาขาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เช่น การป้องกันประเทศ พลังงานนิวเคลียร์ การสื่อสาร การธนาคาร และการคมนาคมขนส่ง แต่จะควบคุมเข้มงวด
  3. รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ประกาศนโยบาย "Open Economies" เมื่อเดือนมีนาคม 2550 ที่ผ่านมา เพื่อสร้างโอกาสและพัฒนาเศรษฐกิจการค้า ซึ่งรวมไปถึงการลงทุน “Invest in America” โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องการผลักดันการลงทุนจากต่างประเทศ
  4. รัฐบาลระดับมลรัฐทุกแห่งจำนวน 50 มลรัฐ จัดตั้งหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนขึ้น เพื่อให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ รวมไปถึงการให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

สหรัฐฯ มีนโยบายให้การสนับสนุนการลงทุนทุกชนิดจากต่างชาติไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโดยตรง (Direct Investment) ที่นักลงทุนต่างชาติสามารถทำการควบคุมหรือมีส่วนร่วมอย่างมากในการดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯ หรือการลงทุนที่เป็น Portfolio Investments ในลักษณะการกู้ยืมเงินหรือ Portfolio Equity ที่จำกัดบทบาทของนักลงทุนในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจนั้นๆ ภายในสหรัฐฯ บุคคลที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกันสามารถทำการลงทุนจัดตั้งสำนักงานธุรกิจหรือสำนักงานสาขาในสหรัฐฯ ได้โดยรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หรือรัฐบาลท้องถิ่นเข้ามาควบคุมในระดับต่ำ ทั้งนี้ ยกเว้นในกรณีที่เป็นธุรกิจที่มีความอ่อนไหวต่อความปลอดภัยของประเทศก็จะมีกฎระเบียบที่เข้มงวดในการควบคุมการดำเนินธุรกิจนั้นๆ นอกจากนี้นักลงทุนต่างชาติยังได้รับสิทธิเท่าเทียมกับนักลงทุนท้องถิ่นในเรื่องของการจัดการด้านการเงินและอาจมีสิทธิที่จะได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐบาลสหรัฐฯ ด้วย

นโยบายส่งเสริมการลงทุน

  1. รัฐบาลกลางสหรัฐฯ (Federal Government) ไม่มีข้อกีดกันหรือห้ามการลงทุนจาก ต่างประเทศ และให้สิทธิผู้ประกอบการจากต่างประเทศเท่าเทียมกับผู้ประกอบการในสหรัฐฯ
  2. รัฐบาลกลางสหรัฐฯ อนุญาตให้ต่างประเทศลงทุนในกิจการบางสาขาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เช่น การป้องกันประเทศ พลังงานนิวเคลียร์ การสื่อสาร การธนาคาร และการคมนาคมขนส่ง แต่จะควบคุมเข้มงวด
  3. รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ประกาศนโยบาย "Open Economies" เมื่อเดือนมีนาคม 2550 ที่ผ่านมา เพื่อสร้างโอกาสและพัฒนาเศรษฐกิจการค้า ซึ่งรวมไปถึงการลงทุน “Invest in America” โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องการผลักดันการลงทุนจากต่างประเทศ
  4. รัฐบาลระดับมลรัฐทุกแห่งจำนวน 50 มลรัฐ จัดตั้งหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนขึ้น เพื่อให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ รวมไปถึงการให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน

สิทธิประโยชน์

กระทรวงต่างๆ ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตร กระทรวงพลังงาน กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงพาณิชย์ ร่วมมือกันจัดหาสิทธิประโยชน์เพื่อช่วยเหลือนักลงทุน โดยปัจจัยกระตุ้นการลงทุนและสิทธิประโยชน์ ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (Federal Government) ได้แก่

  • การค้ำประกันเงินกู้ (Loan Guarantee)
  • การฝึกอบรบผู้บริหารและพนักงาน (Training)
  • การจัดโปรแกรมการอุดหนุนการสนับสนุน (Grant Program)
  • การลดอัตราภาษีรายได้ธุรกิจ (Corporate Tax Incentive Deduction)
  • การลดอัตราภาษีอาคารพาณิชย์ (Commercial Building Tax Deduction)
  • การลดอัตราภาษีพลังงานของธุรกิจ (Business Energy Tax Credit)
  • การลดและยกเว้นภาษีเครื่องจักรและวัตถุดิบ (Duty Waived)
  • วีซ่าและใบอนุญาตทำงาน (Visa & Employment)

นอกจากนี้ รัฐบาลมลรัฐ (State Government) ยังเสนอสิทธิประโยชน์ให้นักลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติมไปจากการเสนอให้ของรัฐบาลกลาง เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้ไปลงทุนในรัฐของตนเอง โดยแต่ละมลรัฐจะเสนอสิทธิประโยชน์แตกต่างกันไป และนักลงทุนต่างประเทศสามารถต่อรอง ในเรื่องสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากรัฐบาลมลรัฐได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่รับวงเงินการลงทุน ประโยชน์ที่จะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และการจ้างงาน

สิทธิประโยชน์

กระทรวงต่างๆ ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตร กระทรวงพลังงาน กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงพาณิชย์ ร่วมมือกันจัดหาสิทธิประโยชน์เพื่อช่วยเหลือนักลงทุน โดยปัจจัยกระตุ้นการลงทุนและสิทธิประโยชน์ ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (Federal Government) ได้แก่

  • การค้ำประกันเงินกู้ (Loan Guarantee)
  • การฝึกอบรบผู้บริหารและพนักงาน (Training)
  • การจัดโปรแกรมการอุดหนุนการสนับสนุน (Grant Program)
  • การลดอัตราภาษีรายได้ธุรกิจ (Corporate Tax Incentive Deduction)
  • การลดอัตราภาษีอาคารพาณิชย์ (Commercial Building Tax Deduction)
  • การลดอัตราภาษีพลังงานของธุรกิจ (Business Energy Tax Credit)
  • การลดและยกเว้นภาษีเครื่องจักรและวัตถุดิบ (Duty Waived)
  • วีซ่าและใบอนุญาตทำงาน (Visa & Employment)

นอกจากนี้ รัฐบาลมลรัฐ (State Government) ยังเสนอสิทธิประโยชน์ให้นักลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติมไปจากการเสนอให้ของรัฐบาลกลาง เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้ไปลงทุนในรัฐของตนเอง โดยแต่ละมลรัฐจะเสนอสิทธิประโยชน์แตกต่างกันไป และนักลงทุนต่างประเทศสามารถต่อรอง ในเรื่องสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากรัฐบาลมลรัฐได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่รับวงเงินการลงทุน ประโยชน์ที่จะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และการจ้างงาน

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

กฎหมายการทำธุรกิจในสหรัฐฯ จะแตกต่างกันไปตามมลรัฐ ดังนั้น บริษัทซึ่งจดทะเบียนทำธุรกิจในมลรัฐหนึ่งๆ จะสามารถทำธุรกิจในมลรัฐนั้นได้เพียงที่เดียว อย่างไรก็ตามหากบริษัท มีความสนใจที่จะทำธุรกิจในมลรัฐอื่นจะต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของมลรัฐที่จะทำธุรกิจนั้นๆ

สำหรับปัญหาที่นักลงทุนจากต่างประเทศประสบจากการประกอบกิจการในสหรัฐฯ แบ่งเป็นหัวข้อได้ดังนี้

  • ปัญหาเรื่องการจ้างงาน
  • ปัญหาการแบ่งพรรคพวก การกีดกันทางสังคมและชาติพันธุ์
  • ปัญหาเรื่องการละเมิดทางเพศ
  • ปัญหาการคุ้มครองผู้บริโภค
  • ปัญหาเรื่องความรับผิดชอบในผลิตภัณฑ์
  • ปัญหาเรื่องระบบภาษีและการจัดเก็บ
  • ปัญหาค่าจ้าง และ สิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง
  • ปัญหาการสื่อสารภายในองค์กร
  • ปัญหาลูกจ้างพนักงาน
  • ปัญหาขอบเขตในการดำเนินธุรกิจ (Jurisdiction)

    

สาระน่ารู้

  • One Galle Face is Colombo's first internationally developed integrated lifestyle destination that makes living, working, entertainment and hospitality possible all in one location. Hong Kong's leisure entity Shanri-La Hotels and Resorts foresees the completion of this project by 2018 with a hefty investment of over US$ 600 million. The twin towers will be used for residence, which consist of 50 floors each, 16 penthouses and 8 duplex and simplex units. The target market is expatriates, international investors and the expanding population of Sri Lanka.
  • Following the tremendous success of the Exhibition 2018 and the 36th Annual Sessions, which took place at the Bandaranaike Memorial International Conference Hall in Colombo from February 22 to 25 earlier this year, the SLIA is proud to prsent  the next edition in a superior manner.<br />
    <br />
    Save the date :February 20th to 24th, 2019
  • The Institution of Engineers, Sri Lanka is the successor to the ‘Engineering Association of Ceylon’, which was founded in 1906. In 1968, the Institution of Engineers, Sri Lanka was made an incorporated body of the government, by an Act of Parliament. The IESL being the Apex body for engineering professionals in Sri Lanka, having a membership of more than 20,000, is called upon to represent the profession at many national forums and contribute to national development. By virtue of agreements it has entered into with the International Engineers’ Alliance (IEA) for mutual recognition of competencies, members assessed to have such competencies by IESL are eligible to practice engineering in the member countries including Japan, Australia, United Kingdom, Singapore, Pakistan, India, USA, Canada and South Korea.<br />
    <br />
    IESL with the Vision to be among the leading professional institutions of engineering and technology in the world, has Missioned Techno Sri Lanka’s for “Bringing out and Unleashing the Country’s Multi – Disciplinary Engineering Talents, to Drive Sri Lanka into Technological Excellence for Revolutionary Uplifting of Peoples’ Living Conditions and Prosperity”. Engineers are driven by passion to look beyond the regular, push borders and create the impossible. This is also reflective of the fact that Engineers over centuries are really innovators, who think beyond the realm and invent solutions for mankind, ahead of their time. That’s what engineering is all about and it’s the reason Engineers will always be the ingenious inventors and imaginative innovators throughout time.<br />
    <br />
    The flagship event of IESL, Techno Sri Lanka, since its inception in 1985 has grown to be the largest and the only engineering and technology exhibition held annually in Colombo. Techno, living up to its standards, has provided the means for uplifting peoples’ living conditions and has become an ideal venue for industry professionals, business heads, technologists and keen public to come together on a single global platform.<br />
    <br />
    The world is changing; engineers are in the forefront of this change. Expectations are very high in today’s society. However, the Planet’s resources are fast depleting and engineers have to be smart and innovative to achieve high goals with very low resource consumption. Technology should reach the masses and make them do things differently, as doing ‘business as usual’ will not leave a healthy planet for our children and grandchildren. We need ‘sustainable technologies’ that will revolutionize the day-to-day activities, such as mobile technology, nanotechnology, household solar PV technology and perhaps other inventions and breakthroughs to satisfy the society’s expectations and still not be blamed by our future generations for not leaving them a livable Planet Earth.<br />
    <br />
    Considering these facts, Techno Sri Lanka has redefined its Theme for the year 2018, aiming to fulfill the expectations of all stakeholders.
  • 01. - 03. November 2018 | Trade fair for hotels, hospitality, tourism and food businesses<br />
    <br />
    The Hotel, Hospitality & Food Asia in Sri Lanka has been designed by the dynamic development of the hotel and catering industry and the tourism and food companies to take account of South Asia. She is a specifically targeted at this sector business-to-business event. This exhibition is communication and information platform in the industry and provides the exhibiting companies the opportunity to present to an audience of experts here. Visitors can find information here thoroughly and comprehensively about the latest developments, trends, products and services in various fields. HHF Sri Lanka is the leading marketplace for regional networking and distribution, as well as a new basis for the procurement of products. The program will be held a culinary competition and other live features.<br />
    <br />
    The Hotel Hospitality & Food Asia will take place on 3 days from Thursday, 01. November to Saturday, 03. November 2018 in Colombo.
  • Infotel theme will be Towards a Digital Economy, is aligning with national priorities of enhancing the digital infrastructure of the country for facilitating a digitally empowered ecosystem while improving the Citizens’ engagement in a digital society.
  • The Western Region MegapolisDevelopment Plan, also called Western Region Megapolis Planning Project(WRMPP), is a urban planning, zoning and development project aimed at creating a Megapolis in the Western Province of Sri Lanka by 2030 , which would help address the issues of waste management, traffic congestion, slums and environmental pollution. This project is intended to build a Megacity that matches other well-known economic hubs such as Dubai,Singapore,Seoul and Tokyo. For more information, please visit <a class="txttohtmllink" href="http://www.megapolis.gov.lk/">http://www.megapolis.gov.lk/</a>




เอกสารอ้างอิง

ดาวน์โหลด

ติดต่อหน่วยงาน

Business Information Center (BIC)
Ministry of Foreign Affairs, Kingdom of Thailand , Sri Ayudhya Road, Bangkok 10400 Thailand

ประเทศ / เขตเศรษฐกิจพิเศษ
ในภูมิภาคเดียวกัน