อาหรับเอมิเรตส์

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือที่อาจคุ้นกันในชื่อที่สั้นกว่าว่า UAE (ตัวย่อของชื่อภาษาอังกฤษ United Arab Emirates) เป็นประเทศที่เกิดจากการรวมตัวของรัฐต่าง ๆ 7 รัฐ ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2514 จึงนับว่ามีอายุเพียง 40 ปีเศษ แต่ในเวลาเพียงไม่ถึง 2 ชั่วอายุคนนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้พัฒนาความเจริญก้าวหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว โดยส่วนสำคัญมาจากรายได้มหาศาลจากการส่งออกน้ำมันดิบ ควบคู่ไปกับการเป็นศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค ยังไม่รวมถึงการเงินและการขนส่งทางอากาศ ซึ่งนับวันจะทวีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ขึ้นเรื่อย ๆ

ข้อมูลทั่วไป

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศในตะวันออกกลาง ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของอ่าวอาหรับ ทิศเหนือติดกับอ่าวเปอร์เซีย ทิศตะวันตกและใต้ติดกับประเทศซาอุดีอาระเบีย และทิศตะวันออกติดกับโอมาน มีพื้นที่ประเทศรวมประมาณ 83,600 ตารางกิโลเมตร รัฐอาบูดาบีเป็นรัฐที่มีพื้นที่มากที่สุด (ประมาณ 80% ของทั้งประเทศ) และเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คือ กรุงอาบูดาบี สภาพภูมิอากาศเป็นแบบทะเลทราย ฤดูร้อน (พฤษภาคม–กันยายน) อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 32-48 องศาเซลเซียส ฤดูหนาว (พฤศจิกายน-มีนาคม) อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 15-30 องศาเซลเซียส

ประชากร

ในปี 2556 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีประชากรประมาณ 9.2 ล้านคน เป็นชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพียง 1 ล้านคน ที่เหลือเป็นชาวต่างชาติ ส่วนมากเป็นแรงงานจากอินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน ฟิลิปปินส์ บังกลาเทศ และจากกลุ่มประเทศอาหรับด้วยกัน รวมทั้งมีคนไทยประมาณ 10,000 คน

การเมืองการปกครอง

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีโครงสร้างเป็นสหพันธรัฐ ประกอบด้วยรัฐ 7 รัฐ ได้แก่ อาบูดาบี (Abu Dhabi) ดูไบ (Dubai) ชาร์จาห์ (Sharjah) อัจมาน (Ajman) ราสอัลไคมาห์ (Ras al-Khaimah) ฟูไจราห์ (Fujairah) และอุมม์ อัล ไคเวน (Umm al-Quwain) ปกครองโดยประธานาธิบดีซึ่งกำหนดให้เจ้าผู้ครองรัฐอาบูดาบีดำรงตำแหน่ง และให้เจ้าผู้ครองรัฐดูไบเป็นรองประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี การปกครองมีลักษณะเป็นราชาธิปไตย

ภาษา

ภาษาราชการที่ใช้ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คือ ภาษาอาหรับ โดยมีการใช้ภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลายทั่วไป

ศาสนา

ประชาชนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นับถือศาสนาอิสลามร้อยละ 96 (สุหนี่ร้อยละ 80 ชีอะฮฺ ร้อยละ 16) ฮินดู คริสต์ และอื่น ๆ ร้อยละ 4

สกุลเงิน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ใช้เงินสกุล "ดีแรห์ม" มีรหัสสกุลเงิน คือ AED (ร้านค้าบางแห่งใช้ Dhs) โดยผูกติดกับเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ในอัตรา 1 USD = 3.6725 AED

ข้อมูลทั่วไปประเทศอาหรับเอมิเรตส์

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศในตะวันออกกลาง ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของอ่าวอาหรับ ทิศเหนือติดกับอ่าวเปอร์เซีย ทิศตะวันตกและใต้ติดกับประเทศซาอุดีอาระเบีย และทิศตะวันออกติดกับโอมาน มีพื้นที่ประเทศรวมประมาณ 83,600 ตารางกิโลเมตร รัฐอาบูดาบีเป็นรัฐที่มีพื้นที่มากที่สุด (ประมาณ 80% ของทั้งประเทศ) และเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คือ กรุงอาบูดาบี สภาพภูมิอากาศเป็นแบบทะเลทราย ฤดูร้อน (พฤษภาคม–กันยายน) อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 32-48 องศาเซลเซียส ฤดูหนาว (พฤศจิกายน-มีนาคม) อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 15-30 องศาเซลเซียส

ประชากร

ในปี 2556 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีประชากรประมาณ 9.2 ล้านคน เป็นชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพียง 1 ล้านคน ที่เหลือเป็นชาวต่างชาติ ส่วนมากเป็นแรงงานจากอินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน ฟิลิปปินส์ บังกลาเทศ และจากกลุ่มประเทศอาหรับด้วยกัน รวมทั้งมีคนไทยประมาณ 10,000 คน

การเมืองการปกครอง

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีโครงสร้างเป็นสหพันธรัฐ ประกอบด้วยรัฐ 7 รัฐ ได้แก่ อาบูดาบี (Abu Dhabi) ดูไบ (Dubai) ชาร์จาห์ (Sharjah) อัจมาน (Ajman) ราสอัลไคมาห์ (Ras al-Khaimah) ฟูไจราห์ (Fujairah) และอุมม์ อัล ไคเวน (Umm al-Quwain) ปกครองโดยประธานาธิบดีซึ่งกำหนดให้เจ้าผู้ครองรัฐอาบูดาบีดำรงตำแหน่ง และให้เจ้าผู้ครองรัฐดูไบเป็นรองประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี การปกครองมีลักษณะเป็นราชาธิปไตย

ภาษา

ภาษาราชการที่ใช้ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คือ ภาษาอาหรับ โดยมีการใช้ภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลายทั่วไป

ศาสนา

ประชาชนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นับถือศาสนาอิสลามร้อยละ 96 (สุหนี่ร้อยละ 80 ชีอะฮฺ ร้อยละ 16) ฮินดู คริสต์ และอื่น ๆ ร้อยละ 4

สกุลเงิน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ใช้เงินสกุล "ดีแรห์ม" มีรหัสสกุลเงิน คือ AED (ร้านค้าบางแห่งใช้ Dhs) โดยผูกติดกับเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ในอัตรา 1 USD = 3.6725 AED

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ข้อมูลเศรษฐกิจการค้า

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศประมาณ 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีรายได้ประชาชาติต่อหัว 41,550 ดอลลาร์สหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 3.5% สินค้าส่งออกสำคัญ (หากไม่รวมน้ำมันและก๊าซ ซึ่งเกือบทั้งหมดส่งออกไปยังกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย) คือ อัญมณี ทองคำ และพลาสติก โดยส่งออกไปยัง อินเดีย อิหร่าน และสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรกล ยานพาหนะและอะไหล่ และอาหาร โดยมีแหล่งนำเข้าสำคัญคือ อินเดีย สหรัฐอเมริกา และจีน

สำหรับการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นั้น ตัวเลขประเมินเบื้องต้นสำหรับปี 2556 มีมูลค่าประมาณ 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเสียเปรียบดุลการค้าอย่างมากดังเช่นทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มากที่สุดในโลก ตามด้วยก๊าซธรรมชาติ น้ำมันสำเร็จรูป โลหะ และเคมีภัณฑ์ เป็นต้น ขณะที่สินค้าส่งออกจากไทยไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศ คอมพิวเตอร์ และสิ่งทอ

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ข้อมูลเศรษฐกิจการค้า

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศประมาณ 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีรายได้ประชาชาติต่อหัว 41,550 ดอลลาร์สหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 3.5% สินค้าส่งออกสำคัญ (หากไม่รวมน้ำมันและก๊าซ ซึ่งเกือบทั้งหมดส่งออกไปยังกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย) คือ อัญมณี ทองคำ และพลาสติก โดยส่งออกไปยัง อินเดีย อิหร่าน และสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรกล ยานพาหนะและอะไหล่ และอาหาร โดยมีแหล่งนำเข้าสำคัญคือ อินเดีย สหรัฐอเมริกา และจีน

สำหรับการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นั้น ตัวเลขประเมินเบื้องต้นสำหรับปี 2556 มีมูลค่าประมาณ 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเสียเปรียบดุลการค้าอย่างมากดังเช่นทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มากที่สุดในโลก ตามด้วยก๊าซธรรมชาติ น้ำมันสำเร็จรูป โลหะ และเคมีภัณฑ์ เป็นต้น ขณะที่สินค้าส่งออกจากไทยไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศ คอมพิวเตอร์ และสิ่งทอ

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีนโยบายการทำธุรกิจและค้าขายที่ค่อนข้างเสรี และได้รับการจัดอันดับความสะดวกในการทำธุรกิจอยู่ที่ 23 ของโลก ตามรายงาน Ease of Doing Business Report 2014 ของธนาคารโลก นับเป็นอันดับสูงที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ

สำหรับขั้นตอนการเปิดธุรกิจในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อาจกล่าวโดยสรุปได้ ดังนี้

  1. สรรหาผู้อุปถัมภ์ (Sponsor) หรือหุ้นส่วน (Partner) ชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งจะถือหุ้นในกิจการอย่างน้อย 51% โดยสามารถสรรหาโดยตรงหรือผ่านบริษัทที่ปรึกษาก็ได้ และค่าธรรมเนียม/ผลตอบแทนที่ท่านต้องให้แก่ Sponsor ขึ้นกับการเจรจาตกลงกันเอง ทั้งนี้ หากท่านเปิดธุรกิจในเขตเศรษฐกิจเสรี หรือ Free Zone ก็สามารถถือหุ้นกิจการได้ 100% โดยไม่จำเป็นต้องมี Sponsor
  2. เมื่อสรรหา Sponsor ได้แล้ว ท่านต้องติดต่อหน่วยงานผู้มีอำนาจในแต่ละรัฐ เช่น Department of Economic Development ในรัฐอาบูดาบี เพื่อขอจดทะเบียนชื่อกิจการ (Trade Name) และขอใบอนุญาตประกอบการ (Trade License) โดยธุรกิจบางประเภทจะต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานอื่นของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก่อน จึงจะขอใบอนุญาตประกอบการได้ เช่น ธุรกิจสปาต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข ธุรกิจการท่องเที่ยวต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งรัฐ เป็นต้น
  3. เมื่อได้รับใบอนุญาตประกอบการแล้ว ท่านต้องสมัครเป็นสมาชิกหอการค้า (Chamber of Commerce) ในรัฐที่ธุรกิจของท่านตั้งอยู่ โดยค่าธรรมเนียมสมาชิกขึ้นกับประเภทและขนาดของกิจการ มีตั้งแต่ 1,500 ไปจนถึง 70,000 ดีแรห์ม
  4. ในกรณีทีกิจการของท่านประสงค์จ้างงานแรงงานต่างชาติ ท่านต้องติดต่อกระทรวงแรงงานและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อขอโควต้านำเข้าแรงงานต่างชาติ

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีนโยบายการทำธุรกิจและค้าขายที่ค่อนข้างเสรี และได้รับการจัดอันดับความสะดวกในการทำธุรกิจอยู่ที่ 23 ของโลก ตามรายงาน Ease of Doing Business Report 2014 ของธนาคารโลก นับเป็นอันดับสูงที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ

สำหรับขั้นตอนการเปิดธุรกิจในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อาจกล่าวโดยสรุปได้ ดังนี้

  1. สรรหาผู้อุปถัมภ์ (Sponsor) หรือหุ้นส่วน (Partner) ชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งจะถือหุ้นในกิจการอย่างน้อย 51% โดยสามารถสรรหาโดยตรงหรือผ่านบริษัทที่ปรึกษาก็ได้ และค่าธรรมเนียม/ผลตอบแทนที่ท่านต้องให้แก่ Sponsor ขึ้นกับการเจรจาตกลงกันเอง ทั้งนี้ หากท่านเปิดธุรกิจในเขตเศรษฐกิจเสรี หรือ Free Zone ก็สามารถถือหุ้นกิจการได้ 100% โดยไม่จำเป็นต้องมี Sponsor
  2. เมื่อสรรหา Sponsor ได้แล้ว ท่านต้องติดต่อหน่วยงานผู้มีอำนาจในแต่ละรัฐ เช่น Department of Economic Development ในรัฐอาบูดาบี เพื่อขอจดทะเบียนชื่อกิจการ (Trade Name) และขอใบอนุญาตประกอบการ (Trade License) โดยธุรกิจบางประเภทจะต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานอื่นของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก่อน จึงจะขอใบอนุญาตประกอบการได้ เช่น ธุรกิจสปาต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข ธุรกิจการท่องเที่ยวต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งรัฐ เป็นต้น
  3. เมื่อได้รับใบอนุญาตประกอบการแล้ว ท่านต้องสมัครเป็นสมาชิกหอการค้า (Chamber of Commerce) ในรัฐที่ธุรกิจของท่านตั้งอยู่ โดยค่าธรรมเนียมสมาชิกขึ้นกับประเภทและขนาดของกิจการ มีตั้งแต่ 1,500 ไปจนถึง 70,000 ดีแรห์ม
  4. ในกรณีทีกิจการของท่านประสงค์จ้างงานแรงงานต่างชาติ ท่านต้องติดต่อกระทรวงแรงงานและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อขอโควต้านำเข้าแรงงานต่างชาติ

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะในสาขาที่ไม่ใช่น้ำมันและก๊าซ เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาวของประเทศที่ต้องการเพิ่มความหลากหลายทางโครงสร้างเศรษฐกิจและลดการพึ่งพาการส่งออกน้ำมัน ซึ่งไม่ยั่งยืนเพราะเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป

ในทางตรงกันข้าม การที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ร่ำรวยจากรายได้จากการส่งออกน้ำมัน จึงมีความสนใจที่จะนำเงินทุนสำรองออกไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อเพิ่มผลตอบแทน โดยมีกองทุนความมั่งคั่ง (Sovereign Wealth Fund) ต่าง ๆ เป็นกลไกสำคัญในบริหารเงินทุนสำรอง และเลือกประเทศและสาขาการลงทุน กองทุนความมั่งคั่งที่สำคัญของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้แก่ Abu Dhabi Investment Authority (ADIA), Mubadala Development Company และ Investment Corporation of Dubai (ICD) เป็นต้น

สิทธิประโยชน์

ประเทศไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ลงนามในความตกลงทางเศรษฐกิจหลายฉบับ ได้แก่ ความตกลงว่าด้วยการบริการเดินอากาศระหว่างกัน (ลงนามเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2533) ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน (มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2543) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และวิชาการ (มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2551) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (ลงนามเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2550) รวมทั้งคาดว่าจะมีการลงนามร่างความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนในอนาคตอันใกล้

สิทธิประโยชน์อื่นที่ไม่ควรมองข้าม คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไม่มีการเก็บภาษีรายได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล แรงงานและธุรกิจต่างชาติจึงสามารถนำกำไรกลับสู่ประเทศได้ทุกบาททุกสตางค์ และแม้การเปิดบริษัทในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์โดยปกติจะอนุญาตให้ชาวต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 49% แต่ทุกรัฐของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะมีเขตเศรษฐกิจเสรี หรือ Free Zone ที่ชาวต่างชาติสามารถครองกิจการได้ 100% และ Free Zone บางแห่งตั้งขึ้นเพื่อธุรกิจเฉพาะสาขา จึงช่วยให้มีสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อธุรกิจสาขาดังกล่าว แม้ในทางปฏิบัติ ค่าสาธารณูปโภค (เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา) ในเขต Free Zone อาจสูงกว่านอกเขตก็ตาม

ศักยภาพในการลงทุนและค้าขายกับไทย

ความร่ำรวยของประเทศ และการเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในตะวันออกกลาง ทำให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับธุรกิจไทยโดยรวม และอาจน่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับธุรกิจ 3 สาขา ได้แก่

  1. ธุรกิจส่งออกอาหาร ทั้งอาหารสด แห้ง และแปรรูป เนื่องจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แทบจะไม่สามารถผลิตอาหารได้เอง ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด
  2. ธุรกิจด้านการบริการและการท่องเที่ยว เช่น การโรงแรม สปา ร้านอาหาร เนื่องจากความเป็นมิตรในการให้บริการของคนไทยและรสชาติอาหารไทยเป็นที่ชื่นชอบของชาวอาหรับจำนวนมากที่เคยเดินทางไปประเทศไทย กอปรกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีนโยบายต่อยอดการเป็นศูนย์กลางทางการบินด้วยการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในภูมิภาค จึงมีแนวโน้มที่อุปสงค์ในธุรกิจนี้จะขยายตัวต่อเนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ
  3. ธุรกิจการรักษาพยาบาล เนื่องจากปัจจุบันชาวอาหรับเดินทางไปรักษาพยาบาลที่ประเทศไทยจำนวนมากด้วยความประทับใจคุณภาพการรักษาและการดูแลผู้ป่วยของแพทย์และพยาบาลไทย

สิทธิประโยชน์

ประเทศไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ลงนามในความตกลงทางเศรษฐกิจหลายฉบับ ได้แก่ ความตกลงว่าด้วยการบริการเดินอากาศระหว่างกัน (ลงนามเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2533) ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน (มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2543) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และวิชาการ (มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2551) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (ลงนามเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2550) รวมทั้งคาดว่าจะมีการลงนามร่างความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนในอนาคตอันใกล้

สิทธิประโยชน์อื่นที่ไม่ควรมองข้าม คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไม่มีการเก็บภาษีรายได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล แรงงานและธุรกิจต่างชาติจึงสามารถนำกำไรกลับสู่ประเทศได้ทุกบาททุกสตางค์ และแม้การเปิดบริษัทในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์โดยปกติจะอนุญาตให้ชาวต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 49% แต่ทุกรัฐของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะมีเขตเศรษฐกิจเสรี หรือ Free Zone ที่ชาวต่างชาติสามารถครองกิจการได้ 100% และ Free Zone บางแห่งตั้งขึ้นเพื่อธุรกิจเฉพาะสาขา จึงช่วยให้มีสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อธุรกิจสาขาดังกล่าว แม้ในทางปฏิบัติ ค่าสาธารณูปโภค (เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา) ในเขต Free Zone อาจสูงกว่านอกเขตก็ตาม

ศักยภาพในการลงทุนและค้าขายกับไทย

ความร่ำรวยของประเทศ และการเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในตะวันออกกลาง ทำให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับธุรกิจไทยโดยรวม และอาจน่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับธุรกิจ 3 สาขา ได้แก่

  1. ธุรกิจส่งออกอาหาร ทั้งอาหารสด แห้ง และแปรรูป เนื่องจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แทบจะไม่สามารถผลิตอาหารได้เอง ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด
  2. ธุรกิจด้านการบริการและการท่องเที่ยว เช่น การโรงแรม สปา ร้านอาหาร เนื่องจากความเป็นมิตรในการให้บริการของคนไทยและรสชาติอาหารไทยเป็นที่ชื่นชอบของชาวอาหรับจำนวนมากที่เคยเดินทางไปประเทศไทย กอปรกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีนโยบายต่อยอดการเป็นศูนย์กลางทางการบินด้วยการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในภูมิภาค จึงมีแนวโน้มที่อุปสงค์ในธุรกิจนี้จะขยายตัวต่อเนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ
  3. ธุรกิจการรักษาพยาบาล เนื่องจากปัจจุบันชาวอาหรับเดินทางไปรักษาพยาบาลที่ประเทศไทยจำนวนมากด้วยความประทับใจคุณภาพการรักษาและการดูแลผู้ป่วยของแพทย์และพยาบาลไทย

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

แม้โดยรวม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะเป็นประเทศที่สะดวกต่อการทำธุรกิจ แต่ก็มีความท้าทายและข้อพึงระวังบางประการที่นักธุรกิจต่างชาติประสบทั่วไป ได้แก่

  1. การสรรหา Sponsor ที่ไว้เนื้อเชื่อใจและช่วยอำนวยความสะดวกในการติดต่อธุรกิจได้
  2. การขอเปิดกิจการและการติดต่ออื่น ๆ กับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งอาจมีหลายขั้นตอนซับซ้อน
  3. กฎระเบียบเกี่ยวกับมาตรฐานของสุขอนามัยอาหาร พืชและสัตว์ และมาตรฐานฮาลาล ซึ่งเข้มงวดและอาจเปลี่ยนแปลงได้
  4. การชำระเงินแก่ผู้รับเหมาต่างชาติล่าช้า ซึ่งเกิดขึ้นมากในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจดูไบเมื่อปี 2552 และยังคงมีอยู่เล็กน้อยในปัจจุบัน
  5. ธุรกิจบางสาขามีการกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของลูกจ้างชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต่อลูกจ้างทั้งหมด ตามนโยบาย Emiratisation ของรัฐบาลที่ต้องการลดอัตราว่างงานประชาชนตนเอง บริษัทต่างชาติจึงต้องสรรหาแรงงานสัญชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่สามารถปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ข่าวเศรษฐกิจ / เรื่องเด่น / ข่าวประชาสัมพันธ์ในศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์



    

สาระน่ารู้

  • สหภาพการค้าแห่งนอร์เวย์ (The Norwegian Confederation of Trade Unions (LO)) – เป็นองค์กรคนงานที่ใหญ่ที่สุดและมีอิทธิพลมากที่สุดในนอร์เวย์
  • One Galle Face is Colombo's first internationally developed integrated lifestyle destination that makes living, working, entertainment and hospitality possible all in one location. Hong Kong's leisure entity Shanri-La Hotels and Resorts foresees the completion of this project by 2018 with a hefty investment of over US$ 600 million. The twin towers will be used for residence, which consist of 50 floors each, 16 penthouses and 8 duplex and simplex units. The target market is expatriates, international investors and the expanding population of Sri Lanka.
  • Following the tremendous success of the Exhibition 2018 and the 36th Annual Sessions, which took place at the Bandaranaike Memorial International Conference Hall in Colombo from February 22 to 25 earlier this year, the SLIA is proud to prsent  the next edition in a superior manner.<br />
    <br />
    Save the date :February 20th to 24th, 2019
  • The Institution of Engineers, Sri Lanka is the successor to the ‘Engineering Association of Ceylon’, which was founded in 1906. In 1968, the Institution of Engineers, Sri Lanka was made an incorporated body of the government, by an Act of Parliament. The IESL being the Apex body for engineering professionals in Sri Lanka, having a membership of more than 20,000, is called upon to represent the profession at many national forums and contribute to national development. By virtue of agreements it has entered into with the International Engineers’ Alliance (IEA) for mutual recognition of competencies, members assessed to have such competencies by IESL are eligible to practice engineering in the member countries including Japan, Australia, United Kingdom, Singapore, Pakistan, India, USA, Canada and South Korea.<br />
    <br />
    IESL with the Vision to be among the leading professional institutions of engineering and technology in the world, has Missioned Techno Sri Lanka’s for “Bringing out and Unleashing the Country’s Multi – Disciplinary Engineering Talents, to Drive Sri Lanka into Technological Excellence for Revolutionary Uplifting of Peoples’ Living Conditions and Prosperity”. Engineers are driven by passion to look beyond the regular, push borders and create the impossible. This is also reflective of the fact that Engineers over centuries are really innovators, who think beyond the realm and invent solutions for mankind, ahead of their time. That’s what engineering is all about and it’s the reason Engineers will always be the ingenious inventors and imaginative innovators throughout time.<br />
    <br />
    The flagship event of IESL, Techno Sri Lanka, since its inception in 1985 has grown to be the largest and the only engineering and technology exhibition held annually in Colombo. Techno, living up to its standards, has provided the means for uplifting peoples’ living conditions and has become an ideal venue for industry professionals, business heads, technologists and keen public to come together on a single global platform.<br />
    <br />
    The world is changing; engineers are in the forefront of this change. Expectations are very high in today’s society. However, the Planet’s resources are fast depleting and engineers have to be smart and innovative to achieve high goals with very low resource consumption. Technology should reach the masses and make them do things differently, as doing ‘business as usual’ will not leave a healthy planet for our children and grandchildren. We need ‘sustainable technologies’ that will revolutionize the day-to-day activities, such as mobile technology, nanotechnology, household solar PV technology and perhaps other inventions and breakthroughs to satisfy the society’s expectations and still not be blamed by our future generations for not leaving them a livable Planet Earth.<br />
    <br />
    Considering these facts, Techno Sri Lanka has redefined its Theme for the year 2018, aiming to fulfill the expectations of all stakeholders.
  • 01. - 03. November 2018 | Trade fair for hotels, hospitality, tourism and food businesses<br />
    <br />
    The Hotel, Hospitality & Food Asia in Sri Lanka has been designed by the dynamic development of the hotel and catering industry and the tourism and food companies to take account of South Asia. She is a specifically targeted at this sector business-to-business event. This exhibition is communication and information platform in the industry and provides the exhibiting companies the opportunity to present to an audience of experts here. Visitors can find information here thoroughly and comprehensively about the latest developments, trends, products and services in various fields. HHF Sri Lanka is the leading marketplace for regional networking and distribution, as well as a new basis for the procurement of products. The program will be held a culinary competition and other live features.<br />
    <br />
    The Hotel Hospitality & Food Asia will take place on 3 days from Thursday, 01. November to Saturday, 03. November 2018 in Colombo.
  • Infotel theme will be Towards a Digital Economy, is aligning with national priorities of enhancing the digital infrastructure of the country for facilitating a digitally empowered ecosystem while improving the Citizens’ engagement in a digital society.


ดาวน์โหลด

ติดต่อหน่วยงาน

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี
Villas No. 1 & 2, Plot No. B7, South 22, Between Two Bridges, P.O. Box 47466, Abu Dhabi
Tel: +971 2 557 6551
Fax: +971 2 557 6552 – 3
Email: thaiauh@emirates.net.ae
Website: www.thaiembassy.org/abudhabi