เวียดนาม

สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam) นับว่าเป็นอีกประเทศหนึ่งในคาบสมุทรอินโดจีนที่กำลังเป็นที่น่าจับตามองของเหล่านักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากเวียดนามมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ดีและปรับตัวในทิศทางที่สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายสนับสนุนให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศโดยการให้สิทธิประโยชน์หลายประการอีกด้วย

นอกจากนี้ การที่เวียดนามเข้ามาเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) เมื่อปี 2550 ทำให้รัฐบาลเวียดนามต้องเร่งเปิดเสรีการลงทุนให้เป็นไปตามเกณฑ์ของ WTO ยิ่งส่งผลให้เวียดนามน่าสนใจในสายตานักลงทุนต่างชาติ รวมถึงนักลงทุนไทยมากขึ้น

ข้อมูลทั่วไป

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

เวียดนามมีพื้นที่ประมาณ 331,690 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาณาเขตด้านทิศเหนือติดกับประเทศจีน ทิศตะวันตกติดกับลาว ทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดกับกัมพูชา มีทางเชื่อมต่อทะเลจีนใต้และอ่าวตังเกี๋ยทางทิศตะวันออก และทิศใต้ติดกับอ่าวไทย ทั้งนี้ ประมาณ 3 ใน 4 ของเวียดนาม ประกอบด้วยภูเขาสูงและป่าไม้ ไหล่เขา และหมู่เกาะต่างๆ นับพันเกาะตั้งแต่อ่าวตังเกี๋ยไปจนถึงอ่าวไทย

เวียดนามเป็นประเทศที่มีพื้นที่แคบแต่ยาวมาก ทำให้ลักษณะภูมิประเทศ และภูมิอากาศ แตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยทางภาคเหนือมีอุณภูมิเฉลี่ย 10-35 องศาเซลเซียส ช่วงเดือนธันวาคม-มกราคมอาจมีหิมะตก หรือ อุณหภูมิระดับ 0 องศาเซลเซียส ภาคกลางและภาคใต้มีอุณหภูมิเฉลี่ย 15-40 องศาเซลเซียส พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเป็นพื้นที่มรสุมเขตร้อน มีฝนตกชุกในช่วงเดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน และมีมรสุมเข้าในช่วงดังกล่าวทุกปี

ประชากร

ประเทศเวียดนามมีประชากรประมาณ 91.5 ล้านคน และมีอัตราการขยายตัวของประชากรร้อยละ 6.78 โดยร้อยละ 50 ของชาวเวียดนามเป็นประชากรที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี มีอัตราการรู้หนังสือ (Literacy Rate) อยู่ในระดับสูงคือร้อยละ 94

การเมืองการปกครอง

ปกครองในระบอบสังคมนิยม โดยมีพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม (Communist Party of Vietnam) เป็นพรรคการเมืองเดียวและมีอำนาจสูงสุด โดยบรรดาผู้นำระดับสูงของพรรคจะเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐสภา รัฐบาล ศาลประชาชนสูงสุด กองทัพปลดแอกประชาชน ตำแหน่งประมุขของรัฐ รัฐสภาของเวียดนามเป็นสภาเดียว คือสภาผู้แทนราษฏร ซึ่งเรียกว่าสภาแห่งชาติ จำนวนที่นั่งในสภาประกอบด้วยสมาชิกสภาฯ ที่เป็นกรรมกร ชาวนา ทหาร ผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์ กลุ่มศาสนาและอาชีพอื่นๆ ประเทศเวียดนามนั้นแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 58 จังหวัด และ 5 เทศบาล มีกรุงฮานอย (Ha Noi) เป็นเมืองหลวงและเป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้าทางภาคเหนือ

ภาษา

เวียดนาม

ศาสนา

เวียดนามไม่มีศาสนาประจำชาติ เนื่องจากปกครองโดยระบอบสังคมนิยม (มีผู้แสดงตนว่านับถือศาสนาต่างๆ 15.65 ล้านคน โดยศาสนาพุทธ (มหายาน) มีจำนวนผู้นับถือมากที่สุด (ร้อยละ 9.3)

สกุลเงิน

ด่ง อัตราแลกเปลี่ยน 714 ด่ง ประมาณ 1 บาท (มกราคม 2555)

ข้อมูลทั่วไปประเทศเวียดนาม

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

เวียดนามมีพื้นที่ประมาณ 331,690 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาณาเขตด้านทิศเหนือติดกับประเทศจีน ทิศตะวันตกติดกับลาว ทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดกับกัมพูชา มีทางเชื่อมต่อทะเลจีนใต้และอ่าวตังเกี๋ยทางทิศตะวันออก และทิศใต้ติดกับอ่าวไทย ทั้งนี้ ประมาณ 3 ใน 4 ของเวียดนาม ประกอบด้วยภูเขาสูงและป่าไม้ ไหล่เขา และหมู่เกาะต่างๆ นับพันเกาะตั้งแต่อ่าวตังเกี๋ยไปจนถึงอ่าวไทย

เวียดนามเป็นประเทศที่มีพื้นที่แคบแต่ยาวมาก ทำให้ลักษณะภูมิประเทศ และภูมิอากาศ แตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยทางภาคเหนือมีอุณภูมิเฉลี่ย 10-35 องศาเซลเซียส ช่วงเดือนธันวาคม-มกราคมอาจมีหิมะตก หรือ อุณหภูมิระดับ 0 องศาเซลเซียส ภาคกลางและภาคใต้มีอุณหภูมิเฉลี่ย 15-40 องศาเซลเซียส พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเป็นพื้นที่มรสุมเขตร้อน มีฝนตกชุกในช่วงเดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน และมีมรสุมเข้าในช่วงดังกล่าวทุกปี

ประชากร

ประเทศเวียดนามมีประชากรประมาณ 91.5 ล้านคน และมีอัตราการขยายตัวของประชากรร้อยละ 6.78 โดยร้อยละ 50 ของชาวเวียดนามเป็นประชากรที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี มีอัตราการรู้หนังสือ (Literacy Rate) อยู่ในระดับสูงคือร้อยละ 94

การเมืองการปกครอง

ปกครองในระบอบสังคมนิยม โดยมีพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม (Communist Party of Vietnam) เป็นพรรคการเมืองเดียวและมีอำนาจสูงสุด โดยบรรดาผู้นำระดับสูงของพรรคจะเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐสภา รัฐบาล ศาลประชาชนสูงสุด กองทัพปลดแอกประชาชน ตำแหน่งประมุขของรัฐ รัฐสภาของเวียดนามเป็นสภาเดียว คือสภาผู้แทนราษฏร ซึ่งเรียกว่าสภาแห่งชาติ จำนวนที่นั่งในสภาประกอบด้วยสมาชิกสภาฯ ที่เป็นกรรมกร ชาวนา ทหาร ผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์ กลุ่มศาสนาและอาชีพอื่นๆ ประเทศเวียดนามนั้นแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 58 จังหวัด และ 5 เทศบาล มีกรุงฮานอย (Ha Noi) เป็นเมืองหลวงและเป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้าทางภาคเหนือ

ภาษา

เวียดนาม

ศาสนา

เวียดนามไม่มีศาสนาประจำชาติ เนื่องจากปกครองโดยระบอบสังคมนิยม (มีผู้แสดงตนว่านับถือศาสนาต่างๆ 15.65 ล้านคน โดยศาสนาพุทธ (มหายาน) มีจำนวนผู้นับถือมากที่สุด (ร้อยละ 9.3)

สกุลเงิน

ด่ง อัตราแลกเปลี่ยน 714 ด่ง ประมาณ 1 บาท (มกราคม 2555)

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ภาวะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเวียดนามถือว่าค่อนข้างดี ผลิตภัณฑ์มวลรวม ภายในประเทศ (GDP) อยู่ที่ประมาณ 102 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รายได้ประชาชาติต่อหัวประมาณ 1,160 ดอลลาร์สหรัฐฯ สินค้านำเข้าสำคัญของเวียดนามได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เหล็กและเหล็กกล้า เส้นใยสิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า พลาสติก รถยนต์และส่วนประกอบ เครื่องจักรและอุปกรณ์ นำมันดิบ ส่วนสินค้าส่งออกสำคัญคือ สิ่งทอและเสื้อผ้า น้ำมันดิบ อาหารทะเล ข้าว ยางพารา กาแฟ รองเท้า ชา คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

โดยนับจากช่วงต้นปี 2556 เวียดนามได้ดุลการค้า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 24.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าของเวียดนามอยู่ที่ 23.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สินค้าส่งออกที่สำคัญได้แก่ อัญมณี เครื่องประดับ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริม น้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์จากไม้ ซึ่งมูลค่าการส่งออกอยู่ระหว่าง 80-350 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะเดียวกันสินค้านำเข้าที่สำคัญได้แก่ น้ำมัน อาหารสัตว์ เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งมีมูลค่าการนำเข้าอยู่ระหว่าง 90-230 ดอลลาร์สหรัฐฯ

นอกจากนี้ เวียดนามยังเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติสูง และมีทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้ง ค่าแรงของแรงงานเวียดนามก็ถูกกว่าอินโดนีเซีย จีน และไทยค่อนข้างมาก โดยถูกกว่าค่าแรงในอินโดนีเซียกับจีนประมาณร้อยละ 30-40 และถูกกว่าไทยร้อยละ 60 และแรงงานเวียดนามยังได้รับความไว้วางใจ จากนักลงทุนต่างชาติว่ามีฝีมือดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว กัมพูชา และพม่า ด้านผู้บริโภคชาวเวียดนามก็มีวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกับผู้บริโภคชาวไทย ซึ่งจากการที่เวียดนามมีประชากรมากถึง 90 ล้านคน ทำให้ตลาดเวียดนามถือเป็นตลาดที่ใหญ่และมีโอกาสในการลงทุนสูง

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ภาวะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเวียดนามถือว่าค่อนข้างดี ผลิตภัณฑ์มวลรวม ภายในประเทศ (GDP) อยู่ที่ประมาณ 102 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รายได้ประชาชาติต่อหัวประมาณ 1,160 ดอลลาร์สหรัฐฯ สินค้านำเข้าสำคัญของเวียดนามได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เหล็กและเหล็กกล้า เส้นใยสิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า พลาสติก รถยนต์และส่วนประกอบ เครื่องจักรและอุปกรณ์ นำมันดิบ ส่วนสินค้าส่งออกสำคัญคือ สิ่งทอและเสื้อผ้า น้ำมันดิบ อาหารทะเล ข้าว ยางพารา กาแฟ รองเท้า ชา คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

โดยนับจากช่วงต้นปี 2556 เวียดนามได้ดุลการค้า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 24.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าของเวียดนามอยู่ที่ 23.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สินค้าส่งออกที่สำคัญได้แก่ อัญมณี เครื่องประดับ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริม น้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์จากไม้ ซึ่งมูลค่าการส่งออกอยู่ระหว่าง 80-350 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะเดียวกันสินค้านำเข้าที่สำคัญได้แก่ น้ำมัน อาหารสัตว์ เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งมีมูลค่าการนำเข้าอยู่ระหว่าง 90-230 ดอลลาร์สหรัฐฯ

นอกจากนี้ เวียดนามยังเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติสูง และมีทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้ง ค่าแรงของแรงงานเวียดนามก็ถูกกว่าอินโดนีเซีย จีน และไทยค่อนข้างมาก โดยถูกกว่าค่าแรงในอินโดนีเซียกับจีนประมาณร้อยละ 30-40 และถูกกว่าไทยร้อยละ 60 และแรงงานเวียดนามยังได้รับความไว้วางใจ จากนักลงทุนต่างชาติว่ามีฝีมือดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว กัมพูชา และพม่า ด้านผู้บริโภคชาวเวียดนามก็มีวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกับผู้บริโภคชาวไทย ซึ่งจากการที่เวียดนามมีประชากรมากถึง 90 ล้านคน ทำให้ตลาดเวียดนามถือเป็นตลาดที่ใหญ่และมีโอกาสในการลงทุนสูง

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

การลงทุนและการจัดตั้งบริษัทในเวียดนาม

ใบอนุญาตเบื้องต้นที่ผู้ประกอบธุรกิจทุกประเภทกิจการในเวียดนามจำเป็นจะต้องมี ได้แก่ ใบรับรองการลงทุนและรับรองการจัดตั้งบริษัทจากหน่วยงานการวางแผนและการลงทุนประจำจังหวัด ตรายางประจำบริษัท และเอกสารรับรองหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัท ซึ่งผู้ที่จะลงทุนในประเทศเวียดนามจะต้องขอใบอนุญาตการลงทุน โดยสามารถติดต่อบริษัทกฎหมายในเวียดนามเพื่อให้ดำเนินการขอใบอนุญาตแทนได้ ซึ่งใช้เวลาในการดำเนินการขอใบอนุญาตทั้งสิ้นเป็นเวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์

การเข้าครอบครองบริษัทเวียดนามของนักลงทุนต่างชาติ

ตามระเบียบใหม่ที่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการนักลงทุนต่างชาติสามารถถือหุ้นบริษัทที่ไม่ใช่ของรัฐได้ถึง 100% โดยมีข้อยกเว้นในบางกิจการที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เช่น ปิโตรเลียม การบิน การพิมพ์ การศึกษา เป็นต้น

กฎหมายเกี่ยวกับการลงทุนที่น่าสนใจของเวียดนาม

1. ไม่ให้สร้างอาคารสูงเกินกว่า 45 ชั้น ในพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ทหารและสนามบิน โดยอาคารที่มีความสูงเกินกว่ากำหนดจะต้องลดความสูงให้ได้ตามข้อกำหนด

2. การทำเหมืองแร่ ได้มีการเพิ่มเรื่องค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมคือ 280 ดอลลาร์สหรัฐต่อพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตรสำหรับปีแรก 449 ดอลลาร์สหรัฐต่อพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตรสำหรับปีที่สอง และ 561 ดอลลาร์สหรัฐต่อพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตรสำหรับปีที่สาม

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

การลงทุนและการจัดตั้งบริษัทในเวียดนาม

ใบอนุญาตเบื้องต้นที่ผู้ประกอบธุรกิจทุกประเภทกิจการในเวียดนามจำเป็นจะต้องมี ได้แก่ ใบรับรองการลงทุนและรับรองการจัดตั้งบริษัทจากหน่วยงานการวางแผนและการลงทุนประจำจังหวัด ตรายางประจำบริษัท และเอกสารรับรองหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัท ซึ่งผู้ที่จะลงทุนในประเทศเวียดนามจะต้องขอใบอนุญาตการลงทุน โดยสามารถติดต่อบริษัทกฎหมายในเวียดนามเพื่อให้ดำเนินการขอใบอนุญาตแทนได้ ซึ่งใช้เวลาในการดำเนินการขอใบอนุญาตทั้งสิ้นเป็นเวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์

การเข้าครอบครองบริษัทเวียดนามของนักลงทุนต่างชาติ

ตามระเบียบใหม่ที่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการนักลงทุนต่างชาติสามารถถือหุ้นบริษัทที่ไม่ใช่ของรัฐได้ถึง 100% โดยมีข้อยกเว้นในบางกิจการที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เช่น ปิโตรเลียม การบิน การพิมพ์ การศึกษา เป็นต้น

กฎหมายเกี่ยวกับการลงทุนที่น่าสนใจของเวียดนาม

1. ไม่ให้สร้างอาคารสูงเกินกว่า 45 ชั้น ในพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ทหารและสนามบิน โดยอาคารที่มีความสูงเกินกว่ากำหนดจะต้องลดความสูงให้ได้ตามข้อกำหนด

2. การทำเหมืองแร่ ได้มีการเพิ่มเรื่องค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมคือ 280 ดอลลาร์สหรัฐต่อพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตรสำหรับปีแรก 449 ดอลลาร์สหรัฐต่อพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตรสำหรับปีที่สอง และ 561 ดอลลาร์สหรัฐต่อพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตรสำหรับปีที่สาม

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

กฎหมายการลงทุนของเวียดนามค่อนข้างชัดเจนและเอื้อประโยชน์แก่นักลงทุน โดยรัฐบาลส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติและยืนยันที่จะไม่ยึดกิจการเป็นของรัฐ รวมทั้งอนุญาตให้ส่งเงินทุนและกำไรกลับประเทศได้ รัฐบาลจะไม่เก็บภาษีเครื่องจักรอุปกรณ์ และวัสดุก่อสร้างที่นำเข้ามา เพราะผลิตสินค้าส่งออก นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องการอนุมัติโครงการลงทุนจากต่างชาติ โดยใช้ระบบ "One-stop Service" เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าเกี่ยวกับการขออนุญาตลงทุน รัฐบาลเวียดนามมีการใช้มาตรการต่างๆ ในการส่งเสริมและควบคุมการลงทุนในเวียดนามหลายมาตรการ ดังนี้

มาตรการด้านภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล อัตรามาตรฐานร้อยละ 25 (เท่ากันทั้งบริษัทเวียดนามและบริษัทต่างประเทศ) ธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมอัตราภาษีเป็นไปตามใบอนุญาต เช่น ร้อยละ 10 หรือ 20 ในกรณีที่ได้รับการยกเว้นภาษี เช่น 2-4 ปี การยกเว้นให้เริ่มนับตั้งแต่ปีที่มีกำไร ในการโอนกำไรกลับประเทศสามารถทำได้เป็นรายไตรมาส และไม่ต้องเสีย Withholdings Tax ระหว่างไทยและเวียดนามมีกฎหมายยกเว้นการเก็บภาษีซ้ำซ้อนส่วน RE-Investment ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีหรือคืนภาษีให้

มาตรการด้านการเงินการธนาคาร

รัฐบาลเวียดนามอนุญาตให้สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศประกอบธุรกิจที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ทำให้ธุรกิจสามารถใช้บริการชำระบัญชีการค้าระหว่างประเทศ และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ

มาตรการอื่นๆ ที่ให้แก่นักลงทุนต่างชาติ

นักลงทุนต่างชาติสามารถนำสิทธิการใช้ที่ดินมาเป็นหลักประกันการกู้เงินได้ และอนุญาตให้สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศในเวียดนามสามารถรับจำนองสิทธิการใช้ที่ดินได้ มีการประกันความมั่นใจให้แก่นักลงทุนต่างชาติ โดยรับรองว่าหากรัฐบาลเวียดนามมีการออกกฎหมายใหม่ที่อาจจะทำให้นักลงทุนต่างชาติได้รับความเสียหาย นักลงทุนสามารถเลือกรับสิทธิประโยชน์ตามที่ได้รับอยู่เดิมได้ และทยอยยกเลิกระบบ 2 ราคาในภาคธุรกิจประเภทต่างๆ เช่น ตั๋วเครื่องบิน ตั๋วรถไฟ ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

กฎหมายการลงทุนของเวียดนามค่อนข้างชัดเจนและเอื้อประโยชน์แก่นักลงทุน โดยรัฐบาลส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติและยืนยันที่จะไม่ยึดกิจการเป็นของรัฐ รวมทั้งอนุญาตให้ส่งเงินทุนและกำไรกลับประเทศได้ รัฐบาลจะไม่เก็บภาษีเครื่องจักรอุปกรณ์ และวัสดุก่อสร้างที่นำเข้ามา เพราะผลิตสินค้าส่งออก นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องการอนุมัติโครงการลงทุนจากต่างชาติ โดยใช้ระบบ "One-stop Service" เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าเกี่ยวกับการขออนุญาตลงทุน รัฐบาลเวียดนามมีการใช้มาตรการต่างๆ ในการส่งเสริมและควบคุมการลงทุนในเวียดนามหลายมาตรการ ดังนี้

มาตรการด้านภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล อัตรามาตรฐานร้อยละ 25 (เท่ากันทั้งบริษัทเวียดนามและบริษัทต่างประเทศ) ธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมอัตราภาษีเป็นไปตามใบอนุญาต เช่น ร้อยละ 10 หรือ 20 ในกรณีที่ได้รับการยกเว้นภาษี เช่น 2-4 ปี การยกเว้นให้เริ่มนับตั้งแต่ปีที่มีกำไร ในการโอนกำไรกลับประเทศสามารถทำได้เป็นรายไตรมาส และไม่ต้องเสีย Withholdings Tax ระหว่างไทยและเวียดนามมีกฎหมายยกเว้นการเก็บภาษีซ้ำซ้อนส่วน RE-Investment ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีหรือคืนภาษีให้

มาตรการด้านการเงินการธนาคาร

รัฐบาลเวียดนามอนุญาตให้สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศประกอบธุรกิจที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ทำให้ธุรกิจสามารถใช้บริการชำระบัญชีการค้าระหว่างประเทศ และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ

มาตรการอื่นๆ ที่ให้แก่นักลงทุนต่างชาติ

นักลงทุนต่างชาติสามารถนำสิทธิการใช้ที่ดินมาเป็นหลักประกันการกู้เงินได้ และอนุญาตให้สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศในเวียดนามสามารถรับจำนองสิทธิการใช้ที่ดินได้ มีการประกันความมั่นใจให้แก่นักลงทุนต่างชาติ โดยรับรองว่าหากรัฐบาลเวียดนามมีการออกกฎหมายใหม่ที่อาจจะทำให้นักลงทุนต่างชาติได้รับความเสียหาย นักลงทุนสามารถเลือกรับสิทธิประโยชน์ตามที่ได้รับอยู่เดิมได้ และทยอยยกเลิกระบบ 2 ราคาในภาคธุรกิจประเภทต่างๆ เช่น ตั๋วเครื่องบิน ตั๋วรถไฟ ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ

สิทธิประโยชน์

  1. การยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบซึ่งใช้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกภายในเวลาไม่เกิน 270 วันนับตั้งแต่วันที่นำเข้าวัตถุดิบ รวมถึงสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปซึ่งเป็นสาขาการผลิตเพื่อการส่งออก พร้อมให้สิทธิในการส่งผลกำไรกลับประเทศได้อย่างเสรี โดยรัฐบาลเวียดนามได้ประกาศยกเลิกการเก็บภาษีจากผลกำไรที่โอนกลับประเทศ
  2. อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลต่างชาติสำหรับธุรกิจทั่วไป เป็นอัตราเดียวที่ร้อยละ 25
  3. สิทธิในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญาในเวียดนาม เพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์
  4. การยกเลิกระบบสองราคา เช่น การคิดค่าสาธารณูปโภคในอัตราที่เท่าเทียมของต่างชาติและชาวเวียดนาม ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 10-20 จากอัตราปกติร้อยละ 25 และนักลงทุนไทยได้สิทธิการยกเลิกเก็บภาษีซ้ำซ้อน
  5. สิทธิในการใช้ที่ดินในลักษณะสัญญาเช่าระยะยาวโดยเสียค่าธรรมเนียมในการใช้ที่ดินและได้รับสิทธิในการใช้ที่ดินสูงสุด 50 ปี หรืออาจขยายถึง 70 ปี หากเป็นโครงการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษ
  6. บุคคลธรรมดาของชาวต่างชาติที่พำนักในเวียดนามเกิน 183 วันต่อปี ได้รับสิทธิเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นอัตราเดียวกับชาวเวียดนามแบบอัตราก้าวหน้า หากไม่เกิน 183 วันต่อปี ได้รับสิทธิเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นอัตราเดียวกับชาวเวียดนามแบบอัตราก้าวหน้าคือ ร้อยละ 20
  7. สิทธิในการจ้างแรงงานต่างชาติ โดยตั้งเป็นไปตามกฏหมายแรงงานของเวียดนาม และได้สิทธิประโยชน์พิเศษอื่นๆ หากมีการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ

สิทธิประโยชน์

  1. การยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบซึ่งใช้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกภายในเวลาไม่เกิน 270 วันนับตั้งแต่วันที่นำเข้าวัตถุดิบ รวมถึงสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปซึ่งเป็นสาขาการผลิตเพื่อการส่งออก พร้อมให้สิทธิในการส่งผลกำไรกลับประเทศได้อย่างเสรี โดยรัฐบาลเวียดนามได้ประกาศยกเลิกการเก็บภาษีจากผลกำไรที่โอนกลับประเทศ
  2. อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลต่างชาติสำหรับธุรกิจทั่วไป เป็นอัตราเดียวที่ร้อยละ 25
  3. สิทธิในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญาในเวียดนาม เพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์
  4. การยกเลิกระบบสองราคา เช่น การคิดค่าสาธารณูปโภคในอัตราที่เท่าเทียมของต่างชาติและชาวเวียดนาม ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 10-20 จากอัตราปกติร้อยละ 25 และนักลงทุนไทยได้สิทธิการยกเลิกเก็บภาษีซ้ำซ้อน
  5. สิทธิในการใช้ที่ดินในลักษณะสัญญาเช่าระยะยาวโดยเสียค่าธรรมเนียมในการใช้ที่ดินและได้รับสิทธิในการใช้ที่ดินสูงสุด 50 ปี หรืออาจขยายถึง 70 ปี หากเป็นโครงการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษ
  6. บุคคลธรรมดาของชาวต่างชาติที่พำนักในเวียดนามเกิน 183 วันต่อปี ได้รับสิทธิเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นอัตราเดียวกับชาวเวียดนามแบบอัตราก้าวหน้า หากไม่เกิน 183 วันต่อปี ได้รับสิทธิเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นอัตราเดียวกับชาวเวียดนามแบบอัตราก้าวหน้าคือ ร้อยละ 20
  7. สิทธิในการจ้างแรงงานต่างชาติ โดยตั้งเป็นไปตามกฏหมายแรงงานของเวียดนาม และได้สิทธิประโยชน์พิเศษอื่นๆ หากมีการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

  1. ยังมีการควบคุมการนำเข้าสินค้าบางประเภท เพื่อคุ้มครองผู้ผลิตในเวียดนาม และมีการกำหนดราคากลางสูงขึ้นจากเดิม เพื่อเป็นการชดเชยการลดภาษีนำเข้าภายใต้กรอบ CEPT
  2. การจัดกิจกรรมทุกประเภท รวมทั้งการส่งเสริมการขายต้องขออนุญาตก่อน ทำให้ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาสูงมาก อีกทั้งยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ระบบคมนาคมขนส่งไม่สะดวกและค่าใช้จ่ายในการขนส่งค่อนข้างสูง และค่าสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา ฯลฯ มีราคาสูง ทำให้กระทบต้นทุนการผลิต
  3. ขาดข้อมูลข่าวสารสถิติการนำเข้า และการส่งออก ในรายสินค้าตามที่เกิดขึ้นจริง มีเฉพาะข้อมูลที่เป็นกลุ่มสินค้าที่รัฐบาลประกาศอย่างเป็นทางการเท่านั้น

ข่าวเศรษฐกิจ / เรื่องเด่น / ข่าวประชาสัมพันธ์ในศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม

  • อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและแรงสนับสนุนของภาครัฐต่อ การสนับสนุนการลงทุนต่างชาติ (FDI) ทำให้เวียดนามกลายเป็นตลาดที่น่าจับตามอง
  • เวียดนาม ประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างเข้มแข็งและพลวัตรที่เป็นไปทางบวกโดยต่อเนื่องทำให้เวียดนามเนื้อหอมในหมู่นักลงทุนต่างชาติ จนหลายครั้ง ไทยรู้สึกเกร็ง ๆ กับแนวโน้มที่เวียดนามกลายเป็นขึ้นแท่นลูกรักของต่างชาติในการเป็นฐานการผลิตและฐานการลงทุนในภูมิภาคนี้ แม้การแข่งขันกับไทยในบางสาขาธุรกิจอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่แค่เปลี่ยนมุมคิด ก็อาจพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้
  • “ดั๊กนง” ชื่อจังหวัดที่ยังอาจไม่เป็นที่คุ้นหูมากนักของผู้ประกอบการไทย เป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจในเวียดนาม ตั้งอยู่ใกล้เมืองหลวงเก่าเพียง 4 ชั่วโมงทางรถยนต์จากนครโฮจิมินห์
  • เงินทุนจากต่างชาติที่หลั่งไหลเข้าไปลงทุนในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลเวียดนามเร่งปรับปรุงนโยบายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อต้อนรับการลงทุนจากต่างชาติให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  
  • จากข้อมูลของสมาคมผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลเวียดนาม รายงานว่า ในปี2557 การส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลมูลค่า 7.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • ปลาแซลมอน คือ ปลาที่พบกระจายพันธุ์อยู่ในซีกโลกทางเหนือ คือ อเมริกาเหนือ อลาสกา ,ไซบีเรีย, ยุโรปเหนือ, เอเชียเหนือ และเอเชียตะวันออก ปลาแซลมอนผสมพันธุ์ในน้ำจืดแต่ชีวิตส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในมหาสมุทร


    

สาระน่ารู้

  • One Galle Face is Colombo's first internationally developed integrated lifestyle destination that makes living, working, entertainment and hospitality possible all in one location. Hong Kong's leisure entity Shanri-La Hotels and Resorts foresees the completion of this project by 2018 with a hefty investment of over US$ 600 million. The twin towers will be used for residence, which consist of 50 floors each, 16 penthouses and 8 duplex and simplex units. The target market is expatriates, international investors and the expanding population of Sri Lanka.
  • Following the tremendous success of the Exhibition 2018 and the 36th Annual Sessions, which took place at the Bandaranaike Memorial International Conference Hall in Colombo from February 22 to 25 earlier this year, the SLIA is proud to prsent  the next edition in a superior manner.<br />
    <br />
    Save the date :February 20th to 24th, 2019
  • The Institution of Engineers, Sri Lanka is the successor to the ‘Engineering Association of Ceylon’, which was founded in 1906. In 1968, the Institution of Engineers, Sri Lanka was made an incorporated body of the government, by an Act of Parliament. The IESL being the Apex body for engineering professionals in Sri Lanka, having a membership of more than 20,000, is called upon to represent the profession at many national forums and contribute to national development. By virtue of agreements it has entered into with the International Engineers’ Alliance (IEA) for mutual recognition of competencies, members assessed to have such competencies by IESL are eligible to practice engineering in the member countries including Japan, Australia, United Kingdom, Singapore, Pakistan, India, USA, Canada and South Korea.<br />
    <br />
    IESL with the Vision to be among the leading professional institutions of engineering and technology in the world, has Missioned Techno Sri Lanka’s for “Bringing out and Unleashing the Country’s Multi – Disciplinary Engineering Talents, to Drive Sri Lanka into Technological Excellence for Revolutionary Uplifting of Peoples’ Living Conditions and Prosperity”. Engineers are driven by passion to look beyond the regular, push borders and create the impossible. This is also reflective of the fact that Engineers over centuries are really innovators, who think beyond the realm and invent solutions for mankind, ahead of their time. That’s what engineering is all about and it’s the reason Engineers will always be the ingenious inventors and imaginative innovators throughout time.<br />
    <br />
    The flagship event of IESL, Techno Sri Lanka, since its inception in 1985 has grown to be the largest and the only engineering and technology exhibition held annually in Colombo. Techno, living up to its standards, has provided the means for uplifting peoples’ living conditions and has become an ideal venue for industry professionals, business heads, technologists and keen public to come together on a single global platform.<br />
    <br />
    The world is changing; engineers are in the forefront of this change. Expectations are very high in today’s society. However, the Planet’s resources are fast depleting and engineers have to be smart and innovative to achieve high goals with very low resource consumption. Technology should reach the masses and make them do things differently, as doing ‘business as usual’ will not leave a healthy planet for our children and grandchildren. We need ‘sustainable technologies’ that will revolutionize the day-to-day activities, such as mobile technology, nanotechnology, household solar PV technology and perhaps other inventions and breakthroughs to satisfy the society’s expectations and still not be blamed by our future generations for not leaving them a livable Planet Earth.<br />
    <br />
    Considering these facts, Techno Sri Lanka has redefined its Theme for the year 2018, aiming to fulfill the expectations of all stakeholders.
  • 01. - 03. November 2018 | Trade fair for hotels, hospitality, tourism and food businesses<br />
    <br />
    The Hotel, Hospitality & Food Asia in Sri Lanka has been designed by the dynamic development of the hotel and catering industry and the tourism and food companies to take account of South Asia. She is a specifically targeted at this sector business-to-business event. This exhibition is communication and information platform in the industry and provides the exhibiting companies the opportunity to present to an audience of experts here. Visitors can find information here thoroughly and comprehensively about the latest developments, trends, products and services in various fields. HHF Sri Lanka is the leading marketplace for regional networking and distribution, as well as a new basis for the procurement of products. The program will be held a culinary competition and other live features.<br />
    <br />
    The Hotel Hospitality & Food Asia will take place on 3 days from Thursday, 01. November to Saturday, 03. November 2018 in Colombo.
  • Infotel theme will be Towards a Digital Economy, is aligning with national priorities of enhancing the digital infrastructure of the country for facilitating a digitally empowered ecosystem while improving the Citizens’ engagement in a digital society.
  • The Western Region MegapolisDevelopment Plan, also called Western Region Megapolis Planning Project(WRMPP), is a urban planning, zoning and development project aimed at creating a Megapolis in the Western Province of Sri Lanka by 2030 , which would help address the issues of waste management, traffic congestion, slums and environmental pollution. This project is intended to build a Megacity that matches other well-known economic hubs such as Dubai,Singapore,Seoul and Tokyo. For more information, please visit <a class="txttohtmllink" href="http://www.megapolis.gov.lk/">http://www.megapolis.gov.lk/</a>




เอกสารอ้างอิง
  • Agency for SME Development, Ministry of Planing and Investment. ข้อมูลประเภทของใบอนุญาตที่จำเป็นจะต้องมีในกิจการ (ออนไลน์). สืบค้นจาก: http://www.business.gov.vn/ [17 กรกฎาคม 2556]
  • THE WORLD BANK 2012. GDP per capita (current US$) (ออนไลน์). สืบค้นจาก: http://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.PCAP.CD/countries [17 กรกฎาคม 2556 ]

ดาวน์โหลด

ติดต่อหน่วยงาน

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย
Royal Thai Embassy, Hanoi
63-65 Hoang Dieu Str. Hoan Kiem, Hanoi, Vietnam
Tel: (844) 3823-5092-4
Fax: (844) 3823-5088
Email: thaihan1@fpt.vn
Website : www.thaiembassy.org/hanoi/