อุซเบกิสถาน

สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน (Republic of Uzbekistan) ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของความเป็นเชื้อชาติเดี่ยวได้มากกว่าประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม CIS (The Commonwealth of Independent States) หรือกลุ่มประเทศที่เกิดจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตนั่นเอง ซึ่งกลุ่มอดีตประเทศในปกครองสหภาพโซเวียตนี้จะเป็นเขตปลอดภาษีซึ่งกันและกัน (Free Trade Zone) สำหรับอุซเบกิสถานปริมาณการค้าขายกับประเทศในกลุ่ม CIS มีถึงร้อยละ 43 ของการค้าทั้งหมด ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลงดเว้นการเก็บภาษีนำเข้าและส่งออกในสินค้าทุกชนิดที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสมาชิก

ภายหลังได้รับอิสรภาพอุซเบกิสถานก้าวหน้าอย่างมั่นคงในทุกๆ ด้านโดยได้มีการดำเนินการประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับความก้าวหน้าทางสังคม ความพยายามดังกล่าวได้รับการยืนยันความสำเร็จจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น ตัวเลขความเติบโตทางเศรษฐกิจมีถึงร้อยละ 45 การเพิ่มผลผลิตทางอุตสาหกรรม 1.6 เท่า การเพิ่มผลผลิตทางเกษตรกรรม 1.5 เท่า การค้าขายระหว่างประเทศ 1.7 เท่า ทองคำและเงินตราต่างประเทศ 3.7 เท่า ความเติบโต GDP เติบโตร้อยละ 7-8 และอัตราเฟ้อลดลงร้อยละ 26-29

ข้อมูลทั่วไป

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

อุซเบกิสถานมีพื้นที่ประมาณ 447,400 ตารางกิโลเมตร เมืองหลวงคือ กรุงทาชเคนต์ (Tashkent) ภูมิประเทศเป็นทะเลทรายล้อมรอบด้วยเทือกเขาสูง ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียกลางทางทิศเหนือของประเทศอัฟกานิสถาน ภูมิอากาศเป็นทะเลทรายแบบภาคพื้นทวีป ฤดูร้อนร้อนนาน ฤดูหนาวอากาศเย็นสบาย

ประชากร

ประเทศอุซเบกิสถานมีประชากรประมาณ 27.6 ล้านคน โดยราวร้อยละ 80 ของประชากรทั้งหมดเป็นชาวอุซเบก รองลงมาร้อยละ 6 เป็นชาวรัสเซีย ร้อยละ 5 เป็นชาวทาจิก ร้อยละ 3 เป็นชาวคาซัค และอีกร้อยละ 4 เป็นเชื้อชาติอื่นๆ

การเมืองการปกครอง

อุซเบกิสถานปกครองระบอบประชาธิปไตยในแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุข มีระบบสภาเดียว (Oli Majlis) ประกอบด้วยสมาชิกสภา 150 คน ทำหน้าที่นิติบัญญัติ ประธานาธิบดีทำหน้าที่ประมุขของรัฐและแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ส่วนนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายรัฐบาลและแต่งตั้งผู้ว่าการท้องถิ่น (hakims)

แม้ว่าประมุขของประเทศจะยังคงเป็นประธานาธิบดีซึ่งเป็นผู้นำสายคอมมิวนิสต์เดิม แต่แนวนโยบายแบบเสรีนิยมประชาธิปไตยก็ได้มีการพัฒนาขึ้นตามลำดับในอุซเบกิสถาน ประชาชนสามารถถือกรรมสิทธิ์ในที่ทำกิน สามารถเป็นเจ้าของกิจการ และเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตโดยรัฐเป็นผู้ส่งเสริมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

ภาษา

ภาษาราชการของอุซเบกิสถาน คือ ภาษาอุซเบก (Uzbek) ซึ่งมีชาวอุซเบกิสถานราวร้อยละ 74 ใช้สื่อสาร รองลงมาเป็นภาษารัสเซีย (Russian) ร้อยละ 14 ภาษาทาจิก (Tajik) ร้อยละ 4 และภาษาอื่นๆ ร้อยละ 8

ศาสนา

ประชากรชาวอุซเบกิสถานร้อยละ 88 นับถือศาสนาอิสลาม นิกายสุหนี่ นับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โธด็อกซ์ ร้อยละ 9 และอื่นๆ ร้อยละ 3

สกุลเงิน

ซุม (Uzbekistani soum: uzs) 1 บาท เท่ากับ 67.47 ซุม (สถานะ ณ กุมภาพันธ์ 2556)

ข้อมูลทั่วไปประเทศอุซเบกิสถาน

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

อุซเบกิสถานมีพื้นที่ประมาณ 447,400 ตารางกิโลเมตร เมืองหลวงคือ กรุงทาชเคนต์ (Tashkent) ภูมิประเทศเป็นทะเลทรายล้อมรอบด้วยเทือกเขาสูง ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียกลางทางทิศเหนือของประเทศอัฟกานิสถาน ภูมิอากาศเป็นทะเลทรายแบบภาคพื้นทวีป ฤดูร้อนร้อนนาน ฤดูหนาวอากาศเย็นสบาย

ประชากร

ประเทศอุซเบกิสถานมีประชากรประมาณ 27.6 ล้านคน โดยราวร้อยละ 80 ของประชากรทั้งหมดเป็นชาวอุซเบก รองลงมาร้อยละ 6 เป็นชาวรัสเซีย ร้อยละ 5 เป็นชาวทาจิก ร้อยละ 3 เป็นชาวคาซัค และอีกร้อยละ 4 เป็นเชื้อชาติอื่นๆ

การเมืองการปกครอง

อุซเบกิสถานปกครองระบอบประชาธิปไตยในแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุข มีระบบสภาเดียว (Oli Majlis) ประกอบด้วยสมาชิกสภา 150 คน ทำหน้าที่นิติบัญญัติ ประธานาธิบดีทำหน้าที่ประมุขของรัฐและแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ส่วนนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายรัฐบาลและแต่งตั้งผู้ว่าการท้องถิ่น (hakims)

แม้ว่าประมุขของประเทศจะยังคงเป็นประธานาธิบดีซึ่งเป็นผู้นำสายคอมมิวนิสต์เดิม แต่แนวนโยบายแบบเสรีนิยมประชาธิปไตยก็ได้มีการพัฒนาขึ้นตามลำดับในอุซเบกิสถาน ประชาชนสามารถถือกรรมสิทธิ์ในที่ทำกิน สามารถเป็นเจ้าของกิจการ และเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตโดยรัฐเป็นผู้ส่งเสริมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

ภาษา

ภาษาราชการของอุซเบกิสถาน คือ ภาษาอุซเบก (Uzbek) ซึ่งมีชาวอุซเบกิสถานราวร้อยละ 74 ใช้สื่อสาร รองลงมาเป็นภาษารัสเซีย (Russian) ร้อยละ 14 ภาษาทาจิก (Tajik) ร้อยละ 4 และภาษาอื่นๆ ร้อยละ 8

ศาสนา

ประชากรชาวอุซเบกิสถานร้อยละ 88 นับถือศาสนาอิสลาม นิกายสุหนี่ นับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โธด็อกซ์ ร้อยละ 9 และอื่นๆ ร้อยละ 3

สกุลเงิน

ซุม (Uzbekistani soum: uzs) 1 บาท เท่ากับ 67.47 ซุม (สถานะ ณ กุมภาพันธ์ 2556)

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

อุซเบกิสถานมีคู่ค้าที่สำคัญๆ ได้แก่ประเทศในกลุ่ม CIS ที่สำคัญคือ รัสเซีย ยูเครน และคาซัคสถาน ซึ่งมีปริมาณการค้ามากกว่าร้อยละ 40 ของการค้าทั้งหมดของอุซเบกิสถาน ส่วนประเทศนอกกลุ่มดังกล่าวก็กำลังเพิ่มการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อาทิ ตุรกี จีน อิหร่าน เกาหลีใต้ และกลุ่มสหภาพยุโรป

ด้านการขนส่งอุซเบกิสถานมีระบบการขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนา และทันสมัย มีทางรถไฟ 65,000 กิโลเมตร ถนนไฮเวย์ 435,000 กิโลเมตร และระบบการขนส่งทางอากาศที่ทันสมัยเชื่อมต่อทุกพื้นที่ห่างไกลในประเทศ และการเดินทางยังเมืองสำคัญๆ ทั่วโลก และเนื่องจากภูมิภาคเอเชียกลางถูกจับตามองจากนักลงทุนทั่วโลกมากขึ้น ทั้งในแง่ของแหล่งลงทุน และตลาดส่งออกที่น่าสนใจ เพราะอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ขณะที่ประชากรในภูมิภาคดังกล่าว เริ่มมีกำลังซื้อสูงขึ้น และอุซเบกิสถานเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษเนื่องจากมีขนาดเศรษฐกิจราวร้อยละ 14 ของภูมิภาคเอเชียกลาง รวมทั้งมีอัตราขยายตัวเฉลี่ยถึงร้อยละ 8.5 ในช่วงปี 2549-2553

แม้จะไม่มีทางออกทะเล พื้นที่เพียงร้อยละ 11 ที่มีการชลประทาน และสามารถทำการเกษตรได้ แต่อุซเบกิสถานก็เป็นผู้ผลิตฝ้ายอันดับ 5 และส่งออกเป็นอันดับ 2 ของโลก นอกจากนี้มีการผลิตน้ำมันและโดยเฉพาะก๊าซเป็นอันดับ 13 มีปริมาณทองคำสำรอง เป็นอันดับ 2 และเป็น 1 ใน 10 ผู้ผลิตทองของโลก ซึ่งอุซเบกิสถานมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) 18.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ รายได้ประชาชาติต่อหัว 3,100 เหรืยญสหรัฐฯ อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 9.5 จุดแข็งที่สำคัญคือเป็นตลาดขนาดใหญ่เป็นลำดับ 3 ของประเทศ CIS และมีความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตรโดยเฉพาะพื้นที่ตอนกลางและตอนใต้ซึ่งเป็นที่ราบลุ่ม

อุตสาหกรรมที่สำคัญของอุซเบกิสถาน ได้แก่ สิ่งทอ อาหารแปรรูป เครื่องจักรกล อุตสาหกรรมโลหะ ก๊าซธรรมชาติ เคมีภัณฑ์ ทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเลียม ถ่านหิน ทองคำ ยูเรเนียม เงิน ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี โดยแหล่งนำเข้าที่สำคัญของอุซเบกิสถานมาจาก รัสเซีย เกาหลีใต้ เยอรมนี จีน คาซัคสถาน ตุรกี ซึ่งสินค้านำเข้าที่สำคัญคือ เครื่องมือเครื่องจักร อาหาร เคมีภัณฑ์ โลหะ ส่วนตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ รัสเซีย จีน ยูเครน ตุรกี ทาจิกิสถาน บังคลาเทศ ซึ่งสินค้าส่งออกที่สำคัญคือ เครื่องมือเครื่องจักร อาหาร เคมีภัณฑ์ และโลหะ

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2541 ไทยกับอุซเบกิสถานมีปริมาณการค้าลดลงอย่างมากเนื่องจากไทยได้ดำเนินมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดในสินค้าประเภทเหล็กรีดร้อนและเย็น ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากอุซเบกิสถาน และส่วนใหญ่ไทยยังเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้า ซึ่งปริมาณการค้าระหว่างกันยังมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับศักยภาพของทั้งสองฝ่าย โดยในปี2553 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 553 ล้านบาท ไทยส่งออก 267.2 ล้านบาท นำเข้า 285.8 ล้านบาท และไทยเป็นฝ่ายเสียดุลการค้า 18.6 ล้านบาท สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม

ส่วนสินค้าเกษตรส่งออกของไทย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ปลามีชีวิต และพันธุ์ปลา เครื่องเทศและสมุนไพร สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ สิ่งพิมพ์ ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่นๆ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด และสินค้าเกษตรนำเข้าของไทย ได้แก่ ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

อุซเบกิสถานมีคู่ค้าที่สำคัญๆ ได้แก่ประเทศในกลุ่ม CIS ที่สำคัญคือ รัสเซีย ยูเครน และคาซัคสถาน ซึ่งมีปริมาณการค้ามากกว่าร้อยละ 40 ของการค้าทั้งหมดของอุซเบกิสถาน ส่วนประเทศนอกกลุ่มดังกล่าวก็กำลังเพิ่มการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อาทิ ตุรกี จีน อิหร่าน เกาหลีใต้ และกลุ่มสหภาพยุโรป

ด้านการขนส่งอุซเบกิสถานมีระบบการขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนา และทันสมัย มีทางรถไฟ 65,000 กิโลเมตร ถนนไฮเวย์ 435,000 กิโลเมตร และระบบการขนส่งทางอากาศที่ทันสมัยเชื่อมต่อทุกพื้นที่ห่างไกลในประเทศ และการเดินทางยังเมืองสำคัญๆ ทั่วโลก และเนื่องจากภูมิภาคเอเชียกลางถูกจับตามองจากนักลงทุนทั่วโลกมากขึ้น ทั้งในแง่ของแหล่งลงทุน และตลาดส่งออกที่น่าสนใจ เพราะอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ขณะที่ประชากรในภูมิภาคดังกล่าว เริ่มมีกำลังซื้อสูงขึ้น และอุซเบกิสถานเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษเนื่องจากมีขนาดเศรษฐกิจราวร้อยละ 14 ของภูมิภาคเอเชียกลาง รวมทั้งมีอัตราขยายตัวเฉลี่ยถึงร้อยละ 8.5 ในช่วงปี 2549-2553

แม้จะไม่มีทางออกทะเล พื้นที่เพียงร้อยละ 11 ที่มีการชลประทาน และสามารถทำการเกษตรได้ แต่อุซเบกิสถานก็เป็นผู้ผลิตฝ้ายอันดับ 5 และส่งออกเป็นอันดับ 2 ของโลก นอกจากนี้มีการผลิตน้ำมันและโดยเฉพาะก๊าซเป็นอันดับ 13 มีปริมาณทองคำสำรอง เป็นอันดับ 2 และเป็น 1 ใน 10 ผู้ผลิตทองของโลก ซึ่งอุซเบกิสถานมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) 18.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ รายได้ประชาชาติต่อหัว 3,100 เหรืยญสหรัฐฯ อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 9.5 จุดแข็งที่สำคัญคือเป็นตลาดขนาดใหญ่เป็นลำดับ 3 ของประเทศ CIS และมีความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตรโดยเฉพาะพื้นที่ตอนกลางและตอนใต้ซึ่งเป็นที่ราบลุ่ม

อุตสาหกรรมที่สำคัญของอุซเบกิสถาน ได้แก่ สิ่งทอ อาหารแปรรูป เครื่องจักรกล อุตสาหกรรมโลหะ ก๊าซธรรมชาติ เคมีภัณฑ์ ทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเลียม ถ่านหิน ทองคำ ยูเรเนียม เงิน ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี โดยแหล่งนำเข้าที่สำคัญของอุซเบกิสถานมาจาก รัสเซีย เกาหลีใต้ เยอรมนี จีน คาซัคสถาน ตุรกี ซึ่งสินค้านำเข้าที่สำคัญคือ เครื่องมือเครื่องจักร อาหาร เคมีภัณฑ์ โลหะ ส่วนตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ รัสเซีย จีน ยูเครน ตุรกี ทาจิกิสถาน บังคลาเทศ ซึ่งสินค้าส่งออกที่สำคัญคือ เครื่องมือเครื่องจักร อาหาร เคมีภัณฑ์ และโลหะ

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2541 ไทยกับอุซเบกิสถานมีปริมาณการค้าลดลงอย่างมากเนื่องจากไทยได้ดำเนินมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดในสินค้าประเภทเหล็กรีดร้อนและเย็น ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากอุซเบกิสถาน และส่วนใหญ่ไทยยังเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้า ซึ่งปริมาณการค้าระหว่างกันยังมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับศักยภาพของทั้งสองฝ่าย โดยในปี2553 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 553 ล้านบาท ไทยส่งออก 267.2 ล้านบาท นำเข้า 285.8 ล้านบาท และไทยเป็นฝ่ายเสียดุลการค้า 18.6 ล้านบาท สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม

ส่วนสินค้าเกษตรส่งออกของไทย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ปลามีชีวิต และพันธุ์ปลา เครื่องเทศและสมุนไพร สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ สิ่งพิมพ์ ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่นๆ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด และสินค้าเกษตรนำเข้าของไทย ได้แก่ ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

การลงทุนร่วมจากต่างประเทศ

หมายความถึงบุคคล องค์กร หรือประเทศหนึ่งประเทศใดก็ได้ที่มีคุณสมบัติ คือ มีเงินจดทะเบียนลงทุนเกินกว่า 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ อย่างน้อยต้องมีผู้ถือหุ้น 1 คน ที่เป็นชาวต่างชาติ สัดส่วนการลงทุนของประเทศเกินกว่าร้อยละ 30 ของเงินจดทะเบียนการลงทุน บริษัทที่เป็นการลงทุนจากต่างประเทศหรือร่วมทุนบางส่วนจะได้รับสิทธิพิเศษตามที่กฎหมายกำหนด การจดทะเบียนผู้ลงทุนต่างชาติ ให้กระทำต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมซึ่งรับทราบผลภายใน 7 วัน โดยมีเอกสารคือ ใบสมัคร สำเนาการขอจัดตั้งบริษัท 2 ชุด ใบทะเบียนชื่อบริษัทที่ออกให้จากสำนักสถิติแห่งชาติ สำเนาดวงตราบริษัท สำเนารายชื่อผู้ก่อตั้งธุรกิจที่รับรองตามกฏหมาย ใบรับรองจากการมีวงเงินร้อยละ 30 ของเงินลงทุนจากธนาคารหรือกรมศุลกากร และค่าอากรแสตมป์ 500 เหรียญสหรัฐ

ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัท

  1. การขอจดทะเบียนชื่อธุรกิจ ใช้เวลาไม่เกิน 3 วันทำการ ไม่มีค่าใช้จ่าย
  2. ขอใบรับรองเอกสารจดทะเบียนธุรกิจและสัญญาเช่า ในเวลาไม่เกิน 1 วันทำการ ค่าใช้จ่าย 33,000 UZS
  3. เปิดบัญชีกับธนาคารท้องถิ่นและโอนเงินร้อยละ 30 ของผู้ที่ร่วมลงทุนและจ่ายค่าธรรมเนียม ใช้เวลาไม่เกินสองวันทำการ ไม่มีค่าใช้จ่าย
  4. จดทะเบียนกับหน่วยงานท้องถิ่น (Khokmiyat) และรับใบอนุญาตการจดทะเบียน ใช้เวลาไม่เกิน 6 วันทำการ ค่าใช้จ่าย 55,890 UZS
  5. การทำตราประทับของบริษัท ใช้เวลา 1 วันทำการ ค่าใช้จ่าย 12,000-25,000 UZS
  6. การรับรองลายมือชื่อประธานกรรมการบริหารบริษัท เจ้าหน้าที่การเงิน และตราของบริษัทใช้เวลาไม่เกิน 1 วันทำการ ค่าใช้จ่าย 1,242 UZS ต่อลายมือ
  7. เปิดบัญชีธนาคารระบบถาวรใช้เวลาไม่เกิน 1 วันทำการ และไม่มีค่าใช้จ่าย

บริษัทที่มีลูกจ้างเป็นชาวต่างชาติ

ต้องได้รับใบอนุญาตทำงานจากสำนักงานแรงงานต่างชาติ กระทรวงแรงงานและคุ้มครองสังคม บริษัทที่เป็นนายจ้างต้องได้รับคำยืนยันจากกระทรวงเป็นทางการ สำนักงานแรงงานต่างด้าว จะต้องแจ้งผลให้ผู้ขออนุญาตทราบภายใน 30 วันนับแต่วันยื่นเอกสารที่ครบถ้วน กระบวนการออกใบอนุญาตทำงาน (work-permits) จะเป็นเช่นเดียวกับขบวนการการว่าจ้างแรงงานต่างด้าวทุกประการ

ใบอนุญาตจ้างแรงงานต่างด้าว

การขออนุญาตทำงานของชาวต่างชาติจะมีอายุเพียง 1 ปี ค่าธรรมเนียมการจ้างงานต่างด้าวคือ 10 เท่าของแรงงานขั้นต่ำต่อเดือน หรือประมาณ 94,000 UZS และไม่มีค่าธรรมเนียมสำหรับการขออนุญาตทำงานของคนต่างด้าว (work- permits) แต่อย่างใด ชาวต่างชาติที่ทำงานในฐานะตัวแทนสำนักงานใหญ่ไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงานแต่บุคคลเหล่านี้ต้องได้รับการรับรองจากกระทรวงความสัมพันธ์เศรษฐกิจการค้า และการลงทุนระหว่างประเทศเสียก่อน

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

การลงทุนร่วมจากต่างประเทศ

หมายความถึงบุคคล องค์กร หรือประเทศหนึ่งประเทศใดก็ได้ที่มีคุณสมบัติ คือ มีเงินจดทะเบียนลงทุนเกินกว่า 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ อย่างน้อยต้องมีผู้ถือหุ้น 1 คน ที่เป็นชาวต่างชาติ สัดส่วนการลงทุนของประเทศเกินกว่าร้อยละ 30 ของเงินจดทะเบียนการลงทุน บริษัทที่เป็นการลงทุนจากต่างประเทศหรือร่วมทุนบางส่วนจะได้รับสิทธิพิเศษตามที่กฎหมายกำหนด การจดทะเบียนผู้ลงทุนต่างชาติ ให้กระทำต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมซึ่งรับทราบผลภายใน 7 วัน โดยมีเอกสารคือ ใบสมัคร สำเนาการขอจัดตั้งบริษัท 2 ชุด ใบทะเบียนชื่อบริษัทที่ออกให้จากสำนักสถิติแห่งชาติ สำเนาดวงตราบริษัท สำเนารายชื่อผู้ก่อตั้งธุรกิจที่รับรองตามกฏหมาย ใบรับรองจากการมีวงเงินร้อยละ 30 ของเงินลงทุนจากธนาคารหรือกรมศุลกากร และค่าอากรแสตมป์ 500 เหรียญสหรัฐ

ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัท

  1. การขอจดทะเบียนชื่อธุรกิจ ใช้เวลาไม่เกิน 3 วันทำการ ไม่มีค่าใช้จ่าย
  2. ขอใบรับรองเอกสารจดทะเบียนธุรกิจและสัญญาเช่า ในเวลาไม่เกิน 1 วันทำการ ค่าใช้จ่าย 33,000 UZS
  3. เปิดบัญชีกับธนาคารท้องถิ่นและโอนเงินร้อยละ 30 ของผู้ที่ร่วมลงทุนและจ่ายค่าธรรมเนียม ใช้เวลาไม่เกินสองวันทำการ ไม่มีค่าใช้จ่าย
  4. จดทะเบียนกับหน่วยงานท้องถิ่น (Khokmiyat) และรับใบอนุญาตการจดทะเบียน ใช้เวลาไม่เกิน 6 วันทำการ ค่าใช้จ่าย 55,890 UZS
  5. การทำตราประทับของบริษัท ใช้เวลา 1 วันทำการ ค่าใช้จ่าย 12,000-25,000 UZS
  6. การรับรองลายมือชื่อประธานกรรมการบริหารบริษัท เจ้าหน้าที่การเงิน และตราของบริษัทใช้เวลาไม่เกิน 1 วันทำการ ค่าใช้จ่าย 1,242 UZS ต่อลายมือ
  7. เปิดบัญชีธนาคารระบบถาวรใช้เวลาไม่เกิน 1 วันทำการ และไม่มีค่าใช้จ่าย

บริษัทที่มีลูกจ้างเป็นชาวต่างชาติ

ต้องได้รับใบอนุญาตทำงานจากสำนักงานแรงงานต่างชาติ กระทรวงแรงงานและคุ้มครองสังคม บริษัทที่เป็นนายจ้างต้องได้รับคำยืนยันจากกระทรวงเป็นทางการ สำนักงานแรงงานต่างด้าว จะต้องแจ้งผลให้ผู้ขออนุญาตทราบภายใน 30 วันนับแต่วันยื่นเอกสารที่ครบถ้วน กระบวนการออกใบอนุญาตทำงาน (work-permits) จะเป็นเช่นเดียวกับขบวนการการว่าจ้างแรงงานต่างด้าวทุกประการ

ใบอนุญาตจ้างแรงงานต่างด้าว

การขออนุญาตทำงานของชาวต่างชาติจะมีอายุเพียง 1 ปี ค่าธรรมเนียมการจ้างงานต่างด้าวคือ 10 เท่าของแรงงานขั้นต่ำต่อเดือน หรือประมาณ 94,000 UZS และไม่มีค่าธรรมเนียมสำหรับการขออนุญาตทำงานของคนต่างด้าว (work- permits) แต่อย่างใด ชาวต่างชาติที่ทำงานในฐานะตัวแทนสำนักงานใหญ่ไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงานแต่บุคคลเหล่านี้ต้องได้รับการรับรองจากกระทรวงความสัมพันธ์เศรษฐกิจการค้า และการลงทุนระหว่างประเทศเสียก่อน

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ FDI ในอุซเบกิสถานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องโดยการลงทุนจากต่างประเทศจะอยู่ในกลุ่มของอุตสาหกรรมพลังงาน การถลุงแร่ และการคมนาคม ประเทศที่มาลงทุน ได้แก่ อังกฤษ เกาหลีใต้ ตุรกี รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา สำหรับการลงทุนโดยตรงส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจเหมืองแร่ ยาสูบ รถยนต์ น้ำมันและแก๊ส และภายหลังอุซเบกิสถานประกาศอิสรภาพจากรัสเซีย ก็มุ่งพัฒนาประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม รัฐบาลมุ่งหมายที่จะเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ จึงมีความพยายามปรับปรุงกฎหมายและระบบภาษีที่จูงใจหลายประการ ดังนี้

  • ประกันสิทธิการลงทุนนักลงทุนต่างชาติ เช่นเดียวกับนักลงทุนอุซเบกิสถาน
  • มีเงินจดทะเบียนลงทุนเกินกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และได้รับการรับรองจากคณะรัฐมนตรี
  • อาจเป็นองค์กรภาครัฐจากต่างประเทศ หรือบริษัทต่างประเทศ หรือองค์กรนานาชาติ
  • อาจลงทุนในรูปแบบวงเงินทั้งหมด หรือบางส่วนในลักษณะหุ้นส่วน โดยการซื้อจากตลาดหุ้น หรือจากทรัพย์สินบริษัท หรืออาจเป็นการลงทุนในรูปแบบการอนุญาตทรัพย์สินทางปัญญาก็ได้ ที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย
  • เพื่อป้องกันการฟอกเงิน ธนาคารกลางแห่งอุซเบกิสถานมีสิทธิ์ทำการตรวจสอบธุรกรรม ที่มีวงเงินเกินกว่า 100,000 USD

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ FDI ในอุซเบกิสถานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องโดยการลงทุนจากต่างประเทศจะอยู่ในกลุ่มของอุตสาหกรรมพลังงาน การถลุงแร่ และการคมนาคม ประเทศที่มาลงทุน ได้แก่ อังกฤษ เกาหลีใต้ ตุรกี รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา สำหรับการลงทุนโดยตรงส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจเหมืองแร่ ยาสูบ รถยนต์ น้ำมันและแก๊ส และภายหลังอุซเบกิสถานประกาศอิสรภาพจากรัสเซีย ก็มุ่งพัฒนาประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม รัฐบาลมุ่งหมายที่จะเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ จึงมีความพยายามปรับปรุงกฎหมายและระบบภาษีที่จูงใจหลายประการ ดังนี้

  • ประกันสิทธิการลงทุนนักลงทุนต่างชาติ เช่นเดียวกับนักลงทุนอุซเบกิสถาน
  • มีเงินจดทะเบียนลงทุนเกินกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และได้รับการรับรองจากคณะรัฐมนตรี
  • อาจเป็นองค์กรภาครัฐจากต่างประเทศ หรือบริษัทต่างประเทศ หรือองค์กรนานาชาติ
  • อาจลงทุนในรูปแบบวงเงินทั้งหมด หรือบางส่วนในลักษณะหุ้นส่วน โดยการซื้อจากตลาดหุ้น หรือจากทรัพย์สินบริษัท หรืออาจเป็นการลงทุนในรูปแบบการอนุญาตทรัพย์สินทางปัญญาก็ได้ ที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย
  • เพื่อป้องกันการฟอกเงิน ธนาคารกลางแห่งอุซเบกิสถานมีสิทธิ์ทำการตรวจสอบธุรกรรม ที่มีวงเงินเกินกว่า 100,000 USD

สิทธิประโยชน์

สิทธิประโยชน์ของนักลงทุนต่างชาติ

นักลงทุนต่างชาติมีอำนาจตัดสินใจในจำนวนเงิน ชนิดการลงทุน และขอบเขตการลงทุน สามารถทำสัญญากับนิติบุคคลอื่นๆ เพื่อดำเนินธุรกิจของตน ผู้เป็นเจ้าของสามารถใช้ หรือ จำหน่ายทรัพย์สินของตนแก่บุคคลอื่น ตามที่กฎหมายกำหนด สามารถเข้าถึงบริการสินเชื่อ และกองทุนของอุซเบกิสถาน สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศได้ ในนามนักลงทุนต่างชาติเอง สามารถใช้ที่ดินประกอบธุรกิจได้ตราบที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย สามารถใช้ทรัพย์สินในการใช้บริการกู้ยืมในการลงทุนได้ สามารถได้รับค่าชดเชยกรณีเป็นการกระทำผิดพลาดโดยรัฐ และได้รับการประกันในช่วง 10 ปีจะไม่มีผลกระทบในทางลบ กรณีกฎหมายเปลี่ยนแปลง

มาตรการจูงใจด้านภาษี

นอกจากแนวทางดังกล่าวข้างต้นแล้วยังมีแรงจูงใจทางด้านภาษีอื่นๆ ที่มอบแก่นักลงทุนต่างชาติที่นำเงินมาลงทุนโดยตรงในธุรกิจคือ อุตสาหกรรม Radio Electronics และการผลิตเกี่ยวกับ Information Processing Equipment อุตสาหกรรมขนาดเล็ก อุตสาหกรรมไหม อุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์และของใช้ประจำวัน อุตสาหกรรมเคมีและเภสัชกรรม

อุตสาหกรรมข้างต้นจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีทรัพย์สิน ภาษีโครงสร้างพื้นฐาน ภาษีสิ่งแวดล้อม และภาษีถนนหลวง การยกเว้นดังกล่าวยังขึ้นกับขนาดของการลงทุนด้วย คือ เงินลงทุน 300,000-3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ปลอดภาษี 3 ปี เงินลงทุน 3,000,000-10,000,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ปลอดภาษี 5 ปี เงินลงทุน 10,000,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป ปลอดภาษี 7 ปี ซึ่งธุรกิจนั้นตั้งในพื้นที่ที่มีแรงงานส่วนเกินตามที่กำหนดและการลงทุนจากต่างประเทศต้องเกินกว่าร้อยละ 50 ของเงินทุน

การให้แรงจูงใจแก่นักลงทุนกรณีพิเศษ

นักลงทุนต่างชาติอาจได้รับการพิจารณาการสนับสนุนจากรัฐเป็นกรณีพิเศษ หากเข้าเงื่อนไขเป็นการลงทุนในภาคธุรกิจที่มีความสำคัญอันดับต้นๆ ที่จะนำความเจริญมาสู่ประเทศ ลงทุนในโครงการที่มีความสำคัญ ที่จะขยายภาคส่งออก หรือทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ลงทุนในโครงการธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อมและการค้าขายที่ทำให้เกิดการพัฒนาวัตถุดิบภายในประเทศ การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคและส่งเสริมการจ้างงานภายในประเทศ โดยอาจได้รับการช่วยเหลือในด้านเงินกู้ยืมลงทุน การลดหย่อนภาษี และการส่งออก

สิทธิประโยชน์

สิทธิประโยชน์ของนักลงทุนต่างชาติ

นักลงทุนต่างชาติมีอำนาจตัดสินใจในจำนวนเงิน ชนิดการลงทุน และขอบเขตการลงทุน สามารถทำสัญญากับนิติบุคคลอื่นๆ เพื่อดำเนินธุรกิจของตน ผู้เป็นเจ้าของสามารถใช้ หรือ จำหน่ายทรัพย์สินของตนแก่บุคคลอื่น ตามที่กฎหมายกำหนด สามารถเข้าถึงบริการสินเชื่อ และกองทุนของอุซเบกิสถาน สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศได้ ในนามนักลงทุนต่างชาติเอง สามารถใช้ที่ดินประกอบธุรกิจได้ตราบที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย สามารถใช้ทรัพย์สินในการใช้บริการกู้ยืมในการลงทุนได้ สามารถได้รับค่าชดเชยกรณีเป็นการกระทำผิดพลาดโดยรัฐ และได้รับการประกันในช่วง 10 ปีจะไม่มีผลกระทบในทางลบ กรณีกฎหมายเปลี่ยนแปลง

มาตรการจูงใจด้านภาษี

นอกจากแนวทางดังกล่าวข้างต้นแล้วยังมีแรงจูงใจทางด้านภาษีอื่นๆ ที่มอบแก่นักลงทุนต่างชาติที่นำเงินมาลงทุนโดยตรงในธุรกิจคือ อุตสาหกรรม Radio Electronics และการผลิตเกี่ยวกับ Information Processing Equipment อุตสาหกรรมขนาดเล็ก อุตสาหกรรมไหม อุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์และของใช้ประจำวัน อุตสาหกรรมเคมีและเภสัชกรรม

อุตสาหกรรมข้างต้นจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีทรัพย์สิน ภาษีโครงสร้างพื้นฐาน ภาษีสิ่งแวดล้อม และภาษีถนนหลวง การยกเว้นดังกล่าวยังขึ้นกับขนาดของการลงทุนด้วย คือ เงินลงทุน 300,000-3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ปลอดภาษี 3 ปี เงินลงทุน 3,000,000-10,000,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ปลอดภาษี 5 ปี เงินลงทุน 10,000,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป ปลอดภาษี 7 ปี ซึ่งธุรกิจนั้นตั้งในพื้นที่ที่มีแรงงานส่วนเกินตามที่กำหนดและการลงทุนจากต่างประเทศต้องเกินกว่าร้อยละ 50 ของเงินทุน

การให้แรงจูงใจแก่นักลงทุนกรณีพิเศษ

นักลงทุนต่างชาติอาจได้รับการพิจารณาการสนับสนุนจากรัฐเป็นกรณีพิเศษ หากเข้าเงื่อนไขเป็นการลงทุนในภาคธุรกิจที่มีความสำคัญอันดับต้นๆ ที่จะนำความเจริญมาสู่ประเทศ ลงทุนในโครงการที่มีความสำคัญ ที่จะขยายภาคส่งออก หรือทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ลงทุนในโครงการธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อมและการค้าขายที่ทำให้เกิดการพัฒนาวัตถุดิบภายในประเทศ การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคและส่งเสริมการจ้างงานภายในประเทศ โดยอาจได้รับการช่วยเหลือในด้านเงินกู้ยืมลงทุน การลดหย่อนภาษี และการส่งออก

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

ปัญหาอัตราภาษี การเข้าถึงแหล่งเงินทุน แรงงานที่ด้อยคุณภาพ การอำนวยความสะดวกทางด้านการเก็บภาษี การฉ้อราษฎร์บังหลวง ปัญหาจากภาคเอกชน กระแสไฟฟ้าไม่เพียงพอ การให้ใบอนุญาต กฎระเบียบทางด้านแรงงาน และความไม่มั่นคงทางการเมือง

การขนส่งสินค้าจากไทยมีระยะทางที่ห่างไกลและไม่มีทางออกทะเล การขนส่งสินค้าต้องมีการขนถ่ายหลายทอด โดยการขนส่งผ่านจีนหรือรัสเซีย และอิหร่าน หรือการขนส่งทางอากาศ โดยใช้ดูไบเป็นศูนย์กลางในการส่งออกต่อไปยังประเทศเหล่านี้ ไทยจึงยังมีข้อจำกัดในเรื่องการขนส่งที่ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศใกล้เคียงอื่นๆ ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น

การขยายตลาดสินค้าอาหารฮาลาลในอุซเบกิสถานยังมีโอกาสและความเป็นไปได้น้อย เนื่องจากประเทศนี้สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอกับความต้องการบริโภคในประเทศ และแม้ชาวอุซเบกิสถานจะเป็นมุสลิมถึงร้อยละ 90 แต่ก็ไม่ได้มีความเคร่งครัดในการบริโภคอาหารฮาลาล

ประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้าที่สำคัญของไทยในภูมิภาคเอเชียกลาง ได้แก่ รัสเซีย ตุรกี และจีน ซึ่งมีความใกล้ชิดทางประวัติศาสตร์ และผูกพันทางวัฒนธรรม และมีความได้เปรียบในด้านความสะดวกในการขนส่งสินค้าไปภูมิภาคนี้


    

สาระน่ารู้

  • สหภาพการค้าแห่งนอร์เวย์ (The Norwegian Confederation of Trade Unions (LO)) – เป็นองค์กรคนงานที่ใหญ่ที่สุดและมีอิทธิพลมากที่สุดในนอร์เวย์
  • One Galle Face is Colombo's first internationally developed integrated lifestyle destination that makes living, working, entertainment and hospitality possible all in one location. Hong Kong's leisure entity Shanri-La Hotels and Resorts foresees the completion of this project by 2018 with a hefty investment of over US$ 600 million. The twin towers will be used for residence, which consist of 50 floors each, 16 penthouses and 8 duplex and simplex units. The target market is expatriates, international investors and the expanding population of Sri Lanka.
  • Following the tremendous success of the Exhibition 2018 and the 36th Annual Sessions, which took place at the Bandaranaike Memorial International Conference Hall in Colombo from February 22 to 25 earlier this year, the SLIA is proud to prsent  the next edition in a superior manner.<br />
    <br />
    Save the date :February 20th to 24th, 2019
  • The Institution of Engineers, Sri Lanka is the successor to the ‘Engineering Association of Ceylon’, which was founded in 1906. In 1968, the Institution of Engineers, Sri Lanka was made an incorporated body of the government, by an Act of Parliament. The IESL being the Apex body for engineering professionals in Sri Lanka, having a membership of more than 20,000, is called upon to represent the profession at many national forums and contribute to national development. By virtue of agreements it has entered into with the International Engineers’ Alliance (IEA) for mutual recognition of competencies, members assessed to have such competencies by IESL are eligible to practice engineering in the member countries including Japan, Australia, United Kingdom, Singapore, Pakistan, India, USA, Canada and South Korea.<br />
    <br />
    IESL with the Vision to be among the leading professional institutions of engineering and technology in the world, has Missioned Techno Sri Lanka’s for “Bringing out and Unleashing the Country’s Multi – Disciplinary Engineering Talents, to Drive Sri Lanka into Technological Excellence for Revolutionary Uplifting of Peoples’ Living Conditions and Prosperity”. Engineers are driven by passion to look beyond the regular, push borders and create the impossible. This is also reflective of the fact that Engineers over centuries are really innovators, who think beyond the realm and invent solutions for mankind, ahead of their time. That’s what engineering is all about and it’s the reason Engineers will always be the ingenious inventors and imaginative innovators throughout time.<br />
    <br />
    The flagship event of IESL, Techno Sri Lanka, since its inception in 1985 has grown to be the largest and the only engineering and technology exhibition held annually in Colombo. Techno, living up to its standards, has provided the means for uplifting peoples’ living conditions and has become an ideal venue for industry professionals, business heads, technologists and keen public to come together on a single global platform.<br />
    <br />
    The world is changing; engineers are in the forefront of this change. Expectations are very high in today’s society. However, the Planet’s resources are fast depleting and engineers have to be smart and innovative to achieve high goals with very low resource consumption. Technology should reach the masses and make them do things differently, as doing ‘business as usual’ will not leave a healthy planet for our children and grandchildren. We need ‘sustainable technologies’ that will revolutionize the day-to-day activities, such as mobile technology, nanotechnology, household solar PV technology and perhaps other inventions and breakthroughs to satisfy the society’s expectations and still not be blamed by our future generations for not leaving them a livable Planet Earth.<br />
    <br />
    Considering these facts, Techno Sri Lanka has redefined its Theme for the year 2018, aiming to fulfill the expectations of all stakeholders.
  • 01. - 03. November 2018 | Trade fair for hotels, hospitality, tourism and food businesses<br />
    <br />
    The Hotel, Hospitality & Food Asia in Sri Lanka has been designed by the dynamic development of the hotel and catering industry and the tourism and food companies to take account of South Asia. She is a specifically targeted at this sector business-to-business event. This exhibition is communication and information platform in the industry and provides the exhibiting companies the opportunity to present to an audience of experts here. Visitors can find information here thoroughly and comprehensively about the latest developments, trends, products and services in various fields. HHF Sri Lanka is the leading marketplace for regional networking and distribution, as well as a new basis for the procurement of products. The program will be held a culinary competition and other live features.<br />
    <br />
    The Hotel Hospitality & Food Asia will take place on 3 days from Thursday, 01. November to Saturday, 03. November 2018 in Colombo.
  • Infotel theme will be Towards a Digital Economy, is aligning with national priorities of enhancing the digital infrastructure of the country for facilitating a digitally empowered ecosystem while improving the Citizens’ engagement in a digital society.




เอกสารอ้างอิง
  • สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์. สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน (Republic of Uzbekistan) (ออนไลน์). สืบค้นจาก: www.opsmoac.go.th/download/BOFAA/Uzbekistan.pdf [23 กันยายน 2554 ]
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน. คู่มือการลงทุนสาธารณรับอุซเบกิสถาน (ออนไลน์). สืบค้นจาก: www.boi.go.th/thai/CentralAsia/Uzbekistan.pdf [15 มีนาคม 2553]
  • ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย. ธรรมเนียมการติดต่อธุรกิจในอุซเบกิสถาน (ออนไลน์). สืบค้นจาก: www.exim.go.th/doc/newsCenter/13482.pdf [20 กรกฎาคม 2554]
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน. คู่มือการลงทุนสาธรณรัฐอุซเบกิสถาน (ออนไลน์). สืบค้นจาก: www.nitipoom.com/swf/research_20.swf
  • THE WORLD BANK 2012. GDP per capita (current US$) (ออนไลน์). สืบค้นจาก: http://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.PCAP.CD/countries [17 กรกฎาคม 2556 ]