สิงคโปร์

เกาะเล็กๆ ที่อยู่ทางตอนใต้ของไทยที่ชื่อว่า สิงคโปร์ (Singapore) นับเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นทางเศรษฐกิจและมีธุรกิจน่าสนใจผิดกับขนาดของประเทศ เนื่องจากมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง ที่สำคัญยังเป็นเพื่อนบ้านกับไทย ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันทั้งการลงทุน การค้า และการท่องเที่ยวมาอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ตาม การที่ไทยกับสิงคโปร์มีความชำนาญในสาขาต่างกัน ย่อมสามารถช่วยเหลือเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนของทั้ง 2 ประเทศได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในปี 2558 จะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ขึ้น การเชื่อมโยงกันระหว่างเศรษฐกิจของทั้งภูมิภาค ก็เป็นช่องทางและโอกาสใหม่ๆ ให้กับนักลงทุนที่กำลังสนใจเข้าไปลงทุนในสิงคโปร์ได้เป็นอย่างดี

ข้อมูลทั่วไป

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

สิงคโปร์ มีพื้นที่รวม 699.4 ตารางกิโลเมตร (ใกล้เคียงกับเกาะภูเก็ตของไทย) ประกอบด้วยเกาะสิงคโปร์ และเกาะน้อยใหญ่รายล้อมอยู่อีก 63 เกาะ โดยทิศเหนืออยู่ติดกับมาเลเซีย ทิศตะวันออกติดทะเลจีนใต้ ทิศตะวันตกและทิศใต้ติดกับช่องแคบมะละกา ทั้งนี้ เกาะสิงคโปร์ มีระยะทางจากทิศตะวันตกถึงตะวันออก ประมาณ 42 กิโลเมตร และทิศเหนือถึงทิศใต้ประมาณ 23 กิโลเมตร

สำหรับสภาพอากาศ สิงคโปร์อยู่ในเขตมรสุมทำให้มีอากาศอบอุ่นเกือบตลอดปี มีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 25-32 องศาเซลเซียส แบ่งเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูหนาว ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ฤดูร้อน ช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน และฤดูฝน ช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม

ประชากร

ประชากรของสิงคโปร์ มีประมาณ 5.31 ล้านคน อยู่ในวัยแรงงาน 65 % โดยจากจำนวนประชากรทั้งหมดเป็นชาวจีน 60 % ชาวมาเลย์ 10 % ชาวอินเดีย 7 % ที่เหลืออีก 23 % เป็นเชื้อชาติอื่นๆ

การเมืองการปกครอง

สิงคโปร์ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ซึ่งปกครองด้วยประธานาธิบดีสิงคโปร์ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยมีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี กับคณะรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งในทุกๆ 5 ปี

ภาษา

ด้วยความหลากหลายของเชื้อชาติ ทำให้ชาวสิงคโปร์มีภาษาพูดหลายภาษา เช่น อังกฤษ แมนดาริน มลายู อินเดีย ฯลฯ อย่างไรก็ตามภาษาราชการจะมีอยู่ 4 ภาษาด้วยกัน ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีนกลาง ภาษามลายู และภาษาทมิฬ

ศาสนา

ชาวสิงคโปร์นับถือศาสนาพุทธ 42.5 % ศาสนาอิสลาม 14.9 % ศาสนาคริสต์ 14.6 % ฮินดู 4 % และที่เหลือนับถือศาสนาอื่นๆ ซึ่งชาวสิงคโปร์มีเสรีภาพในการนับถือศาสนามาก

สกุลเงิน

สกุลเงินของสิงคโปร์คือ ดอลลาร์สิงคโปร์ ใช้ตัวย่อว่า SGD มีอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ (11 มีนาคม 2556)

ข้อมูลทั่วไปประเทศสิงคโปร์

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

สิงคโปร์ มีพื้นที่รวม 699.4 ตารางกิโลเมตร (ใกล้เคียงกับเกาะภูเก็ตของไทย) ประกอบด้วยเกาะสิงคโปร์ และเกาะน้อยใหญ่รายล้อมอยู่อีก 63 เกาะ โดยทิศเหนืออยู่ติดกับมาเลเซีย ทิศตะวันออกติดทะเลจีนใต้ ทิศตะวันตกและทิศใต้ติดกับช่องแคบมะละกา ทั้งนี้ เกาะสิงคโปร์ มีระยะทางจากทิศตะวันตกถึงตะวันออก ประมาณ 42 กิโลเมตร และทิศเหนือถึงทิศใต้ประมาณ 23 กิโลเมตร

สำหรับสภาพอากาศ สิงคโปร์อยู่ในเขตมรสุมทำให้มีอากาศอบอุ่นเกือบตลอดปี มีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 25-32 องศาเซลเซียส แบ่งเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูหนาว ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ฤดูร้อน ช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน และฤดูฝน ช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม

ประชากร

ประชากรของสิงคโปร์ มีประมาณ 5.31 ล้านคน อยู่ในวัยแรงงาน 65 % โดยจากจำนวนประชากรทั้งหมดเป็นชาวจีน 60 % ชาวมาเลย์ 10 % ชาวอินเดีย 7 % ที่เหลืออีก 23 % เป็นเชื้อชาติอื่นๆ

การเมืองการปกครอง

สิงคโปร์ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ซึ่งปกครองด้วยประธานาธิบดีสิงคโปร์ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยมีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี กับคณะรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งในทุกๆ 5 ปี

ภาษา

ด้วยความหลากหลายของเชื้อชาติ ทำให้ชาวสิงคโปร์มีภาษาพูดหลายภาษา เช่น อังกฤษ แมนดาริน มลายู อินเดีย ฯลฯ อย่างไรก็ตามภาษาราชการจะมีอยู่ 4 ภาษาด้วยกัน ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีนกลาง ภาษามลายู และภาษาทมิฬ

ศาสนา

ชาวสิงคโปร์นับถือศาสนาพุทธ 42.5 % ศาสนาอิสลาม 14.9 % ศาสนาคริสต์ 14.6 % ฮินดู 4 % และที่เหลือนับถือศาสนาอื่นๆ ซึ่งชาวสิงคโปร์มีเสรีภาพในการนับถือศาสนามาก

สกุลเงิน

สกุลเงินของสิงคโปร์คือ ดอลลาร์สิงคโปร์ ใช้ตัวย่อว่า SGD มีอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ (11 มีนาคม 2556)

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ขนาดเศรษฐกิจของสิงคโปร์วัดจากมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) วัดจากในปี 2549 คิดเป็นประมาณ 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สูงเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน รองจากอินโดนีเซียและไทย แต่ขณะนั้นสิงคโปร์มีจำนวนประชากรน้อยที่สุดในภูมิภาคเพียง 4.5 ล้านคน ทำให้รายได้เฉลี่ยของประชากรวัดจาก GDP ต่อหัวสูงถึง 29,474 ดอลลาร์สหรัฐฯ สูงกว่าไทยเกือบ 10 เท่า จนถึงทุกวันนี้ภาคบริการมีความสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ถึงกว่า 60 % โดยภาคบริการที่สำคัญๆ คือ ค้าส่ง ค้าปลีก การขนส่ง ภัตตาคาร โรงแรม การเงินการธนาคาร เป็นต้น ส่วนภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวอยู่ที่ 26 % ที่เหลือเป็นภาคอื่นๆ อาทิ ก่อสร้าง เกษตรกรรม และประมง

ด้านการคมนาคม สิงคโปร์มีโครงข่ายเส้นทางคมนาคมขนส่งที่มีประสิทธิภาพ และนับได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการขนส่งทางน้ำระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก เป็นผู้นำด้านการต่อและซ่อมแซมเรือ ขณะที่สนามบินชางฮี (Changi Airport) ของสิงคโปร์ ได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการบินสำคัญในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นอกจากนี้สิงคโปร์ยังเป็นศูนย์กลางด้านการเงินแห่งหนึ่งของโลก การค้าเงินในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศของสิงคโปร์มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากลอนดอน นิวยอร์ก และโตเกียว ปัจจุบันบริษัทธุรกิจข้ามชาติต่างๆ ไม่น้อยกว่า 7,000 แห่ง มีสำนักงานอยู่ในสิงคโปร์

เรื่องการค้า สิงคโปร์มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นทุกปี แต่สิงคโปร์ก็ได้เปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด เนื่องจากกว่า 50 % ของมูลค่านำเข้าเป็นการนำเข้าเพื่อส่งออกต่อ รวมถึงการส่งออกสินค้าที่ผลิตในสิงคโปร์ก็เพิ่มขึ้นด้วย โดยสินค้าส่งออกสำคัญของสิงคโปร์ ได้แก่ เครื่องจักรและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ น้ำมันและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งประเทศคู่ค้าที่สำคัญของสิงคโปร์ คือ มาเลเซีย สหรัฐฯ อินโด และญี่ปุ่น ส่วนไทย มีมูลค่าการค้ารวมกับสิงคโปร์ 15.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 3.8 % โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปสิงคโปร์ คือ น้ำมันสำเร็จรูป คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากสิงคโปร์ ได้แก่ เคมีภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ขนาดเศรษฐกิจของสิงคโปร์วัดจากมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) วัดจากในปี 2549 คิดเป็นประมาณ 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สูงเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน รองจากอินโดนีเซียและไทย แต่ขณะนั้นสิงคโปร์มีจำนวนประชากรน้อยที่สุดในภูมิภาคเพียง 4.5 ล้านคน ทำให้รายได้เฉลี่ยของประชากรวัดจาก GDP ต่อหัวสูงถึง 29,474 ดอลลาร์สหรัฐฯ สูงกว่าไทยเกือบ 10 เท่า จนถึงทุกวันนี้ภาคบริการมีความสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ถึงกว่า 60 % โดยภาคบริการที่สำคัญๆ คือ ค้าส่ง ค้าปลีก การขนส่ง ภัตตาคาร โรงแรม การเงินการธนาคาร เป็นต้น ส่วนภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวอยู่ที่ 26 % ที่เหลือเป็นภาคอื่นๆ อาทิ ก่อสร้าง เกษตรกรรม และประมง

ด้านการคมนาคม สิงคโปร์มีโครงข่ายเส้นทางคมนาคมขนส่งที่มีประสิทธิภาพ และนับได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการขนส่งทางน้ำระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก เป็นผู้นำด้านการต่อและซ่อมแซมเรือ ขณะที่สนามบินชางฮี (Changi Airport) ของสิงคโปร์ ได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการบินสำคัญในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นอกจากนี้สิงคโปร์ยังเป็นศูนย์กลางด้านการเงินแห่งหนึ่งของโลก การค้าเงินในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศของสิงคโปร์มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากลอนดอน นิวยอร์ก และโตเกียว ปัจจุบันบริษัทธุรกิจข้ามชาติต่างๆ ไม่น้อยกว่า 7,000 แห่ง มีสำนักงานอยู่ในสิงคโปร์

เรื่องการค้า สิงคโปร์มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นทุกปี แต่สิงคโปร์ก็ได้เปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด เนื่องจากกว่า 50 % ของมูลค่านำเข้าเป็นการนำเข้าเพื่อส่งออกต่อ รวมถึงการส่งออกสินค้าที่ผลิตในสิงคโปร์ก็เพิ่มขึ้นด้วย โดยสินค้าส่งออกสำคัญของสิงคโปร์ ได้แก่ เครื่องจักรและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ น้ำมันและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งประเทศคู่ค้าที่สำคัญของสิงคโปร์ คือ มาเลเซีย สหรัฐฯ อินโด และญี่ปุ่น ส่วนไทย มีมูลค่าการค้ารวมกับสิงคโปร์ 15.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 3.8 % โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปสิงคโปร์ คือ น้ำมันสำเร็จรูป คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากสิงคโปร์ ได้แก่ เคมีภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

สำหรับการลงทุนในสิงคโปร์นักลงทุนจำเป็นต้องศึกษาประเภทกิจการ หรือธุรกิจที่สนใจ ทั้งจากเอกสาร การเดินทางไปสำรวจลู่ทางการลงทุนด้วยตนเอง รวมถึงรับคำแนะนำจากบริษัทที่ปรึกษา แล้วนำมาประเมินความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study) ก่อนตัดสินใจว่าจะลงทุนเองทั้งหมด หรือลงทุนร่วมกับผู้ประกอบการท้องถิ่น แล้วจึงจัดทำรายงานข้อเสนอโครงการ เพื่อยื่นต่อ Accounting & Corporate Regulatory Authority (ACRA) ซึ่ง ACRA จะใช้เวลาในการพิจารณาอนุมัติประมาณ 14-60 วัน เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว จึงสามารถจัดตั้งบริษัทพร้อมจัดหาแรงงาน หากเป็นแรงงานต่างชาติต้องขอใบอนุญาตการทำงานจาก Ministry of Manpower หากมีการนำเข้าหรือส่งออกสินค้า ต้องขอใบอนุญาตนำเข้าส่งออกจาก International Enterprise Singapore ด้วย

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

สิงคโปร์ เป็นประเทศที่ให้ความเท่าเทียมกัน ระหว่างนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังเปิดกว้างให้นักลงทุนต่างประเทศสามารถลงทุนได้ 100 % เกือบทุกสาขา ยกเว้นเพียงด้านการกระจายเสียง และการจัดสรรคลื่นความถี่ (สูงสุดไม่เกิน 49 %) กิจการด้านหนังสือพิมพ์ (ไม่เกิน 5 %) ส่วนกิจการที่ห้ามนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน ได้แก่ ธุรกิจด้านกฎหมาย และการประกอบอาชีพทนายความ รวมถึงบางสาขาที่เกี่ยวข้องกับกิจการวิสาหกิจของรัฐ นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างในสิงคโปร์ รวมถึงไม่มีการควบคุมการโอนเงินตราต่างประเทศ และผลกำไรในการประกอบธุรกิจออกนอกประเทศ

สิทธิประโยชน์

สิงคโปร์ มีนโยบายส่งเสริมการลงทุน โดยให้สิทธิประโยชน์การลงทุนที่สำคัญๆ ได้แก่

  1. Enterprise Investment Incentive (EII) Scheme เป็นการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ ที่มิได้จดทะเบียนในตลาดหุ้นในปีที่เริ่มกิจการ และมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว (Paid-up Capital) ไม่ต่ำกว่า 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ รวมทั้งมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่หรือมีบริการรูปแบบใหม่โดยบริษัทสามารถนำยอดขาดทุนสะสมมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 3 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์
  2. Tax Exemption for Start-Ups สำหรับนิติบุคคลที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ และมีผู้ถือหุ้นไม่เกิน 20 ราย โดยทุกรายเป็นบุคคลธรรมดา สามารถขอรับสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีเงินได้ โดยเงินได้จำนวน 1 แสนดอลลาร์สิงคโปร์แรก ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีเป็นเวลา 3 ปี
  3. Licensed Warehouse Scheme (LWS) หากธุรกิจนั้นมีคลังสินค้าของตนเอง เพื่อเก็บสินค้าที่ต้องเสียภาษี GST สามารถขอจดทะเบียนคลังสินค้าที่ Singapore Customs เป็น Licensed Warehouse ได้ซึ่งจะได้สิทธิประโยชน์จากการยกเว้นภาษี GST สำหรับสินค้าที่ยังเก็บในคลังสินค้านี้ จนกว่าจะมีการจำหน่ายออกไป แต่ทั้งนี้ผู้ประกอบการต้องเสียค่าธรรมเนียมคลังสินค้ารายปี โดยหากเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เสียค่าธรรมเนียม 40,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี หากเป็นสินค้าอื่นๆ ในปีแรก ค่าธรรมเนียมคำนวณจากภาษีที่คาดว่าจะเก็บได้ (Projected Potential Duty) จากปริมาณสินค้าสูงสุดที่คลังสินค้านั้น สามารถรองรับได้ส่วนปีต่อไปคำนวณจากภาษีเฉลี่ยที่จัดเก็บได้ในเดือนก่อนหน้า (Average Past Monthly Duty)

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

ปัญหาและอุปสรรคด้านการค้าการลงทุนในสิงคโปร์ จะมีประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้

  1. แม้สิงคโปร์เป็นตลาดเล็ก แต่ประชากรมีรายได้สูง จึงนิยมสินค้าที่มีคุณภาพสูง มากกว่าคำนึงถึงราคาของสินค้า
  2. พื้นที่บนเกาะสิงคโปร์มีจำกัด ราคาค่าเช่าที่จึงแพงกว่าไทยหลายเท่า นักลงทุนต้องคำนวณค่าใช้จ่ายให้ดี
  3. สิงคโปร์มีข้อกำหนด เรื่องการจ้างงานแรงงานต่างชาติ โดยอนุญาต ให้จ้างแรงงานต่างชาติได้เพียง 5% ของจำนวนแรงงานทั้งหมด (ยกเว้นแรงงานจากประเทศมาเลเซีย ฮ่องกง มาเก๊า เกาหลีใต้ และไต้หวัน ที่สามารถจ้างได้ถึง 40%) จึงเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจที่จำเป็นต้องอาศัยแรงงานต่างชาติ ในสัดส่วนที่มากกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะในธุรกิจบริการ
  4. สิงคโปร์เป็นประเทศที่เปิดให้มีการค้าอย่างเสรี ทำให้เป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง ที่สำคัญสิงคโปร์ยังเป็นประเทศเล็ก มีผู้บริโภคเพียง 5.5 ล้านคน การเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดสินค้าไทยในสิงคโปร์ จึงต้องแข่งขันกับประเทศคู่ค้าสำคัญอื่นๆ อาทิ มาเลเซีย จีน และอินโดนีเซีย

ข่าวเศรษฐกิจ / เรื่องเด่น / ข่าวประชาสัมพันธ์ในศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์



    

สาระน่ารู้

  • One Galle Face is Colombo's first internationally developed integrated lifestyle destination that makes living, working, entertainment and hospitality possible all in one location. Hong Kong's leisure entity Shanri-La Hotels and Resorts foresees the completion of this project by 2018 with a hefty investment of over US$ 600 million. The twin towers will be used for residence, which consist of 50 floors each, 16 penthouses and 8 duplex and simplex units. The target market is expatriates, international investors and the expanding population of Sri Lanka.
  • Following the tremendous success of the Exhibition 2018 and the 36th Annual Sessions, which took place at the Bandaranaike Memorial International Conference Hall in Colombo from February 22 to 25 earlier this year, the SLIA is proud to prsent  the next edition in a superior manner.<br />
    <br />
    Save the date :February 20th to 24th, 2019
  • The Institution of Engineers, Sri Lanka is the successor to the ‘Engineering Association of Ceylon’, which was founded in 1906. In 1968, the Institution of Engineers, Sri Lanka was made an incorporated body of the government, by an Act of Parliament. The IESL being the Apex body for engineering professionals in Sri Lanka, having a membership of more than 20,000, is called upon to represent the profession at many national forums and contribute to national development. By virtue of agreements it has entered into with the International Engineers’ Alliance (IEA) for mutual recognition of competencies, members assessed to have such competencies by IESL are eligible to practice engineering in the member countries including Japan, Australia, United Kingdom, Singapore, Pakistan, India, USA, Canada and South Korea.<br />
    <br />
    IESL with the Vision to be among the leading professional institutions of engineering and technology in the world, has Missioned Techno Sri Lanka’s for “Bringing out and Unleashing the Country’s Multi – Disciplinary Engineering Talents, to Drive Sri Lanka into Technological Excellence for Revolutionary Uplifting of Peoples’ Living Conditions and Prosperity”. Engineers are driven by passion to look beyond the regular, push borders and create the impossible. This is also reflective of the fact that Engineers over centuries are really innovators, who think beyond the realm and invent solutions for mankind, ahead of their time. That’s what engineering is all about and it’s the reason Engineers will always be the ingenious inventors and imaginative innovators throughout time.<br />
    <br />
    The flagship event of IESL, Techno Sri Lanka, since its inception in 1985 has grown to be the largest and the only engineering and technology exhibition held annually in Colombo. Techno, living up to its standards, has provided the means for uplifting peoples’ living conditions and has become an ideal venue for industry professionals, business heads, technologists and keen public to come together on a single global platform.<br />
    <br />
    The world is changing; engineers are in the forefront of this change. Expectations are very high in today’s society. However, the Planet’s resources are fast depleting and engineers have to be smart and innovative to achieve high goals with very low resource consumption. Technology should reach the masses and make them do things differently, as doing ‘business as usual’ will not leave a healthy planet for our children and grandchildren. We need ‘sustainable technologies’ that will revolutionize the day-to-day activities, such as mobile technology, nanotechnology, household solar PV technology and perhaps other inventions and breakthroughs to satisfy the society’s expectations and still not be blamed by our future generations for not leaving them a livable Planet Earth.<br />
    <br />
    Considering these facts, Techno Sri Lanka has redefined its Theme for the year 2018, aiming to fulfill the expectations of all stakeholders.
  • 01. - 03. November 2018 | Trade fair for hotels, hospitality, tourism and food businesses<br />
    <br />
    The Hotel, Hospitality & Food Asia in Sri Lanka has been designed by the dynamic development of the hotel and catering industry and the tourism and food companies to take account of South Asia. She is a specifically targeted at this sector business-to-business event. This exhibition is communication and information platform in the industry and provides the exhibiting companies the opportunity to present to an audience of experts here. Visitors can find information here thoroughly and comprehensively about the latest developments, trends, products and services in various fields. HHF Sri Lanka is the leading marketplace for regional networking and distribution, as well as a new basis for the procurement of products. The program will be held a culinary competition and other live features.<br />
    <br />
    The Hotel Hospitality & Food Asia will take place on 3 days from Thursday, 01. November to Saturday, 03. November 2018 in Colombo.
  • Infotel theme will be Towards a Digital Economy, is aligning with national priorities of enhancing the digital infrastructure of the country for facilitating a digitally empowered ecosystem while improving the Citizens’ engagement in a digital society.
  • The Western Region MegapolisDevelopment Plan, also called Western Region Megapolis Planning Project(WRMPP), is a urban planning, zoning and development project aimed at creating a Megapolis in the Western Province of Sri Lanka by 2030 , which would help address the issues of waste management, traffic congestion, slums and environmental pollution. This project is intended to build a Megacity that matches other well-known economic hubs such as Dubai,Singapore,Seoul and Tokyo. For more information, please visit <a class="txttohtmllink" href="http://www.megapolis.gov.lk/">http://www.megapolis.gov.lk/</a>




เอกสารอ้างอิง
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ). สาธารณรัฐสิงคโปร์ (Republic of Singapore) (ออนไลน์). สืบค้นจาก: www.boi.go.th/thai/asean/Singapore/main.html [8 กรกฎาคม 2551]
  • THE WORLD BANK 2012. GDP per capita (current US$) (ออนไลน์). สืบค้นจาก: http://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.PCAP.CD/countries [17 กรกฎาคม 2556 ]

ดาวน์โหลด

ติดต่อหน่วยงาน

สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์
370 Orchard Road Singapore 238870
Tel: (65) 6737 2475, 6737 2476
Fax: (65) 6732 0778
Email: consular@thaiembassy.sg
Website: www.thaiembassy.sg