มัลดีฟส์

สาธารณรัฐมัลดีฟส์ เป็นประเทศที่มีประชากรเพียง 3 แสนกว่าคน แต่มีนักท่องเที่ยวถึง 5 ล้านคนต่อปี การท่องเที่ยวจึงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของมัลดีฟส์เป็นอย่างยิ่ง ขณะที่มัลดีฟส์มีรายได้สูงจากการท่องเที่ยวแต่กลับไม่มีการผลิตสินค้าเอง ทุกอย่างต้องนำเข้า จึงเป็นโอกาสสำหรับนักธุรกิจไทยที่จะส่งสินค้า/บริการไปขายในแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกแห่งนี้ รวมทั้งเข้าไปลงทุนในสาขาท่องเที่ยวและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

มัลดีฟส์ต้องพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยมีรายได้มากกว่าร้อยละ 70 ของรายได้หลักของประเทศ แต่เหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2549 และวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาทำให้มัลดีฟส์ได้รับผลกระทบอย่างมาก มัลดีฟส์จึงพยายามจัดกิจกรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาสู่ประเทศ อย่างไรก็ดี มัลดีฟส์มีสาขาประมงที่เข้มแข็งและเป็นรายได้สำคัญรองจากการท่องเที่ยว โดยมีปลาทูน่าเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ

ข้อมูลทั่วไป

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

มัลดีฟส์เป็นเกาะในมหาสมุทรอินเดีย อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย และทางตะวันตกของประเทศศรีลังกา มีพื้นที่ประมาณ 300 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยหมู่เกาะปะการัง 26 กลุ่ม รวม 1,190 เกาะ แต่มีประชากรอาศัยอยู่เพียงประมาณ 200 เกาะ และได้รับการพัฒนาเป็นโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยวประมาณ 74 เกาะ เมืองหลวงของมัลดีฟส์คือ กรุงมาเล (Male)

สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปของมัลดีฟสืเป็นแบบร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ย 27-30 องศาเซลเซียสตลอดทั้งปี ช่วงที่ปราศจากมรสุมคือช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคม

ประชากร

มัลดีฟส์ มีประชากรทั้งหมดประมาณ 394,451 คน ประกอบด้วยชาวสิงหล ดราวิเดียน อาหรับ และแอฟริกัน

การเมืองการปกครอง

มัลดีฟส์ปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ ใช้กฎหมายอิสลามเป็นพื้นฐาน ผสมกับระบบ Common Law ของอังกฤษ ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง อยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี เป็นทั้งประมุขรัฐและหัวหน้ารัฐบาล

ภาษา

นดิเวฮี (Divehi) ซึ่งมีสำเนียงแบบสิงหล และใช้ตัวอักษรอาหรับ

ศาสนา

ชาวมัลดีฟส์นับถืออิสลาม นิกายซุนนี

สกุลเงิน

รูฟียา  (Rufiyaa) โดย 1 รูฟี มี 100 ลาริ (Laari) อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท ท่ากับ 0.48 รูฟียา (14 พฤษภาคม 2555)

ข้อมูลทั่วไปประเทศมัลดีฟส์

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

มัลดีฟส์เป็นเกาะในมหาสมุทรอินเดีย อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย และทางตะวันตกของประเทศศรีลังกา มีพื้นที่ประมาณ 300 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยหมู่เกาะปะการัง 26 กลุ่ม รวม 1,190 เกาะ แต่มีประชากรอาศัยอยู่เพียงประมาณ 200 เกาะ และได้รับการพัฒนาเป็นโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยวประมาณ 74 เกาะ เมืองหลวงของมัลดีฟส์คือ กรุงมาเล (Male)

สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปของมัลดีฟสืเป็นแบบร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ย 27-30 องศาเซลเซียสตลอดทั้งปี ช่วงที่ปราศจากมรสุมคือช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคม

ประชากร

มัลดีฟส์ มีประชากรทั้งหมดประมาณ 394,451 คน ประกอบด้วยชาวสิงหล ดราวิเดียน อาหรับ และแอฟริกัน

การเมืองการปกครอง

มัลดีฟส์ปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ ใช้กฎหมายอิสลามเป็นพื้นฐาน ผสมกับระบบ Common Law ของอังกฤษ ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง อยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี เป็นทั้งประมุขรัฐและหัวหน้ารัฐบาล

ภาษา

นดิเวฮี (Divehi) ซึ่งมีสำเนียงแบบสิงหล และใช้ตัวอักษรอาหรับ

ศาสนา

ชาวมัลดีฟส์นับถืออิสลาม นิกายซุนนี

สกุลเงิน

รูฟียา  (Rufiyaa) โดย 1 รูฟี มี 100 ลาริ (Laari) อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท ท่ากับ 0.48 รูฟียา (14 พฤษภาคม 2555)

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

มัลดีฟส์มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศประมาณ 2.945 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รายได้ประชาชาติต่อหัวประมาณ 8,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 4.4%

โครงสร้างทางเศรษฐกิจของมัลดีฟส์มีการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลัก โดยมีสัดส่วน 28% ของ GDP และเมื่อรวมธุรกิจบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงและโดยอ้อมด้วยแล้ว ภาคบริการมีสัดส่วนถึง 77% ของ GDP ปัจจุบันกว่า 60% ของรายได้ประเทศมาจากการท่องเที่ยว ทั้งนี้ เกือบทุกเดือนจะมีรีสอร์ทแห่งใหม่เกิดขึ้นเสมอ ภายหลังเหตุการณ์สึนามินักท่องเที่ยวลดลงกว่าร้อยละ 25 และสูญเสียรายได้จำนวนมหาศาล สำหรับประมงและการเกษตร ซึ่งมีสัดส่วน 16% ของ GDP เริ่มมีความสำคัญน้อยลงเนื่องมาจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการเกษตรและแรงงานมีน้อย (แต่เป็นแรงงานที่มีคุณภาพและการศึกษาสูง) อย่างไรก็ตาม มัลดีฟส์ยังคงเป็นประเทศผู้ส่งออกทูน่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ส่วนในด้านสินค้าอาหารส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนเพียง 7% โดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้า การต่อเรือขนาดเล็กและสินค้าหัตถกรรม

ตลาดส่งออกสำคัญของมัลดีฟส์ได้แก่ ไทย 50% ศรีลังกา 15% อังกฤษ 11.5% ฝรั่งเศส 8.4% แอลจีเรีย 7.8% และญี่ปุ่น 6.1% มูลค่าการนำเข้า 940 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้านำเข้าสำคัญคือผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เรือขนาดใหญ่ ผลิตภัณฑ์อาหาร เสื้อผ้า สินคาอุปโภคบริโภค สินค้ากึ่งสำเร็จรูปและสินค้าทุน แหล่งนำเข้าสำคัญคือ สิงคโปร์ 22.7% UAE 15.5% อินเดีย 11.2% มาเลเซีย 10.8% ศรีลังกา 5.7% และประเทศไทย5.3%

ทั้งนี้ การส่งออกของไทยไปมัลดีฟส์เฉลี่ยปีละ 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยสินค้าสำคัญได้แก่ สินค้า อุปโภคบริโภค เช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูป อาหาร ผลิตภัณฑ์พลาสติก รถจักรยานยนต์ ตู้เย็น และสินค้าเครื่องก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็กและเหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ส่วนการนำเข้าของไทยจากมัลดีฟส์เฉลี่ยปีละ 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีสินค้าในกลุ่มประมง (โดยเฉพาะปลาทูน่า) เพียงชนิดเดียวที่มีการนำเข้าจากมัลดีฟส์

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

มัลดีฟส์มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศประมาณ 2.945 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รายได้ประชาชาติต่อหัวประมาณ 8,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 4.4%

โครงสร้างทางเศรษฐกิจของมัลดีฟส์มีการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลัก โดยมีสัดส่วน 28% ของ GDP และเมื่อรวมธุรกิจบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงและโดยอ้อมด้วยแล้ว ภาคบริการมีสัดส่วนถึง 77% ของ GDP ปัจจุบันกว่า 60% ของรายได้ประเทศมาจากการท่องเที่ยว ทั้งนี้ เกือบทุกเดือนจะมีรีสอร์ทแห่งใหม่เกิดขึ้นเสมอ ภายหลังเหตุการณ์สึนามินักท่องเที่ยวลดลงกว่าร้อยละ 25 และสูญเสียรายได้จำนวนมหาศาล สำหรับประมงและการเกษตร ซึ่งมีสัดส่วน 16% ของ GDP เริ่มมีความสำคัญน้อยลงเนื่องมาจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการเกษตรและแรงงานมีน้อย (แต่เป็นแรงงานที่มีคุณภาพและการศึกษาสูง) อย่างไรก็ตาม มัลดีฟส์ยังคงเป็นประเทศผู้ส่งออกทูน่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ส่วนในด้านสินค้าอาหารส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนเพียง 7% โดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้า การต่อเรือขนาดเล็กและสินค้าหัตถกรรม

ตลาดส่งออกสำคัญของมัลดีฟส์ได้แก่ ไทย 50% ศรีลังกา 15% อังกฤษ 11.5% ฝรั่งเศส 8.4% แอลจีเรีย 7.8% และญี่ปุ่น 6.1% มูลค่าการนำเข้า 940 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้านำเข้าสำคัญคือผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เรือขนาดใหญ่ ผลิตภัณฑ์อาหาร เสื้อผ้า สินคาอุปโภคบริโภค สินค้ากึ่งสำเร็จรูปและสินค้าทุน แหล่งนำเข้าสำคัญคือ สิงคโปร์ 22.7% UAE 15.5% อินเดีย 11.2% มาเลเซีย 10.8% ศรีลังกา 5.7% และประเทศไทย5.3%

ทั้งนี้ การส่งออกของไทยไปมัลดีฟส์เฉลี่ยปีละ 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยสินค้าสำคัญได้แก่ สินค้า อุปโภคบริโภค เช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูป อาหาร ผลิตภัณฑ์พลาสติก รถจักรยานยนต์ ตู้เย็น และสินค้าเครื่องก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็กและเหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ส่วนการนำเข้าของไทยจากมัลดีฟส์เฉลี่ยปีละ 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีสินค้าในกลุ่มประมง (โดยเฉพาะปลาทูน่า) เพียงชนิดเดียวที่มีการนำเข้าจากมัลดีฟส์

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

- หากการลงทุนมีมูลค่าน้อยกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สัญญาการลงทุน (Investment Agreement) จะมีระยะเวลาเริ่มต้นอยู่ระหว่าง 5-10ปี โดยเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าวนักลงทุนสามารถต่อสัญญาใหม่ได้ และสำหรับการลงทุนที่มีมูลค่ามากกว่านั้น นักลงทุนสามารถเจรจาต่อรองยืดระยะเวลาของสัญญาได้

- การจดทะเบียนบริษัทในมัลดีฟส์สามารถทำได้สองรูปแบบคือ

1. บริษัทเอกชนจำกัด ประกอบด้วยหุ้นส่วนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แต่ไม่เกิน 50 คน มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 2,000 รูฟียาห์

2. บริษัทมหาชน ประกอบด้วยหุ้นส่วนมากกว่า 10 คนขึ้นไป และมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 1 ล้านรูฟียาห์ นอกจากนี้ กฎหมายบริษัทของมัดดีฟส์ ยังกำหนดให้มีการจ่ายค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนบริษัทตามจำนวนทุนจดทะเบียน โดยหากทุนจดทะเบียนขั้นต่ำไม่เกิน 10,000 รูฟียาห์ ก็จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 1,000 รูฟียาห์ และหากทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสูงกว่านั้น ค่าธรรมเนียมก็จะคิดในลักษณะเป็นขั้นบันได โดยทุนจดทะเบียนยิ่งมากอัตราค่าธรรมเนียมต่อหน่วย (หน่วยละ 4,000 รูฟียาห์ ) ก็จะถูกลง

- ธุรกิจที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 51% ขึ้นไป จะต้องจ่ายค่าสิทธิ (Royalty fees) ให้กับรัฐบาลมัลดีฟส์ปีละ 3% ของรายได้ หรือ 15% ของกำไรสุทธิ ในขณะที่ธุรกิจที่มีชาวมัลดีฟส์ถือหุ้นเกินกว่า 51% ขึ้นไป จะต้องจ่ายค่าสิทธิปีละ 1.5% ของรายได้ หรือ 7.5% ของกำไรสุทธิ นอกจากนี้บริษัทจดทะเบียนจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีเป็นเงินจำนวน 2,000 รูฟียาห์ สำหรับบริษัทเอกชนจำกัด และ 10,000 รูฟียาห์ สำหรับบริษัทมหาชน รวมทั้งต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการบริหารจำนวน 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะจ่ายทันทีตอนจดทะเบียนบริษัท ตอนที่มีการต่อสัญญาการจดทะเบียนฯ และตอนที่มีการแก้ไขสัญญาดังกล่าว

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

- หากการลงทุนมีมูลค่าน้อยกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สัญญาการลงทุน (Investment Agreement) จะมีระยะเวลาเริ่มต้นอยู่ระหว่าง 5-10ปี โดยเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าวนักลงทุนสามารถต่อสัญญาใหม่ได้ และสำหรับการลงทุนที่มีมูลค่ามากกว่านั้น นักลงทุนสามารถเจรจาต่อรองยืดระยะเวลาของสัญญาได้

- การจดทะเบียนบริษัทในมัลดีฟส์สามารถทำได้สองรูปแบบคือ

1. บริษัทเอกชนจำกัด ประกอบด้วยหุ้นส่วนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แต่ไม่เกิน 50 คน มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 2,000 รูฟียาห์

2. บริษัทมหาชน ประกอบด้วยหุ้นส่วนมากกว่า 10 คนขึ้นไป และมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 1 ล้านรูฟียาห์ นอกจากนี้ กฎหมายบริษัทของมัดดีฟส์ ยังกำหนดให้มีการจ่ายค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนบริษัทตามจำนวนทุนจดทะเบียน โดยหากทุนจดทะเบียนขั้นต่ำไม่เกิน 10,000 รูฟียาห์ ก็จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 1,000 รูฟียาห์ และหากทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสูงกว่านั้น ค่าธรรมเนียมก็จะคิดในลักษณะเป็นขั้นบันได โดยทุนจดทะเบียนยิ่งมากอัตราค่าธรรมเนียมต่อหน่วย (หน่วยละ 4,000 รูฟียาห์ ) ก็จะถูกลง

- ธุรกิจที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 51% ขึ้นไป จะต้องจ่ายค่าสิทธิ (Royalty fees) ให้กับรัฐบาลมัลดีฟส์ปีละ 3% ของรายได้ หรือ 15% ของกำไรสุทธิ ในขณะที่ธุรกิจที่มีชาวมัลดีฟส์ถือหุ้นเกินกว่า 51% ขึ้นไป จะต้องจ่ายค่าสิทธิปีละ 1.5% ของรายได้ หรือ 7.5% ของกำไรสุทธิ นอกจากนี้บริษัทจดทะเบียนจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีเป็นเงินจำนวน 2,000 รูฟียาห์ สำหรับบริษัทเอกชนจำกัด และ 10,000 รูฟียาห์ สำหรับบริษัทมหาชน รวมทั้งต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการบริหารจำนวน 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะจ่ายทันทีตอนจดทะเบียนบริษัท ตอนที่มีการต่อสัญญาการจดทะเบียนฯ และตอนที่มีการแก้ไขสัญญาดังกล่าว

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

รัฐบาลมัลดีฟส์มีนโยบายกระจายความเจริญไปยังส่วนท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อกระจายรายได้และยกระดับมาตรฐานการครองชีพให้กับประชาชนในประเทศ จึงมุ่งเน้นการพัฒนาสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่นต่าๆ โดยมีแผนให้เอกชนเข้ามาบริหารบางกิจการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพที่สุด รวมทั้งสนับสนุนให้ต่างประเทศเข้ามาร่วมลงทุนซึ่งรัฐบาลมัลดีฟส์จะให้มาตรการจูงใจรูปแบบต่างๆ

- รัฐบาลมัลดีฟส์ยกเลิกโควตาการนำเข้าและเปิดเสรีการส่งออกให้เอกชนสามารถดำเนินการได้ในบางสาขา และในเวลาต่อมาก็ได้มีการลดข้อจำกัดด้านการค้าการลงทุนลงไปมาก ส่งผลให้มีการไหลเข้าของการลงทุนจากต่างประเทศมากยิ่งขึ้น

- ปัจจุบันรัฐบาลมัลดีฟส์มีโครงการเมกะโปรเจกต์หลายโครงการที่ต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศ ดังนี้

1. Hulhumale Projects เป็นโครงการถมพื้นที่บึงมหึมาขนาด 188 เฮกตาร์ ห่างจากเมืองหลวงเพียง 3 กิโลเมตร เพื่อพัฒนาเป็นเขตเมืองใหม่ที่หรูหราและทันสมัย และช่วยลดปัญหาความแออัดของเมืองหลวง โดยสามารถรองรับประชากร 53,000 คน และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2020 โดยจะแบ่งเป็นย่านที่พักอาศัย ย่านการค้า และย่านอุตสหกรรมเบา

2. อู่จอดเรือยอร์ช "Marina" ตั้งอยู่ในเขต Hulhumale สามารถจอดเรือได้ 76 ลำ ในเขตมารีนาจะมีร้านอาหาร ร้านกาแฟ สถานบันเทิง สปา และการบริการอื่นๆ ได้แก่ สถานีเติมน้ำมัน และน้ำ เป็นต้น

3. โรงพยาบาลและโรงเรียนแพทย์ ตั้งอยู่ในเขต Hulhumale เช่นกัน โดยมีแผนที่จะพัฒนาเป็น Medical tourism Hub ต่อไปในอนาคต

4. ศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ที่ครบวงจรสำหรับนักท่องเที่ยว เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับสนามบินและรีสอร์ทจำนวนมาก

5. ย่านอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ เพื่อเป็นย่านธุรกิจที่ทันสมัย รองรับการเป็นศูนย์กลางธุรกิจในอนาคต เช่นเดียวกับดูไบ

6. ย่านที่พักอาศัยกึ่งย่านธุรกิจ โดยชั้นล่างๆ ของอาคารจะเป็นห้างสรรพสินค้า แต่ชั้นบนๆ จะเป็นส่วนที่พักอาศัย ตั้งอยู่ในเขต Hulhumale เช่นกัน

7. โรงเรียนนานาชาติ เพื่อรองรับบุตรหลานของบุคลากรจากต่างประเทศ ที่จะเข้าไปทำงานในโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

รัฐบาลมัลดีฟส์มีนโยบายกระจายความเจริญไปยังส่วนท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อกระจายรายได้และยกระดับมาตรฐานการครองชีพให้กับประชาชนในประเทศ จึงมุ่งเน้นการพัฒนาสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่นต่าๆ โดยมีแผนให้เอกชนเข้ามาบริหารบางกิจการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพที่สุด รวมทั้งสนับสนุนให้ต่างประเทศเข้ามาร่วมลงทุนซึ่งรัฐบาลมัลดีฟส์จะให้มาตรการจูงใจรูปแบบต่างๆ

- รัฐบาลมัลดีฟส์ยกเลิกโควตาการนำเข้าและเปิดเสรีการส่งออกให้เอกชนสามารถดำเนินการได้ในบางสาขา และในเวลาต่อมาก็ได้มีการลดข้อจำกัดด้านการค้าการลงทุนลงไปมาก ส่งผลให้มีการไหลเข้าของการลงทุนจากต่างประเทศมากยิ่งขึ้น

- ปัจจุบันรัฐบาลมัลดีฟส์มีโครงการเมกะโปรเจกต์หลายโครงการที่ต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศ ดังนี้

1. Hulhumale Projects เป็นโครงการถมพื้นที่บึงมหึมาขนาด 188 เฮกตาร์ ห่างจากเมืองหลวงเพียง 3 กิโลเมตร เพื่อพัฒนาเป็นเขตเมืองใหม่ที่หรูหราและทันสมัย และช่วยลดปัญหาความแออัดของเมืองหลวง โดยสามารถรองรับประชากร 53,000 คน และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2020 โดยจะแบ่งเป็นย่านที่พักอาศัย ย่านการค้า และย่านอุตสหกรรมเบา

2. อู่จอดเรือยอร์ช "Marina" ตั้งอยู่ในเขต Hulhumale สามารถจอดเรือได้ 76 ลำ ในเขตมารีนาจะมีร้านอาหาร ร้านกาแฟ สถานบันเทิง สปา และการบริการอื่นๆ ได้แก่ สถานีเติมน้ำมัน และน้ำ เป็นต้น

3. โรงพยาบาลและโรงเรียนแพทย์ ตั้งอยู่ในเขต Hulhumale เช่นกัน โดยมีแผนที่จะพัฒนาเป็น Medical tourism Hub ต่อไปในอนาคต

4. ศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ที่ครบวงจรสำหรับนักท่องเที่ยว เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับสนามบินและรีสอร์ทจำนวนมาก

5. ย่านอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ เพื่อเป็นย่านธุรกิจที่ทันสมัย รองรับการเป็นศูนย์กลางธุรกิจในอนาคต เช่นเดียวกับดูไบ

6. ย่านที่พักอาศัยกึ่งย่านธุรกิจ โดยชั้นล่างๆ ของอาคารจะเป็นห้างสรรพสินค้า แต่ชั้นบนๆ จะเป็นส่วนที่พักอาศัย ตั้งอยู่ในเขต Hulhumale เช่นกัน

7. โรงเรียนนานาชาติ เพื่อรองรับบุตรหลานของบุคลากรจากต่างประเทศ ที่จะเข้าไปทำงานในโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ

สิทธิประโยชน์

การลงทุนในมัลดีฟส์มีสิทธิประโยชน์ดังนี้

  • ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบ
  • ต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของได้ 100%
  • มีกฏหมายประกันการลงทุน
  • มีข้อกฎหมายการอนุญาตตุลาการระหว่างประเทศ (International arbitration of disputes)
  • ไม่มีข้อจำกัดด้านการส่งเงินกลับประเทศ
  • ไม่มีข้อจำกัดด้านการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
  • อนุญาตให้มีการเช่าที่ดินระยะยาวสำหรับโครงการขนาดใหญ่
  • ไม่มีข้อจำกัดในด้านการใช้แรงงานต่างชาติที่เป็นแรงงานไร้ฝีมือ ทำงานด้านเทคนิคและด้านบริหาร

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

  • มัลดีฟส์เป็นตลาดขนาดเล็กเนื่องจากมีจำนวนประชากรน้อยและขนาดเศรษฐกิจเล็ก
  • แม้ว่ามัลดีฟส์จะมีระบบการค้าและการลงทุนที่เสรี แต่มีสังคมธุรกิจที่ค่อนข้างเล็กและเกาะกลุ่มทำธุรกิจระหว่างกันมาก จึงอาจเป็นเรื่องยากในการเข้าสู่ตลาดของผู้ประกอบการต่างชาติ
  • ขาดกฎระเบียบในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และมัลดีฟส์ไม่ได้เป็นภาคีความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา
  • อัตราภาษีนำเข้าค่อนข้างสูงเนื่องจากเป็นแหล่งที่มาของรายได้ประเทศ นอกจากนี้ยังมีการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่มีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมในอัตรา 100-200% เช่น พลาสติก ยานยนต์ จักรยานยนต์ขนาดใหญ่ และยางรถยนต์ เป็นต้น สินค้าอาหารที่มีส่วนผสมจากเนื้อหมู และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะมีอัตราภาษีนำเข้า 35%
  • มีการจำกัดปริมาณการนำเข้าข้าว แป้งสาลี และน้ำตาล โดยองค์การของรัฐจะเป็นผู้นำเข้าหลักและกระจายต่อไปยังร้านค้าของรัฐ โดยการควบคุมราคา นอกจากนี้องค์กรของรัฐยังเป็นผู้นำเข้าสินค้ากว่า 70% ของการนำเข้าทั้งหมดของมัลดีฟส์

    

สาระน่ารู้

  • สหภาพการค้าแห่งนอร์เวย์ (The Norwegian Confederation of Trade Unions (LO)) – เป็นองค์กรคนงานที่ใหญ่ที่สุดและมีอิทธิพลมากที่สุดในนอร์เวย์
  • One Galle Face is Colombo's first internationally developed integrated lifestyle destination that makes living, working, entertainment and hospitality possible all in one location. Hong Kong's leisure entity Shanri-La Hotels and Resorts foresees the completion of this project by 2018 with a hefty investment of over US$ 600 million. The twin towers will be used for residence, which consist of 50 floors each, 16 penthouses and 8 duplex and simplex units. The target market is expatriates, international investors and the expanding population of Sri Lanka.
  • Following the tremendous success of the Exhibition 2018 and the 36th Annual Sessions, which took place at the Bandaranaike Memorial International Conference Hall in Colombo from February 22 to 25 earlier this year, the SLIA is proud to prsent  the next edition in a superior manner.<br />
    <br />
    Save the date :February 20th to 24th, 2019
  • The Institution of Engineers, Sri Lanka is the successor to the ‘Engineering Association of Ceylon’, which was founded in 1906. In 1968, the Institution of Engineers, Sri Lanka was made an incorporated body of the government, by an Act of Parliament. The IESL being the Apex body for engineering professionals in Sri Lanka, having a membership of more than 20,000, is called upon to represent the profession at many national forums and contribute to national development. By virtue of agreements it has entered into with the International Engineers’ Alliance (IEA) for mutual recognition of competencies, members assessed to have such competencies by IESL are eligible to practice engineering in the member countries including Japan, Australia, United Kingdom, Singapore, Pakistan, India, USA, Canada and South Korea.<br />
    <br />
    IESL with the Vision to be among the leading professional institutions of engineering and technology in the world, has Missioned Techno Sri Lanka’s for “Bringing out and Unleashing the Country’s Multi – Disciplinary Engineering Talents, to Drive Sri Lanka into Technological Excellence for Revolutionary Uplifting of Peoples’ Living Conditions and Prosperity”. Engineers are driven by passion to look beyond the regular, push borders and create the impossible. This is also reflective of the fact that Engineers over centuries are really innovators, who think beyond the realm and invent solutions for mankind, ahead of their time. That’s what engineering is all about and it’s the reason Engineers will always be the ingenious inventors and imaginative innovators throughout time.<br />
    <br />
    The flagship event of IESL, Techno Sri Lanka, since its inception in 1985 has grown to be the largest and the only engineering and technology exhibition held annually in Colombo. Techno, living up to its standards, has provided the means for uplifting peoples’ living conditions and has become an ideal venue for industry professionals, business heads, technologists and keen public to come together on a single global platform.<br />
    <br />
    The world is changing; engineers are in the forefront of this change. Expectations are very high in today’s society. However, the Planet’s resources are fast depleting and engineers have to be smart and innovative to achieve high goals with very low resource consumption. Technology should reach the masses and make them do things differently, as doing ‘business as usual’ will not leave a healthy planet for our children and grandchildren. We need ‘sustainable technologies’ that will revolutionize the day-to-day activities, such as mobile technology, nanotechnology, household solar PV technology and perhaps other inventions and breakthroughs to satisfy the society’s expectations and still not be blamed by our future generations for not leaving them a livable Planet Earth.<br />
    <br />
    Considering these facts, Techno Sri Lanka has redefined its Theme for the year 2018, aiming to fulfill the expectations of all stakeholders.
  • 01. - 03. November 2018 | Trade fair for hotels, hospitality, tourism and food businesses<br />
    <br />
    The Hotel, Hospitality & Food Asia in Sri Lanka has been designed by the dynamic development of the hotel and catering industry and the tourism and food companies to take account of South Asia. She is a specifically targeted at this sector business-to-business event. This exhibition is communication and information platform in the industry and provides the exhibiting companies the opportunity to present to an audience of experts here. Visitors can find information here thoroughly and comprehensively about the latest developments, trends, products and services in various fields. HHF Sri Lanka is the leading marketplace for regional networking and distribution, as well as a new basis for the procurement of products. The program will be held a culinary competition and other live features.<br />
    <br />
    The Hotel Hospitality & Food Asia will take place on 3 days from Thursday, 01. November to Saturday, 03. November 2018 in Colombo.
  • Infotel theme will be Towards a Digital Economy, is aligning with national priorities of enhancing the digital infrastructure of the country for facilitating a digitally empowered ecosystem while improving the Citizens’ engagement in a digital society.




เอกสารอ้างอิง