อินโดนีเซีย

สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia) เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มอาเซียน ประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศอยู่ในกำลังแรงงาน และมีแนวโน้มว่ากลุ่มชนชั้นกลาง จะมีการขยายตัวอันจะนำไปสู่ความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคในด้านสินค้าและบริการ นอกจากนี้อินโดนีเซียยังอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมากที่ดึงดูดความสนใจของนักลงทุนทั่วโลก แม้โดยภาพรวมแล้วอินโดนีเซียยังต้องการการพัฒนาอีกมาก ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีต่างๆ แต่เศรษฐกิจและการลงทุนในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้มีการพัฒนาที่ดีขึ้นมาก อีกทั้งผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนยังสูงอีกด้วย

ประเทศอินโดนีเซียมีการเจริญเติบโตทางธุรกิจที่มั่นคงมาโดยตลอด โดยแรงสนับสนุนจากรัฐบาลในการปฏิรูปประเทศให้เป็นแหล่งดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ในอดีตการจ้างงานและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ล้วนมาจากภาคเกษตรกรรมทั้งสิ้น แต่ภายหลังภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิต และภาคบริการเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ในส่วนของภาคบริการนั้นจะเน้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การค้าปลีกและส่ง ซึ่งคิดเป็น 20% ของ GDP

ข้อมูลทั่วไป

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

อินโดนีเซียเป็นหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดีย และระหว่างทวีปเอเชียกับออสเตรเลีย อินโดนีเซียมีรูปร่างคล้ายพระจันทรห์หงายครึ่งซีก มีพื้นที่ 5,070,606 ตารางกิโลเมตร หรือใหญ่กว่าประเทศไทยประมาณ 10 เท่า เป็นพื้นดิน 1,904,443 ตารางกิโลเมตร และทะเล 3,166,163 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยเกาะใหญ่น้อยกว่า 17,500 เกาะ แต่มีประชากรอาศัยอยู่เพียง 3,000 เกาะเท่านั้น โดยจาการ์ตา (Jakarta) หรือในอดีตชื่อ "ปัตตาเวีย" (Batavia) คือเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย

อาณาเขตทิศเหนือติดกับรัฐซาราวักและซาบาห์ของมาเลเซีย ทิศตะวันออกติดกับปาปัวนิวกินี ทิศตะวันตกเฉียงเหนือจรดน่านน้ำของสหพันธรัฐมาเลเซีย โดยมีช่องแคบมะละกาเป็นพรมแดนกั้นระหว่างเกาะสุมาตราของอินโดนีเซียกับประเทศมาเลเซีย และเนื่องจากอินโดนีเซียเป็นหมู่เกาะสภาพภูมิอากาศจึงมีลักษณะผสมผสานและเปลี่ยนแปลงไปตามภูมิประเทศ โดยทั่วไปมีอากาศร้อนชื้นแบบศูนย์สูตรแบ่งเป็น 2 ฤดู คือ ฤดูแล้ง ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม และฤดูฝน ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน

ประชากร

อินโดนีเซียมีประชากรประมาณ 248 ล้านคน มากเป็นอันดับ 4 ของโลก มีเชื้อชาติต่างๆ คือ ชาวชวา 41.7% ชาวซุนดา 15.4% ชาวมาเลย์ 3.4% ชาวมาดูรีส 3.3% ชาวบาตัก 3% ชาวมีนังกาเบา 2.7% ชาวเบตาวี 2.5% ชาวบูกิน 2.5% ชาวบันเทน 2.1% ชาวบันจารี 1.7% ชาวบาหลี 1.5% ชาวซาซะก์ 1.3% ชาวมากัสซาร์ 1% ชาวเชรีบอน 0.9% ชาวจีน 0.9% อื่นๆ 16.1%

การเมืองการปกครอง

ปัจจุบันประเทศอินโดนีเซียแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 33 เขต 28 จังหวัด และเขตปกครองสถานะพิเศษ 5 แห่ง ทั้งนี้ อินโดนีเซียปกครองประเทศด้วยระบอบประชาธิปไตยในระบอบสาธารณรัฐแบบ Unitary Republic ซึ่งมีการปกครองตนเองในบางพื้นที่ (Provincial Autonomy) โดยมีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเป็นประมุข และหัวหน้าฝ่ายบริหารตามรัฐธรรมนูญปี 2488 ซึ่งได้กำหนดให้ใช้หลักปัญจศีลในการปกครองประเทศ ประกอบด้วย นับถือพระเจ้าองค์เดียว เป็นมนุษย์ที่เจริญและคงไว้ซึ่งความเที่ยงธรรม ความเป็นเอกภาพของอินโดนีเซีย เป็นประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน และความยุติธรรมในสังคมชาวอินโดนีเซียทั้งมวล โครงสร้างการเมืองการปกครองของอินโดนีเซียประกอบด้วย 7 องค์กร ได้แก่ สภาที่ปรึกษาประชาชน สภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนระดับภูมิภาค สภาประชาชนระดับท้องถิ่น ประธานาธิบดี ศาลยุติธรรม และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินสูงสุด

ภาษา

ภาษาราชการของอินโดนีเซีย คือ Bahasa Indonesia หรือภาษาอินโดนีเซีย แต่ทั้งนี้ภาษาท้องถิ่นที่มีผู้พูดได้เกิน 1 ล้านคนมีถึง 13 ภาษา โดยภาษาชวามีมากที่สุดคือร้อยละ 45 ของจำนวนประชากรทั้งหมด รองลงมาคือ Sundanese ร้อยละ 14 Madurese ร้อยละ 7.5 Coastal Malays ร้อยละ 7.5 และอื่นๆ ร้อยละ 26

ศาสนา

ชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่ร้อยละ 85.2 นับถือศาสนาอิสลาม รองลงมาคือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ร้อยละ 8.9 โรมันคาทอลิก ร้อยละ 3 ฮินดู ร้อยละ 1.8 ศาสนาพุทธ ร้อยละ 0.8 และอื่นๆ อีกร้อยละ 0.3

สกุลเงิน

สกุลเงินของอินโดนีเชียคือ รูเปียห์ โดยมีอัตราแลกเปลี่ยนที่ 10,000 รูเปียห์ ประมาณ 32.63 บาท (สถานะ 29 มกราคม 2556)

ข้อมูลทั่วไปประเทศอินโดนีเซีย

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

อินโดนีเซียเป็นหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดีย และระหว่างทวีปเอเชียกับออสเตรเลีย อินโดนีเซียมีรูปร่างคล้ายพระจันทรห์หงายครึ่งซีก มีพื้นที่ 5,070,606 ตารางกิโลเมตร หรือใหญ่กว่าประเทศไทยประมาณ 10 เท่า เป็นพื้นดิน 1,904,443 ตารางกิโลเมตร และทะเล 3,166,163 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยเกาะใหญ่น้อยกว่า 17,500 เกาะ แต่มีประชากรอาศัยอยู่เพียง 3,000 เกาะเท่านั้น โดยจาการ์ตา (Jakarta) หรือในอดีตชื่อ "ปัตตาเวีย" (Batavia) คือเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย

อาณาเขตทิศเหนือติดกับรัฐซาราวักและซาบาห์ของมาเลเซีย ทิศตะวันออกติดกับปาปัวนิวกินี ทิศตะวันตกเฉียงเหนือจรดน่านน้ำของสหพันธรัฐมาเลเซีย โดยมีช่องแคบมะละกาเป็นพรมแดนกั้นระหว่างเกาะสุมาตราของอินโดนีเซียกับประเทศมาเลเซีย และเนื่องจากอินโดนีเซียเป็นหมู่เกาะสภาพภูมิอากาศจึงมีลักษณะผสมผสานและเปลี่ยนแปลงไปตามภูมิประเทศ โดยทั่วไปมีอากาศร้อนชื้นแบบศูนย์สูตรแบ่งเป็น 2 ฤดู คือ ฤดูแล้ง ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม และฤดูฝน ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน

ประชากร

อินโดนีเซียมีประชากรประมาณ 248 ล้านคน มากเป็นอันดับ 4 ของโลก มีเชื้อชาติต่างๆ คือ ชาวชวา 41.7% ชาวซุนดา 15.4% ชาวมาเลย์ 3.4% ชาวมาดูรีส 3.3% ชาวบาตัก 3% ชาวมีนังกาเบา 2.7% ชาวเบตาวี 2.5% ชาวบูกิน 2.5% ชาวบันเทน 2.1% ชาวบันจารี 1.7% ชาวบาหลี 1.5% ชาวซาซะก์ 1.3% ชาวมากัสซาร์ 1% ชาวเชรีบอน 0.9% ชาวจีน 0.9% อื่นๆ 16.1%

การเมืองการปกครอง

ปัจจุบันประเทศอินโดนีเซียแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 33 เขต 28 จังหวัด และเขตปกครองสถานะพิเศษ 5 แห่ง ทั้งนี้ อินโดนีเซียปกครองประเทศด้วยระบอบประชาธิปไตยในระบอบสาธารณรัฐแบบ Unitary Republic ซึ่งมีการปกครองตนเองในบางพื้นที่ (Provincial Autonomy) โดยมีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเป็นประมุข และหัวหน้าฝ่ายบริหารตามรัฐธรรมนูญปี 2488 ซึ่งได้กำหนดให้ใช้หลักปัญจศีลในการปกครองประเทศ ประกอบด้วย นับถือพระเจ้าองค์เดียว เป็นมนุษย์ที่เจริญและคงไว้ซึ่งความเที่ยงธรรม ความเป็นเอกภาพของอินโดนีเซีย เป็นประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน และความยุติธรรมในสังคมชาวอินโดนีเซียทั้งมวล โครงสร้างการเมืองการปกครองของอินโดนีเซียประกอบด้วย 7 องค์กร ได้แก่ สภาที่ปรึกษาประชาชน สภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนระดับภูมิภาค สภาประชาชนระดับท้องถิ่น ประธานาธิบดี ศาลยุติธรรม และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินสูงสุด

ภาษา

ภาษาราชการของอินโดนีเซีย คือ Bahasa Indonesia หรือภาษาอินโดนีเซีย แต่ทั้งนี้ภาษาท้องถิ่นที่มีผู้พูดได้เกิน 1 ล้านคนมีถึง 13 ภาษา โดยภาษาชวามีมากที่สุดคือร้อยละ 45 ของจำนวนประชากรทั้งหมด รองลงมาคือ Sundanese ร้อยละ 14 Madurese ร้อยละ 7.5 Coastal Malays ร้อยละ 7.5 และอื่นๆ ร้อยละ 26

ศาสนา

ชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่ร้อยละ 85.2 นับถือศาสนาอิสลาม รองลงมาคือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ร้อยละ 8.9 โรมันคาทอลิก ร้อยละ 3 ฮินดู ร้อยละ 1.8 ศาสนาพุทธ ร้อยละ 0.8 และอื่นๆ อีกร้อยละ 0.3

สกุลเงิน

สกุลเงินของอินโดนีเชียคือ รูเปียห์ โดยมีอัตราแลกเปลี่ยนที่ 10,000 รูเปียห์ ประมาณ 32.63 บาท (สถานะ 29 มกราคม 2556)

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ข้อมูลเศรษฐกิจการค้า

อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแบบ Market-based ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการดูแลจัดการเรื่องราคาของผลิตภัณฑ์พื้นฐานต่างๆ เช่น เชื้อเพลิง ข้าว และไฟฟ้า เศรษฐกิจของประเทศขึ้นอยู่กับการทำเหมืองแร่ ภาคอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภค ภาคอุตสาหกรรมมีส่วนแบ่งประมาณ 46% ของ GDP อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ ปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย การทำเหมืองแร่ รองเท้ายางและปุ๋ยเคมี นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุมากมาย เช่น น้ำมัน ถ่านหิน เงิน ทองแดง ทอง อะลูมิเนียมและดีบุก

ด้วยอัตราการเติบโตและนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่เป็นไปในทางที่ดีขึ้น คาดว่าอินโดนีเซียจะกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม "BRIC" ในอนาคตที่ประกอบไปด้วยประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน

ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจอินโดนีเซีย

ปี 2008 2009 2010 2011 (F)
GDP Growth Rate 6.0 4.5 6.1 6.2
GDP per capita (USD) 3,980.4 4,156.7 4,379.6 4,658.1
อัตราเงินเฟ้อ (%) 11.06 2.78 6.96 5.3
อัตราดอกเบี้ย (BI Rate:%) 9.25 6.50 6.50 6.75
อัตราแลกเปลี่ยน (IDR/USD) 9,802 10,425 9,061 9,300
อัตราการว่างงาน (%) 9.1 8.4 8.1 7.9
แหล่งข้อมูล : Bank Indonesia, Central Statistic Agency, World Bank, Standard Chartered Bank Forecast (Central Bureau Statistics, Indonesia Economic Watch, 2011)

การค้าระหว่างอินโดนีเซียกับประเทศสมาชิกอาเซียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ เป็นผลจากการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ซึ่งประเทศในอาเซียนที่มีการค้ากับอินโดนีเซียมากที่สุดคือสิงคโปร์ และในปี 2553 อินโดนีเซีย ส่งออกสินค้าไปยังประเทศญี่ปุ่นมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีมูลค่าสูงถึง 25,781 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รองลงมาได้แก่จีน มูลค่า 15,692 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และสหรัฐอเมริกามูลค่า 14,266 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนประเทศไทยเป็นตลาดส่งออกอันดับ 9 ของอินโดนีเซีย มูลค่า 4,566 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ประเทศจีนถือว่าเป็นแหล่งนำเข้าสำคัญอันดับหนึ่งของอินโดนีเซีย มูลค่าสูงถึง 20,424 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รองลงมาได้แก่ ประเทศสิงคโปร์ มูลค่า 20,240 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ญี่ปุ่น มูลค่า 16,965 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และสหรัฐอเมริกามีมูลค่า 9,399 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนไทยเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าอันดับ 7 ของอินโดนีเซีย มูลค่า 7,470 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

สินค้าส่งออกที่สำคัญของอินโดนีเซียคือ น้ำมันเชื้อเพลิง มีมูลค่า 46,765 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 29.6 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 17 ของโลก คิดเป็นประมาณร้อยละ 2 ของการผลิตน้ำมันของโลก อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียยังคงต้องนำเข้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงอื่นๆ เนื่องจากไม่มีความสามารถในการกลั่น รวมถึงขาดการสำรวจน้ำมันแหล่งใหม่ๆ ส่วนสินค้าส่งออกรองลงมา ได้แก่ น้ำมันปรุงอาหาร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แร่ธาตุ และยางพารา

ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญคือ น้ำมันและผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงอื่นๆ 27,530 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สัดส่วนประมาณร้อยละ 20.2 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด สินค้านำเข้าอื่นๆ ได้แก่ เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เหล็กและผลิตภัณฑ์ ยานพาหนะ เป็นต้น

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ข้อมูลเศรษฐกิจการค้า

อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแบบ Market-based ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการดูแลจัดการเรื่องราคาของผลิตภัณฑ์พื้นฐานต่างๆ เช่น เชื้อเพลิง ข้าว และไฟฟ้า เศรษฐกิจของประเทศขึ้นอยู่กับการทำเหมืองแร่ ภาคอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภค ภาคอุตสาหกรรมมีส่วนแบ่งประมาณ 46% ของ GDP อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ ปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย การทำเหมืองแร่ รองเท้ายางและปุ๋ยเคมี นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุมากมาย เช่น น้ำมัน ถ่านหิน เงิน ทองแดง ทอง อะลูมิเนียมและดีบุก

ด้วยอัตราการเติบโตและนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่เป็นไปในทางที่ดีขึ้น คาดว่าอินโดนีเซียจะกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม "BRIC" ในอนาคตที่ประกอบไปด้วยประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน

ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจอินโดนีเซีย

ปี 2008 2009 2010 2011 (F)
GDP Growth Rate 6.0 4.5 6.1 6.2
GDP per capita (USD) 3,980.4 4,156.7 4,379.6 4,658.1
อัตราเงินเฟ้อ (%) 11.06 2.78 6.96 5.3
อัตราดอกเบี้ย (BI Rate:%) 9.25 6.50 6.50 6.75
อัตราแลกเปลี่ยน (IDR/USD) 9,802 10,425 9,061 9,300
อัตราการว่างงาน (%) 9.1 8.4 8.1 7.9
แหล่งข้อมูล : Bank Indonesia, Central Statistic Agency, World Bank, Standard Chartered Bank Forecast (Central Bureau Statistics, Indonesia Economic Watch, 2011)

การค้าระหว่างอินโดนีเซียกับประเทศสมาชิกอาเซียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ เป็นผลจากการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ซึ่งประเทศในอาเซียนที่มีการค้ากับอินโดนีเซียมากที่สุดคือสิงคโปร์ และในปี 2553 อินโดนีเซีย ส่งออกสินค้าไปยังประเทศญี่ปุ่นมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีมูลค่าสูงถึง 25,781 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รองลงมาได้แก่จีน มูลค่า 15,692 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และสหรัฐอเมริกามูลค่า 14,266 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนประเทศไทยเป็นตลาดส่งออกอันดับ 9 ของอินโดนีเซีย มูลค่า 4,566 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ประเทศจีนถือว่าเป็นแหล่งนำเข้าสำคัญอันดับหนึ่งของอินโดนีเซีย มูลค่าสูงถึง 20,424 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รองลงมาได้แก่ ประเทศสิงคโปร์ มูลค่า 20,240 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ญี่ปุ่น มูลค่า 16,965 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และสหรัฐอเมริกามีมูลค่า 9,399 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนไทยเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าอันดับ 7 ของอินโดนีเซีย มูลค่า 7,470 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

สินค้าส่งออกที่สำคัญของอินโดนีเซียคือ น้ำมันเชื้อเพลิง มีมูลค่า 46,765 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 29.6 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 17 ของโลก คิดเป็นประมาณร้อยละ 2 ของการผลิตน้ำมันของโลก อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียยังคงต้องนำเข้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงอื่นๆ เนื่องจากไม่มีความสามารถในการกลั่น รวมถึงขาดการสำรวจน้ำมันแหล่งใหม่ๆ ส่วนสินค้าส่งออกรองลงมา ได้แก่ น้ำมันปรุงอาหาร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แร่ธาตุ และยางพารา

ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญคือ น้ำมันและผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงอื่นๆ 27,530 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สัดส่วนประมาณร้อยละ 20.2 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด สินค้านำเข้าอื่นๆ ได้แก่ เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เหล็กและผลิตภัณฑ์ ยานพาหนะ เป็นต้น

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

การทำธุรกิจในอินโดนีเซียจะใช้กฎระเบียบเหมือนกันหมดทุกรัฐ เนื่องจากรัฐบาลกลางเป็นผู้ออกใบอนุญาตในการนำเข้าทุกเอกสาร



สินค้าที่มีการห้ามนำเข้าหรือมีกฎระเบียบควบคุมการนำเข้า


ประเภท ชนิดของสินค้า
1.สินค้าส่งออก
-สินค้าที่อยู่ในบังคับของกฎระเบียบ Manioc โดยเฉพาะที่มีการส่งออกไปยังยุโรป สินค้า กาแฟ สิ่งทอ แผ่นไม้วีเนียร์ และไม้อัด
- สินค้าควบคุม วัว พ่อพันธุ์/แม่พันธุ์ และควาย ปลาที่มีชีวิต และลูกปลา Napoleon Wrasse ปลา milk fish ปลามังกร (Arwana fish of Xclerophagess Pecies) กะลาปาล์ม น้ำมันและก๊าซ ปุ๋ยยูเรีย หนังจระเข้ในรูปของ wet blue สัตว์ป่าและพันธุ์พืชสงวนซึ่งกำหนดใน appendix 2 ของ CITES เงินและทองในรูปแบบต่างๆ ยกเว้นที่เป็นเครื่องประดับ เศษหรือเหล็กที่ได้จากการถลุงเหล็ก เศษเหล็กที่ได้จากเหล็กกล้า ทองแดง โลหะผสม บรอนซ์ และอะลูมิเนียม
- สินค้าที่ห้ามส่งออก ปลามีชีวิต ปลามังกร (Arwana fi sh of Sclerophages Formosus species) Anguila SPP ที่มีขนาดต่ำกว่า 5 มม. ปลาตู้น้ำจืดชนิด Botia macracanthus ที่มีขนาด 15 มม. ขึ้นไป กุ้งน้ำจืดขนาด 8 มม. แม่พันธุ์ของกุ้ง Penaeidae ยางพาราชนิด crumb วัตถุโบราณซึ่งมีคุณค่าทางวัฒนธรรม สัตว์ป่าและพันธุ์พืชสงวน วัตถุดิบประเภทแท่งเหล็ก เศษเหล็ก ยางพาราชนิดแผ่นไม่รมควัน และรมควันที่มีคุณภาพต่ำกว่า Quality IV, Remilled 4, Cutting C, Blanked D. off หนังดิบ หนังประเภท Wet Blue ยกเว้นหนังจระเข้ Wet Blue
2.สินค้านำเข้า
- สินค้าที่อยู่ในบังคับของกฎระเบียบ น้ำตาล ข้าว เกลือ Nitro Cellulose วัตถุอันตรายบางประเภท สารหล่อลื่น optic discs สิ่งทอและผลิตภัณฑ์เซรามิกและวัตถุดิบที่เป็นอันตรายต่อชั้นบรรยากาศ เพชรดิบ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พลาสติก วัตถุระเบิด สารให้ความหวาน (saccharine) เครื่องมือเครื่องถ่ายเอกสารสี สินค้าทุนที่ใช้แล้ว และก๊าช LPG
- สินค้าที่ห้ามนำเข้า สินค้าที่ใช้แล้ว (used goods) เครื่องพิมพ์ภาษาอินโดนีเซีย pesticides Ethylene Dibromide (EDB), B3 waste, Gombal, BPO (ที่เป็นวัตถุดิบและสินค้า), Derivatives of Halogenation, Sulfonation, Nitration ซึ่งประกอบด้วย halogen จากเกลือ psychotropic ยาเสพติดและวัตถุดิบสำหรับอาวุธเคมี สินค้าที่นำเข้าได้เสรี คือสินค้านำเข้าทุกประเภทซึ่งไม่ได้อยู่ในรายการของสินค้าที่อยู่ในบังคับของกฎระเบียบ สินค้าควบคุมหรือสินค้าที่ห้ามนำเข้า

กฎระเบียบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอาหารฮาลาล

  1. แต่งตั้งให้ The Indonesian Ulemas Council (MUI) เป็นหน่วยงานตรวจสอบอาหารฮาลาล ทั้งที่ผลิตและนำเข้ามาเพื่อการจำหน่ายในอินโดนีเซีย โดยจะมีการตรวจสอบตั้งแต่ขบวนการผลิต ห้องแล็บ/ห้องทดสอบ การบรรจุหีบห่อ บรรจุภัณฑ์ การเก็บสต๊อก ระบบการขนส่ง การจัดจำหน่าย การตลาด ตลอดจนการนำเสนอผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการออกใบรับรองฮาลาล (Halal Certifi cation) ซึ่งผู้ยื่นขอใบรับรองจะต้องใช้แบบฟอร์มตามที่หน่วยงาน MUI กำหนด
  2. แต่งตั้งให้ State - Owned Money Printing Company (PERUM PERURI) เป็นผู้จัดพิมพ์ฉลากฮาลาลที่ติดอยู่กับบรรจุภัณฑ์ของอาหารฮาลาลที่จำหน่ายในอินโดนีเซีย
  3. คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (CICOT) เป็นหนึ่งในรายชื่อของหน่วยงานที่ได้รับการรับรองจาก MUI โดยได้รับการรับรอง 2 กลุ่มเท่านั้น คือ การฆ่าสัตว์ (Slaughtering) และอาหารที่ผ่านกระบวนการ (Processing Food)
  4. ผู้ผลิตและผู้นำเข้าอาหารและเครื่องดื่มจะต้องยื่นขอหมายเลขทะเบียนอาหารและเครื่องดื่มจากหน่วยงานอาหารและยาของอินโดนีเซีย (BPOM) สำหรับสินค้าที่ผลิต/นำเข้าเพื่อการจำหน่ายในอินโดนีเซีย
  5. มาตรการด้านสุขอนามัย (Food Safety: SPS) เช่น ผลไม้ ต้องระบุในใบรับรองว่าเพาะปลูกในบริเวณที่ปราศจากแมลงวันทองและปลอดจากสารเคมี และโลหะหนัก เป็นต้น

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

การทำธุรกิจในอินโดนีเซียจะใช้กฎระเบียบเหมือนกันหมดทุกรัฐ เนื่องจากรัฐบาลกลางเป็นผู้ออกใบอนุญาตในการนำเข้าทุกเอกสาร



สินค้าที่มีการห้ามนำเข้าหรือมีกฎระเบียบควบคุมการนำเข้า


ประเภท ชนิดของสินค้า
1.สินค้าส่งออก
-สินค้าที่อยู่ในบังคับของกฎระเบียบ Manioc โดยเฉพาะที่มีการส่งออกไปยังยุโรป สินค้า กาแฟ สิ่งทอ แผ่นไม้วีเนียร์ และไม้อัด
- สินค้าควบคุม วัว พ่อพันธุ์/แม่พันธุ์ และควาย ปลาที่มีชีวิต และลูกปลา Napoleon Wrasse ปลา milk fish ปลามังกร (Arwana fish of Xclerophagess Pecies) กะลาปาล์ม น้ำมันและก๊าซ ปุ๋ยยูเรีย หนังจระเข้ในรูปของ wet blue สัตว์ป่าและพันธุ์พืชสงวนซึ่งกำหนดใน appendix 2 ของ CITES เงินและทองในรูปแบบต่างๆ ยกเว้นที่เป็นเครื่องประดับ เศษหรือเหล็กที่ได้จากการถลุงเหล็ก เศษเหล็กที่ได้จากเหล็กกล้า ทองแดง โลหะผสม บรอนซ์ และอะลูมิเนียม
- สินค้าที่ห้ามส่งออก ปลามีชีวิต ปลามังกร (Arwana fi sh of Sclerophages Formosus species) Anguila SPP ที่มีขนาดต่ำกว่า 5 มม. ปลาตู้น้ำจืดชนิด Botia macracanthus ที่มีขนาด 15 มม. ขึ้นไป กุ้งน้ำจืดขนาด 8 มม. แม่พันธุ์ของกุ้ง Penaeidae ยางพาราชนิด crumb วัตถุโบราณซึ่งมีคุณค่าทางวัฒนธรรม สัตว์ป่าและพันธุ์พืชสงวน วัตถุดิบประเภทแท่งเหล็ก เศษเหล็ก ยางพาราชนิดแผ่นไม่รมควัน และรมควันที่มีคุณภาพต่ำกว่า Quality IV, Remilled 4, Cutting C, Blanked D. off หนังดิบ หนังประเภท Wet Blue ยกเว้นหนังจระเข้ Wet Blue
2.สินค้านำเข้า
- สินค้าที่อยู่ในบังคับของกฎระเบียบ น้ำตาล ข้าว เกลือ Nitro Cellulose วัตถุอันตรายบางประเภท สารหล่อลื่น optic discs สิ่งทอและผลิตภัณฑ์เซรามิกและวัตถุดิบที่เป็นอันตรายต่อชั้นบรรยากาศ เพชรดิบ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พลาสติก วัตถุระเบิด สารให้ความหวาน (saccharine) เครื่องมือเครื่องถ่ายเอกสารสี สินค้าทุนที่ใช้แล้ว และก๊าช LPG
- สินค้าที่ห้ามนำเข้า สินค้าที่ใช้แล้ว (used goods) เครื่องพิมพ์ภาษาอินโดนีเซีย pesticides Ethylene Dibromide (EDB), B3 waste, Gombal, BPO (ที่เป็นวัตถุดิบและสินค้า), Derivatives of Halogenation, Sulfonation, Nitration ซึ่งประกอบด้วย halogen จากเกลือ psychotropic ยาเสพติดและวัตถุดิบสำหรับอาวุธเคมี สินค้าที่นำเข้าได้เสรี คือสินค้านำเข้าทุกประเภทซึ่งไม่ได้อยู่ในรายการของสินค้าที่อยู่ในบังคับของกฎระเบียบ สินค้าควบคุมหรือสินค้าที่ห้ามนำเข้า

กฎระเบียบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอาหารฮาลาล

  1. แต่งตั้งให้ The Indonesian Ulemas Council (MUI) เป็นหน่วยงานตรวจสอบอาหารฮาลาล ทั้งที่ผลิตและนำเข้ามาเพื่อการจำหน่ายในอินโดนีเซีย โดยจะมีการตรวจสอบตั้งแต่ขบวนการผลิต ห้องแล็บ/ห้องทดสอบ การบรรจุหีบห่อ บรรจุภัณฑ์ การเก็บสต๊อก ระบบการขนส่ง การจัดจำหน่าย การตลาด ตลอดจนการนำเสนอผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการออกใบรับรองฮาลาล (Halal Certifi cation) ซึ่งผู้ยื่นขอใบรับรองจะต้องใช้แบบฟอร์มตามที่หน่วยงาน MUI กำหนด
  2. แต่งตั้งให้ State - Owned Money Printing Company (PERUM PERURI) เป็นผู้จัดพิมพ์ฉลากฮาลาลที่ติดอยู่กับบรรจุภัณฑ์ของอาหารฮาลาลที่จำหน่ายในอินโดนีเซีย
  3. คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (CICOT) เป็นหนึ่งในรายชื่อของหน่วยงานที่ได้รับการรับรองจาก MUI โดยได้รับการรับรอง 2 กลุ่มเท่านั้น คือ การฆ่าสัตว์ (Slaughtering) และอาหารที่ผ่านกระบวนการ (Processing Food)
  4. ผู้ผลิตและผู้นำเข้าอาหารและเครื่องดื่มจะต้องยื่นขอหมายเลขทะเบียนอาหารและเครื่องดื่มจากหน่วยงานอาหารและยาของอินโดนีเซีย (BPOM) สำหรับสินค้าที่ผลิต/นำเข้าเพื่อการจำหน่ายในอินโดนีเซีย
  5. มาตรการด้านสุขอนามัย (Food Safety: SPS) เช่น ผลไม้ ต้องระบุในใบรับรองว่าเพาะปลูกในบริเวณที่ปราศจากแมลงวันทองและปลอดจากสารเคมี และโลหะหนัก เป็นต้น

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

นโยบายการลงทุนในอินโดนีเซียจะใช้กฎระเบียบเหมือนกันหมดทุกพื้นที่ เนื่องจากรัฐบาลกลางเป็นผู้กำกับดูแล และนักลงทุนต่างชาติสามารถลงทุน 100% ได้ในเกือบทุกธุรกิจ สำหรับธุรกิจที่ยกเว้นสามารถลงทุนในรูปแบบ Joint Venture ได้ ทั้งนี้ อินโดนีเซียมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากต้องการให้การลงทุนจากต่างประเทศผลักดันให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยจะเน้นส่งเสริมการลงทุนที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งอินโดนีเซียได้ปรับปรุงกฎหมายการลงทุน และได้ออกกฎหมายการลงทุนฉบับใหม่โดยสร้างบรรยากาศการลงทุนเพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ รวมทั้งได้ปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความชัดเจนมากขึ้น

อินโดนีเซียพยายามเปิดรับนักลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงของเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN) ในการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งมีเป้าหมายในการเปิดสาขาธุรกิจมากขึ้นในประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้งเป็นการให้บริการที่พักในภาคตะวันออกของอินโดนีเซีย ลดข้อจำกัดต่อการลงทุนจากต่างประเทศในภูมิภาคต่างๆ เช่น การก่อสร้าง การให้บริการทางการแพทย์เฉพาะทาง การผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้นักลงทุนจากต่างประเทศมีความมั่นใจเกี่ยวกับการลงทุนในอินโดนีเซียมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การตั้งเสาสูงโทรคมนาคม ซึ่งเป็นภาคที่มีการดึงดูดการลงทุนอย่างมาก ยังคงห้ามการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศโดยเด็ดขาด

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

นโยบายการลงทุนในอินโดนีเซียจะใช้กฎระเบียบเหมือนกันหมดทุกพื้นที่ เนื่องจากรัฐบาลกลางเป็นผู้กำกับดูแล และนักลงทุนต่างชาติสามารถลงทุน 100% ได้ในเกือบทุกธุรกิจ สำหรับธุรกิจที่ยกเว้นสามารถลงทุนในรูปแบบ Joint Venture ได้ ทั้งนี้ อินโดนีเซียมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากต้องการให้การลงทุนจากต่างประเทศผลักดันให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยจะเน้นส่งเสริมการลงทุนที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งอินโดนีเซียได้ปรับปรุงกฎหมายการลงทุน และได้ออกกฎหมายการลงทุนฉบับใหม่โดยสร้างบรรยากาศการลงทุนเพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ รวมทั้งได้ปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความชัดเจนมากขึ้น

อินโดนีเซียพยายามเปิดรับนักลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงของเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN) ในการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งมีเป้าหมายในการเปิดสาขาธุรกิจมากขึ้นในประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้งเป็นการให้บริการที่พักในภาคตะวันออกของอินโดนีเซีย ลดข้อจำกัดต่อการลงทุนจากต่างประเทศในภูมิภาคต่างๆ เช่น การก่อสร้าง การให้บริการทางการแพทย์เฉพาะทาง การผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้นักลงทุนจากต่างประเทศมีความมั่นใจเกี่ยวกับการลงทุนในอินโดนีเซียมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การตั้งเสาสูงโทรคมนาคม ซึ่งเป็นภาคที่มีการดึงดูดการลงทุนอย่างมาก ยังคงห้ามการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศโดยเด็ดขาด

สิทธิประโยชน์

1. โครงการลงทุนทั้งของนักลงทุนในประเทศและนักลงทุนต่างชาติจะได้รับการลดหย่อนอากรขาเข้าจนอัตราภาษีขั้นสุดท้ายเป็นร้อยละ 5 สำหรับกรณีที่อากรขาเข้าที่กำหนดอยู่ใน Indonesian Customs Tariff Book ที่ร้อยละ 5 หรือต่ำกว่า ทั้งนี้ หากนำเข้าจากต่างประเทศ ASEAN จะได้รับยกเว้นภาษีนำเข้า 0%

2. การผลิตเพื่อส่งออก ผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ คือ การคืนอากรสำหรับการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบเพื่อนำมาผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปส่งออก การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีการค้าสำหรับสินค้าฟุ่มเฟือยที่ซื้อในประเทศ เพื่อนำมาใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออก และสามารถนำเข้าวัตถุดิบได้อย่างเสรีในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออก หากสินค้า/วัตถุดิบ/เครื่องจักร ไม่สามารถผลิตในประเทศได้

3. กิจการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เขต Bonded Zone จะได้รับสิทธิประโยชน์ ยกเว้นอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าฟุ่มเฟือยในการนำเข้าสินค้าทุน และเครื่องมือต่างๆ รวมทั้งวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า อนุญาตให้จำหน่ายสินค้าในประเทศได้ถึงร้อยละ 50 ของมูลค่าส่งออก หรือร้อยละ 100 ของการส่งออกสินค้าอื่นที่ไม่ใช่สินค้าสำเร็จรูป อนุญาตให้จำหน่ายเศษหรือของเหลือจากการผลิตเท่าที่ยังมีส่วนประกอบของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเกินร้อยละ 5 สามารถนำเครื่องมือเครื่องจักรของบริษัทไปให้ผู้รับเหมาช่วง (Subcontractors) ยืมไปใช้นอก Bonded Zone ได้ภายในเวลาไม่เกิน 2 ปี เพื่อนำไปผลิตตามกระบวนการต่อไป ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีการค้าสำหรับสินค้าฟุ่มเฟือยในการส่งสินค้าเพื่อการผลิตต่อจาก Bonded Zone ไปยังผู้รับเหมาช่วงของบริษัท หรือในทางกลับกันระหว่างบริษัทดังกล่าวในเขตพื้นที่

สิทธิการครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

1. สิทธิในการเพาะปลูก (Right to Cultivate) อาทิ เกษตรกรรม ประมง และปศุสัตว์ กฎหมายอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวได้เป็นเวลาสูงสุด 95 ปี โดยครั้งแรกไม่เกิน 60 ปี และสามารถขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 35 ปี หากมีการใช้และจัดการที่ดินอย่างเหมาะสม (Article 22 Section 1 Subsection)

2. สิทธิในการสร้างสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน (Right to Build) อนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวได้เป็นเวลาสูงสุด 80 ปี โดยครั้งแรกไม่เกิน 50 ปี และขยายได้อีกไม่เกิน 30 ปี สำหรับบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนบริษัทในอินโดนีเซีย รวมถึงบริษัทลงทุนต่างชาติด้วย โดยสิทธิดังกล่าวสามารถโอนให้แก่ผู้อื่นได้

3. สิทธิการใช้ประโยชน์บนที่ดิน (Right to Use) เป็นสิทธิการใช้ประโยชน์บนที่ดินตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด (Specific Purpose) อนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวสูงสุด 70 ปี โดยครั้งแรก 45 ปี และขยายได้อีก 25 ปี

สิทธิประโยชน์

1. โครงการลงทุนทั้งของนักลงทุนในประเทศและนักลงทุนต่างชาติจะได้รับการลดหย่อนอากรขาเข้าจนอัตราภาษีขั้นสุดท้ายเป็นร้อยละ 5 สำหรับกรณีที่อากรขาเข้าที่กำหนดอยู่ใน Indonesian Customs Tariff Book ที่ร้อยละ 5 หรือต่ำกว่า ทั้งนี้ หากนำเข้าจากต่างประเทศ ASEAN จะได้รับยกเว้นภาษีนำเข้า 0%

2. การผลิตเพื่อส่งออก ผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ คือ การคืนอากรสำหรับการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบเพื่อนำมาผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปส่งออก การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีการค้าสำหรับสินค้าฟุ่มเฟือยที่ซื้อในประเทศ เพื่อนำมาใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออก และสามารถนำเข้าวัตถุดิบได้อย่างเสรีในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออก หากสินค้า/วัตถุดิบ/เครื่องจักร ไม่สามารถผลิตในประเทศได้

3. กิจการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เขต Bonded Zone จะได้รับสิทธิประโยชน์ ยกเว้นอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าฟุ่มเฟือยในการนำเข้าสินค้าทุน และเครื่องมือต่างๆ รวมทั้งวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า อนุญาตให้จำหน่ายสินค้าในประเทศได้ถึงร้อยละ 50 ของมูลค่าส่งออก หรือร้อยละ 100 ของการส่งออกสินค้าอื่นที่ไม่ใช่สินค้าสำเร็จรูป อนุญาตให้จำหน่ายเศษหรือของเหลือจากการผลิตเท่าที่ยังมีส่วนประกอบของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเกินร้อยละ 5 สามารถนำเครื่องมือเครื่องจักรของบริษัทไปให้ผู้รับเหมาช่วง (Subcontractors) ยืมไปใช้นอก Bonded Zone ได้ภายในเวลาไม่เกิน 2 ปี เพื่อนำไปผลิตตามกระบวนการต่อไป ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีการค้าสำหรับสินค้าฟุ่มเฟือยในการส่งสินค้าเพื่อการผลิตต่อจาก Bonded Zone ไปยังผู้รับเหมาช่วงของบริษัท หรือในทางกลับกันระหว่างบริษัทดังกล่าวในเขตพื้นที่

สิทธิการครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

1. สิทธิในการเพาะปลูก (Right to Cultivate) อาทิ เกษตรกรรม ประมง และปศุสัตว์ กฎหมายอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวได้เป็นเวลาสูงสุด 95 ปี โดยครั้งแรกไม่เกิน 60 ปี และสามารถขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 35 ปี หากมีการใช้และจัดการที่ดินอย่างเหมาะสม (Article 22 Section 1 Subsection)

2. สิทธิในการสร้างสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน (Right to Build) อนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวได้เป็นเวลาสูงสุด 80 ปี โดยครั้งแรกไม่เกิน 50 ปี และขยายได้อีกไม่เกิน 30 ปี สำหรับบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนบริษัทในอินโดนีเซีย รวมถึงบริษัทลงทุนต่างชาติด้วย โดยสิทธิดังกล่าวสามารถโอนให้แก่ผู้อื่นได้

3. สิทธิการใช้ประโยชน์บนที่ดิน (Right to Use) เป็นสิทธิการใช้ประโยชน์บนที่ดินตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด (Specific Purpose) อนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวสูงสุด 70 ปี โดยครั้งแรก 45 ปี และขยายได้อีก 25 ปี

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

  1. ประชากรส่วนใหญ่มีฐานะยากจน
  2. กฎหมายและกฎระเบียบบางอย่างไม่มีความชัดเจนและโปร่งใส
  3. ระบบราชการที่มีกระบวนการมากซับซ้อนและยุ่งยาก ยังมีปัญหาเรื่องการคอร์รัปชั่นในระบบราชการ
  4. มีการกำหนดมาตรการทางการค้าในลักษณะที่เป็นการกีดกันทางการค้า เช่น มาตรการห้ามนำเข้า ใบอนุญาตนำเข้า มาตรการด้านสุขอนามัย เป็นต้น
  5. ตลาดอินโดนีเซียมีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ เช่น จากจีน เวียดนาม และอินเดีย เป็นต้น
  6. การให้สิทธิประโยชน์ในการลงทุนของอินโดนีเซียยังค่อนข้างน้อย แม้จะมีการรวมกฎหมายลงทุนของนักลงทุนในประเทศและนักลงทุนต่างชาติเป็นฉบับเดียวกันแล้วก็ตาม

ข่าวเศรษฐกิจ / เรื่องเด่น / ข่าวประชาสัมพันธ์ในศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย

  • รัฐบาลอินโดนีเซียภายใต้การนำของ โจโค วิโดโด มีความมุ่งมั่นในการปฏิรูปเศรษฐกิจอินโดนีเซียอย่างจริงจัง เพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มงบประมาณสำหรับพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐาน รวมทั้งออกมาตรการดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ ล่าสุดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา รัฐบาลอินโดนีเซียได้เปิดตัวการลดขั้นตอนและลดระยะเวลาในการขอใบอนุญาตการลงทุนในแดนอิเหนาโดยใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมง เท่านั้น  
  • อินโดนีเซียเคยเป็นประเทศอาณานิคมของหลายประเทศ แต่ที่ยาวนานที่สุดคือเนเธอร์แลนด์ โดย ได้รับเอกราชเมื่อประมาณ 70 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้คนอินโดนีเซียมีความเป็นอิสระสูงทั้งในด้านการเมือง และเศรษฐกิจ จึงมักจะแสดงบทบาทของประเทศในฐานะผู้นำกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา....
  • ทางการแดนอิเหนาเริ่มเข้มงวดมากขึ้นกับการจัดจ้างคนต่างชาติ เพื่อส่งเสริมการจ้างแรงงานท้องถิ่นให้มากขึ้น
  • ตามที่กระทรวงการคลังอินโดนีเซีย ได้ประกาศกฎกระทรวงฯ ที่ 132/2015 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2558 กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้ามากกว่า 100 รายการ ภายใต้กรอบ WTO เพื่อให้สินค้าและผู้ผลิตท้องถิ่นสามารถแข่งขันกับสินค้าจากต่างประเทศได้นั้น
  • ประเทศไทยและอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางด้านการค้าอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากตลาดอินโดนีเซียต้องการสินค้าหลากหลายประเภทจากไทย อีกทั้งชนชั้นกลางของอินโดนีเซียกำลังจะขยายตัวจาก 10 % ในปัจจุบัน แต่ในไม่ช้านี้จะกลายเป็น 20-30%
  • อินโดนีเซียเสนอลดหย่อนภาษี บริษัทส่งออกผลผลิตอย่างน้อย 30% หวังกระตุ้นส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม หลังโภคภัณฑ์ตกต่ำ


    

สาระน่ารู้

  • One Galle Face is Colombo's first internationally developed integrated lifestyle destination that makes living, working, entertainment and hospitality possible all in one location. Hong Kong's leisure entity Shanri-La Hotels and Resorts foresees the completion of this project by 2018 with a hefty investment of over US$ 600 million. The twin towers will be used for residence, which consist of 50 floors each, 16 penthouses and 8 duplex and simplex units. The target market is expatriates, international investors and the expanding population of Sri Lanka.
  • Following the tremendous success of the Exhibition 2018 and the 36th Annual Sessions, which took place at the Bandaranaike Memorial International Conference Hall in Colombo from February 22 to 25 earlier this year, the SLIA is proud to prsent  the next edition in a superior manner.<br />
    <br />
    Save the date :February 20th to 24th, 2019
  • The Institution of Engineers, Sri Lanka is the successor to the ‘Engineering Association of Ceylon’, which was founded in 1906. In 1968, the Institution of Engineers, Sri Lanka was made an incorporated body of the government, by an Act of Parliament. The IESL being the Apex body for engineering professionals in Sri Lanka, having a membership of more than 20,000, is called upon to represent the profession at many national forums and contribute to national development. By virtue of agreements it has entered into with the International Engineers’ Alliance (IEA) for mutual recognition of competencies, members assessed to have such competencies by IESL are eligible to practice engineering in the member countries including Japan, Australia, United Kingdom, Singapore, Pakistan, India, USA, Canada and South Korea.<br />
    <br />
    IESL with the Vision to be among the leading professional institutions of engineering and technology in the world, has Missioned Techno Sri Lanka’s for “Bringing out and Unleashing the Country’s Multi – Disciplinary Engineering Talents, to Drive Sri Lanka into Technological Excellence for Revolutionary Uplifting of Peoples’ Living Conditions and Prosperity”. Engineers are driven by passion to look beyond the regular, push borders and create the impossible. This is also reflective of the fact that Engineers over centuries are really innovators, who think beyond the realm and invent solutions for mankind, ahead of their time. That’s what engineering is all about and it’s the reason Engineers will always be the ingenious inventors and imaginative innovators throughout time.<br />
    <br />
    The flagship event of IESL, Techno Sri Lanka, since its inception in 1985 has grown to be the largest and the only engineering and technology exhibition held annually in Colombo. Techno, living up to its standards, has provided the means for uplifting peoples’ living conditions and has become an ideal venue for industry professionals, business heads, technologists and keen public to come together on a single global platform.<br />
    <br />
    The world is changing; engineers are in the forefront of this change. Expectations are very high in today’s society. However, the Planet’s resources are fast depleting and engineers have to be smart and innovative to achieve high goals with very low resource consumption. Technology should reach the masses and make them do things differently, as doing ‘business as usual’ will not leave a healthy planet for our children and grandchildren. We need ‘sustainable technologies’ that will revolutionize the day-to-day activities, such as mobile technology, nanotechnology, household solar PV technology and perhaps other inventions and breakthroughs to satisfy the society’s expectations and still not be blamed by our future generations for not leaving them a livable Planet Earth.<br />
    <br />
    Considering these facts, Techno Sri Lanka has redefined its Theme for the year 2018, aiming to fulfill the expectations of all stakeholders.
  • 01. - 03. November 2018 | Trade fair for hotels, hospitality, tourism and food businesses<br />
    <br />
    The Hotel, Hospitality & Food Asia in Sri Lanka has been designed by the dynamic development of the hotel and catering industry and the tourism and food companies to take account of South Asia. She is a specifically targeted at this sector business-to-business event. This exhibition is communication and information platform in the industry and provides the exhibiting companies the opportunity to present to an audience of experts here. Visitors can find information here thoroughly and comprehensively about the latest developments, trends, products and services in various fields. HHF Sri Lanka is the leading marketplace for regional networking and distribution, as well as a new basis for the procurement of products. The program will be held a culinary competition and other live features.<br />
    <br />
    The Hotel Hospitality & Food Asia will take place on 3 days from Thursday, 01. November to Saturday, 03. November 2018 in Colombo.
  • Infotel theme will be Towards a Digital Economy, is aligning with national priorities of enhancing the digital infrastructure of the country for facilitating a digitally empowered ecosystem while improving the Citizens’ engagement in a digital society.
  • The Western Region MegapolisDevelopment Plan, also called Western Region Megapolis Planning Project(WRMPP), is a urban planning, zoning and development project aimed at creating a Megapolis in the Western Province of Sri Lanka by 2030 , which would help address the issues of waste management, traffic congestion, slums and environmental pollution. This project is intended to build a Megacity that matches other well-known economic hubs such as Dubai,Singapore,Seoul and Tokyo. For more information, please visit <a class="txttohtmllink" href="http://www.megapolis.gov.lk/">http://www.megapolis.gov.lk/</a>




เอกสารอ้างอิง

ดาวน์โหลด

ติดต่อหน่วยงาน

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา
JI. DR Ide Anak Agung Gde Agung kav. NO. 3.3 (Lot 8.8), Kawasan Mega Kuningan, Jakarta Indonesia 12950.
Tel: (62-21) 29328190 - 94
Fax: (62-21) 2932-8199, 2932-8201, 2932-8213
Email : thaijkt@biz.net.id
Website: www.thaiembassy.org/jakarta/