อินเดีย

อินเดียเป็นอีกประเทศหนึ่งในเอเชียที่ได้รับความสนใจไม่น้อยกว่าจีน ทั้งในมิติของการเมืองระหว่างประเทศ ความมั่นคง และเศรษฐกิจ เนื่องจากเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วเฉลี่ยปีละ 8% ส่งผลให้ประชากรมีรายได้เพิ่มขึ้นและกลายเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อตั้งแต่ระดับจนถึงระดับสูง ทั้งยังเป็นผู้นำด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์และการบริการทางธุรกิจสำหรับการส่งออก ประกอบกับบทบาทเด่นชัดในการพัฒนาด้านการเงิน วิศวกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ ยาและเวชภัณฑ์ที่ทันสมัย ภาคการเกษตรพัฒนาและผันผวนน้อยลง พร้อมกับเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติเพิ่มขึ้น

ข้อมูลทั่วไป

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

อินเดียมีพื้นที่ 3.28 ล้าน ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียใต้ ลักษณะคล้ายรูปสามเหลี่ยมยื่นออกไปในมหาสมุทรอินเดีย อาณาเขตด้านทิศเหนือติดกับจีน เนปาล และภูฏาน ทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดกับปากีสถาน ทิศตะวันตกเฉียงใต้และตะวันออกเฉียงใต้ติดกับมหาสมุทรอินเดีย ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดกับพม่า และทิศตะวันออกติดกับบังกลาเทศ เมืองหลวงคือ กรุงนิวเดลี (New Delhi)

สภาพภูมิอากาศของอินเดียแตกต่างกันอย่างมากเนื่องจากมีพื้นที่กว้างใหญ่ ตอนเหนืออยู่ในเขตหนาว ขณะที่ตอนใต้อยู่ในเขตร้อน ทางเหนือมีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่าน คือ แม่น้ำสินธุและแม่น้ำคงคา จึงอุดมสมบูรณ์กว่าตอนใต้ซึ่งมีแต่แม่น้ำสายสั้นๆ อุณหภูมิเฉลี่ยในที่ราบช่วงฤดูร้อนประมาณ 35 องศาเซลเซียส และฤดูหนาวประมาณ 10 องศาเซลเซียส

ประชากร

อินเดียมีประชากรประมาณ 1.21 พันล้านคน (2555) ส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดียเชื้อสายอารยัน ร้อยละ 72 ชาวดราวิเดียน ร้อยละ 25 และชาวมองโกลอยด์ ร้อยละ 3

การเมืองการปกครอง

ประเทศอินเดียมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา แยกศาสนาออกจากการเมือง แบ่งอำนาจการปกครองเป็นสาธารณรัฐ (Secular Democratic Republic with a parliamentary system) การปกครองของอินเดียมีรัฐธรรมนูญเป็นแม่บท มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ และประมุขของฝ่ายบริหารตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แต่อำนาจในการบริหารที่แท้จริงอยู่ที่นายกรัฐมนตรี การปกครองของส่วนกลางของอินเดียคือ ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือรัฐสภาอินเดีย เป็นระบบสภาคู่ (Bicameral) ประกอบด้วย

ราชยสภา (Rajya Sabha) หรือวุฒิสภา มีสมาชิก 250 คน ส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมโดยสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ (Legislative Assembly) หรือวิธานสภา เป็นผู้เลือก และอีกส่วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีทุกๆ 2 ปี สมาชิกราชยสภามีวาระการทำงาน 6 ปี รองประธานาธิบดีอินเดียเป็นประธานราชยสภาโดยตำแหน่ง และ

โลกสภา (Lok Sabha) หรือสภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิก 545 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง (530 คน มาจากแต่ละรัฐ 13 คน มาจากดินแดนสหภาพ) และอีก 2 คน มาจากการคัดเลือกของประธานาธิบดีจากชุมชนชาวผิวขาว (Anglo-Community) ในประเทศ สมาชิกโลกสภามีวาระคราวละ 5 ปี เว้นแต่จะมีการยุบสภา

ภาษา

ภาษาฮินดีเป็นภาษาที่ใช้ประชาชนส่วนใหญ่ใช้ ส่วนภาษาอังกฤษใช้ในวงราชการและธุรกิจ และมีภาษาท้องถิ่นที่ใช้กันมาก เช่น อูรดู เตลูกู เบงกาลี ทมิฬ และปัญจาบี เป็นต้น

ศาสนา

ชาวอินเดียส่วนใหญ่ ร้อยละ 81.3 นับถือศาสนาฮินดู และร้อยละ 12 เป็นมุสลิม ศาสนาคริสต์ ร้อยละ 2.3 ซิกข์ ร้อยละ 1.9 อื่นๆ (พุทธและเซน) ร้อยละ 2.5

สกุลเงิน

หน่วยเงินตราของอินเดียคือ รูปี (Rupee) โดยอัตราแลกเปลี่ยน 1 รูปี เท่ากับประมาณ 0.533 บาท (17 เม.ย. 2556)

ข้อมูลทั่วไปประเทศอินเดีย

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

อินเดียมีพื้นที่ 3.28 ล้าน ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียใต้ ลักษณะคล้ายรูปสามเหลี่ยมยื่นออกไปในมหาสมุทรอินเดีย อาณาเขตด้านทิศเหนือติดกับจีน เนปาล และภูฏาน ทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดกับปากีสถาน ทิศตะวันตกเฉียงใต้และตะวันออกเฉียงใต้ติดกับมหาสมุทรอินเดีย ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดกับพม่า และทิศตะวันออกติดกับบังกลาเทศ เมืองหลวงคือ กรุงนิวเดลี (New Delhi)

สภาพภูมิอากาศของอินเดียแตกต่างกันอย่างมากเนื่องจากมีพื้นที่กว้างใหญ่ ตอนเหนืออยู่ในเขตหนาว ขณะที่ตอนใต้อยู่ในเขตร้อน ทางเหนือมีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่าน คือ แม่น้ำสินธุและแม่น้ำคงคา จึงอุดมสมบูรณ์กว่าตอนใต้ซึ่งมีแต่แม่น้ำสายสั้นๆ อุณหภูมิเฉลี่ยในที่ราบช่วงฤดูร้อนประมาณ 35 องศาเซลเซียส และฤดูหนาวประมาณ 10 องศาเซลเซียส

ประชากร

อินเดียมีประชากรประมาณ 1.21 พันล้านคน (2555) ส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดียเชื้อสายอารยัน ร้อยละ 72 ชาวดราวิเดียน ร้อยละ 25 และชาวมองโกลอยด์ ร้อยละ 3

การเมืองการปกครอง

ประเทศอินเดียมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา แยกศาสนาออกจากการเมือง แบ่งอำนาจการปกครองเป็นสาธารณรัฐ (Secular Democratic Republic with a parliamentary system) การปกครองของอินเดียมีรัฐธรรมนูญเป็นแม่บท มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ และประมุขของฝ่ายบริหารตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แต่อำนาจในการบริหารที่แท้จริงอยู่ที่นายกรัฐมนตรี การปกครองของส่วนกลางของอินเดียคือ ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือรัฐสภาอินเดีย เป็นระบบสภาคู่ (Bicameral) ประกอบด้วย

ราชยสภา (Rajya Sabha) หรือวุฒิสภา มีสมาชิก 250 คน ส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมโดยสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ (Legislative Assembly) หรือวิธานสภา เป็นผู้เลือก และอีกส่วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีทุกๆ 2 ปี สมาชิกราชยสภามีวาระการทำงาน 6 ปี รองประธานาธิบดีอินเดียเป็นประธานราชยสภาโดยตำแหน่ง และ

โลกสภา (Lok Sabha) หรือสภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิก 545 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง (530 คน มาจากแต่ละรัฐ 13 คน มาจากดินแดนสหภาพ) และอีก 2 คน มาจากการคัดเลือกของประธานาธิบดีจากชุมชนชาวผิวขาว (Anglo-Community) ในประเทศ สมาชิกโลกสภามีวาระคราวละ 5 ปี เว้นแต่จะมีการยุบสภา

ภาษา

ภาษาฮินดีเป็นภาษาที่ใช้ประชาชนส่วนใหญ่ใช้ ส่วนภาษาอังกฤษใช้ในวงราชการและธุรกิจ และมีภาษาท้องถิ่นที่ใช้กันมาก เช่น อูรดู เตลูกู เบงกาลี ทมิฬ และปัญจาบี เป็นต้น

ศาสนา

ชาวอินเดียส่วนใหญ่ ร้อยละ 81.3 นับถือศาสนาฮินดู และร้อยละ 12 เป็นมุสลิม ศาสนาคริสต์ ร้อยละ 2.3 ซิกข์ ร้อยละ 1.9 อื่นๆ (พุทธและเซน) ร้อยละ 2.5

สกุลเงิน

หน่วยเงินตราของอินเดียคือ รูปี (Rupee) โดยอัตราแลกเปลี่ยน 1 รูปี เท่ากับประมาณ 0.533 บาท (17 เม.ย. 2556)

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ข้อมูลเศรษฐกิจการค้า

อินเดียมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศประมาณ 1,367 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รายได้ต่อหัวอยู่ที่ 3,862 ดอลลาร์สหรัฐฯ การขยายตัวทางเศรษฐกิจร้อยละ 8.2 เป็นเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ในเอเชีย รองจากญี่ปุ่นและจีน ทำให้มีอุปสงค์สูงมากทั้งสินค้า การบริการ การลงทุนสาขาต่างๆ ชนชั้นกลางมีรายได้และกำลังซื้อซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการสินค้ามีคุณภาพ นอกจากนี้อินเดียยังเป็นศูนย์กลางธุรกิจบริการที่สำคัญของโลก ทั้งด้านการเงิน การธนาคาร เทคโนโลยีสารสนเทศ เนื่องจากมีทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ภาษาอังกฤษจำนวนมาก ค่าแรงต่ำ คนรุ่นใหม่มีการศึกษาสูง อินเดียจึงเป็นทั้งตลาดการค้า การท่องเที่ยว และแหล่งลงทุนที่สำคัญของไทย

ที่ผ่านมาปริมาณและมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอินเดียได้ขยายตัวและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มูลค่าและปริมาณการค้าระหว่างไทยกับอินเดียน่าจะมีโอกาสขยายตัวต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการลงนามความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับอินเดียและระหว่างอาเซียนกับอินเดีย โดยทั้งสองฝ่ายต่างมีเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าให้บรรลุ 12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2557

ทั้งนี้ ไทยและอินเดียได้จัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ทั้งในกรอบทวิภาคี (ไทย-อินเดีย) และพหุภาคี (อาเซียน-อินเดีย และ BIMSTEC) ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยไทยและอินเดียต่างมีบริษัทที่เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจระหว่างกันจำนวนมาก อีกทั้งยังมีกลไกความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและขยายการค้าและการบริการธุรกิจระหว่างกัน เช่น สภาธุรกิจ ไทย-อินเดีย (Thai-Indian Business Council) ที่มีเครือข่ายความร่วมมือกับภาคเอกชนอินเดีย ตลอดจนองค์กรภาคธุรกิจของอินเดีย เช่น FICCI, CII และ ASSOCHAM ซึ่งมีความร่วมมือใกล้ชิดกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ลู่ทางธุรกิจในอินเดีย

1. ธุรกิจก่อสร้าง งานก่อสร้างโครงการของรัฐอินเดีย เช่น การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ถนน ระบบชลประทาน สามารถหาข้อมูลการประมูลได้ที่ http://npcc.gov.in/ ซึ่งรัฐบาลอินเดียมีแผนจะลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานโดยใช้งบประมาณมากกว่า 45,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในระยะเวลา 5 ปี นอกจากนี้ยังมีโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานและอาคารพาณิชย์ โครงการก่อสร้างที่พักอาศัย ซึ่งแต่ละรูปแบบมีหลักเกณฑ์ เงื่อนไขการเข้ารับงาน การดำเนินงาน ตลอดจนแบบสัญญา และประมาณการก่อสร้างที่แตกต่างกันมาก ต้องทำการศึกษาเป็นรายกรณีไป

2. ส่งออกสินค้าฮาลาล อินเดียมีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามมากกว่า 160 ล้านคน ตลาดอาหารฮาลาลในอินเดียนั้นคิดเป็นมูลค่า 250 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี มีองค์กรที่เกี่ยวข้อง คือ Halal India Pvt. Ltd. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลในการตรวจสอบและให้การรับรองผลิตภัณฑ์ฮาลาลในประเทศอินเดีย ซึ่งผลิตภัณฑ์ไทยที่ได้รับเครื่องหมายรับรองฮาลาลที่ออกโดยคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยก็สามารถขอรับการรับรองจากองค์กรดังกล่าวด้วยเช่นกัน

3. ส่งออกกล้วยไม้ ประเทศอินเดียมีกล้วยไม้ขึ้นตามธรรมชาติหลากหลายมากกว่า 1,000 สายพันธุ์ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการทำฟาร์มเพาะเลี้ยงกล้วยไม้อย่างเป็นระบบมากนัก สินค้าดอกไม้จากต่างประเทศที่จะนำเข้าไปในอินเดีย ต้องเสียภาษีนำเข้าและภาษีอื่นๆ ในอัตราประมาณร้อยละ 28.3 ซึ่งผู้ส่งออกกล้วยไม้ไทยควรนำเสนอจุดแข็งในเรื่องของการควบคุมคุณภาพสินค้าให้มีมาตรฐานเดียวกันได้อย่างสม่ำเสมอ

4. ธุรกิจสปา ในอินเดียยังไม่มีมาตรฐานตามแบบอย่างสากลมากนัก ทั้งนี้ อินเดียกำหนดอัตราภาษีเงินได้สำหรับธุรกิจต่างชาติมีอัตราสูงถึงร้อยละ 40 ของรายได้สุทธิ โดยในอินเดียมีสมาคมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสปา คือ Spa & Wellness Association of India ตั้งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์เพื่อจะยกระดับมาตรฐานธุรกิจสปาในประเทศอินเดีย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.spaandwellnessassociation.com

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ข้อมูลเศรษฐกิจการค้า

อินเดียมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศประมาณ 1,367 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รายได้ต่อหัวอยู่ที่ 3,862 ดอลลาร์สหรัฐฯ การขยายตัวทางเศรษฐกิจร้อยละ 8.2 เป็นเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ในเอเชีย รองจากญี่ปุ่นและจีน ทำให้มีอุปสงค์สูงมากทั้งสินค้า การบริการ การลงทุนสาขาต่างๆ ชนชั้นกลางมีรายได้และกำลังซื้อซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการสินค้ามีคุณภาพ นอกจากนี้อินเดียยังเป็นศูนย์กลางธุรกิจบริการที่สำคัญของโลก ทั้งด้านการเงิน การธนาคาร เทคโนโลยีสารสนเทศ เนื่องจากมีทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ภาษาอังกฤษจำนวนมาก ค่าแรงต่ำ คนรุ่นใหม่มีการศึกษาสูง อินเดียจึงเป็นทั้งตลาดการค้า การท่องเที่ยว และแหล่งลงทุนที่สำคัญของไทย

ที่ผ่านมาปริมาณและมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอินเดียได้ขยายตัวและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มูลค่าและปริมาณการค้าระหว่างไทยกับอินเดียน่าจะมีโอกาสขยายตัวต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการลงนามความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับอินเดียและระหว่างอาเซียนกับอินเดีย โดยทั้งสองฝ่ายต่างมีเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าให้บรรลุ 12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2557

ทั้งนี้ ไทยและอินเดียได้จัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ทั้งในกรอบทวิภาคี (ไทย-อินเดีย) และพหุภาคี (อาเซียน-อินเดีย และ BIMSTEC) ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยไทยและอินเดียต่างมีบริษัทที่เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจระหว่างกันจำนวนมาก อีกทั้งยังมีกลไกความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและขยายการค้าและการบริการธุรกิจระหว่างกัน เช่น สภาธุรกิจ ไทย-อินเดีย (Thai-Indian Business Council) ที่มีเครือข่ายความร่วมมือกับภาคเอกชนอินเดีย ตลอดจนองค์กรภาคธุรกิจของอินเดีย เช่น FICCI, CII และ ASSOCHAM ซึ่งมีความร่วมมือใกล้ชิดกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ลู่ทางธุรกิจในอินเดีย

1. ธุรกิจก่อสร้าง งานก่อสร้างโครงการของรัฐอินเดีย เช่น การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ถนน ระบบชลประทาน สามารถหาข้อมูลการประมูลได้ที่ http://npcc.gov.in/ ซึ่งรัฐบาลอินเดียมีแผนจะลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานโดยใช้งบประมาณมากกว่า 45,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในระยะเวลา 5 ปี นอกจากนี้ยังมีโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานและอาคารพาณิชย์ โครงการก่อสร้างที่พักอาศัย ซึ่งแต่ละรูปแบบมีหลักเกณฑ์ เงื่อนไขการเข้ารับงาน การดำเนินงาน ตลอดจนแบบสัญญา และประมาณการก่อสร้างที่แตกต่างกันมาก ต้องทำการศึกษาเป็นรายกรณีไป

2. ส่งออกสินค้าฮาลาล อินเดียมีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามมากกว่า 160 ล้านคน ตลาดอาหารฮาลาลในอินเดียนั้นคิดเป็นมูลค่า 250 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี มีองค์กรที่เกี่ยวข้อง คือ Halal India Pvt. Ltd. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลในการตรวจสอบและให้การรับรองผลิตภัณฑ์ฮาลาลในประเทศอินเดีย ซึ่งผลิตภัณฑ์ไทยที่ได้รับเครื่องหมายรับรองฮาลาลที่ออกโดยคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยก็สามารถขอรับการรับรองจากองค์กรดังกล่าวด้วยเช่นกัน

3. ส่งออกกล้วยไม้ ประเทศอินเดียมีกล้วยไม้ขึ้นตามธรรมชาติหลากหลายมากกว่า 1,000 สายพันธุ์ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการทำฟาร์มเพาะเลี้ยงกล้วยไม้อย่างเป็นระบบมากนัก สินค้าดอกไม้จากต่างประเทศที่จะนำเข้าไปในอินเดีย ต้องเสียภาษีนำเข้าและภาษีอื่นๆ ในอัตราประมาณร้อยละ 28.3 ซึ่งผู้ส่งออกกล้วยไม้ไทยควรนำเสนอจุดแข็งในเรื่องของการควบคุมคุณภาพสินค้าให้มีมาตรฐานเดียวกันได้อย่างสม่ำเสมอ

4. ธุรกิจสปา ในอินเดียยังไม่มีมาตรฐานตามแบบอย่างสากลมากนัก ทั้งนี้ อินเดียกำหนดอัตราภาษีเงินได้สำหรับธุรกิจต่างชาติมีอัตราสูงถึงร้อยละ 40 ของรายได้สุทธิ โดยในอินเดียมีสมาคมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสปา คือ Spa & Wellness Association of India ตั้งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์เพื่อจะยกระดับมาตรฐานธุรกิจสปาในประเทศอินเดีย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.spaandwellnessassociation.com

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

การลงทุนจากต่างประเทศ ( Foreign Direct Investment - FDI) ในอินเดีย สามารถกระทำได้สองทาง คือ

  1. ผ่านช่องทางอัตโนมัติ
  2. ผ่านการอนุมัติโดยรัฐบาลเป็นคราวๆ ข้อมูลรายละเอียดปรากฏในเว็บของธนาคารชาติอินเดีย www.rbi.org.in

การลงทุนที่ไม่ได้รับสิทธิพิเศษช่องทางอัตโนมัติต้องได้รับการพิจารณาโดยคณะกรรมการส่งเสริมการการลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Investment Promotion Board - FIPB) โดยผู้ประสงค์ลงทุนจากต่างประเทศโดยทั่วไป (ยกเว้นกรณีคนอินเดียทีมีถิ่นพำนักในต่างประเทศ (Non-Resident Indian-NRI) หรือการลงทุนเพื่อการส่งออก 100%) ต้องยื่นคำร้องโดยกรอกรายละเอียดในแบบฟอร์ม FC-IL หรือพิมพ์ในกระดาษธรรมดาต่อ FIPB ผ่านกรมเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังของอินเดีย โดยต้องระบุว่าในธุรกิจด้านที่เสนอนั้นมีการดำเนินงานในลักษณะความร่วมมือทางการเงิน/ทางเทคนิค หรือความตกลงด้านตราสินค้าอยู่แล้วในอินเดียหรือไม่ ถ้ามีอยู่แล้วก็ต้องระบุถึงรายละเอียดเหตุผลความชอบธรรมที่จะดำเนินการลงทุน/ร่วมทุนสำหรับโครงการใหม่

ทั้งนี้ ผู้ประสงค์ลงทุนสามารถยื่นใบสมัครหรือคำร้องขอผ่านสถานเอกอัครราชทูต/สถานกลงสุลใหญของอินเดียในต่างประเทศเพื่อส่งต่อไปยังกรมเศรษฐกิจของอินเดียต่อไป เมื่อกรมเศรษฐกิจได้รับคำร้องข้อเสนอโครงการแล้วจะส่งเรื่องถึง FIPB ภายใน 15 วัน และ FIPB จะพิจารณาและตัดสินใจภายใน 30 วัน สำหรับโครงการโดยคนอินเดียในต่างประเทศ (NRI) และโครงการเพื่อการส่งออก 100% ให้ยื่นคำร้องขอการลงทุนต่อสำนักเลขาธิการเกื้อกูลอุตสาหกรรม (Secretariat for Industrial Assistance – SIA) กรมนโยบายและส่งเสริมอุตสาหกรรม ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการ single window อำนวยความสะดวกแก่นักธุรกิจ นักลงทุนและการติตตามตรวจตราการดำเนินโครงการ ทั้งนี้ อินเดียจะเก็บภาษีธุรกิจต่างชาติ 40% แต่ก็มีค่าลดหย่อนให้หลายประการ

กฎหมายเกี่ยวกับสวัสดิการแรงงงานต่างๆ เช่น กฎหมายประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กฎหมายชดเชยคนงาน กฎหมายช่วยเหลือการคลอดบุตร และกฎหมายเงินรางวัล

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

การลงทุนจากต่างประเทศ ( Foreign Direct Investment - FDI) ในอินเดีย สามารถกระทำได้สองทาง คือ

  1. ผ่านช่องทางอัตโนมัติ
  2. ผ่านการอนุมัติโดยรัฐบาลเป็นคราวๆ ข้อมูลรายละเอียดปรากฏในเว็บของธนาคารชาติอินเดีย www.rbi.org.in

การลงทุนที่ไม่ได้รับสิทธิพิเศษช่องทางอัตโนมัติต้องได้รับการพิจารณาโดยคณะกรรมการส่งเสริมการการลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Investment Promotion Board - FIPB) โดยผู้ประสงค์ลงทุนจากต่างประเทศโดยทั่วไป (ยกเว้นกรณีคนอินเดียทีมีถิ่นพำนักในต่างประเทศ (Non-Resident Indian-NRI) หรือการลงทุนเพื่อการส่งออก 100%) ต้องยื่นคำร้องโดยกรอกรายละเอียดในแบบฟอร์ม FC-IL หรือพิมพ์ในกระดาษธรรมดาต่อ FIPB ผ่านกรมเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังของอินเดีย โดยต้องระบุว่าในธุรกิจด้านที่เสนอนั้นมีการดำเนินงานในลักษณะความร่วมมือทางการเงิน/ทางเทคนิค หรือความตกลงด้านตราสินค้าอยู่แล้วในอินเดียหรือไม่ ถ้ามีอยู่แล้วก็ต้องระบุถึงรายละเอียดเหตุผลความชอบธรรมที่จะดำเนินการลงทุน/ร่วมทุนสำหรับโครงการใหม่

ทั้งนี้ ผู้ประสงค์ลงทุนสามารถยื่นใบสมัครหรือคำร้องขอผ่านสถานเอกอัครราชทูต/สถานกลงสุลใหญของอินเดียในต่างประเทศเพื่อส่งต่อไปยังกรมเศรษฐกิจของอินเดียต่อไป เมื่อกรมเศรษฐกิจได้รับคำร้องข้อเสนอโครงการแล้วจะส่งเรื่องถึง FIPB ภายใน 15 วัน และ FIPB จะพิจารณาและตัดสินใจภายใน 30 วัน สำหรับโครงการโดยคนอินเดียในต่างประเทศ (NRI) และโครงการเพื่อการส่งออก 100% ให้ยื่นคำร้องขอการลงทุนต่อสำนักเลขาธิการเกื้อกูลอุตสาหกรรม (Secretariat for Industrial Assistance – SIA) กรมนโยบายและส่งเสริมอุตสาหกรรม ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการ single window อำนวยความสะดวกแก่นักธุรกิจ นักลงทุนและการติตตามตรวจตราการดำเนินโครงการ ทั้งนี้ อินเดียจะเก็บภาษีธุรกิจต่างชาติ 40% แต่ก็มีค่าลดหย่อนให้หลายประการ

กฎหมายเกี่ยวกับสวัสดิการแรงงงานต่างๆ เช่น กฎหมายประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กฎหมายชดเชยคนงาน กฎหมายช่วยเหลือการคลอดบุตร และกฎหมายเงินรางวัล

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

ปัจจุบันรัฐบาลอินเดียสนับสนุนการลงทุนของต่างชาติอย่างเสรีในเกือบทุกสาขาเศรษฐกิจยกเว้นเพียงไม่กี่สาขาที่ห้ามต่างชาติลงทุน และบางกิจการที่มีเงื่อนไขในการลงทุนของต่างชาติ

กิจการที่ห้ามต่างชาติลงทุน

ได้แก่ การค้าปลีก (ยกเว้นการจำหน่ายสินค้าเพียงตราสินค้าเดียว) พลังงานปรมาณู ลอตเตอรี่และการพนัน การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (ยกเว้นการพัฒนาเมืองแบบครบวงจร) การเกษตร (ยกเว้นการปลูกไม้ดอกไม้ผล การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ การเลี้ยงสัตว์ การเลี้ยงปลา การปลูกพืชผัก และไร่ชา เป็นต้น) ซึ่งกิจการอื่นๆ นอกเหนือจากกิจการที่รัฐบาลห้ามต่างชาติลงทุน นักลงทุนต่างชาติสามารถลงทุนในอินเดียได้ 2 ช่องทาง คือ

- การลงทุนโดยผ่านช่องทางอัตโนมัติ (Automatic Route) โดยไม่ต้องขออนุมัติลงทุน เพียงแต่นักลงทุนต้องแจ้งรายละเอียดโครงการลงทุนต่อธนาคารกลางอินเดียภายใน 30 วัน หลังจากที่มีการโอนเงินลงทุนเข้ามาในอินเดีย

- การลงทุนที่ต้องขออนุมัติจากรัฐบาล (Government Approval) นักลงทุนต้องยื่นเอกสารประกอบคำขออนุมัติลงทุนต่อ Department of Economic Affair (DEA) สังกัดกระทรวงการคลังของอินเดีย เพื่อพิจารณาในเบื้องต้นก่อนนำเสนอ Foreign Investment Promotion Board (FIPB) พิจารณาอีกครั้ง ซึ่งใช้เวลาในการพิจารณาไม่เกิน 30 วัน

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

ปัจจุบันรัฐบาลอินเดียสนับสนุนการลงทุนของต่างชาติอย่างเสรีในเกือบทุกสาขาเศรษฐกิจยกเว้นเพียงไม่กี่สาขาที่ห้ามต่างชาติลงทุน และบางกิจการที่มีเงื่อนไขในการลงทุนของต่างชาติ

กิจการที่ห้ามต่างชาติลงทุน

ได้แก่ การค้าปลีก (ยกเว้นการจำหน่ายสินค้าเพียงตราสินค้าเดียว) พลังงานปรมาณู ลอตเตอรี่และการพนัน การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (ยกเว้นการพัฒนาเมืองแบบครบวงจร) การเกษตร (ยกเว้นการปลูกไม้ดอกไม้ผล การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ การเลี้ยงสัตว์ การเลี้ยงปลา การปลูกพืชผัก และไร่ชา เป็นต้น) ซึ่งกิจการอื่นๆ นอกเหนือจากกิจการที่รัฐบาลห้ามต่างชาติลงทุน นักลงทุนต่างชาติสามารถลงทุนในอินเดียได้ 2 ช่องทาง คือ

- การลงทุนโดยผ่านช่องทางอัตโนมัติ (Automatic Route) โดยไม่ต้องขออนุมัติลงทุน เพียงแต่นักลงทุนต้องแจ้งรายละเอียดโครงการลงทุนต่อธนาคารกลางอินเดียภายใน 30 วัน หลังจากที่มีการโอนเงินลงทุนเข้ามาในอินเดีย

- การลงทุนที่ต้องขออนุมัติจากรัฐบาล (Government Approval) นักลงทุนต้องยื่นเอกสารประกอบคำขออนุมัติลงทุนต่อ Department of Economic Affair (DEA) สังกัดกระทรวงการคลังของอินเดีย เพื่อพิจารณาในเบื้องต้นก่อนนำเสนอ Foreign Investment Promotion Board (FIPB) พิจารณาอีกครั้ง ซึ่งใช้เวลาในการพิจารณาไม่เกิน 30 วัน

สิทธิประโยชน์

การลงทุนในสาขาเศรษฐกิจที่รัฐบาลให้ความสนใจพิเศษ

รัฐบาลลดหย่อนภาษีร้อยละ 100 ของกำไรที่ได้จากการประกอบกิจการต่อไปนี้

  1. การพัฒนา ดำเนินการ และบำรุงรักษาท่าเรือ สนามบิน ถนน ทางหลวง สะพาน ทางรถไฟ ทางน้ำภายในประเทศ ท่าเรือภายในประเทศ ประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย การชลประทาน สุขอนามัยและระบบกำจัดของเสีย
  2. การผลิต จำหน่าย และจ่ายกระแสไฟฟ้า
  3. การพัฒนาและดำเนินการนิคมอุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจพิเศษ
  4. การตั้งกิจการในสาขาที่กำหนดในรัฐหิมาจัลประเทศ (Himachal Pradesh) ซัมมูและแคชเมียร์ (Jammu and Kashmir) สิกขิม (Sikkim) และรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย
  5. การส่งออกสินค้าหรือซอฟท์แวร์ของบริษัทที่ตั้งกิจการในเขตเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงบริษัทที่ผลิตเพื่อส่งออกทั้งหมด
  6. กิจการวิเทศธนกิจที่ตั้งในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones)
  7. โครงการพัฒนาและก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัย
  8. กิจการโรงพยาบาล กิจการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการ คลังสินค้า และการขนส่งพืชอาหารแบบครบวงจร
  9. การผลิตและกลั่นน้ำมัน
  10. การส่งออกสินค้าหัตถกรรมที่ทำจากไม้

การลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones: SEZs)

รัฐบาลอินเดียได้ประกาศใช้ "The Special Economic Zones Act 2005" ให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีแก่ผู้ลงทุนสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) และผู้ประกอบการการผลิตและบริการที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและตั้งกิจการในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยมีเงื่อนไขดังนี้

  1. ยกเว้นภาษีกำไรจากการประกอบธุรกิจทั้งหมดที่ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นเวลา 5 ปี และลดหย่อนภาษีกึ่งหนึ่งอีก 5 ปีถัดมา และหากมีการนำผลกำไรมาลงทุนในธุรกิจต่อจะได้ลดหย่อนภาษีกึ่งหนึ่งอีก 5 ปีถัดมา
  2. ยกเว้นภาษีกำไรจากการลงทุนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งหมดเป็นเวลา 10 ปี แต่ไม่เกินระยะเวลา 15 ปีนับแต่ปีที่เริ่มจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น
  3. ยกเว้นภาษีกำไรจากส่วนเกินทุน (Capital Gain) ที่เกิดจากการย้ายฐานการผลิตจากเขตเมืองไปอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
  4. ยกเว้นภาษีเงินปันผลแก่ผู้พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ
  5. ยกเว้นภาษีดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้ของผู้มิได้มีถิ่นพำนักในอินเดียและนักลงทุนต่างชาติที่ได้รับจากกิจการวิเทศธนกิจ (Offshore Banking) ตั้งแต่ 1 เมษายน 2548 เป็นต้นมา

สิทธิประโยชน์

การลงทุนในสาขาเศรษฐกิจที่รัฐบาลให้ความสนใจพิเศษ

รัฐบาลลดหย่อนภาษีร้อยละ 100 ของกำไรที่ได้จากการประกอบกิจการต่อไปนี้

  1. การพัฒนา ดำเนินการ และบำรุงรักษาท่าเรือ สนามบิน ถนน ทางหลวง สะพาน ทางรถไฟ ทางน้ำภายในประเทศ ท่าเรือภายในประเทศ ประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย การชลประทาน สุขอนามัยและระบบกำจัดของเสีย
  2. การผลิต จำหน่าย และจ่ายกระแสไฟฟ้า
  3. การพัฒนาและดำเนินการนิคมอุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจพิเศษ
  4. การตั้งกิจการในสาขาที่กำหนดในรัฐหิมาจัลประเทศ (Himachal Pradesh) ซัมมูและแคชเมียร์ (Jammu and Kashmir) สิกขิม (Sikkim) และรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย
  5. การส่งออกสินค้าหรือซอฟท์แวร์ของบริษัทที่ตั้งกิจการในเขตเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงบริษัทที่ผลิตเพื่อส่งออกทั้งหมด
  6. กิจการวิเทศธนกิจที่ตั้งในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones)
  7. โครงการพัฒนาและก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัย
  8. กิจการโรงพยาบาล กิจการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการ คลังสินค้า และการขนส่งพืชอาหารแบบครบวงจร
  9. การผลิตและกลั่นน้ำมัน
  10. การส่งออกสินค้าหัตถกรรมที่ทำจากไม้

การลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones: SEZs)

รัฐบาลอินเดียได้ประกาศใช้ "The Special Economic Zones Act 2005" ให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีแก่ผู้ลงทุนสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) และผู้ประกอบการการผลิตและบริการที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและตั้งกิจการในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยมีเงื่อนไขดังนี้

  1. ยกเว้นภาษีกำไรจากการประกอบธุรกิจทั้งหมดที่ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นเวลา 5 ปี และลดหย่อนภาษีกึ่งหนึ่งอีก 5 ปีถัดมา และหากมีการนำผลกำไรมาลงทุนในธุรกิจต่อจะได้ลดหย่อนภาษีกึ่งหนึ่งอีก 5 ปีถัดมา
  2. ยกเว้นภาษีกำไรจากการลงทุนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งหมดเป็นเวลา 10 ปี แต่ไม่เกินระยะเวลา 15 ปีนับแต่ปีที่เริ่มจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น
  3. ยกเว้นภาษีกำไรจากส่วนเกินทุน (Capital Gain) ที่เกิดจากการย้ายฐานการผลิตจากเขตเมืองไปอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
  4. ยกเว้นภาษีเงินปันผลแก่ผู้พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ
  5. ยกเว้นภาษีดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้ของผู้มิได้มีถิ่นพำนักในอินเดียและนักลงทุนต่างชาติที่ได้รับจากกิจการวิเทศธนกิจ (Offshore Banking) ตั้งแต่ 1 เมษายน 2548 เป็นต้นมา

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

  1. อัตราภาษีศุลกากรสูง โครงสร้างการจัดเก็บภาษีซับซ้อน และการขาดความเป็นเอกภาพของนโยบายด้านภาษีและการส่งเสริมการลงทุนระหว่างรัฐต่าง ๆ ของอินเดีย กระบวนการของพิธีการศุลกากรมีความล่าช้าและไม่เป็นระบบ และขาดการรวบรวมข้อมูลด้านภาษีศุลกากรที่เป็นเอกภาพ
  2. การขาดความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งและระบบโลจิสติกส์ภายในอินเดีย ซึ่งทำให้ต้นทุนในการผลิตและกระจายสินค้าสูง
  3. มีกฎระเบียบและการดำเนินมาตรการที่เป็นอุปสรรคสำหรับการค้าสินค้าเป็นจำนวนมาก เช่น มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ซึ่งอินเดียใช้ในการปกป้องตลาดของตน มีสินค้าของไทยหลายรายการถูกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด
  4. อินเดียมีกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทั้งลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร แต่ขาดการบังคับใช้และการป้องกันปราบปรามการละเมิดกฎหมายอย่างจริงจัง
  5. การผูกขาดทางการค้าสินค้าโภคภัณฑ์หลายประการ อาทิ ข้าว ข้าวสาลี เนื้อมะพร้าวแห้ง เป็นต้น และอุปสรรคจากการขออนุญาตนำเข้าสินค้าบางชนิดของรัฐบาลอินเดียผ่าน state trade agent

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

  1. อัตราภาษีศุลกากรสูง โครงสร้างการจัดเก็บภาษีซับซ้อน และการขาดความเป็นเอกภาพของนโยบายด้านภาษีและการส่งเสริมการลงทุนระหว่างรัฐต่าง ๆ ของอินเดีย กระบวนการของพิธีการศุลกากรมีความล่าช้าและไม่เป็นระบบ และขาดการรวบรวมข้อมูลด้านภาษีศุลกากรที่เป็นเอกภาพ
  2. การขาดความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งและระบบโลจิสติกส์ภายในอินเดีย ซึ่งทำให้ต้นทุนในการผลิตและกระจายสินค้าสูง
  3. มีกฎระเบียบและการดำเนินมาตรการที่เป็นอุปสรรคสำหรับการค้าสินค้าเป็นจำนวนมาก เช่น มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ซึ่งอินเดียใช้ในการปกป้องตลาดของตน มีสินค้าของไทยหลายรายการถูกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด
  4. อินเดียมีกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทั้งลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร แต่ขาดการบังคับใช้และการป้องกันปราบปรามการละเมิดกฎหมายอย่างจริงจัง
  5. การผูกขาดทางการค้าสินค้าโภคภัณฑ์หลายประการ อาทิ ข้าว ข้าวสาลี เนื้อมะพร้าวแห้ง เป็นต้น และอุปสรรคจากการขออนุญาตนำเข้าสินค้าบางชนิดของรัฐบาลอินเดียผ่าน state trade agent

ข่าวเศรษฐกิจ / เรื่องเด่น / ข่าวประชาสัมพันธ์ในศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

สถานการณ์ในต่างประเทศที่เกี่ยวข้องในศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย



    

สาระน่ารู้

  • สหภาพการค้าแห่งนอร์เวย์ (The Norwegian Confederation of Trade Unions (LO)) – เป็นองค์กรคนงานที่ใหญ่ที่สุดและมีอิทธิพลมากที่สุดในนอร์เวย์
  • One Galle Face is Colombo's first internationally developed integrated lifestyle destination that makes living, working, entertainment and hospitality possible all in one location. Hong Kong's leisure entity Shanri-La Hotels and Resorts foresees the completion of this project by 2018 with a hefty investment of over US$ 600 million. The twin towers will be used for residence, which consist of 50 floors each, 16 penthouses and 8 duplex and simplex units. The target market is expatriates, international investors and the expanding population of Sri Lanka.
  • Following the tremendous success of the Exhibition 2018 and the 36th Annual Sessions, which took place at the Bandaranaike Memorial International Conference Hall in Colombo from February 22 to 25 earlier this year, the SLIA is proud to prsent  the next edition in a superior manner.<br />
    <br />
    Save the date :February 20th to 24th, 2019
  • The Institution of Engineers, Sri Lanka is the successor to the ‘Engineering Association of Ceylon’, which was founded in 1906. In 1968, the Institution of Engineers, Sri Lanka was made an incorporated body of the government, by an Act of Parliament. The IESL being the Apex body for engineering professionals in Sri Lanka, having a membership of more than 20,000, is called upon to represent the profession at many national forums and contribute to national development. By virtue of agreements it has entered into with the International Engineers’ Alliance (IEA) for mutual recognition of competencies, members assessed to have such competencies by IESL are eligible to practice engineering in the member countries including Japan, Australia, United Kingdom, Singapore, Pakistan, India, USA, Canada and South Korea.<br />
    <br />
    IESL with the Vision to be among the leading professional institutions of engineering and technology in the world, has Missioned Techno Sri Lanka’s for “Bringing out and Unleashing the Country’s Multi – Disciplinary Engineering Talents, to Drive Sri Lanka into Technological Excellence for Revolutionary Uplifting of Peoples’ Living Conditions and Prosperity”. Engineers are driven by passion to look beyond the regular, push borders and create the impossible. This is also reflective of the fact that Engineers over centuries are really innovators, who think beyond the realm and invent solutions for mankind, ahead of their time. That’s what engineering is all about and it’s the reason Engineers will always be the ingenious inventors and imaginative innovators throughout time.<br />
    <br />
    The flagship event of IESL, Techno Sri Lanka, since its inception in 1985 has grown to be the largest and the only engineering and technology exhibition held annually in Colombo. Techno, living up to its standards, has provided the means for uplifting peoples’ living conditions and has become an ideal venue for industry professionals, business heads, technologists and keen public to come together on a single global platform.<br />
    <br />
    The world is changing; engineers are in the forefront of this change. Expectations are very high in today’s society. However, the Planet’s resources are fast depleting and engineers have to be smart and innovative to achieve high goals with very low resource consumption. Technology should reach the masses and make them do things differently, as doing ‘business as usual’ will not leave a healthy planet for our children and grandchildren. We need ‘sustainable technologies’ that will revolutionize the day-to-day activities, such as mobile technology, nanotechnology, household solar PV technology and perhaps other inventions and breakthroughs to satisfy the society’s expectations and still not be blamed by our future generations for not leaving them a livable Planet Earth.<br />
    <br />
    Considering these facts, Techno Sri Lanka has redefined its Theme for the year 2018, aiming to fulfill the expectations of all stakeholders.
  • 01. - 03. November 2018 | Trade fair for hotels, hospitality, tourism and food businesses<br />
    <br />
    The Hotel, Hospitality & Food Asia in Sri Lanka has been designed by the dynamic development of the hotel and catering industry and the tourism and food companies to take account of South Asia. She is a specifically targeted at this sector business-to-business event. This exhibition is communication and information platform in the industry and provides the exhibiting companies the opportunity to present to an audience of experts here. Visitors can find information here thoroughly and comprehensively about the latest developments, trends, products and services in various fields. HHF Sri Lanka is the leading marketplace for regional networking and distribution, as well as a new basis for the procurement of products. The program will be held a culinary competition and other live features.<br />
    <br />
    The Hotel Hospitality & Food Asia will take place on 3 days from Thursday, 01. November to Saturday, 03. November 2018 in Colombo.
  • Infotel theme will be Towards a Digital Economy, is aligning with national priorities of enhancing the digital infrastructure of the country for facilitating a digitally empowered ecosystem while improving the Citizens’ engagement in a digital society.




เอกสารอ้างอิง
  • สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี. ข้อมูลทั่วไปประเทศอินเดีย (ออนไลน์). สืบค้นจาก: http://www.thaiemb.org.in/th/information/index.php [17 กรกฎาคม 2556 ]
  • กระทรวงการต่างประเทศ. Thai Embassy and Consulates. กฎระเบียบการทำธุรกิจ (ออนไลน์). สืบค้นจาก: http://www.thaiembassy.org/bic.kolkata/contents/files/business-20130228-170143-015455.pdf [28 กุมภาพันธ์ 2556 ]
  • Directorate General of Systems and Data Management, New Delhi. Central Excise Tariff 2007 (ออนไลน์). สืบค้นจาก:
    http://www.cbec.gov.in [1 ตุลาคม 2554 ]
  • India Finance and Investment Guide. Value Added Tax (VAT) (ออนไลน์). สืบค้นจาก: http://finance.indiamart.com/taxation/value_added_tax.html [17 กรกฎาคม 2556]
  • National Informatics Centre (NIC). The National Portal of India (ออนไลน์). สืบค้นจาก: http://india.gov.in/citizen/salestax.php [17 กรกฎาคม 2556]
  • Department of Trade and Taxes, Government of NCT of Delhi (ออนไลน์). สืบค้นจาก: http://www.dvat.gov.in [17 กรกฎาคม 2556 ]
  • ศูนย์ข้อมูลธุรกิจการค้า การลงทุน ไทย-อินเดีย. อาเซียน-อินเดีย (ออนไลน์). สืบค้นจาก: http://www.thaiindia.net/th/ [17 กรกฎาคม 2556]
  • THE WORLD BANK 2012. GDP per capita (current US$) (ออนไลน์). สืบค้นจาก: http://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.PCAP.CD/countries [17 กรกฎาคม 2556 ]

ดาวน์โหลด

ติดต่อหน่วยงาน

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี
Royal Thai Embassy New Delhi, Republic of India
D-1/3 Vasant Vihar, New Delhi 110057
Tel: (91-11) 2615-0130-34
Fax: (91-11) 2615-0128-29
E-mail: thaidel@mfa.go.th
Website: www.thaiemb.org.in