บังกลาเทศ

บังกลาเทศ (Bangladesh) เป็นประเทศที่น่าลงทุนสำหรับนักลงทุนไทย เนื่องจากไทยและบังกลาเทศมีความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนภายใต้กรอบความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทั้งทางวิชาการและเศรษฐกิจ ขณะที่รัฐบาลบังกลาเทศมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ อาทิ สิทธิประโยชน์ด้านภาษี รวมถึงการอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเป็นเจ้าของกิจการได้ในอุตสาหกรรมและบริการเกือบทุกประเภท นักลงทุนที่กำลังมองหาช่องทางการลงทุนในต่างแดนจึงไม่ควรพลาดโอกาสนี้

ข้อมูลทั่วไป

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

บังกลาเทศตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียใต้ มีพื้นที่รวมทั้งสิ้นประมาณ 147,570 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำสำคัญ 2 สาย คือ แม่น้ำคงคาและแม่น้ำพรหมบุตร ทั้งนี้พรมแดนทางทิศเหนือ ตะวันตก และตะวันออกตอนบนจะมีพื้นที่ติดกับอินเดีย (4,053 กิโลเมตร) ทิศตะวันออกตอนล่างติดกับพม่า (193 กิโลเมตร) และทิศใต้ติดกับอ่าวเบงกอล

สภาพภูมิอากาศของบังกลาเทศนั้น ถือว่าอยู่ในเขตมรสุม จึงเป็นเมืองร้อนที่มีฝนตกชุก ขณะที่ฤดูจะแบ่งออกเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูหนาวในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ฤดูร้อนในเดือนมีนาคม-มิถุนายน และฤดูฝนในช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม ซึ่งในฤดูฝนพื้นที่ราบลุ่มหลายแห่งมักประสบปัญหาอุทกภัยอยู่เสมอ

ประชากร

ประชากรของบังกลาเทศมีประมาณ 167 ล้านคน (ประมาณการในปี 2555) โดยเป็นเชื้อชาติเบงกาลี (Bangali) ถึง 98 % ที่เหลือเป็นชนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆ

การเมืองการปกครอง

การปกครองในบังกลาเทศเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีเพียงสภาเดียว คือ สภาแห่งชาติ (Jatiya Sangsad) ประกอบด้วยสมาชิก 300 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน อยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี นอกจากนั้นยังมีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกสรรของรัฐสภาเพื่อดำรงตำแหน่งเป็นประมุขของรัฐ และอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี ปฏิบัติหน้าที่โดยได้รับคำแนะนำจากนายกรัฐมนตรี มีบทบาทหน้าที่ในด้านพิธีการ มีอำนาจในการแต่งตั้งรองประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี หัวหน้าคณะผู้พิพากษาและคณะผู้พิพากษา แต่เมื่ออยู่ในฐานะผู้รักษาการขณะที่ไม่มีรัฐบาล ประธานาธิบดีจะมีอำนาจเพิ่มขึ้นในการควบคุมกระทรวงกลาโหมและสามารถประกาศกฎอัยการศึก รวมทั้งสามารถยุบสภาฯ

ภาษา

ชาวบังกลาเทศใช้ภาษาเบงกาลี เป็นภาษาราชการ ส่วนภาษาอังกฤษจะใช้สื่อสารกันในหมู่ผู้ที่มีการศึกษาดี นอกจากนั้นยังมีภาษาท้องถิ่นของชนกลุ่มน้อย

ศาสนา

ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามสูงถึง 89.7 % ศาสนาฮินดู 9.2 % ที่เหลือเป็นศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่นๆ

สกุลเงิน

สกุลเงินของบังกลาเทศคือ ตากา โดยใช้ตัวย่อภาษาอังกฤษว่า BDT ซึ่งในปัจจุบันมีอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 ตากา ต่อ 0.373818 บาท (ณ 25 มี.ค. 2556)

โครงสร้างพื้นฐาน

สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งของบังกลาเทศกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัญหาภัยพิบัติต่างๆ เช่น พายุหรือน้ำท่วมในแต่ละปี มักทำให้โครงสร้างพื้นฐานเสียหายอยู่ตลอด

ข้อมูลทั่วไปประเทศบังกลาเทศ

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

บังกลาเทศตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียใต้ มีพื้นที่รวมทั้งสิ้นประมาณ 147,570 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำสำคัญ 2 สาย คือ แม่น้ำคงคาและแม่น้ำพรหมบุตร ทั้งนี้พรมแดนทางทิศเหนือ ตะวันตก และตะวันออกตอนบนจะมีพื้นที่ติดกับอินเดีย (4,053 กิโลเมตร) ทิศตะวันออกตอนล่างติดกับพม่า (193 กิโลเมตร) และทิศใต้ติดกับอ่าวเบงกอล

สภาพภูมิอากาศของบังกลาเทศนั้น ถือว่าอยู่ในเขตมรสุม จึงเป็นเมืองร้อนที่มีฝนตกชุก ขณะที่ฤดูจะแบ่งออกเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูหนาวในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ฤดูร้อนในเดือนมีนาคม-มิถุนายน และฤดูฝนในช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม ซึ่งในฤดูฝนพื้นที่ราบลุ่มหลายแห่งมักประสบปัญหาอุทกภัยอยู่เสมอ

ประชากร

ประชากรของบังกลาเทศมีประมาณ 167 ล้านคน (ประมาณการในปี 2555) โดยเป็นเชื้อชาติเบงกาลี (Bangali) ถึง 98 % ที่เหลือเป็นชนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆ

การเมืองการปกครอง

การปกครองในบังกลาเทศเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีเพียงสภาเดียว คือ สภาแห่งชาติ (Jatiya Sangsad) ประกอบด้วยสมาชิก 300 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน อยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี นอกจากนั้นยังมีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกสรรของรัฐสภาเพื่อดำรงตำแหน่งเป็นประมุขของรัฐ และอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี ปฏิบัติหน้าที่โดยได้รับคำแนะนำจากนายกรัฐมนตรี มีบทบาทหน้าที่ในด้านพิธีการ มีอำนาจในการแต่งตั้งรองประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี หัวหน้าคณะผู้พิพากษาและคณะผู้พิพากษา แต่เมื่ออยู่ในฐานะผู้รักษาการขณะที่ไม่มีรัฐบาล ประธานาธิบดีจะมีอำนาจเพิ่มขึ้นในการควบคุมกระทรวงกลาโหมและสามารถประกาศกฎอัยการศึก รวมทั้งสามารถยุบสภาฯ

ภาษา

ชาวบังกลาเทศใช้ภาษาเบงกาลี เป็นภาษาราชการ ส่วนภาษาอังกฤษจะใช้สื่อสารกันในหมู่ผู้ที่มีการศึกษาดี นอกจากนั้นยังมีภาษาท้องถิ่นของชนกลุ่มน้อย

ศาสนา

ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามสูงถึง 89.7 % ศาสนาฮินดู 9.2 % ที่เหลือเป็นศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่นๆ

สกุลเงิน

สกุลเงินของบังกลาเทศคือ ตากา โดยใช้ตัวย่อภาษาอังกฤษว่า BDT ซึ่งในปัจจุบันมีอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 ตากา ต่อ 0.373818 บาท (ณ 25 มี.ค. 2556)

โครงสร้างพื้นฐาน

สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งของบังกลาเทศกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัญหาภัยพิบัติต่างๆ เช่น พายุหรือน้ำท่วมในแต่ละปี มักทำให้โครงสร้างพื้นฐานเสียหายอยู่ตลอด

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ขนาดเศรษฐกิจของบังกลาเทศเมื่อวัดจากมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2554 มีมูลค่าประมาณ 111.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนรายได้เฉลี่ยของประชากรต่อหัว 1,940 ดอลลาร์สหรัฐฯ และมีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ 6.7 % ทั้งนี้บังกลาเทศยึดหลักเศรษฐกิจการตลาด มีนโยบายส่งเสริมการส่งออก แต่การส่งออกของบังกลาเทศขึ้นอยู่กับสินค้าเพียงไม่กี่ชนิดและมีตลาดส่งออกที่จำกัดเพียงไม่กี่ประเทศ (ประมาณ 76 % ของการส่งออกทั้งหมดเป็นสินค้าสิ่งทอที่ส่งไปยุโรป) จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความหลากหลายให้กับตัวสินค้าและหาตลาดส่งออกเพิ่มขึ้น

สำหรับสินค้าส่งออกหลักของบังกลาเทศนั้น ได้แก่ สิ่งทอ เสื้อผ้า ปอกระเจา เครื่องแต่งกาย อาหารทะเลและปลาแช่แข็ง มีประเทศผู้ค้าสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ อิตาลี ด้านสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่ เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ เหล็กและเหล็กกล้า ปิโตรเลียม โดยมีประเทศคู่ค้าที่สำคัญ คือ อินเดีย อังกฤษ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน

ปริมาณการค้าระหว่างไทยบังกลาเทศยังอยู่ในระดับที่ต่ำ แต่ทุกวันนี้สินค้าอุปโภคบริโภคของไทยได้รับความนิยมในบังกลาเทศมากขึ้น เนื่องจากถือเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ปัจจุบันนักธุรกิจไทยและบังกลาเทศได้ให้ความสนใจที่จะทำธุรกิจร่วมกันมากขึ้น เพราะบังกลาเทศมีค่าแรงต่ำและได้รับสิทธิพิเศษทางการค้ายกเว้นภาษีหรือโควตาจากสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ดังนั้น นักลงทุนไทยจึงสามารถใช้บังกลาเทศเป็นฐานผลิตส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้ได้

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ขนาดเศรษฐกิจของบังกลาเทศเมื่อวัดจากมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2554 มีมูลค่าประมาณ 111.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนรายได้เฉลี่ยของประชากรต่อหัว 1,940 ดอลลาร์สหรัฐฯ และมีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ 6.7 % ทั้งนี้บังกลาเทศยึดหลักเศรษฐกิจการตลาด มีนโยบายส่งเสริมการส่งออก แต่การส่งออกของบังกลาเทศขึ้นอยู่กับสินค้าเพียงไม่กี่ชนิดและมีตลาดส่งออกที่จำกัดเพียงไม่กี่ประเทศ (ประมาณ 76 % ของการส่งออกทั้งหมดเป็นสินค้าสิ่งทอที่ส่งไปยุโรป) จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความหลากหลายให้กับตัวสินค้าและหาตลาดส่งออกเพิ่มขึ้น

สำหรับสินค้าส่งออกหลักของบังกลาเทศนั้น ได้แก่ สิ่งทอ เสื้อผ้า ปอกระเจา เครื่องแต่งกาย อาหารทะเลและปลาแช่แข็ง มีประเทศผู้ค้าสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ อิตาลี ด้านสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่ เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ เหล็กและเหล็กกล้า ปิโตรเลียม โดยมีประเทศคู่ค้าที่สำคัญ คือ อินเดีย อังกฤษ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน

ปริมาณการค้าระหว่างไทยบังกลาเทศยังอยู่ในระดับที่ต่ำ แต่ทุกวันนี้สินค้าอุปโภคบริโภคของไทยได้รับความนิยมในบังกลาเทศมากขึ้น เนื่องจากถือเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ปัจจุบันนักธุรกิจไทยและบังกลาเทศได้ให้ความสนใจที่จะทำธุรกิจร่วมกันมากขึ้น เพราะบังกลาเทศมีค่าแรงต่ำและได้รับสิทธิพิเศษทางการค้ายกเว้นภาษีหรือโควตาจากสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ดังนั้น นักลงทุนไทยจึงสามารถใช้บังกลาเทศเป็นฐานผลิตส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้ได้

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

นักลงทุนต่างชาติจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของธนาคารกลาง สรรพากร และศุลกากร โดยหน่วยงานภาครัฐที่สนับสนุนดูแลด้านการลงทุนในประเทศ นักลงทุนต่างชาติ และนักลงทุนบังกลาเทศ คือ สำนักงานส่งเสริมการลงทุน Board of Investment BOI

กฎระเบียบด้านการลงทุน

  • การลงทุนในบังกลาเทศ ไม่ต้องผ่านการขออนุญาตก่อน และไม่จำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติ รวมทั้งไม่จำกัดการเข้าซื้อกิจการในบังกลาเทศโดยต่างชาติ สำหรับกิจการที่มีการจำหน่ายหุ้นทั่วไป สามารถลงทุน 100 % หรือร่วมทุนกับชาวบังกลาเทศ โดยจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทกับสำนัก The Registrar of Joint Stock Companies and Firms
  • การลงทุนทำได้ทุกภาคอุตสาหกรรม ยกเว้น อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ป่าไม้ พลังงานนิวเคลียร์ พิมพ์ธนบัตร และไม่สนับสนุนให้ลงทุนในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป ธนาคาร ประกันภัย และสถาบันการเงิน (แต่ไม่มีกฎหมายห้าม)
  • รัฐบาลบังกลาเทศ เชิญชวนและสนับสนุนให้นักลงทุนต่างชาติลงทุนในอุตสาหกรรม เพื่อการส่งออกในเขตอุตสาหกรรมส่งออกมากกว่าเพื่อจำหน่ายในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เทคโนโลยีสูงๆ อุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก เป็นต้น

กฎระเบียบด้านการค้า

ไทยและบังกลาเทศได้จัดทำความตกลงทางการค้าร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2520 แต่จนถึงปัจจุบันมูลค่าการส่งออกของไทยไปบังกลาเทศยังมีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย การทราบถึงกฎระเบียบทางการค้าของบังกลาเทศ อาจช่วยให้ผู้ส่งออกไทยมีโอกาสขยายตลาดการค้าในบังกลาเทศได้เพิ่มขึ้นโดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

  • สินค้าที่ห้ามนำเข้า: บังกลาเทศได้กำหนดรายการสินค้าที่ห้ามนำเข้าไว้หลายรายการ อาทิ อุปกรณ์สำนักงานที่ใช้แล้ว เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องพิมพ์ดีด เครื่องโทรสาร คอมพิวเตอร์ เป็นต้น รถยนต์ที่มีการใช้งานเกินกว่า 5 ปี และรถมอเตอร์ไซค์ที่มีการใช้งานเกินกว่า 3 ปี สุดท้าย คือ สุกรมีชีวิต เนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์
  • สินค้าควบคุม: เป็นสินค้าที่ผู้ส่งออกต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการนำเข้าที่กำหนดโดยหน่วยงานของบังกลาเทศซึ่งเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบสินค้านั้นๆ โดยตรง อาทิ ลูกไก่ที่มีอายุ 1 วัน กล่องกระดาษที่ใช้บรรจุสินค้าแช่แข็งเพื่อส่งออก ปิโตรเลียมประเภทโพรพิลีนและบิวเทนในรูปของเหลว และถ่านโค้ก เป็นต้น

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

นักลงทุนต่างชาติจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของธนาคารกลาง สรรพากร และศุลกากร โดยหน่วยงานภาครัฐที่สนับสนุนดูแลด้านการลงทุนในประเทศ นักลงทุนต่างชาติ และนักลงทุนบังกลาเทศ คือ สำนักงานส่งเสริมการลงทุน Board of Investment BOI

กฎระเบียบด้านการลงทุน

  • การลงทุนในบังกลาเทศ ไม่ต้องผ่านการขออนุญาตก่อน และไม่จำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติ รวมทั้งไม่จำกัดการเข้าซื้อกิจการในบังกลาเทศโดยต่างชาติ สำหรับกิจการที่มีการจำหน่ายหุ้นทั่วไป สามารถลงทุน 100 % หรือร่วมทุนกับชาวบังกลาเทศ โดยจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทกับสำนัก The Registrar of Joint Stock Companies and Firms
  • การลงทุนทำได้ทุกภาคอุตสาหกรรม ยกเว้น อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ป่าไม้ พลังงานนิวเคลียร์ พิมพ์ธนบัตร และไม่สนับสนุนให้ลงทุนในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป ธนาคาร ประกันภัย และสถาบันการเงิน (แต่ไม่มีกฎหมายห้าม)
  • รัฐบาลบังกลาเทศ เชิญชวนและสนับสนุนให้นักลงทุนต่างชาติลงทุนในอุตสาหกรรม เพื่อการส่งออกในเขตอุตสาหกรรมส่งออกมากกว่าเพื่อจำหน่ายในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เทคโนโลยีสูงๆ อุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก เป็นต้น

กฎระเบียบด้านการค้า

ไทยและบังกลาเทศได้จัดทำความตกลงทางการค้าร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2520 แต่จนถึงปัจจุบันมูลค่าการส่งออกของไทยไปบังกลาเทศยังมีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย การทราบถึงกฎระเบียบทางการค้าของบังกลาเทศ อาจช่วยให้ผู้ส่งออกไทยมีโอกาสขยายตลาดการค้าในบังกลาเทศได้เพิ่มขึ้นโดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

  • สินค้าที่ห้ามนำเข้า: บังกลาเทศได้กำหนดรายการสินค้าที่ห้ามนำเข้าไว้หลายรายการ อาทิ อุปกรณ์สำนักงานที่ใช้แล้ว เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องพิมพ์ดีด เครื่องโทรสาร คอมพิวเตอร์ เป็นต้น รถยนต์ที่มีการใช้งานเกินกว่า 5 ปี และรถมอเตอร์ไซค์ที่มีการใช้งานเกินกว่า 3 ปี สุดท้าย คือ สุกรมีชีวิต เนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์
  • สินค้าควบคุม: เป็นสินค้าที่ผู้ส่งออกต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการนำเข้าที่กำหนดโดยหน่วยงานของบังกลาเทศซึ่งเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบสินค้านั้นๆ โดยตรง อาทิ ลูกไก่ที่มีอายุ 1 วัน กล่องกระดาษที่ใช้บรรจุสินค้าแช่แข็งเพื่อส่งออก ปิโตรเลียมประเภทโพรพิลีนและบิวเทนในรูปของเหลว และถ่านโค้ก เป็นต้น

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

ตั้งแต่ต้นปี 2533 บังกลาเทศได้ปรับเปลี่ยนนโยบายหลายประการเพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับการถือหุ้นของต่างชาติ อนุญาตให้ส่งผลกำไรและรายได้ออกไปต่างประเทศได้โดยเสรี และมีมาตรการให้ความสำคัญกับบริษัทต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในประเทศ เป็นต้น โดยสหรัฐอเมริกาเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในบังกลาเทศ รองลงมา คือ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และ อังกฤษ

สำหรับอุตสาหกรรมที่ควรเข้าไปลงทุนนั้น ได้แก่ การสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีมากถึง 11 ล้านล้านตารางฟุต ด้านสาธารณูปโภค ด้านประมง (แต่ปัจจุบันรัฐบาลบังกลาเทศยังไม่มีนโยบายที่จะเปิดให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนในการจับปลาในบังกลาเทศ) การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรด้านอุตสาหกรรม เช่น เสื้อผ้า เครื่องหนัง อุตสาหกรรมเบา ด้านบริการต่าง ๆ และด้านการผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภคขั้นพื้นฐาน

สิทธิประโยชน์

สิทธิประโยชน์ด้านภาษี

(สำหรับการส่งเสริมการลงทุนต่างชาติ)
  • ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ตั้งแต่ 5-7 ปี แต่หากเป็นบริษัทผลิตพลังงานภาคเอกชนอาจได้รับการยกเว้นได้สูงสุดถึง 15 ปี นับแต่วันที่เริ่มการผลิต
  • ได้รับการยกเว้นภาษีจากกำไรที่ได้มาโดยการขายหรือโอนหุ้นของบริษัทมหาชนจำกัดในตลาดหลักทรัพย์
  • ได้รับการการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับชาวต่างประเทศที่รับจ้างในกิจการอุตสาหกรรมตลอด 3 ปีตาม The Sixth Schedule of NBR
  • ได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิตสินค้าส่งออก แต่สำหรับอุตสาหกรรมอื่นจะจัดเก็บในอัตรา 5%

สิทธิประโยชน์ด้านอื่น

  • นักลงทุนใหม่จะได้รับวีซ่าเข้าออกประเทศนานถึง 6 เดือน
  • ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขการขออนุญาตหรือจำกัดจำนวนผู้เข้าลงทุน
  • ได้รับสิทธิเป็นผู้มีถิ่นพำนักถาวร สำหรับผู้ลงทุนตั้งแต่ 75,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป (โดยไม่ส่งเงินดังกล่าวกลับประเทศ)

สิทธิประโยชน์

สิทธิประโยชน์ด้านภาษี

(สำหรับการส่งเสริมการลงทุนต่างชาติ)
  • ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ตั้งแต่ 5-7 ปี แต่หากเป็นบริษัทผลิตพลังงานภาคเอกชนอาจได้รับการยกเว้นได้สูงสุดถึง 15 ปี นับแต่วันที่เริ่มการผลิต
  • ได้รับการยกเว้นภาษีจากกำไรที่ได้มาโดยการขายหรือโอนหุ้นของบริษัทมหาชนจำกัดในตลาดหลักทรัพย์
  • ได้รับการการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับชาวต่างประเทศที่รับจ้างในกิจการอุตสาหกรรมตลอด 3 ปีตาม The Sixth Schedule of NBR
  • ได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิตสินค้าส่งออก แต่สำหรับอุตสาหกรรมอื่นจะจัดเก็บในอัตรา 5%

สิทธิประโยชน์ด้านอื่น

  • นักลงทุนใหม่จะได้รับวีซ่าเข้าออกประเทศนานถึง 6 เดือน
  • ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขการขออนุญาตหรือจำกัดจำนวนผู้เข้าลงทุน
  • ได้รับสิทธิเป็นผู้มีถิ่นพำนักถาวร สำหรับผู้ลงทุนตั้งแต่ 75,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป (โดยไม่ส่งเงินดังกล่าวกลับประเทศ)

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

ปัญหาและอุปสรรคด้านการค้าการลงทุนในบังกลาเทศ จะมีประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้

  1. มักประสบภัยจากพายุไซโคลน และอุทกภัยบ่อยครั้ง
  2. การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ
  3. ปัญหาการเมืองภายในประเทศโดยเฉพาะการเดินขบวนประท้วงของพรรคฝ่ายค้านที่มีอยู่เป็นประจำ
  4. มีปัญหาเรื่องการห้ามนำเข้าหรือการจำกัดโควตาข้าว และน้ำตาล

    

สาระน่ารู้

  • One Galle Face is Colombo's first internationally developed integrated lifestyle destination that makes living, working, entertainment and hospitality possible all in one location. Hong Kong's leisure entity Shanri-La Hotels and Resorts foresees the completion of this project by 2018 with a hefty investment of over US$ 600 million. The twin towers will be used for residence, which consist of 50 floors each, 16 penthouses and 8 duplex and simplex units. The target market is expatriates, international investors and the expanding population of Sri Lanka.
  • Following the tremendous success of the Exhibition 2018 and the 36th Annual Sessions, which took place at the Bandaranaike Memorial International Conference Hall in Colombo from February 22 to 25 earlier this year, the SLIA is proud to prsent  the next edition in a superior manner.<br />
    <br />
    Save the date :February 20th to 24th, 2019
  • The Institution of Engineers, Sri Lanka is the successor to the ‘Engineering Association of Ceylon’, which was founded in 1906. In 1968, the Institution of Engineers, Sri Lanka was made an incorporated body of the government, by an Act of Parliament. The IESL being the Apex body for engineering professionals in Sri Lanka, having a membership of more than 20,000, is called upon to represent the profession at many national forums and contribute to national development. By virtue of agreements it has entered into with the International Engineers’ Alliance (IEA) for mutual recognition of competencies, members assessed to have such competencies by IESL are eligible to practice engineering in the member countries including Japan, Australia, United Kingdom, Singapore, Pakistan, India, USA, Canada and South Korea.<br />
    <br />
    IESL with the Vision to be among the leading professional institutions of engineering and technology in the world, has Missioned Techno Sri Lanka’s for “Bringing out and Unleashing the Country’s Multi – Disciplinary Engineering Talents, to Drive Sri Lanka into Technological Excellence for Revolutionary Uplifting of Peoples’ Living Conditions and Prosperity”. Engineers are driven by passion to look beyond the regular, push borders and create the impossible. This is also reflective of the fact that Engineers over centuries are really innovators, who think beyond the realm and invent solutions for mankind, ahead of their time. That’s what engineering is all about and it’s the reason Engineers will always be the ingenious inventors and imaginative innovators throughout time.<br />
    <br />
    The flagship event of IESL, Techno Sri Lanka, since its inception in 1985 has grown to be the largest and the only engineering and technology exhibition held annually in Colombo. Techno, living up to its standards, has provided the means for uplifting peoples’ living conditions and has become an ideal venue for industry professionals, business heads, technologists and keen public to come together on a single global platform.<br />
    <br />
    The world is changing; engineers are in the forefront of this change. Expectations are very high in today’s society. However, the Planet’s resources are fast depleting and engineers have to be smart and innovative to achieve high goals with very low resource consumption. Technology should reach the masses and make them do things differently, as doing ‘business as usual’ will not leave a healthy planet for our children and grandchildren. We need ‘sustainable technologies’ that will revolutionize the day-to-day activities, such as mobile technology, nanotechnology, household solar PV technology and perhaps other inventions and breakthroughs to satisfy the society’s expectations and still not be blamed by our future generations for not leaving them a livable Planet Earth.<br />
    <br />
    Considering these facts, Techno Sri Lanka has redefined its Theme for the year 2018, aiming to fulfill the expectations of all stakeholders.
  • 01. - 03. November 2018 | Trade fair for hotels, hospitality, tourism and food businesses<br />
    <br />
    The Hotel, Hospitality & Food Asia in Sri Lanka has been designed by the dynamic development of the hotel and catering industry and the tourism and food companies to take account of South Asia. She is a specifically targeted at this sector business-to-business event. This exhibition is communication and information platform in the industry and provides the exhibiting companies the opportunity to present to an audience of experts here. Visitors can find information here thoroughly and comprehensively about the latest developments, trends, products and services in various fields. HHF Sri Lanka is the leading marketplace for regional networking and distribution, as well as a new basis for the procurement of products. The program will be held a culinary competition and other live features.<br />
    <br />
    The Hotel Hospitality & Food Asia will take place on 3 days from Thursday, 01. November to Saturday, 03. November 2018 in Colombo.
  • Infotel theme will be Towards a Digital Economy, is aligning with national priorities of enhancing the digital infrastructure of the country for facilitating a digitally empowered ecosystem while improving the Citizens’ engagement in a digital society.
  • The Western Region MegapolisDevelopment Plan, also called Western Region Megapolis Planning Project(WRMPP), is a urban planning, zoning and development project aimed at creating a Megapolis in the Western Province of Sri Lanka by 2030 , which would help address the issues of waste management, traffic congestion, slums and environmental pollution. This project is intended to build a Megacity that matches other well-known economic hubs such as Dubai,Singapore,Seoul and Tokyo. For more information, please visit <a class="txttohtmllink" href="http://www.megapolis.gov.lk/">http://www.megapolis.gov.lk/</a>




เอกสารอ้างอิง