สาธารณรัฐออสเตรีย

สาธารณรัฐออสเตรีย(The Republic of Austria) ตั้งอยู่ทางใต้ของทวีปยุโรปกลาง เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างยุโรปตะวันออกและยุโรปตะวันตก มีพื้นที่ประมาณ 83,872 ตารางกิโลเมตร (เล็กกว่าไทย 6 เท่า) ไม่มีทางออกสู่ทะเล มีพรมแดนทิศเหนือติดกับเยอรมันและเช็ค ทิศใต้ติดกับสโลวีเนียและอิตาลี ทิศตะวันออกติดกับสโลวักและฮังการี ส่วนทิศตะวันตกติดกับสวิตเซอร์แลนด์ และลิคเตนชไตน์

ข้อมูลทั่วไป

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

สาธารณรัฐออสเตรีย(The Republic of Austria) ตั้งอยู่ทางใต้ของทวีปยุโรปกลาง เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างยุโรปตะวันออกและยุโรปตะวันตก มีพื้นที่ประมาณ 83,872 ตารางกิโลเมตร (เล็กกว่าไทย 6 เท่า) ไม่มีทางออกสู่ทะเล มีพรมแดนทิศเหนือติดกับเยอรมันและเช็ค ทิศใต้ติดกับสโลวีเนียและอิตาลี ทิศตะวันออกติดกับสโลวักและฮังการี ส่วนทิศตะวันตกติดกับสวิตเซอร์แลนด์ และลิคเตนชไตน์

พื้นที่ส่วนใหญ่ร้อยละ 60 มีลักษณะเป็นภูเขาและ เนินเขา เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์ตะวันออก จึงได้รับการขนานนามว่า “ดินแดนแห่งขุนเขา” มีการ ไหลผ่านของแม่น้ำดานูบทางทิศเหนือของประเทศ และไหลต่อไปยังประเทศเยอรมนี นอกจากนั้นยังมีเนินเขา แม่น้ำ และทะเลสาบกระจายตัวอยู่ทั่วไป

ภูมิอากาศอบอุ่นแบบภาคพื้นทวีป ในฤดูหนาวมีฝนตกบ่อยและมีหิมะปกคลุมในแถบภูเขา ในฤดูร้อนมีอากาศอบอุ่น และมีฝนตกในบางครั้ง

ประชากร

8,504,850 คน (ต่างชาติ 1,064,568 คน) ข้อมูล ณ วันที่ 1 ม.ค. 2557

การเมืองการปกครอง

ระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุข มีวาระในตำแหน่งคราวละ 6 ปี และนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล ประกอบไปด้วย 9 รัฐ โดยแต่ละรัฐมีการปกครองและรัฐบาลของตนเอง ฝ่ายนิติบัญญัติของออสเตรียประกอบด้วย 2 สภา ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิก 183 คน มีวาระในตำแหน่งคราวละ 4 ปี และสภามลรัฐ มีสมาชิก 61 คน ตำแหน่งคราวละ 4 - 6 ปี

ภาษา

เยอรมัน

ศาสนา

ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกร้อยละ 73.6 คริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ร้อยละ 4.7 มุสลิม ร้อยละ 4.2 อื่น ๆ ร้อยละ 3.5 ไม่ระบุร้อยละ 2 ไม่นับถือศาสนาร้อยละ 12

สกุลเงิน

1 ยูโร เท่ากับ 44 บาท (เมษายน 2557)

ข้อมูลทั่วไปประเทศสาธารณรัฐออสเตรีย

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

สาธารณรัฐออสเตรีย(The Republic of Austria) ตั้งอยู่ทางใต้ของทวีปยุโรปกลาง เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างยุโรปตะวันออกและยุโรปตะวันตก มีพื้นที่ประมาณ 83,872 ตารางกิโลเมตร (เล็กกว่าไทย 6 เท่า) ไม่มีทางออกสู่ทะเล มีพรมแดนทิศเหนือติดกับเยอรมันและเช็ค ทิศใต้ติดกับสโลวีเนียและอิตาลี ทิศตะวันออกติดกับสโลวักและฮังการี ส่วนทิศตะวันตกติดกับสวิตเซอร์แลนด์ และลิคเตนชไตน์

พื้นที่ส่วนใหญ่ร้อยละ 60 มีลักษณะเป็นภูเขาและ เนินเขา เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์ตะวันออก จึงได้รับการขนานนามว่า “ดินแดนแห่งขุนเขา” มีการ ไหลผ่านของแม่น้ำดานูบทางทิศเหนือของประเทศ และไหลต่อไปยังประเทศเยอรมนี นอกจากนั้นยังมีเนินเขา แม่น้ำ และทะเลสาบกระจายตัวอยู่ทั่วไป

ภูมิอากาศอบอุ่นแบบภาคพื้นทวีป ในฤดูหนาวมีฝนตกบ่อยและมีหิมะปกคลุมในแถบภูเขา ในฤดูร้อนมีอากาศอบอุ่น และมีฝนตกในบางครั้ง

ประชากร

8,504,850 คน (ต่างชาติ 1,064,568 คน) ข้อมูล ณ วันที่ 1 ม.ค. 2557

การเมืองการปกครอง

ระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุข มีวาระในตำแหน่งคราวละ 6 ปี และนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล ประกอบไปด้วย 9 รัฐ โดยแต่ละรัฐมีการปกครองและรัฐบาลของตนเอง ฝ่ายนิติบัญญัติของออสเตรียประกอบด้วย 2 สภา ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิก 183 คน มีวาระในตำแหน่งคราวละ 4 ปี และสภามลรัฐ มีสมาชิก 61 คน ตำแหน่งคราวละ 4 - 6 ปี

ภาษา

เยอรมัน

ศาสนา

ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกร้อยละ 73.6 คริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ร้อยละ 4.7 มุสลิม ร้อยละ 4.2 อื่น ๆ ร้อยละ 3.5 ไม่ระบุร้อยละ 2 ไม่นับถือศาสนาร้อยละ 12

สกุลเงิน

1 ยูโร เท่ากับ 44 บาท (เมษายน 2557)

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ออสเตรียมีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีผสมสังคมนิยม โครงสร้างทางเศรษฐกิจสำคัญแบ่งได้ ดังนี้

(1) ภาคบริการ ได้แก่ การขนส่ง การเงินการธนาคาร การท่องเที่ยว การค้าการส่งออก คิดเป็นร้อยละ 67 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

(2) ภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ พลังงาน เหมืองแร่ การผลิตอาหาร เครื่องจักรกล สินค้าทางเคมี รถยนต์และส่วนประกอบทางรถยนต์ อุตสาหกรรมป่าไม้ และอุตสาหกรรมกระดาษ คิดเป็นร้อยละ 31 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และ

(3) ภาคการเกษตร คิดเป็นร้อยละ 2 ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

ธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักที่สำคัญของประเทศ ในปี ค.ศ. 2013 มีชาวต่างชาติ เดินทางท่องเที่ยวในออสเตรียประมาณ 24.15 ล้านคน คิดเป็นการพักค้างคืน จำนวน 95.05 ล้านคืน และ คิดเป็นรายได้ประมาณ 22.5 พันล้านยูโร อย่างไรก็ดี วิกฤติเศรษฐกิจในปี ค.ศ. 2009 และเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในยุโรปในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2012 ส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยวของออสเตรีย ภาคธุรกิจที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจของออสเตรียไว้ได้ คือการส่งออก โดยในปีค.ศ. 2013 ออสเตรียมีอัตรา การส่งออกเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 0.4 คิดเป็นมูลค่าเกินดุลการค้าที่ประมาณ 10 พันล้านยูโร หรือคิดเป็นร้อยละ 2.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ออสเตรียมีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีผสมสังคมนิยม โครงสร้างทางเศรษฐกิจสำคัญแบ่งได้ ดังนี้

(1) ภาคบริการ ได้แก่ การขนส่ง การเงินการธนาคาร การท่องเที่ยว การค้าการส่งออก คิดเป็นร้อยละ 67 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

(2) ภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ พลังงาน เหมืองแร่ การผลิตอาหาร เครื่องจักรกล สินค้าทางเคมี รถยนต์และส่วนประกอบทางรถยนต์ อุตสาหกรรมป่าไม้ และอุตสาหกรรมกระดาษ คิดเป็นร้อยละ 31 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และ

(3) ภาคการเกษตร คิดเป็นร้อยละ 2 ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

ธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักที่สำคัญของประเทศ ในปี ค.ศ. 2013 มีชาวต่างชาติ เดินทางท่องเที่ยวในออสเตรียประมาณ 24.15 ล้านคน คิดเป็นการพักค้างคืน จำนวน 95.05 ล้านคืน และ คิดเป็นรายได้ประมาณ 22.5 พันล้านยูโร อย่างไรก็ดี วิกฤติเศรษฐกิจในปี ค.ศ. 2009 และเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในยุโรปในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2012 ส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยวของออสเตรีย ภาคธุรกิจที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจของออสเตรียไว้ได้ คือการส่งออก โดยในปีค.ศ. 2013 ออสเตรียมีอัตรา การส่งออกเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 0.4 คิดเป็นมูลค่าเกินดุลการค้าที่ประมาณ 10 พันล้านยูโร หรือคิดเป็นร้อยละ 2.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

- ออสเตรียเป็นประเทศสมาชิก EU WTO และ OECD สินค้าที่จะนำเข้าออสเตรียต้องได้มาตรฐาน EU ต้องมีเครื่องหมาย CE อันเป็นตราสัญลักษณ์รับรองคุณภาพทางด้านความปลอดภัยของสินค้าแสดงอยู่ ทั้งตอนนำเข้ามาในประเทศและส่งออก ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ www.ec.europa.eu

- เนื่องจากออสเตรียเป็นสมาชิกของ EU กฏระเบียบการนำเข้าสินค้าและค่าธรรมเนียมทางศุลกากร จึงใช้กฏเดียวกันกับ EU การค้าภายในกลุ่มตลาด EU เองไม่มีการกีดกันทางด้านภาษี และทุกประเทศในกลุ่ม EU ใช้อัตราภาษีเดียวกันสำหรับตลาดภายนอก

- อัตราเฉลี่ยภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าของ EU อยู่ที่ร้อยละ 4 และร้อยละ 60 ของสินค้านำเข้าทั้งหมดสามารถนำเข้าไปขายในประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม EU ได้โดยปราศจากภาษี อัตราภาษีนำเข้าของออสเตรียอยู่ภายใต้ระเบียบของ EU หรือที่เรียกว่า “TARIC”

- Generalized System of Preferences (GSP) เป็นระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าจากประเทศกำลังพัฒนา โดยสินค้าที่จะได้รับสิทธิพิเศษนี้จะต้องมีเอกสารรับรองแหล่งกำเนิดของสินค้าด้วย

- อัตราภาษีประเภทต่าง ๆ ได้แก่ ภาษีนิติบุคคล ร้อยละ 25 ภาษีบุคคลธรรมดา ร้อยละ 0-50 ภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้อยละ 20 มีระเบียบการคิดค่าเสื่อมราคาเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายด้านภาษีได้มากถึงเกือบร้อยละ 22 และไม่มีการเก็บภาษีการค้า ข้อมูลเพิ่มเติมด้านภาษีออสเตรีย สามารถดูได้ที่ http://www.advantageaustria.org/international/zentral/business-guide-oesterreich/investieren-in-oesterreich/standort-oesterreich/steuern.en.html

- สำหรับผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกชนิด เช่น อาหารทะเล เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากสัตว์และนม จะต้องมาจากโรงงานที่ได้รับการรับรองจาก EU อาหารของสัตว์เลี้ยงต้องมาจากโรงงานที่ได้รับการรับรองจากออสเตรีย และต้องแนบใบรับรองสุขอนามัยมาด้วยทุกครั้ง

- กรณีการนำเข้าสินค้ามาจากประเทศนอกเขต EU มาจำหน่ายในออสเตรีย จะต้องมีการแสดงหลักฐาน ได้แก่ น้ำหนัก ขนาด ปริมาณ แหล่งกำเนิดสินค้า บริษัทจัดส่งสินค้าทางเรือ ผู้รับสินค้า ประเทศที่ส่งออก โดยข้อมูลทั้งหมดนี้ต้องระบุรวมอยู่ในใบ invoice เพื่อมอบให้เจ้าหน้าที่ศุลกากร ทั้งนี้ อาจมีการขอหลักฐานแหล่งกำเนิดที่ไม่ให้สิทธิพิเศษทางการค้า(a non-preferential certificate of origin) ด้วย

- กรณีผู้ต้องการใช้สิทธิพิเศษทางศุลกากรต้องแนบใบรับรองสิทธิพิเศษของแหล่งกำเนิดสินค้า นอกจากนั้นยังต้องมีการแสดงใบอนุญาตและใบรับรองต่าง ๆ เช่น ใบปลอดโรค(phytosanitary and veterinary certificates) สำหรับสินค้าบางชนิด รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ www.bmwa.gv.at

- รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลการค้าและการลงทุนในออสเตรีย สามารถดูได้ที่ http://www.advantageaustria.org/international/index.en.html ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่จัดทำโดยหอการค้าออสเตรีย (WKO) https://www.wko.at/Content.Node/wir/Austrian_Economic_Chambers_Home .html หรือที่ http://investinaustria.at/ จัดทำโดยกระทรวงเศรษฐกิจ ครอบครัวและเยาวชน

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

- ออสเตรียเป็นประเทศสมาชิก EU WTO และ OECD สินค้าที่จะนำเข้าออสเตรียต้องได้มาตรฐาน EU ต้องมีเครื่องหมาย CE อันเป็นตราสัญลักษณ์รับรองคุณภาพทางด้านความปลอดภัยของสินค้าแสดงอยู่ ทั้งตอนนำเข้ามาในประเทศและส่งออก ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ www.ec.europa.eu

- เนื่องจากออสเตรียเป็นสมาชิกของ EU กฏระเบียบการนำเข้าสินค้าและค่าธรรมเนียมทางศุลกากร จึงใช้กฏเดียวกันกับ EU การค้าภายในกลุ่มตลาด EU เองไม่มีการกีดกันทางด้านภาษี และทุกประเทศในกลุ่ม EU ใช้อัตราภาษีเดียวกันสำหรับตลาดภายนอก

- อัตราเฉลี่ยภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าของ EU อยู่ที่ร้อยละ 4 และร้อยละ 60 ของสินค้านำเข้าทั้งหมดสามารถนำเข้าไปขายในประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม EU ได้โดยปราศจากภาษี อัตราภาษีนำเข้าของออสเตรียอยู่ภายใต้ระเบียบของ EU หรือที่เรียกว่า “TARIC”

- Generalized System of Preferences (GSP) เป็นระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าจากประเทศกำลังพัฒนา โดยสินค้าที่จะได้รับสิทธิพิเศษนี้จะต้องมีเอกสารรับรองแหล่งกำเนิดของสินค้าด้วย

- อัตราภาษีประเภทต่าง ๆ ได้แก่ ภาษีนิติบุคคล ร้อยละ 25 ภาษีบุคคลธรรมดา ร้อยละ 0-50 ภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้อยละ 20 มีระเบียบการคิดค่าเสื่อมราคาเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายด้านภาษีได้มากถึงเกือบร้อยละ 22 และไม่มีการเก็บภาษีการค้า ข้อมูลเพิ่มเติมด้านภาษีออสเตรีย สามารถดูได้ที่ http://www.advantageaustria.org/international/zentral/business-guide-oesterreich/investieren-in-oesterreich/standort-oesterreich/steuern.en.html

- สำหรับผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกชนิด เช่น อาหารทะเล เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากสัตว์และนม จะต้องมาจากโรงงานที่ได้รับการรับรองจาก EU อาหารของสัตว์เลี้ยงต้องมาจากโรงงานที่ได้รับการรับรองจากออสเตรีย และต้องแนบใบรับรองสุขอนามัยมาด้วยทุกครั้ง

- กรณีการนำเข้าสินค้ามาจากประเทศนอกเขต EU มาจำหน่ายในออสเตรีย จะต้องมีการแสดงหลักฐาน ได้แก่ น้ำหนัก ขนาด ปริมาณ แหล่งกำเนิดสินค้า บริษัทจัดส่งสินค้าทางเรือ ผู้รับสินค้า ประเทศที่ส่งออก โดยข้อมูลทั้งหมดนี้ต้องระบุรวมอยู่ในใบ invoice เพื่อมอบให้เจ้าหน้าที่ศุลกากร ทั้งนี้ อาจมีการขอหลักฐานแหล่งกำเนิดที่ไม่ให้สิทธิพิเศษทางการค้า(a non-preferential certificate of origin) ด้วย

- กรณีผู้ต้องการใช้สิทธิพิเศษทางศุลกากรต้องแนบใบรับรองสิทธิพิเศษของแหล่งกำเนิดสินค้า นอกจากนั้นยังต้องมีการแสดงใบอนุญาตและใบรับรองต่าง ๆ เช่น ใบปลอดโรค(phytosanitary and veterinary certificates) สำหรับสินค้าบางชนิด รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ www.bmwa.gv.at

- รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลการค้าและการลงทุนในออสเตรีย สามารถดูได้ที่ http://www.advantageaustria.org/international/index.en.html ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่จัดทำโดยหอการค้าออสเตรีย (WKO) https://www.wko.at/Content.Node/wir/Austrian_Economic_Chambers_Home .html หรือที่ http://investinaustria.at/ จัดทำโดยกระทรวงเศรษฐกิจ ครอบครัวและเยาวชน

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

ออสเตรียมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจำนวนมากที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนชาวต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนในออสเตรียได้อย่างสะดวกมากขึ้น โดยมีการสนับสนุนหลัก 4 ด้าน คือ ด้านธุรกิจระดับภูมิภาค ด้านธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ด้านเทคโนโลยี และด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ รัฐบาลออสเตรียยังให้แรงจูงใจด้านภาษีแก่ผู้เข้ามาลงทุน เช่น ลดอัตราภาษีนิติบุคคล (Corporate Tax) ร้อยละ 25 ซึ่งนับว่าต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ในยุโรป ยกเลิกการเก็บภาษีมรดก ภาษีธุรกิจครอบครัว การจ่ายภาษีกลุ่ม การวิจัยสามารถ ขอเงินคืนได้ร้อยละ 10 และการศึกษาการฝึกอบรมได้รับการยกเว้นภาษีร้อยละ 20 เป็นต้น

สิทธิประโยชน์

ระเบียบ GSP ฉบับใหม่ของ EU ได้รับการประกาศเมื่อเดือนธันวาคม 2555 และเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นไป โดยภายใต้ระเบียบใหม่ ไทยจะถูกตัดสิทธิพิเศษทางศุลกากรใน 3 กลุ่มสินค้า ได้แก่ กุ้งและผลิตภัณฑ์ประมงบางชนิด ขนมขบเคี้ยวและอาหารสัตว์ อัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงไข่มุก เนื่องจากไทยส่งออกสินค้าทั้ง 3 กลุ่มเกินกว่าสัดส่วนที่ถูกกำหนดไว้ (ร้อยละ 17.5 ของสินค้าประเภทนั้นที่ EU นำเข้าจากทุกประเทศที่ได้รับสิทธิ GSP) ทำให้สินค้าเหล่านี้ถูกตัด GSP ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาด EU

การถูกตัดสิทธิ GSP ภาษีนำเข้ากุ้งแช่แข็งจะปรับเพิ่มจากร้อยละ 4.2 เป็นร้อยละ 12 ขณะที่สินค้าผลิตภัณฑ์กุ้งอื่น ๆ จะเพิ่มจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 20

ในขณะเดียวกันภาครัฐไทยกำลังพิจารณาประกอบการหาทางแก้ไขปัญหาการถูก EU ตัดสิทธิพิเศษทางศุลกากร (GSP) ของสหภาพยุโรปของสินค้าทั้ง 3 กลุ่ม โดยในระยะสั้นจะเน้นที่สินค้าประมงก่อน โดยอาจจะขอให้ EU งดเว้นการเก็บอากรกับสินค้าประมงเป็นการชั่วคราว หรือขอให้ EU ให้โควต้าแก่สินค้าประมงเป็นกรณีพิเศษ และในระยะยาวอาจจะมีการหารือระหว่างไทยกับ EU ในบริบทของการเจรจา ความตกลงว่าด้วยเขตการค้าเสรีระหว่างกัน สำหรับสินค้าทั้ง 3 กลุ่ม

สิทธิประโยชน์

ระเบียบ GSP ฉบับใหม่ของ EU ได้รับการประกาศเมื่อเดือนธันวาคม 2555 และเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นไป โดยภายใต้ระเบียบใหม่ ไทยจะถูกตัดสิทธิพิเศษทางศุลกากรใน 3 กลุ่มสินค้า ได้แก่ กุ้งและผลิตภัณฑ์ประมงบางชนิด ขนมขบเคี้ยวและอาหารสัตว์ อัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงไข่มุก เนื่องจากไทยส่งออกสินค้าทั้ง 3 กลุ่มเกินกว่าสัดส่วนที่ถูกกำหนดไว้ (ร้อยละ 17.5 ของสินค้าประเภทนั้นที่ EU นำเข้าจากทุกประเทศที่ได้รับสิทธิ GSP) ทำให้สินค้าเหล่านี้ถูกตัด GSP ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาด EU

การถูกตัดสิทธิ GSP ภาษีนำเข้ากุ้งแช่แข็งจะปรับเพิ่มจากร้อยละ 4.2 เป็นร้อยละ 12 ขณะที่สินค้าผลิตภัณฑ์กุ้งอื่น ๆ จะเพิ่มจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 20

ในขณะเดียวกันภาครัฐไทยกำลังพิจารณาประกอบการหาทางแก้ไขปัญหาการถูก EU ตัดสิทธิพิเศษทางศุลกากร (GSP) ของสหภาพยุโรปของสินค้าทั้ง 3 กลุ่ม โดยในระยะสั้นจะเน้นที่สินค้าประมงก่อน โดยอาจจะขอให้ EU งดเว้นการเก็บอากรกับสินค้าประมงเป็นการชั่วคราว หรือขอให้ EU ให้โควต้าแก่สินค้าประมงเป็นกรณีพิเศษ และในระยะยาวอาจจะมีการหารือระหว่างไทยกับ EU ในบริบทของการเจรจา ความตกลงว่าด้วยเขตการค้าเสรีระหว่างกัน สำหรับสินค้าทั้ง 3 กลุ่ม

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

- ภาคการเงินของออสเตรียมีบทบาทอย่างมากในประเทศยุโรปตะวันออก ทำให้เศรษฐกิจออสเตรียต้องแบกรับความเสี่ยงจากการที่ประเทศเหล่านี้ประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจ

- ปัญหาเรื่องการใช้ระเบียบว่าด้วยการปิดฉลากแสดงส่วนประกอบอาหาร ที่มีการเปลี่ยนแปลงโดยเทคนิคพันธุกรรม ออสเตรียประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยการปิดฉลากแสดงส่วนประกอบ อาหารที่มีการเปลี่ยนแปลงโดยเทคนิคพันธุกรรม หรือ Genetically Altered Foods เป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตให้กับ ผู้ส่งออกของไทย

- การสั่งสินค้ามาขายในออสเตรียควรสั่งมาพอประมาณ ไม่มากจนเกินไป เพราะอาจจะระบายไม่ทันจนกลายเป็นสินค้าค้างสต๊อกได้ ร้านค้าในออสเตรียส่วนใหญ่มีขนาดกลางและขนาดย่อม จึงนิยมสั่งสินค้าลอตเล็ก

- ปัญหาทางด้านต้นทุนการขนส่ง เนื่องจากประเทศออสเตรียไม่มีเขดติดต่อทางทะเลทำให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าสูง

- ปัญหาและอุปสรรคทางการค้าระหว่างไทย-สหภาพยุโรป ได้แก่ปัญหาภาษีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เพลี้ยไฟในดอกกล้วยไม้ ผลิตภัณฑ์หอยสองฝา AD/CVD และ GSP

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

- ภาคการเงินของออสเตรียมีบทบาทอย่างมากในประเทศยุโรปตะวันออก ทำให้เศรษฐกิจออสเตรียต้องแบกรับความเสี่ยงจากการที่ประเทศเหล่านี้ประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจ

- ปัญหาเรื่องการใช้ระเบียบว่าด้วยการปิดฉลากแสดงส่วนประกอบอาหาร ที่มีการเปลี่ยนแปลงโดยเทคนิคพันธุกรรม ออสเตรียประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยการปิดฉลากแสดงส่วนประกอบ อาหารที่มีการเปลี่ยนแปลงโดยเทคนิคพันธุกรรม หรือ Genetically Altered Foods เป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตให้กับ ผู้ส่งออกของไทย

- การสั่งสินค้ามาขายในออสเตรียควรสั่งมาพอประมาณ ไม่มากจนเกินไป เพราะอาจจะระบายไม่ทันจนกลายเป็นสินค้าค้างสต๊อกได้ ร้านค้าในออสเตรียส่วนใหญ่มีขนาดกลางและขนาดย่อม จึงนิยมสั่งสินค้าลอตเล็ก

- ปัญหาทางด้านต้นทุนการขนส่ง เนื่องจากประเทศออสเตรียไม่มีเขดติดต่อทางทะเลทำให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าสูง

- ปัญหาและอุปสรรคทางการค้าระหว่างไทย-สหภาพยุโรป ได้แก่ปัญหาภาษีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เพลี้ยไฟในดอกกล้วยไม้ ผลิตภัณฑ์หอยสองฝา AD/CVD และ GSP


    

สาระน่ารู้

  • สหภาพการค้าแห่งนอร์เวย์ (The Norwegian Confederation of Trade Unions (LO)) – เป็นองค์กรคนงานที่ใหญ่ที่สุดและมีอิทธิพลมากที่สุดในนอร์เวย์
  • One Galle Face is Colombo's first internationally developed integrated lifestyle destination that makes living, working, entertainment and hospitality possible all in one location. Hong Kong's leisure entity Shanri-La Hotels and Resorts foresees the completion of this project by 2018 with a hefty investment of over US$ 600 million. The twin towers will be used for residence, which consist of 50 floors each, 16 penthouses and 8 duplex and simplex units. The target market is expatriates, international investors and the expanding population of Sri Lanka.
  • Following the tremendous success of the Exhibition 2018 and the 36th Annual Sessions, which took place at the Bandaranaike Memorial International Conference Hall in Colombo from February 22 to 25 earlier this year, the SLIA is proud to prsent  the next edition in a superior manner.<br />
    <br />
    Save the date :February 20th to 24th, 2019
  • The Institution of Engineers, Sri Lanka is the successor to the ‘Engineering Association of Ceylon’, which was founded in 1906. In 1968, the Institution of Engineers, Sri Lanka was made an incorporated body of the government, by an Act of Parliament. The IESL being the Apex body for engineering professionals in Sri Lanka, having a membership of more than 20,000, is called upon to represent the profession at many national forums and contribute to national development. By virtue of agreements it has entered into with the International Engineers’ Alliance (IEA) for mutual recognition of competencies, members assessed to have such competencies by IESL are eligible to practice engineering in the member countries including Japan, Australia, United Kingdom, Singapore, Pakistan, India, USA, Canada and South Korea.<br />
    <br />
    IESL with the Vision to be among the leading professional institutions of engineering and technology in the world, has Missioned Techno Sri Lanka’s for “Bringing out and Unleashing the Country’s Multi – Disciplinary Engineering Talents, to Drive Sri Lanka into Technological Excellence for Revolutionary Uplifting of Peoples’ Living Conditions and Prosperity”. Engineers are driven by passion to look beyond the regular, push borders and create the impossible. This is also reflective of the fact that Engineers over centuries are really innovators, who think beyond the realm and invent solutions for mankind, ahead of their time. That’s what engineering is all about and it’s the reason Engineers will always be the ingenious inventors and imaginative innovators throughout time.<br />
    <br />
    The flagship event of IESL, Techno Sri Lanka, since its inception in 1985 has grown to be the largest and the only engineering and technology exhibition held annually in Colombo. Techno, living up to its standards, has provided the means for uplifting peoples’ living conditions and has become an ideal venue for industry professionals, business heads, technologists and keen public to come together on a single global platform.<br />
    <br />
    The world is changing; engineers are in the forefront of this change. Expectations are very high in today’s society. However, the Planet’s resources are fast depleting and engineers have to be smart and innovative to achieve high goals with very low resource consumption. Technology should reach the masses and make them do things differently, as doing ‘business as usual’ will not leave a healthy planet for our children and grandchildren. We need ‘sustainable technologies’ that will revolutionize the day-to-day activities, such as mobile technology, nanotechnology, household solar PV technology and perhaps other inventions and breakthroughs to satisfy the society’s expectations and still not be blamed by our future generations for not leaving them a livable Planet Earth.<br />
    <br />
    Considering these facts, Techno Sri Lanka has redefined its Theme for the year 2018, aiming to fulfill the expectations of all stakeholders.
  • 01. - 03. November 2018 | Trade fair for hotels, hospitality, tourism and food businesses<br />
    <br />
    The Hotel, Hospitality & Food Asia in Sri Lanka has been designed by the dynamic development of the hotel and catering industry and the tourism and food companies to take account of South Asia. She is a specifically targeted at this sector business-to-business event. This exhibition is communication and information platform in the industry and provides the exhibiting companies the opportunity to present to an audience of experts here. Visitors can find information here thoroughly and comprehensively about the latest developments, trends, products and services in various fields. HHF Sri Lanka is the leading marketplace for regional networking and distribution, as well as a new basis for the procurement of products. The program will be held a culinary competition and other live features.<br />
    <br />
    The Hotel Hospitality & Food Asia will take place on 3 days from Thursday, 01. November to Saturday, 03. November 2018 in Colombo.
  • Infotel theme will be Towards a Digital Economy, is aligning with national priorities of enhancing the digital infrastructure of the country for facilitating a digitally empowered ecosystem while improving the Citizens’ engagement in a digital society.




เอกสารอ้างอิง
  • สาธารณรัฐออสเตรีย(The Republic of Austria) . ที่มา: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียนนา [10 เมษายน 2557]