จีน

จีน (china) เริ่มก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีฐานะเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภครายใหญ่ ประกอบกับมีนโยบายพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด และด้วยความที่จีนเป็นตลาดที่ใหญ่มากในเอเชีย มีประชากรและกำลังซื้อที่สูง โอกาสที่ผู้ลงทุนรวมถึงนักธุรกิจไทยจะเติบโตไปพร้อมกับตลาดจีน จึงมีโอกาสค่อนข้างสูง นอกจากนั้นยังมีปัจจัยหนุนอีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความคล้ายคลึงทางวัฒนธรรม การมีเส้นทางขนส่งที่เชื่อมถึงกัน และความสัมพันธ์ทั้งทางด้านเชื้อชาติ การค้าและการทูตที่มีต่อกันมายาวนาน

ข้อมูลทั่วไป

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

สาธารณรัฐประชาชนจีน (People's Republic of China) หรือ ประเทศจีน (China) ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของทวีปเอเชีย มีพื้นที่ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร มีพรมแดนติดต่อประเทศต่าง ๆ โดยรอบ 15 ประเทศ ได้แก่ เกาหลีเหนือ รัสเซีย มองโกเลีย คาซัคสถาน เคอร์กิชสถาน ทาจิกิสถาน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย เนปาล สิกขิม ภูฐาน พม่า ลาว และเวียดนาม โดยมีเส้นพรมแดนทางบกยาวกว่า 2 หมื่นกิโลเมตร ขณะที่ทิศตะวันออกและทิศใต้จดทะเลเหลือง ทะเลจีนตะวันออก และทะเลจีนใต้

ด้านภูมิอากาศ จีนมีลักษณะภูมิอากาศหลากหลายเนื่องจากมีพื้นที่กว้างใหญ่ทำให้ในแต่ละพื้นที่มีภูมิอากาศแตกต่างกันมาก ทางภาคใต้จะมีภูมิอากาศแบบเขตร้อน ทางภาคเหนือจะมีอากาศแบบกึ่งขั้วโลก

ประชากร

จีนเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลกหรือประมาณ 1,350 ล้านคน มีชนชาติต่าง ๆ อยู่รวมกัน 56 ชนชาติ โดยเป็นชาวฮั่น 93.3% ที่เหลือเป็นชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ที่สำคัญ ได้แก่ ชนเผ่าจ้วง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเขตปกครองตนเองกวางสีและมณฑลยูนนาน ชนเผ่าหุยในมณฑลหนิงเซี่ยและกานซู ชนเผ่าอุยกูร์ในมณฑลซินเกียง ชนเผ่าหยีในมณฑลเสฉวน ชนเผ่าทิเบตในเขตปกครองตนเองทิเบตและมณฑลชิงไห่ ชนเผ่าแม้วในมณฑลยูนนานและกุ้ยโจว ชนเผ่าแมนจู ในมณฑลทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชนเผ่ามองโกลในเขตปกครองตนเองมองโกเลียในและซินเจียง ชนเผ่าไตหรือไทในมณฑลยูนนาน และชนเผ่าเกาซันในไต้หวัน

การเมืองการปกครอง

จีนปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นแกนนำในการปกครอง โดยมีพรรคการเมืองอื่นอีก 8 พรรคเป็นแนวร่วม ดำเนินการปกครองประเทศในลักษณะสังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะแบบจีนซึ่งมีการผสมผสานแนวคิดพื้นฐานของลัทธิมาร์กซ์-เลนิน และความคิดของเหมา เจ๋อตง รวมทั้งประยุกต์เข้ากับแนวทฤษฎีการสร้างสรรค์ความทันสมัยให้แก่ระบอบสังคมนิยมของนายเติ้ง เสี่ยวผิง

ในแง่ของการแบ่งเขตการปกครอง จีนมีเมืองหลวงคือ กรุงปักกิ่ง (ภาษาราชการจีนเรียกว่า "เป่ยจิง" - 北京- Beijing) และมีการแบ่งการปกครอง ดังนี้

  • 2 เขตการปกครองพิเศษ ภายใต้นโยบาย "หนึ่งประเทศ สองระบบ" (One Country Two Systems) ได้แก่ Hong Kong และ Macau
  • 4 เขตเทศบาลปกครองตนเองภายใต้การกำกับดูแลจากรัฐบาลกลางโดยตรง ได้แก่ Beijing, Chongqing, Shanghai, Tianjin
  • 5 เขตการปกครองอิสระที่ชาวจีนฮั่น (Chinese Han) ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยมีเสียงข้างมากในรัฐบาลและรัฐสภาท้องถิ่น ได้แก่ Guangxi, Nei Mongol, Ningxia, Xinjiang Uygur, Xizang (Tibet)
  • 23 มณฑล (จีนถือว่า ไต้หวันเป็นมณฑลที่ 23) ได้แก่ Anhui, Fujian, Gansu, Guangdong, Guizhou, Hainan, Hebei, Heilongjiang, Henan, Hubei, Hunan, Jiangsu, Jiangxi, Jilin, Liaoning, Qinghai, Shaanxi, Shandong, Shanxi, Sichuan, Yunnan, Zhejiang, Taiwan

ทั้งนี้ จีน มีเขตเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่

  • เขตลุ่มแม่น้ำเพิร์ล (Pearl River Delta) ประกอบด้วย 9 เมือง ได้แก่ นครกวางโจว เซินเจิ้น จูไห่ ตงก่วน ฝอซาน (รวมหนานไห่และซุนเต๋อ) จงซาน เจียงเหมิน หุ้ยโจว (ยกเว้น Longmen County) และจ้าวฉิ้ง (เขตเมืองจ้าวฉิ้ง Gaoyao และ Sihui)
  • เขตปากน้ำแยงซี (Yangtze River Delta) รวม 16 เมือง ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ 8 เมืองในมณฑลเจียงซู และ 7 เมืองในมณฑลเจ้อเจียง
  • เขตเศรษฐกิจป๋อไห่ (Bohai Economic Zone) ประกอบด้วยกรุงปักกิ่ง มหานครเทียนจิน และเมืองในมณฑลเหอเป่ยและชานตง
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุมมณฑลเหลียวหนิง จี๋หลิน และเฮยหลงเจียง ซึ่งในอดีตเป็นเขตอุตสาหกรรมหนักที่สำคัญของประเทศ แต่ได้รับผลกระทบหลังจากที่รัฐบาลจีนได้เริ่มดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบระบบตลาด (market economy) ส่งผลให้เขตนี้มีความล้าหลังกว่า 3 เขต ข้างต้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่จะฟื้นฟูเขตดังกล่าวให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมหนักของประเทศ เป็น new powerhouse ของประเทศเช่นเดียวกับเขตเศรษฐกิจ 3 เขตข้างต้น โดยได้กำหนดให้เหลียวหนิงเป็นศูนย์การผลิตอุปกรณ์และวัตถุดิบระดับโลก

ภาษา

ภาษาราชการของจีน คือ ภาษาจีนกลาง (ผู่ทงฮว้า普通话) อย่างไรก็ตาม ชาวจีนในมณฑลต่างๆ มีภาษาพูดท้องถิ่นที่แตกต่างกัน เช่น เสฉวน หูหนาน แต้จิ๋ว ไหหลำ กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน ฮักกา และเซี่ยงไฮ้ เป็นต้น และการออกเสียงภาษาจีนกลางก็มีสำเนียงเพี้ยนไปตามท้องถิ่น

ชาวจีนนับถือศาสนาค่อนข้าวหลากหลายทั้งลัทธิขงจื้อ เต๋า พุทธ อิสลาม และคริสต์ โดยเฉพาะความคิดลัทธิขงจื้อและเต๋ามีอิทธิพลหยั่งรากลึกซึ้งในภาษาและวัฒนธรรมของจีนมานับพันๆ ปี

สกุลเงิน

สกุลเงินของจีนเรียกว่า “เหรินหมินปี้” (人民币)โดยมีหน่วยเรียกเป็น “หยวน” (元)มีอัตราแลกเปลี่ยน 6.17 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ (พฤษภาคม 2556) หรือ 1 หยวน เท่ากับ 4.75 บาท

ข้อมูลทั่วไปประเทศจีน

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

สาธารณรัฐประชาชนจีน (People's Republic of China) หรือ ประเทศจีน (China) ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของทวีปเอเชีย มีพื้นที่ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร มีพรมแดนติดต่อประเทศต่าง ๆ โดยรอบ 15 ประเทศ ได้แก่ เกาหลีเหนือ รัสเซีย มองโกเลีย คาซัคสถาน เคอร์กิชสถาน ทาจิกิสถาน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย เนปาล สิกขิม ภูฐาน พม่า ลาว และเวียดนาม โดยมีเส้นพรมแดนทางบกยาวกว่า 2 หมื่นกิโลเมตร ขณะที่ทิศตะวันออกและทิศใต้จดทะเลเหลือง ทะเลจีนตะวันออก และทะเลจีนใต้

ด้านภูมิอากาศ จีนมีลักษณะภูมิอากาศหลากหลายเนื่องจากมีพื้นที่กว้างใหญ่ทำให้ในแต่ละพื้นที่มีภูมิอากาศแตกต่างกันมาก ทางภาคใต้จะมีภูมิอากาศแบบเขตร้อน ทางภาคเหนือจะมีอากาศแบบกึ่งขั้วโลก

ประชากร

จีนเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลกหรือประมาณ 1,350 ล้านคน มีชนชาติต่าง ๆ อยู่รวมกัน 56 ชนชาติ โดยเป็นชาวฮั่น 93.3% ที่เหลือเป็นชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ที่สำคัญ ได้แก่ ชนเผ่าจ้วง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเขตปกครองตนเองกวางสีและมณฑลยูนนาน ชนเผ่าหุยในมณฑลหนิงเซี่ยและกานซู ชนเผ่าอุยกูร์ในมณฑลซินเกียง ชนเผ่าหยีในมณฑลเสฉวน ชนเผ่าทิเบตในเขตปกครองตนเองทิเบตและมณฑลชิงไห่ ชนเผ่าแม้วในมณฑลยูนนานและกุ้ยโจว ชนเผ่าแมนจู ในมณฑลทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชนเผ่ามองโกลในเขตปกครองตนเองมองโกเลียในและซินเจียง ชนเผ่าไตหรือไทในมณฑลยูนนาน และชนเผ่าเกาซันในไต้หวัน

การเมืองการปกครอง

จีนปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นแกนนำในการปกครอง โดยมีพรรคการเมืองอื่นอีก 8 พรรคเป็นแนวร่วม ดำเนินการปกครองประเทศในลักษณะสังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะแบบจีนซึ่งมีการผสมผสานแนวคิดพื้นฐานของลัทธิมาร์กซ์-เลนิน และความคิดของเหมา เจ๋อตง รวมทั้งประยุกต์เข้ากับแนวทฤษฎีการสร้างสรรค์ความทันสมัยให้แก่ระบอบสังคมนิยมของนายเติ้ง เสี่ยวผิง

ในแง่ของการแบ่งเขตการปกครอง จีนมีเมืองหลวงคือ กรุงปักกิ่ง (ภาษาราชการจีนเรียกว่า "เป่ยจิง" - 北京- Beijing) และมีการแบ่งการปกครอง ดังนี้

  • 2 เขตการปกครองพิเศษ ภายใต้นโยบาย "หนึ่งประเทศ สองระบบ" (One Country Two Systems) ได้แก่ Hong Kong และ Macau
  • 4 เขตเทศบาลปกครองตนเองภายใต้การกำกับดูแลจากรัฐบาลกลางโดยตรง ได้แก่ Beijing, Chongqing, Shanghai, Tianjin
  • 5 เขตการปกครองอิสระที่ชาวจีนฮั่น (Chinese Han) ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยมีเสียงข้างมากในรัฐบาลและรัฐสภาท้องถิ่น ได้แก่ Guangxi, Nei Mongol, Ningxia, Xinjiang Uygur, Xizang (Tibet)
  • 23 มณฑล (จีนถือว่า ไต้หวันเป็นมณฑลที่ 23) ได้แก่ Anhui, Fujian, Gansu, Guangdong, Guizhou, Hainan, Hebei, Heilongjiang, Henan, Hubei, Hunan, Jiangsu, Jiangxi, Jilin, Liaoning, Qinghai, Shaanxi, Shandong, Shanxi, Sichuan, Yunnan, Zhejiang, Taiwan

ทั้งนี้ จีน มีเขตเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่

  • เขตลุ่มแม่น้ำเพิร์ล (Pearl River Delta) ประกอบด้วย 9 เมือง ได้แก่ นครกวางโจว เซินเจิ้น จูไห่ ตงก่วน ฝอซาน (รวมหนานไห่และซุนเต๋อ) จงซาน เจียงเหมิน หุ้ยโจว (ยกเว้น Longmen County) และจ้าวฉิ้ง (เขตเมืองจ้าวฉิ้ง Gaoyao และ Sihui)
  • เขตปากน้ำแยงซี (Yangtze River Delta) รวม 16 เมือง ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ 8 เมืองในมณฑลเจียงซู และ 7 เมืองในมณฑลเจ้อเจียง
  • เขตเศรษฐกิจป๋อไห่ (Bohai Economic Zone) ประกอบด้วยกรุงปักกิ่ง มหานครเทียนจิน และเมืองในมณฑลเหอเป่ยและชานตง
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุมมณฑลเหลียวหนิง จี๋หลิน และเฮยหลงเจียง ซึ่งในอดีตเป็นเขตอุตสาหกรรมหนักที่สำคัญของประเทศ แต่ได้รับผลกระทบหลังจากที่รัฐบาลจีนได้เริ่มดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบระบบตลาด (market economy) ส่งผลให้เขตนี้มีความล้าหลังกว่า 3 เขต ข้างต้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่จะฟื้นฟูเขตดังกล่าวให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมหนักของประเทศ เป็น new powerhouse ของประเทศเช่นเดียวกับเขตเศรษฐกิจ 3 เขตข้างต้น โดยได้กำหนดให้เหลียวหนิงเป็นศูนย์การผลิตอุปกรณ์และวัตถุดิบระดับโลก

ภาษา

ภาษาราชการของจีน คือ ภาษาจีนกลาง (ผู่ทงฮว้า普通话) อย่างไรก็ตาม ชาวจีนในมณฑลต่างๆ มีภาษาพูดท้องถิ่นที่แตกต่างกัน เช่น เสฉวน หูหนาน แต้จิ๋ว ไหหลำ กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน ฮักกา และเซี่ยงไฮ้ เป็นต้น และการออกเสียงภาษาจีนกลางก็มีสำเนียงเพี้ยนไปตามท้องถิ่น

ชาวจีนนับถือศาสนาค่อนข้าวหลากหลายทั้งลัทธิขงจื้อ เต๋า พุทธ อิสลาม และคริสต์ โดยเฉพาะความคิดลัทธิขงจื้อและเต๋ามีอิทธิพลหยั่งรากลึกซึ้งในภาษาและวัฒนธรรมของจีนมานับพันๆ ปี

สกุลเงิน

สกุลเงินของจีนเรียกว่า “เหรินหมินปี้” (人民币)โดยมีหน่วยเรียกเป็น “หยวน” (元)มีอัตราแลกเปลี่ยน 6.17 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ (พฤษภาคม 2556) หรือ 1 หยวน เท่ากับ 4.75 บาท

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

จีนมีผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ประมาณ 12.38 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีรายได้ประชาชาติต่อหัว อยู่ที่ 9,100 ดอลลาร์สหรัฐ และมีอัตราการเติบโตของ GDP ราว 7.8% ต่อปี มีสินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องนุ่งห่ม สิ่งทอ เหล็กกล้า โทรศัพท์มือถือ โดยส่วนใหญ่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมนี ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องมือเครื่องจักร น้ำมันและแร่เชื้อเพลิง พลาสติก ชีวเคมีภัณฑ์ เหล็ก ทองแดง เป็นต้น โดยมีคู่ค้านำเข้าที่สำคัญคือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ออสเตรเลีย

มูลค่านำเข้า-ส่งออกของจีน เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก หลังจากจีนเริ่มใช้นโยบายเปิดประเทศเมื่อปี 2521 รวมถึงมีการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเป็น 89.8% ของสินค้าส่งออกทั้งหมด จากเดิมที่ส่งออกสินค้าขั้นปฐม (primary product) ได้แก่ ทรัพยากรธรรมชาติ และผลผลิตการเกษตร

ด้านการค้าระหว่างไทยกับจีนได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยในปี 2554 การค้าทวิภาคีมีมูลค่า 64,737 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 22.3% โดยไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้ากับจีน 13,343 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ จีนเป็นตลาดส่งออกสินค้าสำคัญเกือบทุกชนิดของไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตร และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อไป โดยเฉพาะสินค้าประเภทวัตถุดิบ พลังงาน เคมีภัณฑ์ และสินค้าเกษตร

ในส่วนของการลงทุนระหว่างไทยกับจีนก็มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน ตั้งแต่ปี 2554 จีนกลายเป็นประเทศที่มีการลงทุนในไทยมากที่สุดอันดับที่ 2 รองลงจากญี่ปุ่น โดยส่วนใหญ่แล้วลงทุนที่วงการพลังงาน อาทิ เอทานอล พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เป็นต้น มูลค่าการลงทุนในไทยของจีนมีประมาณ 811 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การลงทุนสะสมของจีนในไทย (2548-2554) มีมูลค่าประมาณ 2,738 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการลงทุนของไทยในจีน เมื่อปี 2554 มีมูลค่า 129 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วยอุตสาหกรรมการเกษตร ป่าไม้ อสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร เป็นต้น การลงทุนสะสมของไทยในจีน (2548-2554 ) มีมูลค่า 3,419 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

จีนมีผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ประมาณ 12.38 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีรายได้ประชาชาติต่อหัว อยู่ที่ 9,100 ดอลลาร์สหรัฐ และมีอัตราการเติบโตของ GDP ราว 7.8% ต่อปี มีสินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องนุ่งห่ม สิ่งทอ เหล็กกล้า โทรศัพท์มือถือ โดยส่วนใหญ่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมนี ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องมือเครื่องจักร น้ำมันและแร่เชื้อเพลิง พลาสติก ชีวเคมีภัณฑ์ เหล็ก ทองแดง เป็นต้น โดยมีคู่ค้านำเข้าที่สำคัญคือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ออสเตรเลีย

มูลค่านำเข้า-ส่งออกของจีน เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก หลังจากจีนเริ่มใช้นโยบายเปิดประเทศเมื่อปี 2521 รวมถึงมีการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเป็น 89.8% ของสินค้าส่งออกทั้งหมด จากเดิมที่ส่งออกสินค้าขั้นปฐม (primary product) ได้แก่ ทรัพยากรธรรมชาติ และผลผลิตการเกษตร

ด้านการค้าระหว่างไทยกับจีนได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยในปี 2554 การค้าทวิภาคีมีมูลค่า 64,737 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 22.3% โดยไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้ากับจีน 13,343 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ จีนเป็นตลาดส่งออกสินค้าสำคัญเกือบทุกชนิดของไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตร และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อไป โดยเฉพาะสินค้าประเภทวัตถุดิบ พลังงาน เคมีภัณฑ์ และสินค้าเกษตร

ในส่วนของการลงทุนระหว่างไทยกับจีนก็มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน ตั้งแต่ปี 2554 จีนกลายเป็นประเทศที่มีการลงทุนในไทยมากที่สุดอันดับที่ 2 รองลงจากญี่ปุ่น โดยส่วนใหญ่แล้วลงทุนที่วงการพลังงาน อาทิ เอทานอล พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เป็นต้น มูลค่าการลงทุนในไทยของจีนมีประมาณ 811 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การลงทุนสะสมของจีนในไทย (2548-2554) มีมูลค่าประมาณ 2,738 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการลงทุนของไทยในจีน เมื่อปี 2554 มีมูลค่า 129 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วยอุตสาหกรรมการเกษตร ป่าไม้ อสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร เป็นต้น การลงทุนสะสมของไทยในจีน (2548-2554 ) มีมูลค่า 3,419 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

การทำธุรกิจในจีนนั้น ปัจจุบันกฎหมายของประเทศจีน ได้กำหนดรูปแบบในการจัดตั้งบริษัทของชาวต่างประเทศ ในประเทศจีนไว้ 3 รูปแบบ คือ สำนักงานตัวแทน (Representative Office), บริษัทร่วมทุน (Joint Venture Company : JV) และบริษัทต่างชาติ (Wholly Foreign Owned Enterprise : WFOE) โดยแต่ละรูปแบบมีขั้นตอนในการจัดตั้ง ดังนี้

สำนักงานตัวแทน (Foreign Resident Representative Office)

ขั้นตอนที่ 1 มอบหมายให้บริษัทนายหน้าในจีนดำเนินการแทน

ขั้นตอนที่ 2 บริษัทนายหน้าดำเนินการจัดส่งเอกสารของบริษัทต่างชาติให้กับหน่วยงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าต่างประเทศของมณฑล (Provincial Foreign Trade and Economic Cooperation Department) เพื่อตรวจสอบและอนุมัติ

ขั้นตอนที่ 3 เมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว บริษัทต่างชาติจะดำเนินการจดทะเบียนกับหน่วยงานด้านการค้าและอุตสาหกรรม ของมณฑล (Provincial Administration for Industry and Commerce)

ขั้นตอนที่ 4 สำนักงานตัวแทนจะต้องยื่นขอจัดที่ทำการของสำนักงานต่อ Local Public Security Bureau โดยเอกสารที่ใช้คือ เอกสารจดทะเบียนบริษัท เอกสารการเป็นตัวแทน และเอกสารการอนุมัติให้เปิดสำนักงานงานตัวแทน เปิดบัญชีธนาคาร โดยเอกสารที่ต้องใช้คือ เอกสารการจดทะเบียน เอกสารการเป็นตัวแทน และเอกสารการอนุมัติให้เปิดสำนักงานงานตัวแทน โดยยื่นเอกสารทั้งหมดต่อหน่วยงานด้านบริหารการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ในพื้นที่นั้นๆ (Local Foreign Exchange Administration) รวมทั้ง ยื่นขออนุมัติต่อกรมศุลกากร เพื่อนำเข้าอุปกรณ์สำนักงาน และยานพาหนะที่จำเป็นต้องใช้ในสำนักงานตัวแทนและที่สำหรับใช้ส่วนตัว และยื่นจดทะเบียนภาษีจ่ายต่อสำนักงานภาษีในท้องถิ่น (Local Tax Office) พร้อมทั้งมอบหมายให้บริษัทนายหน้าดำเนินการจัดหาพนักงาน

บริษัทร่วมทุน (Joint Venture Company : JV)

ขั้นตอนที่ 1 การสมัครเพื่อจัดตั้ง ซึ่งหลังจากผู้ร่วมทุนทั้งสองฝ่ายเจรจากันได้ข้อยุติแล้ว ฝ่ายจีนจะทำการยื่นข้อเสนอโครงการเพื่อขออนุมัติจากหน่วยงานด้านความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจ และการค้าของท้องถิ่น นอกจากนั้นจะต้องนำเสนอข้อเสนอโครงการไปยังคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปของท้องถิ่น (Local Development and Reform Commission) รวมทั้งจะต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานด้านอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยโครงการที่เข้าข่ายเป็นโครงการที่สนับสนุน และอนุญาตให้ลงทุนจะต้องมีเงินลงทุนมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯส่วนโครงการที่เข้าข่ายเป็นโครงการที่จำกัดการลงทุนจะต้องมีเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ขั้นตอนที่ 2 การยื่นอนุมัติรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายที่จะร่วมทุนควรทำงานร่วมกันพิจารณารายละเอียดและตรวจสอบรายการ ศึกษาความเป็นไปได้ก่อนที่ฝ่ายจีนจะยื่นขออนุมัติต่อหน่วยงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าของท้องถิ่น

ขั้นตอนที่ 3 การยื่นอนุมัติสัญญาและข้อบังคับของบริษัท ซึ่งฝ่ายที่ร่วมลงทุนทั้งสองจะลงนามร่วมกันในสัญญาและข้อบังคับของบริษัท รวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องที่ใช้ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนทั้งหมด จากนั้นผู้ร่วมทุนฝ่ายจีนจะยื่นเอกสารดังกล่าวเพื่อขออนุมัติจากหน่วยงาน ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าของท้องถิ่น

ขั้นตอนที่ 4 การสมัครเพื่ออนุมัติหนังสือรับรองบริษัท โดยฝ่ายจีนจะต้องยื่นขออนุมัติหนังสือรับรองจากหน่วยงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าของมณฑลหรือมหานคร

ขั้นตอนที่ 5 การจดทะเบียน โดยดำเนินการขอใบอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะต้องยื่นเรื่องต่อหน่วยงานด้านอุตสาหกรรม และการค้าของมณฑล หรือ มหานครให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน ทั้งนี้ บริษัทที่ร่วมทุนจะต้องขออนุมัติเพื่อใช้ตราประทับและรหัส บริษัท เปิดบัญชีธนาคาร จดทะเบียนภาษีจ่าย ดำเนินการด้านศุลกากร การประกันภัย และการตรวจโรคสินค้าด้านการเกษตร

บริษัทต่างชาติ (Wholly Foreign Owned Enterprise : WFOE)

ขั้นตอนที่ 1 บริษัทต่างชาติที่จะลงทุนต้องยื่นรายงานรายละเอียด เกี่ยวกับกิจการต่อหน่วยงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการค้าในระดับเมืองหรือสูงกว่าที่ดูแลพื้นที่ที่บริษัทที่จะดำเนินการตั้งอยู่

ขั้นตอนที่ 2 การยื่นเพื่อขอสมัครอย่างเป็นทางการ ซึ่งเมื่อบริษัทต่างชาติได้รับจดหมายตอบรับจากหน่วยงานที่มีอำนาจของรัฐบาลแล้ว จะต้องดำเนินการยื่นเอกสารไปยังหน่วยงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการค้าในท้องถิ่นในระดับเมือง, มหานคร หรือมณฑล เพื่อขอสมัครอย่างเป็นทางการ

ขั้นตอนที่ 3 เมื่อได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ บริษัทต่างชาติต้องยื่นเอกสารที่จำเป็นไปยังหน่วยงานด้านความร่วมมือทาง เศรษฐกิจและการค้าในท้องถิ่นในระดับเมือง, มหานคร หรือมณฑล เพื่อขออนุมัติหนังสือรับรองบริษัท

ขั้นตอนที่ 4 การจดทะเบียนบริษัท โดยยื่นเรื่องต่อหน่วยงานด้านอุตสาหกรรม และการค้าของมณฑล หรือ มหานครให้เสร็จ สิ้นภายใน 30 วัน โดยการดำเนินการบริษัทที่ร่วมทุนจะต้องขออนุมัติ เพื่อใช้ตราประทับและรหัส บริษัท เปิดบัญชีธนาคาร จดทะเบียนภาษีจ่าย ดำเนินการด้านศุลกากร การประกันภัย และการตรวจโรคสินค้าด้านการเกษตร

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

การทำธุรกิจในจีนนั้น ปัจจุบันกฎหมายของประเทศจีน ได้กำหนดรูปแบบในการจัดตั้งบริษัทของชาวต่างประเทศ ในประเทศจีนไว้ 3 รูปแบบ คือ สำนักงานตัวแทน (Representative Office), บริษัทร่วมทุน (Joint Venture Company : JV) และบริษัทต่างชาติ (Wholly Foreign Owned Enterprise : WFOE) โดยแต่ละรูปแบบมีขั้นตอนในการจัดตั้ง ดังนี้

สำนักงานตัวแทน (Foreign Resident Representative Office)

ขั้นตอนที่ 1 มอบหมายให้บริษัทนายหน้าในจีนดำเนินการแทน

ขั้นตอนที่ 2 บริษัทนายหน้าดำเนินการจัดส่งเอกสารของบริษัทต่างชาติให้กับหน่วยงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าต่างประเทศของมณฑล (Provincial Foreign Trade and Economic Cooperation Department) เพื่อตรวจสอบและอนุมัติ

ขั้นตอนที่ 3 เมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว บริษัทต่างชาติจะดำเนินการจดทะเบียนกับหน่วยงานด้านการค้าและอุตสาหกรรม ของมณฑล (Provincial Administration for Industry and Commerce)

ขั้นตอนที่ 4 สำนักงานตัวแทนจะต้องยื่นขอจัดที่ทำการของสำนักงานต่อ Local Public Security Bureau โดยเอกสารที่ใช้คือ เอกสารจดทะเบียนบริษัท เอกสารการเป็นตัวแทน และเอกสารการอนุมัติให้เปิดสำนักงานงานตัวแทน เปิดบัญชีธนาคาร โดยเอกสารที่ต้องใช้คือ เอกสารการจดทะเบียน เอกสารการเป็นตัวแทน และเอกสารการอนุมัติให้เปิดสำนักงานงานตัวแทน โดยยื่นเอกสารทั้งหมดต่อหน่วยงานด้านบริหารการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ในพื้นที่นั้นๆ (Local Foreign Exchange Administration) รวมทั้ง ยื่นขออนุมัติต่อกรมศุลกากร เพื่อนำเข้าอุปกรณ์สำนักงาน และยานพาหนะที่จำเป็นต้องใช้ในสำนักงานตัวแทนและที่สำหรับใช้ส่วนตัว และยื่นจดทะเบียนภาษีจ่ายต่อสำนักงานภาษีในท้องถิ่น (Local Tax Office) พร้อมทั้งมอบหมายให้บริษัทนายหน้าดำเนินการจัดหาพนักงาน

บริษัทร่วมทุน (Joint Venture Company : JV)

ขั้นตอนที่ 1 การสมัครเพื่อจัดตั้ง ซึ่งหลังจากผู้ร่วมทุนทั้งสองฝ่ายเจรจากันได้ข้อยุติแล้ว ฝ่ายจีนจะทำการยื่นข้อเสนอโครงการเพื่อขออนุมัติจากหน่วยงานด้านความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจ และการค้าของท้องถิ่น นอกจากนั้นจะต้องนำเสนอข้อเสนอโครงการไปยังคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปของท้องถิ่น (Local Development and Reform Commission) รวมทั้งจะต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานด้านอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยโครงการที่เข้าข่ายเป็นโครงการที่สนับสนุน และอนุญาตให้ลงทุนจะต้องมีเงินลงทุนมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯส่วนโครงการที่เข้าข่ายเป็นโครงการที่จำกัดการลงทุนจะต้องมีเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ขั้นตอนที่ 2 การยื่นอนุมัติรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายที่จะร่วมทุนควรทำงานร่วมกันพิจารณารายละเอียดและตรวจสอบรายการ ศึกษาความเป็นไปได้ก่อนที่ฝ่ายจีนจะยื่นขออนุมัติต่อหน่วยงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าของท้องถิ่น

ขั้นตอนที่ 3 การยื่นอนุมัติสัญญาและข้อบังคับของบริษัท ซึ่งฝ่ายที่ร่วมลงทุนทั้งสองจะลงนามร่วมกันในสัญญาและข้อบังคับของบริษัท รวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องที่ใช้ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนทั้งหมด จากนั้นผู้ร่วมทุนฝ่ายจีนจะยื่นเอกสารดังกล่าวเพื่อขออนุมัติจากหน่วยงาน ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าของท้องถิ่น

ขั้นตอนที่ 4 การสมัครเพื่ออนุมัติหนังสือรับรองบริษัท โดยฝ่ายจีนจะต้องยื่นขออนุมัติหนังสือรับรองจากหน่วยงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าของมณฑลหรือมหานคร

ขั้นตอนที่ 5 การจดทะเบียน โดยดำเนินการขอใบอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะต้องยื่นเรื่องต่อหน่วยงานด้านอุตสาหกรรม และการค้าของมณฑล หรือ มหานครให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน ทั้งนี้ บริษัทที่ร่วมทุนจะต้องขออนุมัติเพื่อใช้ตราประทับและรหัส บริษัท เปิดบัญชีธนาคาร จดทะเบียนภาษีจ่าย ดำเนินการด้านศุลกากร การประกันภัย และการตรวจโรคสินค้าด้านการเกษตร

บริษัทต่างชาติ (Wholly Foreign Owned Enterprise : WFOE)

ขั้นตอนที่ 1 บริษัทต่างชาติที่จะลงทุนต้องยื่นรายงานรายละเอียด เกี่ยวกับกิจการต่อหน่วยงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการค้าในระดับเมืองหรือสูงกว่าที่ดูแลพื้นที่ที่บริษัทที่จะดำเนินการตั้งอยู่

ขั้นตอนที่ 2 การยื่นเพื่อขอสมัครอย่างเป็นทางการ ซึ่งเมื่อบริษัทต่างชาติได้รับจดหมายตอบรับจากหน่วยงานที่มีอำนาจของรัฐบาลแล้ว จะต้องดำเนินการยื่นเอกสารไปยังหน่วยงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการค้าในท้องถิ่นในระดับเมือง, มหานคร หรือมณฑล เพื่อขอสมัครอย่างเป็นทางการ

ขั้นตอนที่ 3 เมื่อได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ บริษัทต่างชาติต้องยื่นเอกสารที่จำเป็นไปยังหน่วยงานด้านความร่วมมือทาง เศรษฐกิจและการค้าในท้องถิ่นในระดับเมือง, มหานคร หรือมณฑล เพื่อขออนุมัติหนังสือรับรองบริษัท

ขั้นตอนที่ 4 การจดทะเบียนบริษัท โดยยื่นเรื่องต่อหน่วยงานด้านอุตสาหกรรม และการค้าของมณฑล หรือ มหานครให้เสร็จ สิ้นภายใน 30 วัน โดยการดำเนินการบริษัทที่ร่วมทุนจะต้องขออนุมัติ เพื่อใช้ตราประทับและรหัส บริษัท เปิดบัญชีธนาคาร จดทะเบียนภาษีจ่าย ดำเนินการด้านศุลกากร การประกันภัย และการตรวจโรคสินค้าด้านการเกษตร

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

แม้ในปัจจุบันรัฐบาลจีน จะมีนโยบายส่งเสริมให้นักธุรกิจจีนไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น โดยอาเซียนเป็นกลุ่มประเทศเป้าหมายที่นักลงทุนจีนให้ความสนใจเป็นอันดับแรก อันเนื่องจากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ และความคล้ายคลึงของขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมระหว่างกัน แต่ก็ยังมีอุตสาหกรรมบางประเภทที่จีน สนับสนุนให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในจีน ได้แก่

  • การลงทุนในธุรกิจการเกษตร การขยายพันธุ์พืช สัตว์แบบทันสมัย ครบวงจร ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยเพื่อเพิ่มคุณภาพ และปริมาณ
  • การลงทุนก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน
  • การลงทุนอุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักร เครื่องยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี
  • การลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง
  • การลงทุนในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อการส่งออก
  • การลงทุนอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรที่สามารถนำมาผลิตหมุนเวียนใหม่ได้ (Reycle) และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
  • การลงทุนในอุตสาหกรรมบริการ เช่น ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ธุรกิจบริการข้อมูลข่าวสาร ธุรกิจซ่อมบำรุงที่ต้องใช้เทคนิคสูง และความชำนาญเฉพาะ ธุรกิจบริการหลังการขาย ธุรกิจโรงแรม และในปี 2541 จีนอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุน กับบริษัทภายในประเทศทำธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศได้
  • การลงทุนในโครงการสร้างงานพัฒนาบุคลากรให้กับประชาชนในภาคกลาง ภาคตะวันตก ของประเทศ

นอกจากนี้รัฐบาลจีนยังได้ประกาศ "นโยบายมุ่งตะวันตก" (Implementation Measures of the Go-West Policy) เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2544 ด้วย เพื่อกระจายความเจริญและพัฒนาพื้นที่ทางภาคตะวันตกของจีนให้เท่าเทียมกับภาคอื่นๆ ของประเทศ โดยรัฐบาลจีนจะเข้าไปลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคต่างๆ รวมถึงให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีเพื่อจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวด้วย

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

แม้ในปัจจุบันรัฐบาลจีน จะมีนโยบายส่งเสริมให้นักธุรกิจจีนไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น โดยอาเซียนเป็นกลุ่มประเทศเป้าหมายที่นักลงทุนจีนให้ความสนใจเป็นอันดับแรก อันเนื่องจากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ และความคล้ายคลึงของขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมระหว่างกัน แต่ก็ยังมีอุตสาหกรรมบางประเภทที่จีน สนับสนุนให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในจีน ได้แก่

  • การลงทุนในธุรกิจการเกษตร การขยายพันธุ์พืช สัตว์แบบทันสมัย ครบวงจร ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยเพื่อเพิ่มคุณภาพ และปริมาณ
  • การลงทุนก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน
  • การลงทุนอุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักร เครื่องยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี
  • การลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง
  • การลงทุนในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อการส่งออก
  • การลงทุนอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรที่สามารถนำมาผลิตหมุนเวียนใหม่ได้ (Reycle) และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
  • การลงทุนในอุตสาหกรรมบริการ เช่น ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ธุรกิจบริการข้อมูลข่าวสาร ธุรกิจซ่อมบำรุงที่ต้องใช้เทคนิคสูง และความชำนาญเฉพาะ ธุรกิจบริการหลังการขาย ธุรกิจโรงแรม และในปี 2541 จีนอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุน กับบริษัทภายในประเทศทำธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศได้
  • การลงทุนในโครงการสร้างงานพัฒนาบุคลากรให้กับประชาชนในภาคกลาง ภาคตะวันตก ของประเทศ

นอกจากนี้รัฐบาลจีนยังได้ประกาศ "นโยบายมุ่งตะวันตก" (Implementation Measures of the Go-West Policy) เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2544 ด้วย เพื่อกระจายความเจริญและพัฒนาพื้นที่ทางภาคตะวันตกของจีนให้เท่าเทียมกับภาคอื่นๆ ของประเทศ โดยรัฐบาลจีนจะเข้าไปลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคต่างๆ รวมถึงให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีเพื่อจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวด้วย

สิทธิประโยชน์

สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน

จากนโยบาย “นโยบายมุ่งตะวันตก” (Implementation Measures of the Go-West Policy) ของจีนซึ่งมุ่งส่งเสริมการลงทุนด้านอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันตกของประเทศ ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตร พลังงาน โทรคมนาคม ขนส่ง อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ฯลฯ ตลอดจนธุรกิจบางประเภท เช่น ธนาคาร การประกันภัย การท่องเที่ยว เป็นต้น ส่งผลให้จีนอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนหรือร่วมลงทุนในพื้นที่ภาคตะวันตกได้ ต่างจากภาคอื่นๆ ของประเทศที่เปิดให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนได้เพียงบางเขตเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มากกว่าพื้นที่อื่นด้วย

ทั้งนี้ การลงทุนทั่วไปนั้น นักลงทุนต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมที่รัฐบาลจีนให้การส่งเสริมจะได้รับการยกเว้นและลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลภายในระยะเวลาที่กำหนดซึ่งสูงสุดไม่เกิน 5 ปี ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนใหม่จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 2 ปี นับจากปีแรกที่ได้กำไร จากนั้นอีก 3 ปีถัดไป จะได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลลงครึ่งหนึ่งจากอัตรา 15% เหลือ 7.5% ของเงินได้สุทธิ

ส่วนการลงทุนในภาคตะวันตกนั้น นักลงทุนต่างชาติที่เข้าไปลงทุนหลังวันที่ 1 มกราคม 2544 จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเพิ่มเติมโดยได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อไปอีก 3 ปี รวมระยะเวลาที่ได้รับการยกเว้นและลดหย่อนภาษีเงินได้สูงสุดไม่เกิน 8 ปี และหากเป็นนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในธุรกิจเพื่อส่งออกเกินกว่า 70% ของมูลค่าการผลิตจะได้รับการขยายระยะเวลาในการลดหย่อนต่อไปอีก 3 ปีด้วย รวมระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 11 ปี

ในส่วนของภาษีนำเข้า นักลงทุนต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมจะได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าอุปกรณ์ที่นำมาใช้ในกิจการ รวมทั้งได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับส่วนประกอบและชิ้นส่วนด้วย

นอกจากนี้ จีนยังให้สิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการลงทุน โดยในกรณีที่มีการนำผลกำไรที่ได้รับจากการลงทุนกลับไปลงทุนใหม่ (Reinvestment) ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินงานอย่างน้อย 5 ปี สามารถขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 40% ของทั้งหมด และหากนำไปลงทุนในโครงการด้านการผลิตเพื่อส่งออก หรือ โครงการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจะสามารถขอคืนภาษีได้เต็มจำนวน แต่นักลงทุนต่างชาติต้องจ่ายภาษีไปก่อน แล้วจึงขอเงินภาษีดังกล่าวคืนในภายหลัง

สิทธิประโยชน์

สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน

จากนโยบาย “นโยบายมุ่งตะวันตก” (Implementation Measures of the Go-West Policy) ของจีนซึ่งมุ่งส่งเสริมการลงทุนด้านอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันตกของประเทศ ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตร พลังงาน โทรคมนาคม ขนส่ง อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ฯลฯ ตลอดจนธุรกิจบางประเภท เช่น ธนาคาร การประกันภัย การท่องเที่ยว เป็นต้น ส่งผลให้จีนอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนหรือร่วมลงทุนในพื้นที่ภาคตะวันตกได้ ต่างจากภาคอื่นๆ ของประเทศที่เปิดให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนได้เพียงบางเขตเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มากกว่าพื้นที่อื่นด้วย

ทั้งนี้ การลงทุนทั่วไปนั้น นักลงทุนต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมที่รัฐบาลจีนให้การส่งเสริมจะได้รับการยกเว้นและลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลภายในระยะเวลาที่กำหนดซึ่งสูงสุดไม่เกิน 5 ปี ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนใหม่จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 2 ปี นับจากปีแรกที่ได้กำไร จากนั้นอีก 3 ปีถัดไป จะได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลลงครึ่งหนึ่งจากอัตรา 15% เหลือ 7.5% ของเงินได้สุทธิ

ส่วนการลงทุนในภาคตะวันตกนั้น นักลงทุนต่างชาติที่เข้าไปลงทุนหลังวันที่ 1 มกราคม 2544 จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเพิ่มเติมโดยได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อไปอีก 3 ปี รวมระยะเวลาที่ได้รับการยกเว้นและลดหย่อนภาษีเงินได้สูงสุดไม่เกิน 8 ปี และหากเป็นนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในธุรกิจเพื่อส่งออกเกินกว่า 70% ของมูลค่าการผลิตจะได้รับการขยายระยะเวลาในการลดหย่อนต่อไปอีก 3 ปีด้วย รวมระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 11 ปี

ในส่วนของภาษีนำเข้า นักลงทุนต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมจะได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าอุปกรณ์ที่นำมาใช้ในกิจการ รวมทั้งได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับส่วนประกอบและชิ้นส่วนด้วย

นอกจากนี้ จีนยังให้สิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการลงทุน โดยในกรณีที่มีการนำผลกำไรที่ได้รับจากการลงทุนกลับไปลงทุนใหม่ (Reinvestment) ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินงานอย่างน้อย 5 ปี สามารถขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 40% ของทั้งหมด และหากนำไปลงทุนในโครงการด้านการผลิตเพื่อส่งออก หรือ โครงการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจะสามารถขอคืนภาษีได้เต็มจำนวน แต่นักลงทุนต่างชาติต้องจ่ายภาษีไปก่อน แล้วจึงขอเงินภาษีดังกล่าวคืนในภายหลัง

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

ปัญหาที่ได้จากการรวบรวมความคิดเห็นของผู้ส่งออกไทยที่ทำการค้ากับจีน มีประเด็นที่สำคัญดังต่อไปนี้

  1. ปัญหาการกีดกันทางการค้า ทั้งในรูปภาษีการนำเข้า โควต้า และกฎระเบียบอื่นๆ แต่จีนก็ได้พยายามปรับลดภาษีนำเข้าผ่อนคลายกฎระเบียบการนำเข้าสินค้า เพื่อให้จีนสามารถเข้าเป็นสมาชิก (WTO) ได้
  2. บุคคลากรจีนยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ในการทำธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและพูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษได้น้อย
  3. ปัญหาระบบการเงิน และการค้าที่ยังไม่เป็นสากลของประเทศจีน ทำให้มีความเสี่ยงสูงในการทำธุรกิจ
  4. ปัญหาการขาดข้อมูลการตลาดที่สำคัญของจีนตอนใต้ ทำให้การวางแผนการตลาดเป็นไปได้ยาก และมีความเสี่ยงสูง
  5. ปัญหาการแข่งขันในตลาดจีนตอนใต้เพิ่มมากขึ้น มีการลอกเลียนแบบหรือปลอมแปลงสินค้ามาก
  6. ปัญหาเส้นทางคมนาคมขนส่งในจีนตอนใต้ไม่สะดวก ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งสินค้าเพิ่มสูงขึ้น
  7. ปัญหาอื่นๆ เช่นปัญหาการคอรัปชั่นที่แพร่หลายในประเทศจีน ปัญหาด้านการสื่อสารระหว่างกัน เป็นต้น

ข่าวเศรษฐกิจ / เรื่องเด่น / ข่าวประชาสัมพันธ์ในศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน

  • การละเมิดเครื่องหมายการค้าในประเทศจีนได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ผู้คนทั่วโลกหยิบยกขึ้นมา ถกเถียงกันอีกครั้งเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ศาลจีนตัดสินให้บริษัท Apple ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของสหรัฐฯ เจ้าของเครื่องหมายการค้า iPhone เป็นฝ่ายแพ้คดีโต้แย้งสิทธิในเครื่องหมายการค้ากับบริษัท ปักกิ่ง ซินทงเทียนตี้ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องหนังของจีน การจดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าในจีนจึงเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ผู้สนใจต้องรู้ไว้ก่อนคิดไปบุกตลาดจีน  
  • ข่าวดีล่าสุดสำหรับคนที่ไปท่องเที่ยวและถือโอกาสช้อปที่จีน มณฑลกวางตุ้งที่มีนครกว่างโจวเป็นเมืองหลวงได้ประกาศคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยได้เริ่มใช้นโยบายคืน VAT นี้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2559 เป็นต้นมา
  • ปัจจุบันคนฮ่องกงตื่นตัวและหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น สินค้าออร์แกนิคจึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนฮ่องกงที่รักสุขภาพและมีกำลังซื้อเพียงพอที่จะบริโภคสินค้าออร์แกนิคเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นสินค้าอาหารที่ปราศจากสารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ สินค้าออร์แกนิคส่วนใหญ่จะมีราคาสูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่ไม่ใช่ออร์แกนิคอยู่พอสมควร เนื่องจากมีกระบวนการผลิตที่มีความละเอียดและระยะเวลาในการผลิตค่อนข้างนานกว่าจะสามารถนำมาจำหน่ายในท้องตลาดได้
  • เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งได้ประกาศแผนการดำเนินงานการสร้างเขตสาธิตแบบศูนย์รวมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน สู่สาธารณะชนอย่างเป็นทางการ โดยในแผนงานฯ ดังกล่าวได้กำหนดแนวทางและเป้าหมายที่จัดเจนในการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนในมณฑลกวางตุ้ง
  • แม้ว่าฮ่องกงจะเป็นเมืองท่าปลอดภาษีที่การนำเข้าสินค้าและอาหารต่าง ๆ จากต่างประเทศจะสามารถเข้าสู่ฮ่องกงได้โดยสะดวก ทั้งที่เป็นสินค้าเพื่อการบริโภคภายในและสินค้าเพื่อการส่งออกต่อ (re-export) ไปยังจีน แต่สำหรับสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ ที่จะนำมาวางจำหน่ายในท้องตลาดฮ่องกงจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ถูกสุขอนามัยและมีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับผู้บริโภค
  • เขตปกครองตนเองซินเจียงเป็นประตูที่สำคัญสู่เอเชียกลางและยุโรป เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญบนเส้นทางสายไหมใหม่ เป็นเขตที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาการค้าและการลงทุนภายใต้นโยบาย “One Belt, One Road” ของจีน เพราะซินเจียงเป็นแหล่งการปลูกฝ้ายที่สำคัญที่สุดของประเทศ

สถานการณ์ในต่างประเทศที่เกี่ยวข้องในศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน

  • เมื่อพูดถึงการดำเนินธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ของคนไทยในประเทศจีนนั้นยังมีจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับโอกาสที่มีอยู่บนผืนแผ่นดินมังกรแห่งนี้ คุณวิธาน สัตย์ตระกูลวงศ์ ผจก.ใหญ่ บ.เหมียนหยางจ่านอี้ จก. (绵阳展易实业有限公司) คือหนึ่งในนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยเชื้อสายมาเลเซีย ที่ประสบความสำเร็จและได้เข้ามามีโอกาสประกอบธุรกิจด้านการจัดสรรที่ดินในเมืองเหมียนหยาง เมืองใหญ้อันดับ 2 รองจากนครเฉิงตูที่มีศักยภาพและเต็มไปด้วยโอกาสทางธุรกิจของมณฑลเสฉวน

  • กว่างเจียวหุ้ย 广交会) หรือที่รู้จักกันในนาม “แคนตันแฟร์” Canton Fair) เป็นงานแสดงสินค้าขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ปีละ 2 ครั้ง คือ ช่วงกลางเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคมและช่วงกลางเดือนตุลาคมจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน ดึงดูดนักท่องเที่ยว ผู้ซื้อและผู้ประกอบการกว่าล้านคนเข้ามายังนครกว่างโจว ส่งผลให้เศรษฐกิจและบรรยากาศโดยรวมของเมืองคึกคัก มองไปทางใดก็จะเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติแขวนป้ายแบดจ์ (Badge) เข้างานจนเป็นที่ติดตา รถโดยสารของแต่ละโรงแรมต่างมุ่งตรงไปยังจุดเดียวกันนั่นคือ ศูนย์แสดงสินค้าผาโจว เพื่อส่งนักลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาสร้างงาน สร้างอาชีพ และความหวังแก่เจ้าของกิจการหลายรายให้ดำรงธุรกิจของตนต่อไปได้อย่างไม่ติดขัด
  • นครซีอานเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวที่มีคนจากทั้งในและต่างประเทศเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก ร้านอาหารเป็นอีกกิจการหนึ่งที่สามารถเติบโตควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ร้านอาหารไทยในนครซีอานนั้น เป็นอีกช่องทางหนึ่งของการลงทุน เนื่องจากในขณะนี้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น อาหารไทยเป็นอาหารมีชื่อที่ชาวนครซีอานรู้จัก
  • เมื่อช่วงกลางเดือน ก.ค. 54 สื่อจีนได้รายงานข่าวใหญ่ที่ได้รับความสนใจจากคนจีนทั้งประเทศ คือ เฟอร์นิเจอร์ยี่ห้อ “ดาวินชี่” (Davinci) ประเทศจีนถูกแฉเทคนิคกลลวง นำเฟอร์นิเจอร์ต้นทุนหลัก 1,000 หยวนที่ผลิตแถวๆ มณฑลกวางตุ้งมาแหกตาผู้บริโภคว่าเป็นสินค้านำเข้าจากอิตาลีที่ตั้งราคาขายต่อชุดถึงหลัก 10,000-100,000 หยวน ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนี้ สำหรับเจ้าของสินค้าและบริการของไทยแล้ว นับเป็นปรากฏการณ์สะท้อนทัศนคติ พฤติกรรม และสภาพความเป็นจริงของผู้บริโภคจีนที่น่า สนใจยิ่ง



    

สาระน่ารู้

  • สหภาพการค้าแห่งนอร์เวย์ (The Norwegian Confederation of Trade Unions (LO)) – เป็นองค์กรคนงานที่ใหญ่ที่สุดและมีอิทธิพลมากที่สุดในนอร์เวย์
  • One Galle Face is Colombo's first internationally developed integrated lifestyle destination that makes living, working, entertainment and hospitality possible all in one location. Hong Kong's leisure entity Shanri-La Hotels and Resorts foresees the completion of this project by 2018 with a hefty investment of over US$ 600 million. The twin towers will be used for residence, which consist of 50 floors each, 16 penthouses and 8 duplex and simplex units. The target market is expatriates, international investors and the expanding population of Sri Lanka.
  • Following the tremendous success of the Exhibition 2018 and the 36th Annual Sessions, which took place at the Bandaranaike Memorial International Conference Hall in Colombo from February 22 to 25 earlier this year, the SLIA is proud to prsent  the next edition in a superior manner.<br />
    <br />
    Save the date :February 20th to 24th, 2019
  • The Institution of Engineers, Sri Lanka is the successor to the ‘Engineering Association of Ceylon’, which was founded in 1906. In 1968, the Institution of Engineers, Sri Lanka was made an incorporated body of the government, by an Act of Parliament. The IESL being the Apex body for engineering professionals in Sri Lanka, having a membership of more than 20,000, is called upon to represent the profession at many national forums and contribute to national development. By virtue of agreements it has entered into with the International Engineers’ Alliance (IEA) for mutual recognition of competencies, members assessed to have such competencies by IESL are eligible to practice engineering in the member countries including Japan, Australia, United Kingdom, Singapore, Pakistan, India, USA, Canada and South Korea.<br />
    <br />
    IESL with the Vision to be among the leading professional institutions of engineering and technology in the world, has Missioned Techno Sri Lanka’s for “Bringing out and Unleashing the Country’s Multi – Disciplinary Engineering Talents, to Drive Sri Lanka into Technological Excellence for Revolutionary Uplifting of Peoples’ Living Conditions and Prosperity”. Engineers are driven by passion to look beyond the regular, push borders and create the impossible. This is also reflective of the fact that Engineers over centuries are really innovators, who think beyond the realm and invent solutions for mankind, ahead of their time. That’s what engineering is all about and it’s the reason Engineers will always be the ingenious inventors and imaginative innovators throughout time.<br />
    <br />
    The flagship event of IESL, Techno Sri Lanka, since its inception in 1985 has grown to be the largest and the only engineering and technology exhibition held annually in Colombo. Techno, living up to its standards, has provided the means for uplifting peoples’ living conditions and has become an ideal venue for industry professionals, business heads, technologists and keen public to come together on a single global platform.<br />
    <br />
    The world is changing; engineers are in the forefront of this change. Expectations are very high in today’s society. However, the Planet’s resources are fast depleting and engineers have to be smart and innovative to achieve high goals with very low resource consumption. Technology should reach the masses and make them do things differently, as doing ‘business as usual’ will not leave a healthy planet for our children and grandchildren. We need ‘sustainable technologies’ that will revolutionize the day-to-day activities, such as mobile technology, nanotechnology, household solar PV technology and perhaps other inventions and breakthroughs to satisfy the society’s expectations and still not be blamed by our future generations for not leaving them a livable Planet Earth.<br />
    <br />
    Considering these facts, Techno Sri Lanka has redefined its Theme for the year 2018, aiming to fulfill the expectations of all stakeholders.
  • 01. - 03. November 2018 | Trade fair for hotels, hospitality, tourism and food businesses<br />
    <br />
    The Hotel, Hospitality & Food Asia in Sri Lanka has been designed by the dynamic development of the hotel and catering industry and the tourism and food companies to take account of South Asia. She is a specifically targeted at this sector business-to-business event. This exhibition is communication and information platform in the industry and provides the exhibiting companies the opportunity to present to an audience of experts here. Visitors can find information here thoroughly and comprehensively about the latest developments, trends, products and services in various fields. HHF Sri Lanka is the leading marketplace for regional networking and distribution, as well as a new basis for the procurement of products. The program will be held a culinary competition and other live features.<br />
    <br />
    The Hotel Hospitality & Food Asia will take place on 3 days from Thursday, 01. November to Saturday, 03. November 2018 in Colombo.
  • Infotel theme will be Towards a Digital Economy, is aligning with national priorities of enhancing the digital infrastructure of the country for facilitating a digitally empowered ecosystem while improving the Citizens’ engagement in a digital society.




เอกสารอ้างอิง
  • ศูนย์ศึกษาความร่วมมือระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน (ออนไลน์). สืบค้นจาก: www.apecthai.org/apec/th/profile1.php?continentid=2&country=c4&name=ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน [17 กรกฎาคม 2556]
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) .โอกาสของไทยในการส่งเสริมและชักจูงการลงทุนจากจีนตะวันตก และตะวันตกเฉียงใต้. 2553
  • THE WORLD BANK 2012. GDP per capita (current US$) (ออนไลน์). สืบค้นจาก: http://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.PCAP.CD/countries [17 กรกฎาคม 2556 ]

ดาวน์โหลด

ติดต่อหน่วยงาน

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง
40 Guang Hua Road Chaoyang District, Beijing, 100600
Tel: (86-10) 6532-6153
Fax: (86-10) 6532-1748
Email: bicbeijing@gmail.com
Website:  http://thaiembbeij.thaiembassy.org/thaiembbeij/

Tags

จีน