เนเธอร์แลนด์

ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ (The King of the Netherlands) เป็นประตูสู่ยุโรปตะวันตกเนื่องจากมีโครงสร้างคมนาคมและท่าเรือเมืองรอตเทอร์ดามที่สามารถกระจายสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ในยุโรปด้วยความรวดเร็ว เป็นประเทศที่เปิดเสรีแก่การค้าและการลงทุนแก่ต่างชาติ รวมทั้งแก่ธุรกิจของประเทศนอกสหภาพยุโรป และมีข้อตกลงด้านภาษีกับประเทศต่างๆ จำนวนมาก เนเธอร์แลนด์จึงเป็นที่ตั้งของสำนักงานภูมิภาคของบริษัทระหว่างประเทศจำนวนมาก นอกจากนี้ ชาวเนเธอร์แลนด์ส่วนใหญ่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ข้อจำกัดด้านภาษาจึงน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศยุโรปอื่นๆ

ข้อมูลทั่วไป

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

เนเธอร์แลนด์ตั้งอยู่บริเวณตะวันตกของทวีปยุโรป มีพื้นที่ประมาณ 41,526 ตารางกิโลเมตร ทิศเหนือจรดทะเลเหนือ ทิศใต้จรดเบลเยียมและเยอรมนี ทิศตะวันออกจรดเยอรมนี เมืองหลวงคือกรุงอัมสเตอร์ดัม โดยกรุงเฮกเป็นที่ตั้งของหน่วยราชการ

ภูมิอากาศอยู่ในเขตอบอุ่น ในฤดูร้อนอากาศไม่ร้อนจัด อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 25 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวอากาศไม่หนาวจัด โดยเฉลี่ยอุณหภูมิประมาณ 0-3 องศาเซลเซียส ฝนตกตลอดทั้งปี

ประชากร

16.8 ล้านคน (ไทย 67.6 ล้านคน)

การเมืองการปกครอง

มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติประกอบด้วย 2 สภา ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิก 150 คน และ วุฒิสภา มีสมาชิก 75 คน ทั้งนี้ ระบบการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรเป็นระบบสัดส่วน ส่วนวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกสภาจังหวัด การปกครองท้องถิ่นแบ่งออกเป็นระดับจังหวัด 12 จังหวัดและองค์กรปกครองท้องถิ่น 408 แห่ง และมีองค์กรบริหารจัดการน้ำ 26 เขต ซึ่งดูแลระดับน้ำในแม่น้ำและคลองให้เหมาะสม การป้องกันน้ำท่วม และการบำบัดน้ำเสีย

ภาษา

ดัตช์

ศาสนา

คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ร้อยละ 28 คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ร้อยละ 7 คริสต์นิกายอื่นๆ ร้อยละ 12 อิสลามร้อยละ 5.8 อื่นๆ ร้อยละ 5.2 และไม่มีศาสนาร้อยละ 42

สกุลเงิน

ยูโร

ข้อมูลทั่วไปประเทศเนเธอร์แลนด์

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

เนเธอร์แลนด์ตั้งอยู่บริเวณตะวันตกของทวีปยุโรป มีพื้นที่ประมาณ 41,526 ตารางกิโลเมตร ทิศเหนือจรดทะเลเหนือ ทิศใต้จรดเบลเยียมและเยอรมนี ทิศตะวันออกจรดเยอรมนี เมืองหลวงคือกรุงอัมสเตอร์ดัม โดยกรุงเฮกเป็นที่ตั้งของหน่วยราชการ

ภูมิอากาศอยู่ในเขตอบอุ่น ในฤดูร้อนอากาศไม่ร้อนจัด อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 25 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวอากาศไม่หนาวจัด โดยเฉลี่ยอุณหภูมิประมาณ 0-3 องศาเซลเซียส ฝนตกตลอดทั้งปี

ประชากร

16.8 ล้านคน (ไทย 67.6 ล้านคน)

การเมืองการปกครอง

มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติประกอบด้วย 2 สภา ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิก 150 คน และ วุฒิสภา มีสมาชิก 75 คน ทั้งนี้ ระบบการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรเป็นระบบสัดส่วน ส่วนวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกสภาจังหวัด การปกครองท้องถิ่นแบ่งออกเป็นระดับจังหวัด 12 จังหวัดและองค์กรปกครองท้องถิ่น 408 แห่ง และมีองค์กรบริหารจัดการน้ำ 26 เขต ซึ่งดูแลระดับน้ำในแม่น้ำและคลองให้เหมาะสม การป้องกันน้ำท่วม และการบำบัดน้ำเสีย

ภาษา

ดัตช์

ศาสนา

คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ร้อยละ 28 คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ร้อยละ 7 คริสต์นิกายอื่นๆ ร้อยละ 12 อิสลามร้อยละ 5.8 อื่นๆ ร้อยละ 5.2 และไม่มีศาสนาร้อยละ 42

สกุลเงิน

ยูโร

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

เนเธอร์แลนด์มีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี เป็นประเทศอุตสาหกรรมที่มีความแข็งแกร่งในภาคอุตสาหกรรมการเกษตร เศรษฐกิจมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ ที่ 16 ของโลก และอับดับที่ 6 ของสหภาพยุโรป ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 600,000 ล้านยูโร และเป็นผู้ส่งออกสินค้าใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรขนาดใหญ่อันดับที่ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์มีความแข็งแกร่งในสาขาเกษตร อาหารและเครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์ พลังงาน เทคโนโลยี การจัดการน้ำ และ Logistics

การค้าระหว่างประเทศเป็นพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ คู่ค้าสำคัญของเนเธอร์แลนด์ได้แก่ประเทศในสหภาพยุโรป อาทิ เยอรมนี เบลเยียม อังกฤษ และฝรั่งเศส สินค้าส่งออกที่สำคัญได้แก่ อาหารสัตว์ ปศุสัตว์ สินค้าเกษตร เครื่องดื่มและยาสูบ น้ำมัน เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง มูลค่าการส่งออกปี 2555 เท่ากับ 429,717 ล้านยูโร ส่วนมูลค่าการนำเข้าปี 2555 เท่ากับ 389,449 ล้านยูโร

บริษัทต่างชาติมากกว่า 5,000 บริษัทมีสาขาในเนเธอร์แลนด์ โดยบริษัทจากเอเชียมากกว่า 300 บริษัทใช้เนเธอร์แลนด์เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ในภูมิภาคยุโรป บริษัทข้ามชาติของเนเธอร์แลนด์ที่รู้จักกัน โดยทั่วไป อาทิ Shell, Unilever, ING, Heineken, Phillips เหตุผลที่บริษัทส่วนใหญ่ตั้งสำนักงานใหญ่ในเนเธอร์แลนด์เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์ที่สนับสนุนการประกอบธุรกิจ สิทธิพิเศษทางภาษีต่างๆ และเครือข่ายสนธิสัญญาทางภาษีกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ความสามารถด้านภาษาของชาวดัตช์ โครงสร้างพื้นฐานที่เพียบพร้อมและคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี

- เนเธอร์แลนด์เป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 และเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทยในสหภาพยุโรป (รองจากเยอรมนีและสหราชอาณาจักร) โดยในปี 2555 การค้าระหว่างไทยกับเนเธอร์แลนด์ มีมูลค่ารวม 165,036 ล้านบาท (4,000 ล้านยูโร) ลดลงจากปี 2554 ประมาณร้อยละ 3.8 โดยไทยส่งออกมูลค่า 129,005 ล้านบาท และนำเข้ามูลค่า 36,031 ล้านบาท ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า 92,974 ล้านบาท สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปเนเธอร์แลนด์ คือ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบแผงวงจรไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ คือแผงวงจรไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม ผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

เนเธอร์แลนด์มีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี เป็นประเทศอุตสาหกรรมที่มีความแข็งแกร่งในภาคอุตสาหกรรมการเกษตร เศรษฐกิจมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ ที่ 16 ของโลก และอับดับที่ 6 ของสหภาพยุโรป ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 600,000 ล้านยูโร และเป็นผู้ส่งออกสินค้าใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรขนาดใหญ่อันดับที่ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์มีความแข็งแกร่งในสาขาเกษตร อาหารและเครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์ พลังงาน เทคโนโลยี การจัดการน้ำ และ Logistics

การค้าระหว่างประเทศเป็นพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ คู่ค้าสำคัญของเนเธอร์แลนด์ได้แก่ประเทศในสหภาพยุโรป อาทิ เยอรมนี เบลเยียม อังกฤษ และฝรั่งเศส สินค้าส่งออกที่สำคัญได้แก่ อาหารสัตว์ ปศุสัตว์ สินค้าเกษตร เครื่องดื่มและยาสูบ น้ำมัน เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง มูลค่าการส่งออกปี 2555 เท่ากับ 429,717 ล้านยูโร ส่วนมูลค่าการนำเข้าปี 2555 เท่ากับ 389,449 ล้านยูโร

บริษัทต่างชาติมากกว่า 5,000 บริษัทมีสาขาในเนเธอร์แลนด์ โดยบริษัทจากเอเชียมากกว่า 300 บริษัทใช้เนเธอร์แลนด์เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ในภูมิภาคยุโรป บริษัทข้ามชาติของเนเธอร์แลนด์ที่รู้จักกัน โดยทั่วไป อาทิ Shell, Unilever, ING, Heineken, Phillips เหตุผลที่บริษัทส่วนใหญ่ตั้งสำนักงานใหญ่ในเนเธอร์แลนด์เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์ที่สนับสนุนการประกอบธุรกิจ สิทธิพิเศษทางภาษีต่างๆ และเครือข่ายสนธิสัญญาทางภาษีกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ความสามารถด้านภาษาของชาวดัตช์ โครงสร้างพื้นฐานที่เพียบพร้อมและคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี

- เนเธอร์แลนด์เป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 และเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทยในสหภาพยุโรป (รองจากเยอรมนีและสหราชอาณาจักร) โดยในปี 2555 การค้าระหว่างไทยกับเนเธอร์แลนด์ มีมูลค่ารวม 165,036 ล้านบาท (4,000 ล้านยูโร) ลดลงจากปี 2554 ประมาณร้อยละ 3.8 โดยไทยส่งออกมูลค่า 129,005 ล้านบาท และนำเข้ามูลค่า 36,031 ล้านบาท ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า 92,974 ล้านบาท สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปเนเธอร์แลนด์ คือ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบแผงวงจรไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ คือแผงวงจรไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม ผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

ชาวต่างชาติและบริษัทต่างชาติที่จะประกอบธุรกิจในเนเธอร์แลนด์ต้องจดทะเบียนกับหอการค้าในท้องถิ่นที่ประกอบธุรกิจ โดยเนเธอร์แลนด์ไม่มีข้อจำกัดว่าบริษัทต่างชาติจะประกอบธุรกิจโดยเปิดสำนักงานสาขาหรือตั้งบริษัทลูก (subsidiary) และหากจะจดทะเบียนจัดตั้งองค์กรที่เป็นนิติบุคคลมีรูปแบบหลักที่บริษัทต่างชาตินิยมดำเนินการคือการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด (BV) และบริษัทมหาชนจำกัด (NV) โดย BV กำหนดให้มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 90,000 ยูโร และทุนชำระแล้วขั้นต่ำ 1 ยูโรเซนต์ สำหรับ NV จะต้องมีทุนจดทะเบียน ขั้นต่ำ 225,000 ยูโรและทุนชำระแล้ว 45,000 ยูโร ทั้งนี้ ทั้งBV และ NV มีเงื่อนไขในการจดทะเบียนให้มีผู้ถือหุ้นในบริษัทอย่างน้อย 1 คน และมีกรรมการบริษัทอย่างน้อย 1 คน

การควบกิจการกับบริษัทจดทะเบียนเนเธอร์แลนด์ไม่จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากทางการเนเธอร์แลนด์แต่ต้องแจ้ง Authority for Consumers and Markets (www.acm.nl) ซึ่งจะตรวจสอบว่าการควบกิจการขัดต่อการแข่งขันเสรีและส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคหรือไม่ และจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดแนวทางการควบกิจการ โดยเฉพาะการปกป้องสิทธิของแรงงาน ซึ่งจะต้องการหารือกับสหภาพแรงงานหรือพนักงานของบริษัทที่จะถูกควบกิจการ

ภาษีเงินได้นิติบุคคลเก็บร้อยละ 20 สำหรับรายได้ไม่เกิน 200,000 ยูโร และร้อยละ 2.5 สำหรับรายได้ที่เกิน 200,000 ยูโร โดยบริษัทสามารถกำหนดปีงบประมาณของตนเองได้ และหารือกับกรมสรรพากรเพื่อหารือเกี่ยวกับการกำหนดวิธีการคำนวณภาษีได้ก่อนการลงทุน (การคิดภาษีจากยอดขายหรือจากค่าใช้จ่าย) อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินปันผลเท่ากับร้อยละ 15 แต่ยกเว้นไม่เก็บภาษีเงินปันผลของสำนักงานสาขาของบริษัทต่างชาติที่ส่งกำไรกลับบริษัทแม่ และไม่มีการเก็บภาษีสำหรับรายได้จากดอกเบี้ย ค่าลิขสิทธิ์ และเครื่องหมายสินค้า

บริษัทจะต้องมีผู้ตรวจบัญชีหากเข้าเงื่อนไข 2 ใน 3 ของหลักเกณฑ์ดังนี้ 1) ทรัพย์สินมากกว่า 6 ล้านยูโร 2) ยอดขายเกินกว่า 12 ล้านยูโรและ 3) มีพนักงานมากกว่า 49 คน

การนำเข้าสินค้า ไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 กรณีนำเข้าไปเนเธอร์แลนด์เพื่อส่งออกไปนอกสหภาพยุโรป ทั้งนี้ การนำสินค้าเข้าคลังสินค้าในเนเธอร์แลนด์สามารถชะลอการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มหรือได้รับภาษีมูลค่าเพิ่มคืนในกรณีที่มีสำนักงานในเนเธอร์แลนด์

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

ชาวต่างชาติและบริษัทต่างชาติที่จะประกอบธุรกิจในเนเธอร์แลนด์ต้องจดทะเบียนกับหอการค้าในท้องถิ่นที่ประกอบธุรกิจ โดยเนเธอร์แลนด์ไม่มีข้อจำกัดว่าบริษัทต่างชาติจะประกอบธุรกิจโดยเปิดสำนักงานสาขาหรือตั้งบริษัทลูก (subsidiary) และหากจะจดทะเบียนจัดตั้งองค์กรที่เป็นนิติบุคคลมีรูปแบบหลักที่บริษัทต่างชาตินิยมดำเนินการคือการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด (BV) และบริษัทมหาชนจำกัด (NV) โดย BV กำหนดให้มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 90,000 ยูโร และทุนชำระแล้วขั้นต่ำ 1 ยูโรเซนต์ สำหรับ NV จะต้องมีทุนจดทะเบียน ขั้นต่ำ 225,000 ยูโรและทุนชำระแล้ว 45,000 ยูโร ทั้งนี้ ทั้งBV และ NV มีเงื่อนไขในการจดทะเบียนให้มีผู้ถือหุ้นในบริษัทอย่างน้อย 1 คน และมีกรรมการบริษัทอย่างน้อย 1 คน

การควบกิจการกับบริษัทจดทะเบียนเนเธอร์แลนด์ไม่จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากทางการเนเธอร์แลนด์แต่ต้องแจ้ง Authority for Consumers and Markets (www.acm.nl) ซึ่งจะตรวจสอบว่าการควบกิจการขัดต่อการแข่งขันเสรีและส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคหรือไม่ และจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดแนวทางการควบกิจการ โดยเฉพาะการปกป้องสิทธิของแรงงาน ซึ่งจะต้องการหารือกับสหภาพแรงงานหรือพนักงานของบริษัทที่จะถูกควบกิจการ

ภาษีเงินได้นิติบุคคลเก็บร้อยละ 20 สำหรับรายได้ไม่เกิน 200,000 ยูโร และร้อยละ 2.5 สำหรับรายได้ที่เกิน 200,000 ยูโร โดยบริษัทสามารถกำหนดปีงบประมาณของตนเองได้ และหารือกับกรมสรรพากรเพื่อหารือเกี่ยวกับการกำหนดวิธีการคำนวณภาษีได้ก่อนการลงทุน (การคิดภาษีจากยอดขายหรือจากค่าใช้จ่าย) อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินปันผลเท่ากับร้อยละ 15 แต่ยกเว้นไม่เก็บภาษีเงินปันผลของสำนักงานสาขาของบริษัทต่างชาติที่ส่งกำไรกลับบริษัทแม่ และไม่มีการเก็บภาษีสำหรับรายได้จากดอกเบี้ย ค่าลิขสิทธิ์ และเครื่องหมายสินค้า

บริษัทจะต้องมีผู้ตรวจบัญชีหากเข้าเงื่อนไข 2 ใน 3 ของหลักเกณฑ์ดังนี้ 1) ทรัพย์สินมากกว่า 6 ล้านยูโร 2) ยอดขายเกินกว่า 12 ล้านยูโรและ 3) มีพนักงานมากกว่า 49 คน

การนำเข้าสินค้า ไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 กรณีนำเข้าไปเนเธอร์แลนด์เพื่อส่งออกไปนอกสหภาพยุโรป ทั้งนี้ การนำสินค้าเข้าคลังสินค้าในเนเธอร์แลนด์สามารถชะลอการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มหรือได้รับภาษีมูลค่าเพิ่มคืนในกรณีที่มีสำนักงานในเนเธอร์แลนด์

สิทธิประโยชน์

กิจการที่อยู่ใน Top Sectors 9 สาขาดังนี้

  1. High tech material and system
  2. อุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร
  3. น้ำ
  4. พลังงาน
  5. Horticulture
  6. เคมีภัณฑ์
  7. อุตสาหกรรมสร้างสรรค์
  8. Logistics
  9. 9. Life sciences

สามารถขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการสนับสนุนด้านงบประมาณจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์รายละเอียดสามารถติดต่อ Netherland Foreign Investment Agency หรือศึกษาเพิ่มเติมจาก www.nfia.nl

บริษัทต่างชาติหลายรายเปิดสำนักงานในเนเธอร์แลนด์เพื่อการวิจัยและพัฒนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร เคมีภัณฑ์ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ทั้งนี้ กิจกรรมวิจัยและพัฒนาได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี อาทิ อัตราภาษีนิติบุคคลร้อยละ 5 การลดหย่อนภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนา และการลดหย่อนภาษีรายได้แก่นักวิจัย

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

ระบบภาษีทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีศุลกากร และภาษีนิติบุคคลของเนเธอร์แลนด์มีความซับซ้อน แต่เอื้ออำนวยต่อการค้าและการลงทุน ดังนั้น ผู้สนใจจึงอาจหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับคำแนะนำในเรื่องรูปแบบการประกอบธุรกิจที่จะได้ประโยชน์สูงสุด

สถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวในยุโรปและเนเธอร์แลนด์ทำให้การบริโภคและการลงทุนในเนเธอร์แลนด์ชะลอตัว กิจการหลายแห่งประสบปัญหา และมีคนตกงานจำนวนมากถึงประมาณร้อยละ 8 ส่งผลให้การส่งออกของไทยไปเนเธอร์แลนด์ชะลอตัว แต่ก็เป็นโอกาสอันดีที่บริษัทของไทยจะพิจารณาการลงทุนในเนเธอร์แลนด์ เพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต

ข่าวเศรษฐกิจ / เรื่องเด่น / ข่าวประชาสัมพันธ์ในเนเธอร์แลนด์

  • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ได้รายงานการดูงานของ พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ท่าเรือรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2558  
  • ประเทศเนเธอร์แลนด์ตระหนักและให้ความสำคัญกับ SME ในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยิ่งโดยได้มีการกำหนด top sectors ที่ประเทศมีความเชี่ยวชาญและศักยภาพสูง 9 สาขา ได้แก่ (1) อาหารและการเกษตร (2) เคมีภัณฑ์ (3) อุตสาหกรรมที่สร้างสรรค์ (4) พลังงาน (5) เทคโนโลยีระดับสูง (6) พืชสวน (7) วิทยาศาสตร์และสุขภาพ (8) ลอจิสติกส์ และ (9) น้ำ ซึ่งเนเธอร์แลนด์ส่งเสริมทั้งด้านวิชาการและเชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมของเนเธอร์แลนด์ ดำเนินได้อย่างยั่งยืน โดยแต่ละภาคส่วนจะมีความร่วมมือและแลกเปลี่ยนระหว่างภาคธุรกิจ ภาควิชาการและภาครัฐอย่างบูรณาการ กล่าวคือ สถาบันทางวิชาการและการวิจัย เช่น NWO (The Netherlands Organisation for Scientific Research), KNAW (The Royal Netherlands Academy of Arts and Sciences) และ TNO (Neherlands Organisation for Applied Scientific Research) จะปรับโปรแกรมการเรียนการสอนและแผนการวิจัยบนพื้นฐานของ top sectors ดังกล่าว ในขณะเดียวกันรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ก็พยายามสนับสนุนโดยผ่านนโยบายการทูตทางเศรษฐกิจ โดยการมุ่งหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสำหรับภาคธุรกิจทั้งในด้านการค้าและการลงทุน ด้วยมาตรการสนับสนุนทางการเงินสำหรับการลงทุนหรือการส่งออก อาทิ กองทุน Dutch Good Growth Fund (DGGF) ซึ่ง SME สามารถยื่นขอกู้เงินได้สำหรับการเข้าไปลงทุนใหม่ๆ ในต่างประเทศ หรือการให้บริการคำปรึกษาของหน่วยงาน Netherlands Enterprise Agency (RVO) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงกิจการเศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์...
  • "ไฮเนเก้น" ปฏิเสธข้อเสนอเข้าครอบครองกิจการจากกลุ่มบริษัทเบียร์ชื่อดังซาบมิลเลอร์...
  • เนเธอร์แลนด์ทดลองเปิดใช้ถนนตีเส้นเส้นจราจรเรืองแสงเป็นระยะทาง 500 เมตร สีที่ใช้ทาดังกล่าวทำมาจากผงสีที่สามารถดูดซับแสงสว่างได้ในเวลากลางวัน และจะค่อยๆปลดปล่อยสารเรืองแสงอย่างช้าๆในเวลากลางคืน ที่จะส่องสว่างในยามกลางคืนทดแทนแสงไฟฟ้าข้างถนน เพื่อลดการใช้พลังงานและประหยัดเงินค่าไฟฟ้าได้อย่างมาก...


    

สาระน่ารู้

  • “อิสราเอล” ขึ้นชื่อว่ามีวิทยาการล้ำ ๆ ทั้งด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ การเกษตร พลังงานทดแทน การแพทย์ วิทยาการล้ำหน้าที่ว่ายังแทรกซึมอยู่ในอุตสาหกรรมเพชรและอัญมณี ทำให้อิสราเอลขึ้นแท่นเป็นศูนย์กลางการค้าเพชรและอัญมณีของโลก แม้ว่าจะไม่มีวัตถุดิบในประเทศเลย แต่อิสราเอลส่งเพชรเป็นสินค้าออกลำดับต้น การค้าเพชรของโลกกว่าร้อยละ 80 อยู่ในมือของผู้ค้าอิสราเอล และสร้างมูลค่าการค้าให้กับอิสราเอลปีละกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ว่ากันว่า เพชร 1 ใน 2 เม็ด ที่ไปที่ตลาดนิวยอร์กต้องผ่านอิสราเอล<br />
    <br />
    อะไรทำให้อิสราเอลครองพื้นที่อุตสาหกรรมค้าเพชรและอัญมณีในเวทีโลก ต่อไปนี้คือ 5 จุดเด่นที่ขับดันอุตสาหกรรมอัญมณีอิสราเอลสู่เวทีโลก<br />
    <br />
    1. เทคโนโลยีการตัดและเจียระไนเพชรที่ล้ำสมัย ตั้งแต่ปี 2531 อิสราเอลได้คิดค้นการใช้เครื่องมือและซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า Sarin Technology เพื่อประเมินว่าจะตัดเพชรดิบอย่างไรให้ปราศจากตำหนิหรือมีตำหนิน้อยที่สุด สามารถคัดเกรดและสีของเพชร วัดและเจียระไนเพชร ตลอดจนพิมพ์ชื่อหรือข้อความเป็นเพชร เทคโนโลยีนี้ใช้กันแพร่หลายในหมู่ผู้ค้าเพชรอิสราเอลและในต่างประเทศ ทำให้เพชรแต่ละเม็ดมีความงดงามและตอบสนองความต้องการลูกค้าได้เป็นอย่างดี<br />
    <br />
    2. ความชำนาญในการเจียระไนเพชร อิสราเอลมีชื่อเสียงด้านการเจียระไนเพชรมานาน มีโรงงานเพชรและอัญมณีในอิสราเอลถึง 150-200 แห่ง และแม้ว่าจะมีการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่าอย่างอินเดียและจีน แต่อิสราเอลยังคงการเป็นฐานผลิตงานที่ซับซ้อนและต้องใช้เทคโนโลยีสูง ฝีมือในการตัด ขัด เจียระไน ผสมกับนวัตกรรมของเทคโนโลยีที่ทันสมัยทำให้อิสราเอลสามารถเจียระไนเพชรได้หลากหลายขนาดและรูปทรง ตั้งแต่เม็ดเล็กจนถึงเม็ดใหญ่ และไม่ว่าจะเป็นเพชรเม็ดกลม ทรงหยดน้ำ ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส (Princess Cut) หรือสี่เหลี่ยมมรกต (Emerald Cut) ตรงใจตามความต้องการของลูกค้า<br />
    <br />
    3. ตลาดกลางค้าเพชร IDE ที่เมือง Ramat Gan อิสราเอลได้จัดตั้ง Israel Diamond Exchange หรือ IDE ที่เมือง Ramat Gan เขตเทลอาวีฟ เป็นศูนย์กลางการค้า การประมูล และการแลกเปลี่ยนเพชรที่สำคัญของโลก<br />
    <br />
    นอกจากนี้ ยังมีตลาดกลางของพลอย (Israel Precious Stones & Diamond Exchange หรือ IPDSE) ตั้งอยู่ที่เดียวกับตลาดกลางค้าเพชรด้วย สำหรับงานแสดงอุตสาหกรรมอัญมณีของอิสราเอล จะมีงาน Jovella ซึ่งจะจัดปีละ 1 ครั้ง ช่วงกลางปี ให้สาธารณชนทั้งในและต่างประเทศได้มีโอกาสชมผลงานการออกแบบเครื่องประดับและแนวโน้มเครื่องประดับทั้งเพชร พลอย เครื่องประดับเงินและเครื่องประดับแฟชั่น โดยในปี 2559 นี้ งาน Jovella จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-5 กรกฎาคม 2559 ที่โรงแรม David Intercontinental กรุงเทลอาวีฟ ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ <a class="txttohtmllink" href="http://www.stier-group.com/JOVELLA/index_en.asp">http://www.stier-group.com/JOVELLA/index_en.asp</a><br />
    <br />
    4. การยกเว้นภาษีส่งออกและภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับจากอิสราเอลได้รับยกเว้นภาษีส่งออกและภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยจะต้องให้ข้อมูลรายละเอียดสินค้า จำนวน และวัตถุดิบที่ใช้ และต้องระบุปริมาณและจำนวนกะรัตเพื่อการตรวจสอบและการเก็บสถิติที่ถูกต้อง ผู้ส่งออกยังสามารถส่งออกโดยใช้บริการการส่งสินค้าและบรรจุภัณฑ์ของกรมศุลกากรหรือไปรษณีย์อิสราเอลที่มีไว้พร้อมให้บริการที่ IDE เป็นอีกหนึ่งมาตรการดี ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการอิสราเอลแข่งขันได้ในเวทีโลก<br />
    <br />
    5. การสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมเพชรและอัญมณีอย่างครบวงจรโดยภาครัฐและองค์กรท้องถิ่น อิสราเอลยังได้จัดตั้ง Israel Diamond Institute (IDI) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรขึ้น เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมเพชรของอิสราเอลอย่างครอบคลุมทั้งการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการส่งเสริมการตลาด การฝึกอบรมวิชาชีพ มีรัฐบาลถือหุ้นร้อยละ 25 ขณะที่คณะกรรมการบริหาร IDI ประกอบด้วยผู้แทนจากสมาคมผู้เจียระไนเพชรแห่งอิสราเอล IDE สหภาพแรงงาน และธนาคารที่เกี่ยวข้อง IDI มีสาขาที่นิวยอร์กและฮ่องกง<br />
    <br />
    อุตสาหกรรมเพชรและอัญมณีในอิสราเอลประสบความสำเร็จด้วยศักยภาพของผู้ประกอบการบวกกับการส่งเสริมจากภาครัฐและหน่วยงานท้องถิ่น ยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจอีกมากเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอัญมณีของอิสราเอล สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้รวบรวมไว้ให้ได้ศึกษาเพื่อการเสาะหาช่องโอกาสความร่วมมือในฐานะที่ไทยก็เป็นแหล่งอุตสาหกรรมอัญมณีที่แข็งแกร่งในภูมิภาคเอเชียเช่นกันที่ <a class="txttohtmllink" href="http://www.thaibizisrael.com/il/news/detail.php?id=20616">http://www.thaibizisrael.com/il/news/detail.php?id=20616</a> พบกับไฮไลต์ความเคลื่อนไหวและโอกาสในตลาดต่างประเทศที่สถานทูตไทยทั่วโลกตั้งใจติดตามมาให้ภาคเอกชนไทยได้ที่เว็บไซต์ www.ThaiBiz.net หากมีข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเพิ่มเติม สามารถเขียนมาคุยกันได้ที่ <a class="txttohtmllink" href="mailto:bic.mfa@gmail.com" title="Send message">bic.mfa@gmail.com</a><br />
    <br />
    <br />
    ที่มา: จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,164 วันที่ 9 – 11 มิถุนายน พ.ศ. 2559<br />
            <a class="txttohtmllink" href="http://www.thansettakij.com/2016/06/12/60380">http://www.thansettakij.com/2016/06/12/60380</a>
  • Sri Lanka adopts a five-day week, Monday to Friday.
  • เป็นที่ทราบกันดีว่า อิสราเอลเป็นหนึ่งในผู้นำการค้าเพชรของโลกที่สำคัญ นอกจากเบลเยี่ยม สหรัฐฯ ฮ่องกง และอินเดีย และยังเป็นศูนย์กลางการค้าเพชรดิบที่ยังไม่ได้เจียระไนด้วย โดยอิสราเอลนำเข้าเพชรดิบ 1 ใน 3 ของการค้าเพชรดิบของโลก และมากกว่าครึ่งหนึ่งของการค้าเพชรและอัญมณีของโลกต้องมาจากอิสราเอล การค้าเพชรและอัญมณีจึงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของอิสราเอล
  • ฮังการี เป็นประเทศที่มีความโดดเด่นใน ด้านวิทยาศาตร์ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ อีกด้วย โดยมีนักวิทยาศาสตร์ที่เคยได้รับรางวัลโนเบลในสาขาแพทย์ศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมีจำนวนรวมกันถึง 11 คน
  • บราซิลเร่งออกนโยบายพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศอย่างต่อเนื่อง วางเครือข่ายคมนาคมให้ทันสมัยและครบวงจร ตั้งเป้าลดต้นทุนการขนส่งสินค้าลงอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2020