เนเธอร์แลนด์

ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ (The King of the Netherlands) เป็นประตูสู่ยุโรปตะวันตกเนื่องจากมีโครงสร้างคมนาคมและท่าเรือเมืองรอตเทอร์ดามที่สามารถกระจายสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ในยุโรปด้วยความรวดเร็ว เป็นประเทศที่เปิดเสรีแก่การค้าและการลงทุนแก่ต่างชาติ รวมทั้งแก่ธุรกิจของประเทศนอกสหภาพยุโรป และมีข้อตกลงด้านภาษีกับประเทศต่างๆ จำนวนมาก เนเธอร์แลนด์จึงเป็นที่ตั้งของสำนักงานภูมิภาคของบริษัทระหว่างประเทศจำนวนมาก นอกจากนี้ ชาวเนเธอร์แลนด์ส่วนใหญ่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ข้อจำกัดด้านภาษาจึงน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศยุโรปอื่นๆ

ข้อมูลทั่วไป

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

เนเธอร์แลนด์ตั้งอยู่บริเวณตะวันตกของทวีปยุโรป มีพื้นที่ประมาณ 41,526 ตารางกิโลเมตร ทิศเหนือจรดทะเลเหนือ ทิศใต้จรดเบลเยียมและเยอรมนี ทิศตะวันออกจรดเยอรมนี เมืองหลวงคือกรุงอัมสเตอร์ดัม โดยกรุงเฮกเป็นที่ตั้งของหน่วยราชการ

ภูมิอากาศอยู่ในเขตอบอุ่น ในฤดูร้อนอากาศไม่ร้อนจัด อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 25 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวอากาศไม่หนาวจัด โดยเฉลี่ยอุณหภูมิประมาณ 0-3 องศาเซลเซียส ฝนตกตลอดทั้งปี

ประชากร

16.8 ล้านคน (ไทย 67.6 ล้านคน)

การเมืองการปกครอง

มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติประกอบด้วย 2 สภา ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิก 150 คน และ วุฒิสภา มีสมาชิก 75 คน ทั้งนี้ ระบบการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรเป็นระบบสัดส่วน ส่วนวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกสภาจังหวัด การปกครองท้องถิ่นแบ่งออกเป็นระดับจังหวัด 12 จังหวัดและองค์กรปกครองท้องถิ่น 408 แห่ง และมีองค์กรบริหารจัดการน้ำ 26 เขต ซึ่งดูแลระดับน้ำในแม่น้ำและคลองให้เหมาะสม การป้องกันน้ำท่วม และการบำบัดน้ำเสีย

ภาษา

ดัตช์

ศาสนา

คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ร้อยละ 28 คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ร้อยละ 7 คริสต์นิกายอื่นๆ ร้อยละ 12 อิสลามร้อยละ 5.8 อื่นๆ ร้อยละ 5.2 และไม่มีศาสนาร้อยละ 42

สกุลเงิน

ยูโร

ข้อมูลทั่วไปประเทศเนเธอร์แลนด์

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

เนเธอร์แลนด์ตั้งอยู่บริเวณตะวันตกของทวีปยุโรป มีพื้นที่ประมาณ 41,526 ตารางกิโลเมตร ทิศเหนือจรดทะเลเหนือ ทิศใต้จรดเบลเยียมและเยอรมนี ทิศตะวันออกจรดเยอรมนี เมืองหลวงคือกรุงอัมสเตอร์ดัม โดยกรุงเฮกเป็นที่ตั้งของหน่วยราชการ

ภูมิอากาศอยู่ในเขตอบอุ่น ในฤดูร้อนอากาศไม่ร้อนจัด อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 25 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวอากาศไม่หนาวจัด โดยเฉลี่ยอุณหภูมิประมาณ 0-3 องศาเซลเซียส ฝนตกตลอดทั้งปี

ประชากร

16.8 ล้านคน (ไทย 67.6 ล้านคน)

การเมืองการปกครอง

มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติประกอบด้วย 2 สภา ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิก 150 คน และ วุฒิสภา มีสมาชิก 75 คน ทั้งนี้ ระบบการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรเป็นระบบสัดส่วน ส่วนวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกสภาจังหวัด การปกครองท้องถิ่นแบ่งออกเป็นระดับจังหวัด 12 จังหวัดและองค์กรปกครองท้องถิ่น 408 แห่ง และมีองค์กรบริหารจัดการน้ำ 26 เขต ซึ่งดูแลระดับน้ำในแม่น้ำและคลองให้เหมาะสม การป้องกันน้ำท่วม และการบำบัดน้ำเสีย

ภาษา

ดัตช์

ศาสนา

คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ร้อยละ 28 คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ร้อยละ 7 คริสต์นิกายอื่นๆ ร้อยละ 12 อิสลามร้อยละ 5.8 อื่นๆ ร้อยละ 5.2 และไม่มีศาสนาร้อยละ 42

สกุลเงิน

ยูโร

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

เนเธอร์แลนด์มีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี เป็นประเทศอุตสาหกรรมที่มีความแข็งแกร่งในภาคอุตสาหกรรมการเกษตร เศรษฐกิจมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ ที่ 16 ของโลก และอับดับที่ 6 ของสหภาพยุโรป ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 600,000 ล้านยูโร และเป็นผู้ส่งออกสินค้าใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรขนาดใหญ่อันดับที่ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์มีความแข็งแกร่งในสาขาเกษตร อาหารและเครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์ พลังงาน เทคโนโลยี การจัดการน้ำ และ Logistics

การค้าระหว่างประเทศเป็นพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ คู่ค้าสำคัญของเนเธอร์แลนด์ได้แก่ประเทศในสหภาพยุโรป อาทิ เยอรมนี เบลเยียม อังกฤษ และฝรั่งเศส สินค้าส่งออกที่สำคัญได้แก่ อาหารสัตว์ ปศุสัตว์ สินค้าเกษตร เครื่องดื่มและยาสูบ น้ำมัน เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง มูลค่าการส่งออกปี 2555 เท่ากับ 429,717 ล้านยูโร ส่วนมูลค่าการนำเข้าปี 2555 เท่ากับ 389,449 ล้านยูโร

บริษัทต่างชาติมากกว่า 5,000 บริษัทมีสาขาในเนเธอร์แลนด์ โดยบริษัทจากเอเชียมากกว่า 300 บริษัทใช้เนเธอร์แลนด์เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ในภูมิภาคยุโรป บริษัทข้ามชาติของเนเธอร์แลนด์ที่รู้จักกัน โดยทั่วไป อาทิ Shell, Unilever, ING, Heineken, Phillips เหตุผลที่บริษัทส่วนใหญ่ตั้งสำนักงานใหญ่ในเนเธอร์แลนด์เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์ที่สนับสนุนการประกอบธุรกิจ สิทธิพิเศษทางภาษีต่างๆ และเครือข่ายสนธิสัญญาทางภาษีกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ความสามารถด้านภาษาของชาวดัตช์ โครงสร้างพื้นฐานที่เพียบพร้อมและคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี

- เนเธอร์แลนด์เป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 และเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทยในสหภาพยุโรป (รองจากเยอรมนีและสหราชอาณาจักร) โดยในปี 2555 การค้าระหว่างไทยกับเนเธอร์แลนด์ มีมูลค่ารวม 165,036 ล้านบาท (4,000 ล้านยูโร) ลดลงจากปี 2554 ประมาณร้อยละ 3.8 โดยไทยส่งออกมูลค่า 129,005 ล้านบาท และนำเข้ามูลค่า 36,031 ล้านบาท ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า 92,974 ล้านบาท สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปเนเธอร์แลนด์ คือ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบแผงวงจรไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ คือแผงวงจรไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม ผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

เนเธอร์แลนด์มีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี เป็นประเทศอุตสาหกรรมที่มีความแข็งแกร่งในภาคอุตสาหกรรมการเกษตร เศรษฐกิจมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ ที่ 16 ของโลก และอับดับที่ 6 ของสหภาพยุโรป ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 600,000 ล้านยูโร และเป็นผู้ส่งออกสินค้าใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรขนาดใหญ่อันดับที่ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์มีความแข็งแกร่งในสาขาเกษตร อาหารและเครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์ พลังงาน เทคโนโลยี การจัดการน้ำ และ Logistics

การค้าระหว่างประเทศเป็นพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ คู่ค้าสำคัญของเนเธอร์แลนด์ได้แก่ประเทศในสหภาพยุโรป อาทิ เยอรมนี เบลเยียม อังกฤษ และฝรั่งเศส สินค้าส่งออกที่สำคัญได้แก่ อาหารสัตว์ ปศุสัตว์ สินค้าเกษตร เครื่องดื่มและยาสูบ น้ำมัน เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง มูลค่าการส่งออกปี 2555 เท่ากับ 429,717 ล้านยูโร ส่วนมูลค่าการนำเข้าปี 2555 เท่ากับ 389,449 ล้านยูโร

บริษัทต่างชาติมากกว่า 5,000 บริษัทมีสาขาในเนเธอร์แลนด์ โดยบริษัทจากเอเชียมากกว่า 300 บริษัทใช้เนเธอร์แลนด์เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ในภูมิภาคยุโรป บริษัทข้ามชาติของเนเธอร์แลนด์ที่รู้จักกัน โดยทั่วไป อาทิ Shell, Unilever, ING, Heineken, Phillips เหตุผลที่บริษัทส่วนใหญ่ตั้งสำนักงานใหญ่ในเนเธอร์แลนด์เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์ที่สนับสนุนการประกอบธุรกิจ สิทธิพิเศษทางภาษีต่างๆ และเครือข่ายสนธิสัญญาทางภาษีกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ความสามารถด้านภาษาของชาวดัตช์ โครงสร้างพื้นฐานที่เพียบพร้อมและคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี

- เนเธอร์แลนด์เป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 และเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทยในสหภาพยุโรป (รองจากเยอรมนีและสหราชอาณาจักร) โดยในปี 2555 การค้าระหว่างไทยกับเนเธอร์แลนด์ มีมูลค่ารวม 165,036 ล้านบาท (4,000 ล้านยูโร) ลดลงจากปี 2554 ประมาณร้อยละ 3.8 โดยไทยส่งออกมูลค่า 129,005 ล้านบาท และนำเข้ามูลค่า 36,031 ล้านบาท ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า 92,974 ล้านบาท สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปเนเธอร์แลนด์ คือ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบแผงวงจรไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ คือแผงวงจรไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม ผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

ชาวต่างชาติและบริษัทต่างชาติที่จะประกอบธุรกิจในเนเธอร์แลนด์ต้องจดทะเบียนกับหอการค้าในท้องถิ่นที่ประกอบธุรกิจ โดยเนเธอร์แลนด์ไม่มีข้อจำกัดว่าบริษัทต่างชาติจะประกอบธุรกิจโดยเปิดสำนักงานสาขาหรือตั้งบริษัทลูก (subsidiary) และหากจะจดทะเบียนจัดตั้งองค์กรที่เป็นนิติบุคคลมีรูปแบบหลักที่บริษัทต่างชาตินิยมดำเนินการคือการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด (BV) และบริษัทมหาชนจำกัด (NV) โดย BV กำหนดให้มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 90,000 ยูโร และทุนชำระแล้วขั้นต่ำ 1 ยูโรเซนต์ สำหรับ NV จะต้องมีทุนจดทะเบียน ขั้นต่ำ 225,000 ยูโรและทุนชำระแล้ว 45,000 ยูโร ทั้งนี้ ทั้งBV และ NV มีเงื่อนไขในการจดทะเบียนให้มีผู้ถือหุ้นในบริษัทอย่างน้อย 1 คน และมีกรรมการบริษัทอย่างน้อย 1 คน

การควบกิจการกับบริษัทจดทะเบียนเนเธอร์แลนด์ไม่จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากทางการเนเธอร์แลนด์แต่ต้องแจ้ง Authority for Consumers and Markets (www.acm.nl) ซึ่งจะตรวจสอบว่าการควบกิจการขัดต่อการแข่งขันเสรีและส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคหรือไม่ และจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดแนวทางการควบกิจการ โดยเฉพาะการปกป้องสิทธิของแรงงาน ซึ่งจะต้องการหารือกับสหภาพแรงงานหรือพนักงานของบริษัทที่จะถูกควบกิจการ

ภาษีเงินได้นิติบุคคลเก็บร้อยละ 20 สำหรับรายได้ไม่เกิน 200,000 ยูโร และร้อยละ 2.5 สำหรับรายได้ที่เกิน 200,000 ยูโร โดยบริษัทสามารถกำหนดปีงบประมาณของตนเองได้ และหารือกับกรมสรรพากรเพื่อหารือเกี่ยวกับการกำหนดวิธีการคำนวณภาษีได้ก่อนการลงทุน (การคิดภาษีจากยอดขายหรือจากค่าใช้จ่าย) อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินปันผลเท่ากับร้อยละ 15 แต่ยกเว้นไม่เก็บภาษีเงินปันผลของสำนักงานสาขาของบริษัทต่างชาติที่ส่งกำไรกลับบริษัทแม่ และไม่มีการเก็บภาษีสำหรับรายได้จากดอกเบี้ย ค่าลิขสิทธิ์ และเครื่องหมายสินค้า

บริษัทจะต้องมีผู้ตรวจบัญชีหากเข้าเงื่อนไข 2 ใน 3 ของหลักเกณฑ์ดังนี้ 1) ทรัพย์สินมากกว่า 6 ล้านยูโร 2) ยอดขายเกินกว่า 12 ล้านยูโรและ 3) มีพนักงานมากกว่า 49 คน

การนำเข้าสินค้า ไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 กรณีนำเข้าไปเนเธอร์แลนด์เพื่อส่งออกไปนอกสหภาพยุโรป ทั้งนี้ การนำสินค้าเข้าคลังสินค้าในเนเธอร์แลนด์สามารถชะลอการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มหรือได้รับภาษีมูลค่าเพิ่มคืนในกรณีที่มีสำนักงานในเนเธอร์แลนด์

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

ชาวต่างชาติและบริษัทต่างชาติที่จะประกอบธุรกิจในเนเธอร์แลนด์ต้องจดทะเบียนกับหอการค้าในท้องถิ่นที่ประกอบธุรกิจ โดยเนเธอร์แลนด์ไม่มีข้อจำกัดว่าบริษัทต่างชาติจะประกอบธุรกิจโดยเปิดสำนักงานสาขาหรือตั้งบริษัทลูก (subsidiary) และหากจะจดทะเบียนจัดตั้งองค์กรที่เป็นนิติบุคคลมีรูปแบบหลักที่บริษัทต่างชาตินิยมดำเนินการคือการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด (BV) และบริษัทมหาชนจำกัด (NV) โดย BV กำหนดให้มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 90,000 ยูโร และทุนชำระแล้วขั้นต่ำ 1 ยูโรเซนต์ สำหรับ NV จะต้องมีทุนจดทะเบียน ขั้นต่ำ 225,000 ยูโรและทุนชำระแล้ว 45,000 ยูโร ทั้งนี้ ทั้งBV และ NV มีเงื่อนไขในการจดทะเบียนให้มีผู้ถือหุ้นในบริษัทอย่างน้อย 1 คน และมีกรรมการบริษัทอย่างน้อย 1 คน

การควบกิจการกับบริษัทจดทะเบียนเนเธอร์แลนด์ไม่จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากทางการเนเธอร์แลนด์แต่ต้องแจ้ง Authority for Consumers and Markets (www.acm.nl) ซึ่งจะตรวจสอบว่าการควบกิจการขัดต่อการแข่งขันเสรีและส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคหรือไม่ และจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดแนวทางการควบกิจการ โดยเฉพาะการปกป้องสิทธิของแรงงาน ซึ่งจะต้องการหารือกับสหภาพแรงงานหรือพนักงานของบริษัทที่จะถูกควบกิจการ

ภาษีเงินได้นิติบุคคลเก็บร้อยละ 20 สำหรับรายได้ไม่เกิน 200,000 ยูโร และร้อยละ 2.5 สำหรับรายได้ที่เกิน 200,000 ยูโร โดยบริษัทสามารถกำหนดปีงบประมาณของตนเองได้ และหารือกับกรมสรรพากรเพื่อหารือเกี่ยวกับการกำหนดวิธีการคำนวณภาษีได้ก่อนการลงทุน (การคิดภาษีจากยอดขายหรือจากค่าใช้จ่าย) อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินปันผลเท่ากับร้อยละ 15 แต่ยกเว้นไม่เก็บภาษีเงินปันผลของสำนักงานสาขาของบริษัทต่างชาติที่ส่งกำไรกลับบริษัทแม่ และไม่มีการเก็บภาษีสำหรับรายได้จากดอกเบี้ย ค่าลิขสิทธิ์ และเครื่องหมายสินค้า

บริษัทจะต้องมีผู้ตรวจบัญชีหากเข้าเงื่อนไข 2 ใน 3 ของหลักเกณฑ์ดังนี้ 1) ทรัพย์สินมากกว่า 6 ล้านยูโร 2) ยอดขายเกินกว่า 12 ล้านยูโรและ 3) มีพนักงานมากกว่า 49 คน

การนำเข้าสินค้า ไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 กรณีนำเข้าไปเนเธอร์แลนด์เพื่อส่งออกไปนอกสหภาพยุโรป ทั้งนี้ การนำสินค้าเข้าคลังสินค้าในเนเธอร์แลนด์สามารถชะลอการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มหรือได้รับภาษีมูลค่าเพิ่มคืนในกรณีที่มีสำนักงานในเนเธอร์แลนด์

สิทธิประโยชน์

กิจการที่อยู่ใน Top Sectors 9 สาขาดังนี้

  1. High tech material and system
  2. อุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร
  3. น้ำ
  4. พลังงาน
  5. Horticulture
  6. เคมีภัณฑ์
  7. อุตสาหกรรมสร้างสรรค์
  8. Logistics
  9. 9. Life sciences

สามารถขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการสนับสนุนด้านงบประมาณจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์รายละเอียดสามารถติดต่อ Netherland Foreign Investment Agency หรือศึกษาเพิ่มเติมจาก www.nfia.nl

บริษัทต่างชาติหลายรายเปิดสำนักงานในเนเธอร์แลนด์เพื่อการวิจัยและพัฒนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร เคมีภัณฑ์ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ทั้งนี้ กิจกรรมวิจัยและพัฒนาได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี อาทิ อัตราภาษีนิติบุคคลร้อยละ 5 การลดหย่อนภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนา และการลดหย่อนภาษีรายได้แก่นักวิจัย

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

ระบบภาษีทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีศุลกากร และภาษีนิติบุคคลของเนเธอร์แลนด์มีความซับซ้อน แต่เอื้ออำนวยต่อการค้าและการลงทุน ดังนั้น ผู้สนใจจึงอาจหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับคำแนะนำในเรื่องรูปแบบการประกอบธุรกิจที่จะได้ประโยชน์สูงสุด

สถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวในยุโรปและเนเธอร์แลนด์ทำให้การบริโภคและการลงทุนในเนเธอร์แลนด์ชะลอตัว กิจการหลายแห่งประสบปัญหา และมีคนตกงานจำนวนมากถึงประมาณร้อยละ 8 ส่งผลให้การส่งออกของไทยไปเนเธอร์แลนด์ชะลอตัว แต่ก็เป็นโอกาสอันดีที่บริษัทของไทยจะพิจารณาการลงทุนในเนเธอร์แลนด์ เพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต


    

สาระน่ารู้

  • ฤดูแต่งงานใกล้เข้ามาแล้ว หากอยู่เมืองไทย ดิฉันคงต้องเตรียมแต่งตัวสวยเดินสายแสดงความยินดีกับมิตรสหายคู่รักแทบทุกสัปดาห์ เงินสะพัดในการจัดงานแต่งงาน 1 คืนมหาศาลนัก หากบ่าวสาวมาจากหลายเชื้อสาย ค่าใช้จ่ายย่อมทวีคูณ ทั้งรดน้ำสังข์ ยกน้ำชา เข้าโบสถ์ เราอาจนึกว่าคนไทยหน้าใหญ่ใจป้ำปิดหมู่บ้านเลี้ยงฉลอง ขอบอกว่างานแต่งงานอินเดียก็อลังการไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน...
  • ท่าเรือมอมบาซา (Mombasa Port) เป็นท่าเรือหลักของเคนยาและแอฟริกาตะวันออก นิตยสาร “The Container Management Magazine” จัดอันดับท่าเรือมอมบาซาไว้ในลำดับที่ 5 ของภูมิภาคแอฟริกา รองจาก ท่าเรือเดอร์บันที่แอฟริกาใต้ ท่าเรืออเล็กซานเดรียที่อียิปต์ ท่าเรือแทนเจอร์เมดที่โมรอกโก และท่าเรือ             ซาอิดที่อียิปต์ นับว่าท่าเรือมอมบาซาของเคนยามีศักยภาพที่น่าจับตามองอยู่ไม่น้อยสำหรับคนที่สนใจค้าขายกับแอฟริกา...
  • การขยายโครงการของ CPF Group โดยการลงทุน 10,000 ล้านรูปีที่รัฐอานธรประเทศนั้นไม่เป็นข่าวในสื่อไทย หากได้รับการตีพิมพ์ในเว็บไซต์สื่อชื่อดังของอินเดียหลายสำนัก อย่างเช่น The Hindu และ NDTV.com นั้น แสดงให้เห็นว่ารัฐอานธรประเทศมีอนาคตสดใส มั่นใจได้สำหรับนักลงทุน และคนอินเดียก็อ้าแขนรับคนไทยอย่างเต็มที่
  • ที่กล่าวว่า รัฐกรณาฏกะมีบุคลิกแบบเสือซ่อนเล็บ ก็เพราะว่า ถ้าเปรียบเทียบกับรัฐทางอินเดียตอนใต้ด้วยกันแล้ว รัฐกรณาฏกะแทบไม่มีอะไรที่ฉูดฉาดในการปรากฏตัวต่อสายตาชาวโลก
  • รัฐกรณาฏกะเป็นรัฐที่มีบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนอยู่เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุที่รัฐนี้มีนโยบายสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรมก่อนรัฐอื่นๆ ในประเทศอินเดีย
  • ช่วงนี้มีแต่คนกล่าวถึงประเทศอินเดียในฐานะของตลาดที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะด้วยประชากรราว 1,200  ล้านคน ที่มีอายุเฉลี่ย 24-25 ปี ซึ่งกำลังเป็นวัยทำงานหนุ่นสาว อีกทั้งความมุ่งมั่นของประเทศในการพัฒนาความเจริญด้านต่างๆ เห็นได้ชัดจากโครงการรถไฟฟ้าที่กำลังผุดขึ้นในหลายๆ เมืองใหญ่ ตลอดจนนโยบายสร้างเมืองอัจฉริยะ (Smart City) อีก 100 เมืองทั่วประเทศ