มาเลเซีย

มาเลเซีย (Malaysia) ประเทศที่มีพรมแดนติดกับทางใต้ของประเทศไทย มีความสัมพันธ์กับไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ทั้ง 2 ประเทศ ยังเป็นสมาชิกในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน (ASEAN) มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกลุ่มอีกด้วย ที่สำคัญ ในปี 2558 ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ประเทศสมาชิกต้องเปิดเสรีทางการค้า สินค้า บริการ การลงทุน รวมถึงการเคลื่อนย้ายแรงงาน ซึ่งก่อนที่ AEC จะเริ่มต้นขึ้น นักลงทุนควรทำความเข้าใจกับประเทศมาเลเซีย เสียก่อน

ข้อมูลทั่วไป

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

มาเลเซียตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย มีพื้นที่ประมาณ 329,758 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 2 ใน 3 ของประเทศไทย ตัวแผ่นดินจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยมีทะเลจีนใต้กั้น สำหรับส่วนแรกเป็นคาบสมุทรมลายู หรือมาเลเซียตะวันตก มีพรมแดนทิศเหนือติดกับประเทศไทย และทิศใต้ติดกับสิงคโปร์ ส่วนที่สองคือ ตอนเหนือของเกาะบอร์เนียว หรือมาเลเซียตะวันออก มีพรมแดนทิศใต้ติดกับอินโดนิเซีย และมีพรมแดนล้อมรอบประเทศบรูไน

สำหรับภูมิอากาศ มาเลเซียอยู่ในเขตร้อนชื้น ซึ่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม อากาศจะค่อนข้างแปรปรวน เพราะอยู่ในช่วงมรสุม หลังจากนั้นในเดือนเมษายน-กันยายน อากาศจะร้อนอบอ้าว ประกอบกับมีฝนบ้างพอสมควร และมีฝนตกหนักในช่วงเดือนตุลาคม

ประชากร

ในปัจจุบันมาเลเซียมีประชากรประมาณ 29.512 ล้านคน ประกอบด้วยเชื้อสายมาเลย์ 50 % จีน 23 % ที่เหลือเป็นชาวอินเดีย และเชื้อชาติอื่นๆ

การเมืองการปกครอง

ระบบรัฐบาลของมาเลเซียมีทั้งรัฐบาลกลางหรือสหพันธ์ (Federal Government) และรัฐบาลแห่งรัฐ (State Government) แต่ละรัฐมีสุลต่านปกครอง และสุลต่านจะร่วมกันเลือกสมเด็จพระราชาธิบดี หรือ ยังดี เปอร์ตวน อากง (Yang di-pertuan Agong) เป็นกษัตริย์ปกครองประเทศ โดยมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันระหว่างสุลต่านทั้ง 9 รัฐ เพื่อเป็นประมุของค์ละ 5 ปี ส่วนการปกครองเป็นแบบรัฐสภา (Parliament System) ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร (House of Representative) ที่สมาชิกมาจากการเลือกตั้ง และวุฒิสภา (Senate) ที่สมาชิกมาจากการแต่งตั้ง อำนาจทางการเมืองขึ้นอยู่กับสภาผู้แทนราษฎร

ภาษา

ภาษาราชการคือ ภาษามาเลย์ นอกจากนี้ยังมีการใช้ภาษาอังกฤษ จีน และทมิฬ ขณะที่ประชากรฝั่งเกาะบอร์เนียวนิยมใช้ภาษาพื้นเมืองในการสื่อสาร

ศาสนา

ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามประมาณ 60 % ศาสนาพุทธ 19% ศาสนาคริสต์ 12 % ที่เหลือเป็นศาสนาอื่นๆ เช่น ศาสนาซิกข์ ลัทธิเต๋า ฯลฯ

สกุลเงิน

ภายในมาเลเซียใช้สกุลเงิน “ริงกิต” มีตัวย่อเป็นภาษาอังกฤษคือ RM หรือ MYR โดยในปัจจุบันมีอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 10.17 บาท ต่อ 1 ริงกิต (26 กุมภาพันธ์ 2556)

ข้อมูลทั่วไปประเทศมาเลเซีย

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

มาเลเซียตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย มีพื้นที่ประมาณ 329,758 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 2 ใน 3 ของประเทศไทย ตัวแผ่นดินจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยมีทะเลจีนใต้กั้น สำหรับส่วนแรกเป็นคาบสมุทรมลายู หรือมาเลเซียตะวันตก มีพรมแดนทิศเหนือติดกับประเทศไทย และทิศใต้ติดกับสิงคโปร์ ส่วนที่สองคือ ตอนเหนือของเกาะบอร์เนียว หรือมาเลเซียตะวันออก มีพรมแดนทิศใต้ติดกับอินโดนิเซีย และมีพรมแดนล้อมรอบประเทศบรูไน

สำหรับภูมิอากาศ มาเลเซียอยู่ในเขตร้อนชื้น ซึ่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม อากาศจะค่อนข้างแปรปรวน เพราะอยู่ในช่วงมรสุม หลังจากนั้นในเดือนเมษายน-กันยายน อากาศจะร้อนอบอ้าว ประกอบกับมีฝนบ้างพอสมควร และมีฝนตกหนักในช่วงเดือนตุลาคม

ประชากร

ในปัจจุบันมาเลเซียมีประชากรประมาณ 29.512 ล้านคน ประกอบด้วยเชื้อสายมาเลย์ 50 % จีน 23 % ที่เหลือเป็นชาวอินเดีย และเชื้อชาติอื่นๆ

การเมืองการปกครอง

ระบบรัฐบาลของมาเลเซียมีทั้งรัฐบาลกลางหรือสหพันธ์ (Federal Government) และรัฐบาลแห่งรัฐ (State Government) แต่ละรัฐมีสุลต่านปกครอง และสุลต่านจะร่วมกันเลือกสมเด็จพระราชาธิบดี หรือ ยังดี เปอร์ตวน อากง (Yang di-pertuan Agong) เป็นกษัตริย์ปกครองประเทศ โดยมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันระหว่างสุลต่านทั้ง 9 รัฐ เพื่อเป็นประมุของค์ละ 5 ปี ส่วนการปกครองเป็นแบบรัฐสภา (Parliament System) ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร (House of Representative) ที่สมาชิกมาจากการเลือกตั้ง และวุฒิสภา (Senate) ที่สมาชิกมาจากการแต่งตั้ง อำนาจทางการเมืองขึ้นอยู่กับสภาผู้แทนราษฎร

ภาษา

ภาษาราชการคือ ภาษามาเลย์ นอกจากนี้ยังมีการใช้ภาษาอังกฤษ จีน และทมิฬ ขณะที่ประชากรฝั่งเกาะบอร์เนียวนิยมใช้ภาษาพื้นเมืองในการสื่อสาร

ศาสนา

ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามประมาณ 60 % ศาสนาพุทธ 19% ศาสนาคริสต์ 12 % ที่เหลือเป็นศาสนาอื่นๆ เช่น ศาสนาซิกข์ ลัทธิเต๋า ฯลฯ

สกุลเงิน

ภายในมาเลเซียใช้สกุลเงิน “ริงกิต” มีตัวย่อเป็นภาษาอังกฤษคือ RM หรือ MYR โดยในปัจจุบันมีอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 10.17 บาท ต่อ 1 ริงกิต (26 กุมภาพันธ์ 2556)

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ข้อมูลเศรษฐกิจการค้า

มาเลเซียมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศประมาณ 308 .8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีรายได้ต่อหัวเฉลี่ยอยู่ที่ 12,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ และเศรษฐกิจยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคู่ค้าที่สำคัญๆ ของมาเลเซีย จะมีสหรัฐฯ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และไทยรวมอยู่ด้วยซึ่งสินค้าส่งออกหลักๆ คือ อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน น้ำมันปาล์ม น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ เครื่องมือแพทย์ ยางพารา อัญมณี ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญของมาเลเซีย คือ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน เครื่องจักรและชิ้นส่วน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

ด้านการค้าระหว่างไทยกับมาเลเซียนั้นยังมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี โดยสินค้ารายการสำคัญที่ไทยส่งออกไปมาเลเซีย คือ ยางพารา คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ รถยนต์และชิ้นส่วน และแผงวงจรไฟฟ้า ขณะที่สินค้านำเข้าของมาเลเซียจากไทย คือ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ น้ำมันดิบ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและชิ้นส่วน และแผงวงจรไฟฟ้า

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

การประกอบธุรกิจในประเทศมาเลเซียนั้น ผู้ลงทุนต้องตัดสินใจว่าจะลงทุนเองทั้งหมด หรือจะร่วมลงทุนกับท้องถิ่น เพื่อจัดทำรายงานข้อเสนอโครงการพร้อมหลักฐานการลงทุนมายื่นต่อ Malaysian Industrial Development Authority (MIDA) เพื่อขอรับการส่งเสริมการลงทุน โดยจะใช้เวลาในการพิจารณาไม่เกิน 3 เดือน หากได้รับการอนุมัติ ต้องยื่นแบบฟอร์ม A 13 เพื่อจดทะเบียนชื่อบริษัทที่ The Companies Commission of Malaysia (CCM) ซึ่งจะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 12 วัน หลังผ่านการอนุมัติจาก CCM ผู้ลงทุนจะต้องจัดทำตราบริษัท และส่งเอกสารให้ CCM ออกใบรับรอง เพื่อนำมาจดทะเบียนกับ Income Tax Department, Employment Provident Fund และ Social Security Organization ต่อไป

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบด้านการลงทุนคือ MIDA ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับของ Ministry of Trade and Industry (MITI) กิจการที่รัฐบาลให้การส่งเสริมการลงทุน จะมีการให้สิทธิประโยชน์ทั้งโดยตรง และโดยอ้อม ภายใต้กฎหมายที่สำคัญได้แก่ Promotion of Investments Act 1986, Income Tax Act 1967, Customs Act 1967, Sales Tax Act 1972, Excise Act 1976 และ Free Zones Act 1990 ซึ่งกฎหมายเหล่านี้ครอบคลุมทั้งภาคอุตสาหกรรม การเกษตร การบริการ และการท่องเที่ยว

สิทธิประโยชน์

รัฐบาลมาเลเซีย ได้ให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องการสนับสนุนเป็นพิเศษ ซึ่งมีหลายสาขาในทุกภาคการผลิต แต่ที่สำคัญได้แก่

ภาคอุตสาหกรรม

โครงการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (High Technology) โครงการลงทุนที่เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ โครงการลงทุนที่สร้างความเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมต่างๆ (Industrial Linkage Programme : ILP) การผลิตส่วนประกอบ และชิ้นส่วนยานยนต์ รวมทั้ง ธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมที่ได้รับการส่งเสริม เป็นต้น โดยจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ทั้งหมดเป็นเวลา 5 ปี และการนำเข้าสินค้าทุนสามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ 60 % (แต่ถ้าอยู่ในเขตที่รัฐบาลส่งเสริมพิเศษสามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด เป็นเวลา 5 ปี)

สำหรับการผลิตเครื่องจักรเฉพาะแบบ จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ และค่าใช้จ่ายในการนำเข้าสินค้าทุนทั้งหมด เป็นเวลา 5 ปี ส่วนการผลิตเครื่องจักรหนักจะได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้ 70 % จากอัตราปกติ (สำหรับการลงทุนในเขตที่รัฐบาลส่งเสริมพิเศษจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ทั้งหมด) เป็นเวลา 5 ปี และการนำเข้าสินค้าทุนสามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ 60 % (สำหรับการลงทุนในเขตที่รัฐบาลส่งเสริมพิเศษ สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด) เป็นเวลา 5 ปี

ภาคเกษตร

การผลิตและแปรรูปอาหาร ที่เป็นโครงการใหม่ และที่เป็นการขยายการลงทุนเพิ่มเติม โครงการผลิตอาหารฮาลาล การทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกที่ทันสมัย การปลูกไม้ยางพารา การส่งออกอาหาร ผลไม้ และดอกไม้ เป็นต้น จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บางส่วน โดยนำเงินได้ 30 % ของเงินได้ทั้งหมดมาคำนวณภาษีเป็นเวลา 5 ปี นับจากวันที่มีผลผลิตออกจำหน่าย ส่วนการลงทุนในเขตที่รัฐบาลส่งเสริมพิเศษ ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ทั้งหมด เป็นเวลา 5 ปี

ท่องเที่ยว

โรงแรมหรือโครงการท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นที่ส่งเสริมพิเศษ มีส่วนลดค่าใช้จ่ายโฆษณา และประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในต่างประเทศ การยกเว้นภาษีบางรายการให้กับบริษัทท่องเที่ยว ที่นำนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศมากกว่า 500 คน การยกเว้นภาษีให้กับธุรกิจจัดการประชุม และการแสดงสินค้า เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์ที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยจำแนกตามประเภทธุรกิจภายใต้เงื่อนไขต่างๆ อีกมากมาย เช่น การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R & D) การลงทุนในเขต Multimedia Super Corridor (MSC) โครงการลงทุนด้านการสื่อสารและสารสนเทศ (ICT) การลงทุนด้านการเดินเรือและการขนส่ง ซึ่งสามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก MIDA

สิทธิประโยชน์

รัฐบาลมาเลเซีย ได้ให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องการสนับสนุนเป็นพิเศษ ซึ่งมีหลายสาขาในทุกภาคการผลิต แต่ที่สำคัญได้แก่

ภาคอุตสาหกรรม

โครงการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (High Technology) โครงการลงทุนที่เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ โครงการลงทุนที่สร้างความเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมต่างๆ (Industrial Linkage Programme : ILP) การผลิตส่วนประกอบ และชิ้นส่วนยานยนต์ รวมทั้ง ธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมที่ได้รับการส่งเสริม เป็นต้น โดยจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ทั้งหมดเป็นเวลา 5 ปี และการนำเข้าสินค้าทุนสามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ 60 % (แต่ถ้าอยู่ในเขตที่รัฐบาลส่งเสริมพิเศษสามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด เป็นเวลา 5 ปี)

สำหรับการผลิตเครื่องจักรเฉพาะแบบ จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ และค่าใช้จ่ายในการนำเข้าสินค้าทุนทั้งหมด เป็นเวลา 5 ปี ส่วนการผลิตเครื่องจักรหนักจะได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้ 70 % จากอัตราปกติ (สำหรับการลงทุนในเขตที่รัฐบาลส่งเสริมพิเศษจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ทั้งหมด) เป็นเวลา 5 ปี และการนำเข้าสินค้าทุนสามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ 60 % (สำหรับการลงทุนในเขตที่รัฐบาลส่งเสริมพิเศษ สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด) เป็นเวลา 5 ปี

ภาคเกษตร

การผลิตและแปรรูปอาหาร ที่เป็นโครงการใหม่ และที่เป็นการขยายการลงทุนเพิ่มเติม โครงการผลิตอาหารฮาลาล การทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกที่ทันสมัย การปลูกไม้ยางพารา การส่งออกอาหาร ผลไม้ และดอกไม้ เป็นต้น จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บางส่วน โดยนำเงินได้ 30 % ของเงินได้ทั้งหมดมาคำนวณภาษีเป็นเวลา 5 ปี นับจากวันที่มีผลผลิตออกจำหน่าย ส่วนการลงทุนในเขตที่รัฐบาลส่งเสริมพิเศษ ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ทั้งหมด เป็นเวลา 5 ปี

ท่องเที่ยว

โรงแรมหรือโครงการท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นที่ส่งเสริมพิเศษ มีส่วนลดค่าใช้จ่ายโฆษณา และประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในต่างประเทศ การยกเว้นภาษีบางรายการให้กับบริษัทท่องเที่ยว ที่นำนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศมากกว่า 500 คน การยกเว้นภาษีให้กับธุรกิจจัดการประชุม และการแสดงสินค้า เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์ที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยจำแนกตามประเภทธุรกิจภายใต้เงื่อนไขต่างๆ อีกมากมาย เช่น การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R & D) การลงทุนในเขต Multimedia Super Corridor (MSC) โครงการลงทุนด้านการสื่อสารและสารสนเทศ (ICT) การลงทุนด้านการเดินเรือและการขนส่ง ซึ่งสามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก MIDA

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

แม้จะเป็นเพื่อนบ้านติดกับไทย แต่ปัญหาด้านการค้าการลงทุนก็ยังคงมีอยู่หลากหลายสาเหตุด้วยกัน

  1. มาเลเซียเริ่มขาดแคลนแรงงานและวัตถุดิบ
  2. บุคลากรขาดความสามารถด้านการตลาดในสาขาธุรกิจ
  3. แรงงานหายาก และแต่ละเชื้อชาติมีความเข้าใจในตัวงานต่างกัน
  4. ผู้ประกอบการไม่คุ้นเคยกับสังคมและวัฒนธรรมของมาเลเซีย
  5. กฎหมายมาเลเซียเอื้อประโยชน์ให้กับแรงงานค่อนข้างมาก ต้องเข้าใจและศึกษากฎหมายแรงงานมาอย่างดี

ข่าวเศรษฐกิจ / เรื่องเด่น / ข่าวประชาสัมพันธ์ในศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย

  • แม้ว่าความสนใจที่จะไปลงทุนในต่างประเทศในปัจจุบัน จะพุ่งเป้าไปที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง                    เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา เป็นหลัก แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งประเทศที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรมองข้าม นั่นก็คือ มาเลเซีย
  • ระบบภาษีสินค้าและบริการ GST หรือ Good and Services Tax เป็นระบบภาษีทางอ้อมที่รัฐบาลมาเลเซียได้ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2558 โดยจะจัดเก็บทุกครั้งที่มีการชำระเงินเพื่อซื้อขายสินค้าหรือบริการ ในอัตราร้อยละ 6 ของมูลค่าสินค้าหรือบริการนั้นๆ โดยระบบภาษี GST เป็นระบบที่นำมาใช้ทดแทนระบบภาษีการซื้อขายสินค้าและบริการเดิม ซึ่งมีความซับซ้อนในการคำนวณและการจัดเก็บ เนื่องจากมีการเรียกเก็บภาษีจากแหล่งผลิตในหลายอัตรา ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ได้สรุปข้อมูลที่น่าสนใจไว้ ดังนี้...
  • "มาเทรด" กรมส่งเสริมการส่งออกมาเลเซียเชิญชวนเอกชนไทยร่วมงาน MIHAS งานสินค้าและบริการฮาลาล ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
  • มาเลเซียขึ้นแท่นประเทศที่ "เป็นมิตร" ต่อนักท่องเที่ยวมุสลิมมากที่สุดของโลก ส่วนไทยมาเป็นอันดับ 20 และอันดับที่ 2 ในกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม
  • ท่องเที่ยวมาเลเซียเดินหน้าปั๊มตัวเลขนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ประกาศชู "ความวาไรตี้" ทั้งด้านวัฒนธรรม-แหล่งช็อปปิ้ง ภายใต้แคมเปญ "My Fest 2015" พร้อมนำเสนอ New Event New Attraction" ขายความสดใหม่ คาดปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวแตะ 28 ล้านคน
  • เงินริงกิตเทียบกับเงินดอลลาร์ ร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปีครึ่ง เหตุกังวลราคาน้ำมันลด กระทบเศรษฐกิจมาเลเซีย...


    

สาระน่ารู้

  • One Galle Face is Colombo's first internationally developed integrated lifestyle destination that makes living, working, entertainment and hospitality possible all in one location. Hong Kong's leisure entity Shanri-La Hotels and Resorts foresees the completion of this project by 2018 with a hefty investment of over US$ 600 million. The twin towers will be used for residence, which consist of 50 floors each, 16 penthouses and 8 duplex and simplex units. The target market is expatriates, international investors and the expanding population of Sri Lanka.
  • Following the tremendous success of the Exhibition 2018 and the 36th Annual Sessions, which took place at the Bandaranaike Memorial International Conference Hall in Colombo from February 22 to 25 earlier this year, the SLIA is proud to prsent  the next edition in a superior manner.<br />
    <br />
    Save the date :February 20th to 24th, 2019
  • The Institution of Engineers, Sri Lanka is the successor to the ‘Engineering Association of Ceylon’, which was founded in 1906. In 1968, the Institution of Engineers, Sri Lanka was made an incorporated body of the government, by an Act of Parliament. The IESL being the Apex body for engineering professionals in Sri Lanka, having a membership of more than 20,000, is called upon to represent the profession at many national forums and contribute to national development. By virtue of agreements it has entered into with the International Engineers’ Alliance (IEA) for mutual recognition of competencies, members assessed to have such competencies by IESL are eligible to practice engineering in the member countries including Japan, Australia, United Kingdom, Singapore, Pakistan, India, USA, Canada and South Korea.<br />
    <br />
    IESL with the Vision to be among the leading professional institutions of engineering and technology in the world, has Missioned Techno Sri Lanka’s for “Bringing out and Unleashing the Country’s Multi – Disciplinary Engineering Talents, to Drive Sri Lanka into Technological Excellence for Revolutionary Uplifting of Peoples’ Living Conditions and Prosperity”. Engineers are driven by passion to look beyond the regular, push borders and create the impossible. This is also reflective of the fact that Engineers over centuries are really innovators, who think beyond the realm and invent solutions for mankind, ahead of their time. That’s what engineering is all about and it’s the reason Engineers will always be the ingenious inventors and imaginative innovators throughout time.<br />
    <br />
    The flagship event of IESL, Techno Sri Lanka, since its inception in 1985 has grown to be the largest and the only engineering and technology exhibition held annually in Colombo. Techno, living up to its standards, has provided the means for uplifting peoples’ living conditions and has become an ideal venue for industry professionals, business heads, technologists and keen public to come together on a single global platform.<br />
    <br />
    The world is changing; engineers are in the forefront of this change. Expectations are very high in today’s society. However, the Planet’s resources are fast depleting and engineers have to be smart and innovative to achieve high goals with very low resource consumption. Technology should reach the masses and make them do things differently, as doing ‘business as usual’ will not leave a healthy planet for our children and grandchildren. We need ‘sustainable technologies’ that will revolutionize the day-to-day activities, such as mobile technology, nanotechnology, household solar PV technology and perhaps other inventions and breakthroughs to satisfy the society’s expectations and still not be blamed by our future generations for not leaving them a livable Planet Earth.<br />
    <br />
    Considering these facts, Techno Sri Lanka has redefined its Theme for the year 2018, aiming to fulfill the expectations of all stakeholders.
  • 01. - 03. November 2018 | Trade fair for hotels, hospitality, tourism and food businesses<br />
    <br />
    The Hotel, Hospitality & Food Asia in Sri Lanka has been designed by the dynamic development of the hotel and catering industry and the tourism and food companies to take account of South Asia. She is a specifically targeted at this sector business-to-business event. This exhibition is communication and information platform in the industry and provides the exhibiting companies the opportunity to present to an audience of experts here. Visitors can find information here thoroughly and comprehensively about the latest developments, trends, products and services in various fields. HHF Sri Lanka is the leading marketplace for regional networking and distribution, as well as a new basis for the procurement of products. The program will be held a culinary competition and other live features.<br />
    <br />
    The Hotel Hospitality & Food Asia will take place on 3 days from Thursday, 01. November to Saturday, 03. November 2018 in Colombo.
  • Infotel theme will be Towards a Digital Economy, is aligning with national priorities of enhancing the digital infrastructure of the country for facilitating a digitally empowered ecosystem while improving the Citizens’ engagement in a digital society.
  • The Western Region MegapolisDevelopment Plan, also called Western Region Megapolis Planning Project(WRMPP), is a urban planning, zoning and development project aimed at creating a Megapolis in the Western Province of Sri Lanka by 2030 , which would help address the issues of waste management, traffic congestion, slums and environmental pollution. This project is intended to build a Megacity that matches other well-known economic hubs such as Dubai,Singapore,Seoul and Tokyo. For more information, please visit <a class="txttohtmllink" href="http://www.megapolis.gov.lk/">http://www.megapolis.gov.lk/</a>




เอกสารอ้างอิง

ดาวน์โหลด

ติดต่อหน่วยงาน

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์
206 Jalan Ampang, 50450 Kuala Lumpur, Malaysia
Tel: (60-3) 2143-2107, 2143-2125, 2143-2127
Fax: (60-3) 2148-6573
Website: www.thaiembassy.org/kualalumpur/