สเปน

สเปน เป็นหนึ่งในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่มากที่สุด ประเทศหนึ่งของยุโรป แม้จะประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำมา อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551 แต่สเปนก็ยังเป็นประเทศที่มีภูมิอากาศดี มีแหล่งอารยธรรมและวัฒนธรรมหลากหลาย เหมาะกับการท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศปีละกว่า 50 ล้านคน ที่สำคัญคือปัจจุบันมีคนไทยอาศัยอยู่ในประเทศสเปนกว่า 700 คน ทำให้สเปนยังเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจในแง่การค้าการลงทุนด้านต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ถือเป็นรายได้หลักของประเทศปีละ 12% ของ GNP สร้างงานได้ถึงร้อยละ 11 ของจำนวนประชากรสเปนทั้งหมด

ข้อมูลทั่วไป

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ราชอาณาจักรสเปน (Kingdom of Spain) คือประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 50 ของโลก มีพื้นที่ประมาณ 504,750 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปยุโรป มีกรุงมาดริดเป็นเมืองหลวง และเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญคือ บาร์เซโลนา บาเลนเซีย เซวิญ่า ซาราโกซา มาลากา และบิลเบา

ทิศเหนือของสเปน เป็นดินแดนชายฝั่งติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก และทะเลกันตาเบรียน ทิศใต้จรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดกับฝรั่งเศส และราชรัฐอันดอร์รา ทิศตะวันออกเป็นชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทอดเป็นแนวยาวจรดช่องแคบยิบรอลตาร์ในตอนใต้ และทิศตะวันตกเชื่อมติดต่อกับโปรตุเกส นอกจากนั้นราชอาณาจักรสเปนยังครอบครองหมู่เกาะ Balearic ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และเกาะ Canary ในมหาสมุทรแอตแลนติก รวมทั้งเมือง Ceuta และ Melilla ทางตอนเหนือของแอฟริกาด้วย

สภาพภูมิอากาศในสเปนแบ่งเป็น 4 ลักษณะ คือ ฤดูร้อนจะมีอากาศค่อนข้างร้อน อุณหภูมิประมาณ 25-35 องศาเซลเซียส ฤดูใบไม้ร่วงอากาศค่อนข้างอบอุ่น อุณหภูมิประมาณ 15-19 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวค่อนข้างเย็นแต่จะไม่ถึงกับติดลบ ภูเขาบางแห่งมีหิมะปกคลุม โดยอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 2-15 องศาเซลเซียส และฤดูใบไม้ผลิที่อากาศค่อนข้างแปรปรวน บางเวลาฝนตก บางเวลาหนาวเย็น อุณหภูมิเฉลี่ย 10-21 องศาเซลเซียส

ประชากร

45.2 ล้านคน (ไทย 67.6 ล้านคน)

การเมืองการปกครอง

ประเทศสเปนปกครองในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภาโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเช่นเดียวกับประเทศไทย แบ่งการปกครองออกเป็น 17 แคว้น และ 2 นครซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของโมรอคโค ซึ่งรัฐสภาสเปน หรือกอร์เตสเคเนราเลส (Cortes Generales) ทำหน้าที่ออกกฎหมายของรัฐ รวมทั้งให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับงบประมาณ ควบคุมการบริหารงานของรัฐบาล และใช้อำนาจอื่นๆ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ภาษา

สเปน

ศาสนา

คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ร้อยละ 94

สกุลเงิน

ยูโร (1 ยูโร ประมาณ 38.67 บาท ณ วันที่ 2 พฤษภาคม 2556)

ข้อมูลทั่วไปประเทศสเปน

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ราชอาณาจักรสเปน (Kingdom of Spain) คือประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 50 ของโลก มีพื้นที่ประมาณ 504,750 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปยุโรป มีกรุงมาดริดเป็นเมืองหลวง และเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญคือ บาร์เซโลนา บาเลนเซีย เซวิญ่า ซาราโกซา มาลากา และบิลเบา

ทิศเหนือของสเปน เป็นดินแดนชายฝั่งติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก และทะเลกันตาเบรียน ทิศใต้จรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดกับฝรั่งเศส และราชรัฐอันดอร์รา ทิศตะวันออกเป็นชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทอดเป็นแนวยาวจรดช่องแคบยิบรอลตาร์ในตอนใต้ และทิศตะวันตกเชื่อมติดต่อกับโปรตุเกส นอกจากนั้นราชอาณาจักรสเปนยังครอบครองหมู่เกาะ Balearic ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และเกาะ Canary ในมหาสมุทรแอตแลนติก รวมทั้งเมือง Ceuta และ Melilla ทางตอนเหนือของแอฟริกาด้วย

สภาพภูมิอากาศในสเปนแบ่งเป็น 4 ลักษณะ คือ ฤดูร้อนจะมีอากาศค่อนข้างร้อน อุณหภูมิประมาณ 25-35 องศาเซลเซียส ฤดูใบไม้ร่วงอากาศค่อนข้างอบอุ่น อุณหภูมิประมาณ 15-19 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวค่อนข้างเย็นแต่จะไม่ถึงกับติดลบ ภูเขาบางแห่งมีหิมะปกคลุม โดยอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 2-15 องศาเซลเซียส และฤดูใบไม้ผลิที่อากาศค่อนข้างแปรปรวน บางเวลาฝนตก บางเวลาหนาวเย็น อุณหภูมิเฉลี่ย 10-21 องศาเซลเซียส

ประชากร

45.2 ล้านคน (ไทย 67.6 ล้านคน)

การเมืองการปกครอง

ประเทศสเปนปกครองในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภาโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเช่นเดียวกับประเทศไทย แบ่งการปกครองออกเป็น 17 แคว้น และ 2 นครซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของโมรอคโค ซึ่งรัฐสภาสเปน หรือกอร์เตสเคเนราเลส (Cortes Generales) ทำหน้าที่ออกกฎหมายของรัฐ รวมทั้งให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับงบประมาณ ควบคุมการบริหารงานของรัฐบาล และใช้อำนาจอื่นๆ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ภาษา

สเปน

ศาสนา

คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ร้อยละ 94

สกุลเงิน

ยูโร (1 ยูโร ประมาณ 38.67 บาท ณ วันที่ 2 พฤษภาคม 2556)

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ข้อมูลเศรษฐกิจการค้า

ผลต่อเนื่องจากพิษเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2551 ทำให้ในปี 2553 มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสเปน อยู่ที่ 1.409 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รายได้เฉลี่ยต่อหัว 29,742 ดอลลาร์สหรัฐฯ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจประมาณ – 0.1% มีอัตราการว่างงานร้อยละ 18.5 ของแรงงานทั้งประเทศ เนื่องจากภาวะตกต่ำของภาคอสังหาริมทรัพย์และวิกฤติการเงิน

รัฐบาลสเปนได้กำหนดนโยบายเพื่อบรรเทาปัญหา และผลกระทบต่อตลาดแรงงาน โดยประกาศมาตรการช่วยเหลืออุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศ เป็นมูลค่า 4 พันล้านยูโร เช่น การให้สิทธิประโยชน์แก่แรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ถูกปลดจากงานในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจนี้ การเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม และการลดการชำระค่าประกันสังคม นอกจากนี้ แรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์สเปนจะได้รับเงินช่วยเหลือจาก European Globalisation Fund (EGF) ของสหภาพยุโรป 1.7 ล้านยูโร และจากรัฐบาลสเปนอีก 1,700 ล้านยูโร ทั้งนี้ สเปนเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 3 ของยุโรป รองจากเยอรมนีและฝรั่งเศส ซึ่งอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นสัดส่วนร้อยละ 6 ของเศรษฐกิจสเปน และร้อยละ 15 ของการส่งออก โดยมีการจ้างงานกว่า 350,000 คน ในช่วงเดือนมกราคม 2552/2008 การผลิตรถยนต์ในสเปนลดลงถึงร้อยละ 53 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551/2007 โดยถือว่าเป็นสถิติที่ลดลงมากที่สุดของสเปน

ปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจสเปนยังคงมีความเสี่ยงสูง ภายหลังจากรัฐบาลประกาศมาตรการตัดลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ด้วยการเพิ่มอัตราภาษีการค้า (VAT) จากร้อยละ 18 เป็นร้อยละ 21 ปรับลดเงินเดือนและงดการจ่ายเงินโบนัสประจำปีข้าราชการทั่วประเทศ เพื่อตัดลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มรายได้ภาครัฐให้ได้จำนวน 65,000 ล้านยูโรภายในสองปีครึ่ง

แต่สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อแคว้นบาเลนเซีย และแคว้นมูร์เซียประกาศขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินจากรัฐบาลกลาง และมีข่าวว่าอีก 6 จากทั้งหมด 17 แคว้นของสเปนคงจะต้องทำแบบเดียวกันในเร็วๆ นี้ นอกจากนั้นธนาคารกลางของสเปนยังประกาศตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ของปีว่ามีอัตราลดลงร้อยละ –0.4 จากที่คาดการณ์ที่ ร้อยละ –0.3 และลดลงที่ร้อยละ -1.5 ตลอดทั้งปี และคาดว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจะยังคงอยู่ในภาวะถดถอยต่อไปในปี 2556

ดัชนีเศรษฐกิจของสเปน

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 1.493 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
รายได้ประชาชาติต่อหัว 32,383 ดอลลาร์สหรัฐฯ
อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 0.7
อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 1.9
แรงงาน 23.1 ล้านคน
โครงสร้างแรงงาน - สาขาเกษตร ร้อยละ 4.2
- สาขาอุตสาหกรรม ร้อยละ 24
- สาขาบริการ ร้อยละ 71.7
อัตราการว่างงาน ร้อยละ 21.7
ทุนสำรองระหว่างประเทศ 34.37 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ดุลบัญชีเดินสะพัด - 60.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
หนี้สินระหว่างประเทศ 2.57 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
หนี้สาธารณะ ร้อยละ 68.2 ของ GDP
สกุลเงิน ยูโร

ปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นผลต่อเนื่องจากปี 2008 ทำให้สเปนประสบภาวะชะลอตัวอย่างหนัก การขาดดุลการคลังอย่างยาวนาน การถูกลดเครดิต การปรับเพิ่มขึ้นของต้นทุนการกู้ยืม ถือเป็นตัวการันตีว่าสเปนอยู่ในภาวะลำบาก โดยต้นทุนการกู้ยืมพันธบัตรอายุ 10 ปีของสเปนอยู่ใกล้ระดับ 5.757% ซึ่งลดลงมาแล้วจากความหวัง ECB จะเข้าแทรกแซง และที่ถือว่าหนักหนาสาหัสคือปัญหาด้านการจ้างงานที่ปัจจุบันสเปนมีอัตราการว่างงานใกล้ระดับ 25% การตกงานของประชาชนจำนวนมากนี้ทำให้จัดเก็บภาษีได้น้อยลง ทั้งยังเป็นการเพิ่มรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการการว่างงาน

อย่างไรก็ตาม สเปนเป็นประเทศที่มีภูมิอากาศดี มีแหล่งอารยธรรมและวัฒนธรรมหลากหลายเหมาะกับการท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศปีละกว่า 50 ล้านคน สเปนจึงให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมากเพราะเป็นรายได้หลักของประเทศถึงปีละ 12% ของ GNP และสร้างงานได้ถึงร้อยละ 11 ของจำนวนประชากรทั้งหมด แต่ก็มีการคาดการณ์ว่าตลาดการท่องเที่ยวของสเปนกำลังจะถึงจุดอิ่มตัว และต้องแข่งขันกับตลาดท่องเที่ยวแห่งใหม่ๆ ที่มีค่าใช้จ่ายถูกกว่า ได้แก่ ตุรกี และยุโรปตะวันออก

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ข้อมูลเศรษฐกิจการค้า

ผลต่อเนื่องจากพิษเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2551 ทำให้ในปี 2553 มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสเปน อยู่ที่ 1.409 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รายได้เฉลี่ยต่อหัว 29,742 ดอลลาร์สหรัฐฯ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจประมาณ – 0.1% มีอัตราการว่างงานร้อยละ 18.5 ของแรงงานทั้งประเทศ เนื่องจากภาวะตกต่ำของภาคอสังหาริมทรัพย์และวิกฤติการเงิน

รัฐบาลสเปนได้กำหนดนโยบายเพื่อบรรเทาปัญหา และผลกระทบต่อตลาดแรงงาน โดยประกาศมาตรการช่วยเหลืออุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศ เป็นมูลค่า 4 พันล้านยูโร เช่น การให้สิทธิประโยชน์แก่แรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ถูกปลดจากงานในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจนี้ การเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม และการลดการชำระค่าประกันสังคม นอกจากนี้ แรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์สเปนจะได้รับเงินช่วยเหลือจาก European Globalisation Fund (EGF) ของสหภาพยุโรป 1.7 ล้านยูโร และจากรัฐบาลสเปนอีก 1,700 ล้านยูโร ทั้งนี้ สเปนเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 3 ของยุโรป รองจากเยอรมนีและฝรั่งเศส ซึ่งอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นสัดส่วนร้อยละ 6 ของเศรษฐกิจสเปน และร้อยละ 15 ของการส่งออก โดยมีการจ้างงานกว่า 350,000 คน ในช่วงเดือนมกราคม 2552/2008 การผลิตรถยนต์ในสเปนลดลงถึงร้อยละ 53 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551/2007 โดยถือว่าเป็นสถิติที่ลดลงมากที่สุดของสเปน

ปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจสเปนยังคงมีความเสี่ยงสูง ภายหลังจากรัฐบาลประกาศมาตรการตัดลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ด้วยการเพิ่มอัตราภาษีการค้า (VAT) จากร้อยละ 18 เป็นร้อยละ 21 ปรับลดเงินเดือนและงดการจ่ายเงินโบนัสประจำปีข้าราชการทั่วประเทศ เพื่อตัดลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มรายได้ภาครัฐให้ได้จำนวน 65,000 ล้านยูโรภายในสองปีครึ่ง

แต่สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อแคว้นบาเลนเซีย และแคว้นมูร์เซียประกาศขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินจากรัฐบาลกลาง และมีข่าวว่าอีก 6 จากทั้งหมด 17 แคว้นของสเปนคงจะต้องทำแบบเดียวกันในเร็วๆ นี้ นอกจากนั้นธนาคารกลางของสเปนยังประกาศตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ของปีว่ามีอัตราลดลงร้อยละ –0.4 จากที่คาดการณ์ที่ ร้อยละ –0.3 และลดลงที่ร้อยละ -1.5 ตลอดทั้งปี และคาดว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจะยังคงอยู่ในภาวะถดถอยต่อไปในปี 2556

ดัชนีเศรษฐกิจของสเปน

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 1.493 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
รายได้ประชาชาติต่อหัว 32,383 ดอลลาร์สหรัฐฯ
อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 0.7
อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 1.9
แรงงาน 23.1 ล้านคน
โครงสร้างแรงงาน - สาขาเกษตร ร้อยละ 4.2
- สาขาอุตสาหกรรม ร้อยละ 24
- สาขาบริการ ร้อยละ 71.7
อัตราการว่างงาน ร้อยละ 21.7
ทุนสำรองระหว่างประเทศ 34.37 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ดุลบัญชีเดินสะพัด - 60.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
หนี้สินระหว่างประเทศ 2.57 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
หนี้สาธารณะ ร้อยละ 68.2 ของ GDP
สกุลเงิน ยูโร

ปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นผลต่อเนื่องจากปี 2008 ทำให้สเปนประสบภาวะชะลอตัวอย่างหนัก การขาดดุลการคลังอย่างยาวนาน การถูกลดเครดิต การปรับเพิ่มขึ้นของต้นทุนการกู้ยืม ถือเป็นตัวการันตีว่าสเปนอยู่ในภาวะลำบาก โดยต้นทุนการกู้ยืมพันธบัตรอายุ 10 ปีของสเปนอยู่ใกล้ระดับ 5.757% ซึ่งลดลงมาแล้วจากความหวัง ECB จะเข้าแทรกแซง และที่ถือว่าหนักหนาสาหัสคือปัญหาด้านการจ้างงานที่ปัจจุบันสเปนมีอัตราการว่างงานใกล้ระดับ 25% การตกงานของประชาชนจำนวนมากนี้ทำให้จัดเก็บภาษีได้น้อยลง ทั้งยังเป็นการเพิ่มรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการการว่างงาน

อย่างไรก็ตาม สเปนเป็นประเทศที่มีภูมิอากาศดี มีแหล่งอารยธรรมและวัฒนธรรมหลากหลายเหมาะกับการท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศปีละกว่า 50 ล้านคน สเปนจึงให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมากเพราะเป็นรายได้หลักของประเทศถึงปีละ 12% ของ GNP และสร้างงานได้ถึงร้อยละ 11 ของจำนวนประชากรทั้งหมด แต่ก็มีการคาดการณ์ว่าตลาดการท่องเที่ยวของสเปนกำลังจะถึงจุดอิ่มตัว และต้องแข่งขันกับตลาดท่องเที่ยวแห่งใหม่ๆ ที่มีค่าใช้จ่ายถูกกว่า ได้แก่ ตุรกี และยุโรปตะวันออก

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

สเปนเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกและสหภาพยุโรป นโยบาย และกฎระเบียบทางการค้าทั่วไปจึงสอดคล้องกับของสหภาพฯ ที่เน้นส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกลุ่มสมาชิกด้วยกัน โดยเฉพาะ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี สหราชอาณาจักร และโปรตุเกส และเนื่องจากสเปนเป็นประเทศที่กำลังอยู่ในช่วงเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชากรมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีความต้องการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มตามไปด้วย จึงต้องมีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อสนองความต้องการดังกล่าว


มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของสเปนช่วงปี 2552-2554 (ดอลลาร์สหรัฐฯ)
รายการ 2552 2553 2554 %∆
การค้ารวม 521,020.07 491,572.78 680,117.79 38.35
การส่งออก 227,460.13 254,475.98 306,463.84 20.43
การนำเข้า 293,559.94 237,096.80 373,653.35 14.23
ดุลการค้า -66,088.80 -72,620.82 -67,189.51 -7.48

ซึ่งประเทศคู่ค้าส่งออกที่สาคัญของสเปน ได้แก่ ฝรั่งเศส (17.48) เยอรมนี (10.39) โปรตุเกส (8.16) อิตาลี (8.14) สหราชอาณาจักร (6.60) และไทย (0.18) เป็นอันดับที่ 58 และแหล่งนำเข้าที่สาคัญคือ เยอรมนี (12.86) ฝรั่งเศส (11.72) อิตาลี (6.65) จีน (5.79) เนเธอร์แลนด์ (4.98) และไทย (0.35) เป็นอันดับที่ 47

สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ รถยนต์และยานยนต์ เครื่องจักรกล เครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ น้ำมันปิโตรเลียมหรือน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส ยา ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญคือน้ำมันปิโตรเลียมดิบ หรือน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส รถยนต์และยานยนต์ เครื่องจักรกล เครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ ยา พลาสติก

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

สเปนเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกและสหภาพยุโรป นโยบาย และกฎระเบียบทางการค้าทั่วไปจึงสอดคล้องกับของสหภาพฯ ที่เน้นส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกลุ่มสมาชิกด้วยกัน โดยเฉพาะ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี สหราชอาณาจักร และโปรตุเกส และเนื่องจากสเปนเป็นประเทศที่กำลังอยู่ในช่วงเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชากรมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีความต้องการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มตามไปด้วย จึงต้องมีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อสนองความต้องการดังกล่าว


มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของสเปนช่วงปี 2552-2554 (ดอลลาร์สหรัฐฯ)
รายการ 2552 2553 2554 %∆
การค้ารวม 521,020.07 491,572.78 680,117.79 38.35
การส่งออก 227,460.13 254,475.98 306,463.84 20.43
การนำเข้า 293,559.94 237,096.80 373,653.35 14.23
ดุลการค้า -66,088.80 -72,620.82 -67,189.51 -7.48

ซึ่งประเทศคู่ค้าส่งออกที่สาคัญของสเปน ได้แก่ ฝรั่งเศส (17.48) เยอรมนี (10.39) โปรตุเกส (8.16) อิตาลี (8.14) สหราชอาณาจักร (6.60) และไทย (0.18) เป็นอันดับที่ 58 และแหล่งนำเข้าที่สาคัญคือ เยอรมนี (12.86) ฝรั่งเศส (11.72) อิตาลี (6.65) จีน (5.79) เนเธอร์แลนด์ (4.98) และไทย (0.35) เป็นอันดับที่ 47

สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ รถยนต์และยานยนต์ เครื่องจักรกล เครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ น้ำมันปิโตรเลียมหรือน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส ยา ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญคือน้ำมันปิโตรเลียมดิบ หรือน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส รถยนต์และยานยนต์ เครื่องจักรกล เครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ ยา พลาสติก

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

สเปนได้พยายามลดข้อจำกัดของนักลงทุนต่างชาติโดยการแก้กฎหมายและกฎระเบียบด้านการลงทุนให้ผู้ลงทุนชาวต่างชาติมีสิทธิเทียบเท่ากับประชาชนของสเปน และโดยทั่วไปจะใช้กฎระเบียบและมาตรฐานเดียวกับสหภาพยุโรป นอกจากนี้สเปนยังมีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมผ่านไปยังตลาดละตินอเมริกา แอฟริกาตอนเหนือ และประเทศยุโรปตะวันตก มีการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็ว รวมทั้งค่าครองชีพและค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่าประเทศชั้นนำอื่นๆ ในยุโรป

ในปี 2549/2006 สเปนเป็นประเทศที่ได้รับการลงทุนจากต่างประเทศสูงเป็นอันดับที่ 6 ของยุโรป และเป็นอันดับ 9 ของโลก หรือคิดเป็นมูลค่า 23,000 ล้านดอลลาร์สสหรัฐฯ ในปัจจุบันมีบริษัทต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจมากกว่า 10,000 บริษัท และมีธนาคารต่างชาติมาเปิดดำเนินการ 86 ธนาคาร

สิทธิประโยชน์

สเปนเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 38 ของไทยกับโลก โดยเป็นอันดับที่ 8 ในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ในช่วงปี 2552-2554 การค้ารวมมีมูลค่าเฉลี่ย 1,492.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด ในปี 2554 การค้ารวมมีมูลค่า 1,701.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 7.17

สเปนเป็นตลาดส่งออกสาคัญอันดับที่ 33 ของไทยกับโลก โดยเป็นอันดับที่ 7 ในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ในช่วงปี 2552-2554 การส่งออกมีมูลค่าเฉลี่ย 1,015.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยปี 2554 การส่งออกมีมูลค่า 1,129.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 0.72 สินค้าออกสำคัญ ได้แก่ เสื้อผ้าสาเร็จรูป เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ยางพารา เคมีภัณฑ์ กุ้งสดแช่เย็น/แช่แข็ง ผลิตภัณฑ์ยาง เลนซ์ ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลไม้กระป๋องและแปรรูป

สเปนเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 40 ของไทยกับโลก โดยเป็นอันดับที่ 8 ในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ในช่วงปี 2552-2554 การนาเข้ามีมูลค่าเฉลี่ย 477.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยปี 2554 การนาเข้ามีมูลค่า 571.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 22.69 สินค้าเข้าสาคัญ ได้แก่ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ สินค้าทุนอื่นๆ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งแปรรูป ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เป็นต้น

โอกาสทางการค้า

  1. ไทยควรพัฒนาความสัมพันธ์กับสเปนให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อขยายการค้าการลงทุน โดยไทยสามารถใช้สเปนเป็นประตูไปสู่สหภาพยุโรป และทวีปแอฟริกาได้
  2. ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาชาวสเปนมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความพร้อมที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ และวัฒนธรรมจากต่างชาติมากขึ้นด้วย กระแสความนิยมอาหารเอเชียที่มีข้าวเป็นส่วนประกอบสาคัญ ประกอบกับการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของคนต่างชาติที่รับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก สเปนจึงเป็นตลาดที่บริโภคข้าวมากตลาดหนึ่งในสหภาพยุโรป การประชาสัมพันธ์ให้ชาวสเปนรู้จักข้าวไทยมากขึ้นเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากชาวสเปนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ถึงความแตกต่างระหว่างข้าวไทยกับข้าวที่นำเข้ามาจากประเทศอื่นๆ
  3. อาหารสำเร็จรูปแช่แข็งและอาหารพร้อมรับประทาน โดยเฉพาะเนื้อปลาทั้งสดและแช่แข็ง ผักแช่แข็ง กำลังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภคที่มีเวลาในการปรุงอาหารน้อย จึงนับว่าเป็นโอกาสดีของประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกสินค้าอาหารสำคัญของโลก ที่จะแนะนำให้ชาวสเปนได้รู้จัก และได้รับการพัฒนาทั้งรูปแบบ รสชาติ จนเป็นที่ถูกปากของคนทั่วโลก นอกจากนั้นสินค้าอื่นๆ เช่น เครื่องปรุงอาหาร ซอสปรุงรสต่างๆ กุ้ง และผลไม้ ก็มีโอกาสขยายตลาดได้มากเช่นกัน
  4. ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา สเปนเป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่นับว่าสูงกว่าประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นหลายประเทศ ตั้งแต่ปี 2538/1995 สเปนมีการลงทุนในต่างประเทศมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยสาขาที่มีการลงทุนมาก ได้แก่ สาธารณูปโภค ไฟฟ้า น้ำ และการสื่อสารโทรคมนาคม โดยไทยควรส่งเสริมให้สเปนเข้ามาลงทุนในโครงการ Mega Projects ในสาขาที่สเปนมีความเชี่ยวชาญ
  5. ธุรกิจบริการที่สำคัญของสเปนคือการท่องเที่ยว ไทยอาจพิจารณาศึกษาเรียนรู้ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการท่องเที่ยวของสเปน เพื่อนำมาปรับใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยต่อไป
  6. สเปนมีชื่อเสียงในสินค้าแฟชั่น เช่น เสื้อผ้ายี่ห้อ MNG และ ZARA เครื่องหนังยี่ห้อ Loewe โดยเป็นที่ยอมรับในระดับสากลว่ามีการออกแบบที่ดีและมีคุณภาพ ไทยจึงควรหาแนวทางความร่วมมือกับสเปนในการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยไทยอาจขอความร่วมมือด้านเทคโนโลยีที่ผลิตและพัฒนาเส้นใยสิ่งทอธรรมชาติไทย นอกจากนี้ยังสามารถร่วมมือกันในด้านการประกอบธุรกิจสปา บริการสุขภาพ และร้านอาหารไทยได้ด้วย
  7. สเปนมีความเชี่ยวชาญในการผลิตอาหารแปรรูป ไทยอาจขอความร่วมมือจากสเปนโดยให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีต่างๆ จากสเปนได้

สิทธิประโยชน์

สเปนเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 38 ของไทยกับโลก โดยเป็นอันดับที่ 8 ในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ในช่วงปี 2552-2554 การค้ารวมมีมูลค่าเฉลี่ย 1,492.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด ในปี 2554 การค้ารวมมีมูลค่า 1,701.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 7.17

สเปนเป็นตลาดส่งออกสาคัญอันดับที่ 33 ของไทยกับโลก โดยเป็นอันดับที่ 7 ในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ในช่วงปี 2552-2554 การส่งออกมีมูลค่าเฉลี่ย 1,015.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยปี 2554 การส่งออกมีมูลค่า 1,129.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 0.72 สินค้าออกสำคัญ ได้แก่ เสื้อผ้าสาเร็จรูป เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ยางพารา เคมีภัณฑ์ กุ้งสดแช่เย็น/แช่แข็ง ผลิตภัณฑ์ยาง เลนซ์ ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลไม้กระป๋องและแปรรูป

สเปนเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 40 ของไทยกับโลก โดยเป็นอันดับที่ 8 ในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ในช่วงปี 2552-2554 การนาเข้ามีมูลค่าเฉลี่ย 477.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยปี 2554 การนาเข้ามีมูลค่า 571.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 22.69 สินค้าเข้าสาคัญ ได้แก่ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ สินค้าทุนอื่นๆ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งแปรรูป ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เป็นต้น

โอกาสทางการค้า

  1. ไทยควรพัฒนาความสัมพันธ์กับสเปนให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อขยายการค้าการลงทุน โดยไทยสามารถใช้สเปนเป็นประตูไปสู่สหภาพยุโรป และทวีปแอฟริกาได้
  2. ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาชาวสเปนมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความพร้อมที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ และวัฒนธรรมจากต่างชาติมากขึ้นด้วย กระแสความนิยมอาหารเอเชียที่มีข้าวเป็นส่วนประกอบสาคัญ ประกอบกับการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของคนต่างชาติที่รับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก สเปนจึงเป็นตลาดที่บริโภคข้าวมากตลาดหนึ่งในสหภาพยุโรป การประชาสัมพันธ์ให้ชาวสเปนรู้จักข้าวไทยมากขึ้นเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากชาวสเปนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ถึงความแตกต่างระหว่างข้าวไทยกับข้าวที่นำเข้ามาจากประเทศอื่นๆ
  3. อาหารสำเร็จรูปแช่แข็งและอาหารพร้อมรับประทาน โดยเฉพาะเนื้อปลาทั้งสดและแช่แข็ง ผักแช่แข็ง กำลังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภคที่มีเวลาในการปรุงอาหารน้อย จึงนับว่าเป็นโอกาสดีของประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกสินค้าอาหารสำคัญของโลก ที่จะแนะนำให้ชาวสเปนได้รู้จัก และได้รับการพัฒนาทั้งรูปแบบ รสชาติ จนเป็นที่ถูกปากของคนทั่วโลก นอกจากนั้นสินค้าอื่นๆ เช่น เครื่องปรุงอาหาร ซอสปรุงรสต่างๆ กุ้ง และผลไม้ ก็มีโอกาสขยายตลาดได้มากเช่นกัน
  4. ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา สเปนเป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่นับว่าสูงกว่าประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นหลายประเทศ ตั้งแต่ปี 2538/1995 สเปนมีการลงทุนในต่างประเทศมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยสาขาที่มีการลงทุนมาก ได้แก่ สาธารณูปโภค ไฟฟ้า น้ำ และการสื่อสารโทรคมนาคม โดยไทยควรส่งเสริมให้สเปนเข้ามาลงทุนในโครงการ Mega Projects ในสาขาที่สเปนมีความเชี่ยวชาญ
  5. ธุรกิจบริการที่สำคัญของสเปนคือการท่องเที่ยว ไทยอาจพิจารณาศึกษาเรียนรู้ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการท่องเที่ยวของสเปน เพื่อนำมาปรับใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยต่อไป
  6. สเปนมีชื่อเสียงในสินค้าแฟชั่น เช่น เสื้อผ้ายี่ห้อ MNG และ ZARA เครื่องหนังยี่ห้อ Loewe โดยเป็นที่ยอมรับในระดับสากลว่ามีการออกแบบที่ดีและมีคุณภาพ ไทยจึงควรหาแนวทางความร่วมมือกับสเปนในการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยไทยอาจขอความร่วมมือด้านเทคโนโลยีที่ผลิตและพัฒนาเส้นใยสิ่งทอธรรมชาติไทย นอกจากนี้ยังสามารถร่วมมือกันในด้านการประกอบธุรกิจสปา บริการสุขภาพ และร้านอาหารไทยได้ด้วย
  7. สเปนมีความเชี่ยวชาญในการผลิตอาหารแปรรูป ไทยอาจขอความร่วมมือจากสเปนโดยให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีต่างๆ จากสเปนได้

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

  1. สเปนเป็นประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ทำให้ปัญหาการค้าทวิภาคีไทย-สหภาพยุโรป กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการค้าระหว่างไทยและสเปนด้วย
  2. ปัญหาด้านสารเคมีปนเปื้อนในสินค้าจากไทยที่นำเข้าไปในสเปน
    • ตรวจพบสารแคดเมียมในปลาหมึก น้ำมัน และปลาหมึกแช่แข็ง
    • พบเชื้อ salmonella และเชื้อ Aerbio Mesofilos ในปลาหมึกแช่แข็ง
    • พบเชื้อแบคทีเรียในปลา Hake
    • พบเชื้อ vibrio Chelerae ในกุ้งกุลาดำ
    • พบสาร 3MCPD ในซอสปรุงรส
    • พบเพลี้ยไฟในดอกกล้วยไม้
    ดังนั้น สเปนจึงใช้มาตรการกักกันสินค้าที่มีปัญหาเพื่อนำตัวอย่างไปตรวจวิเคราะห์ก่อน (automatic detention) หากตรวจไม่พบเชื้อโรคจะอนุญาตให้นำเข้าได้ ซึ่งการยกเลิกมาตรการดังกล่าวขึ้นอยู่กับดุลพินิจของหน่วยงานที่รับผิดชอบในการตรวจสอบ
  3. ปัญหาเรื่องการสื่อสาร เนื่องจากชาวสเปนไม่นิยมใช้ภาษาอังกฤษ และนักธุรกิจไทยส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ภาษาสเปน
  4. ค่าขนส่งสินค้าจากประเทศไทยไปสเปนค่อนข้างสูง ทำให้สินค้าไทยในสเปนมีราคาสูงมาก

ข่าวเศรษฐกิจ / เรื่องเด่น / ข่าวประชาสัมพันธ์ในสเปน

  •   เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2558 อียูได้ปรับการคาดการณ์เศรษฐกิจของสเปนโดยอัตราการเติบโตในปี 2558 จะอยู่ที่อัตรา 2.8 และในปี 2559 จะอยู่ที่อัตรา 2.6 โดยอัตราการว่างงานของสเปนจะอยู่ที่ร้อยละ 22.4 ในปี 2558 และร้อยละ 20.5 ในปี 2559 การขาดดุลงบประมาณภาครัฐจะอยู่ที่ร้อยละ 4.5 ของ GDP ในปี 2558 และร้อยละ 3.5 ของ GDP ในปี 2559 และหนี้สาธารณะจะมีอัตราร้อยละ 100.4 ของ GDP ในปี 2558 และร้อยละ 101.4 ของ GDP ในปี 2559...
  • เมื่อวันที่ 27 มีนาคมคม 2558 สเปนได้ประกาศที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้งร่วมของธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย หรือ Asian Infrastructure Investment Bank (AIIB) ที่จีนเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง โดยนาง Soraya Saenz de Santamaria รองนายกรัฐมนตรีสเปนกล่าวว่า การเข้าร่วมของสเปนจะทำให้สเปนเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสามารถลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเอเชียได้ อนึ่ง ก่อนหน้านี้ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนีและอิตาลี ได้แสดงความประสงค์จะเป็นสมาชิกก่อตั้งของ AIIB แล้ว...
  • โปรตุเกสเปิดตัวกางเกงยีนส์ที่มีกลิ่นผลไม้เป็นคอลเลคชั่นแรกของโลก...
  • ธนาคารกลางสเปน เผย สัดส่วนหนี้เสียของภาคธนาคารสเปนในเดือนมี.ค.อยู่ที่ 13.39% ลดลงจาก 13.42%...
  • บริษัท ออรัล-บี ของสหรัฐ เผยโฉมแปรงสีฟันอัจฉริยะ ที่สามารถบันทึกและส่งข้อมูลขณะแปรงฟันของผู้ใช้ไปเก็บลงในสมาร์ทโฟนได้ว่า แปรงสะอาดหรือไม่...
  • เศรษฐกิจสเปนขยายตัว 0.3% เมื่อช่วงไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว สูงกว่าไตรมาสก่อน 0.1%...


    

สาระน่ารู้

  • สหภาพการค้าแห่งนอร์เวย์ (The Norwegian Confederation of Trade Unions (LO)) – เป็นองค์กรคนงานที่ใหญ่ที่สุดและมีอิทธิพลมากที่สุดในนอร์เวย์
  • One Galle Face is Colombo's first internationally developed integrated lifestyle destination that makes living, working, entertainment and hospitality possible all in one location. Hong Kong's leisure entity Shanri-La Hotels and Resorts foresees the completion of this project by 2018 with a hefty investment of over US$ 600 million. The twin towers will be used for residence, which consist of 50 floors each, 16 penthouses and 8 duplex and simplex units. The target market is expatriates, international investors and the expanding population of Sri Lanka.
  • Following the tremendous success of the Exhibition 2018 and the 36th Annual Sessions, which took place at the Bandaranaike Memorial International Conference Hall in Colombo from February 22 to 25 earlier this year, the SLIA is proud to prsent  the next edition in a superior manner.<br />
    <br />
    Save the date :February 20th to 24th, 2019
  • The Institution of Engineers, Sri Lanka is the successor to the ‘Engineering Association of Ceylon’, which was founded in 1906. In 1968, the Institution of Engineers, Sri Lanka was made an incorporated body of the government, by an Act of Parliament. The IESL being the Apex body for engineering professionals in Sri Lanka, having a membership of more than 20,000, is called upon to represent the profession at many national forums and contribute to national development. By virtue of agreements it has entered into with the International Engineers’ Alliance (IEA) for mutual recognition of competencies, members assessed to have such competencies by IESL are eligible to practice engineering in the member countries including Japan, Australia, United Kingdom, Singapore, Pakistan, India, USA, Canada and South Korea.<br />
    <br />
    IESL with the Vision to be among the leading professional institutions of engineering and technology in the world, has Missioned Techno Sri Lanka’s for “Bringing out and Unleashing the Country’s Multi – Disciplinary Engineering Talents, to Drive Sri Lanka into Technological Excellence for Revolutionary Uplifting of Peoples’ Living Conditions and Prosperity”. Engineers are driven by passion to look beyond the regular, push borders and create the impossible. This is also reflective of the fact that Engineers over centuries are really innovators, who think beyond the realm and invent solutions for mankind, ahead of their time. That’s what engineering is all about and it’s the reason Engineers will always be the ingenious inventors and imaginative innovators throughout time.<br />
    <br />
    The flagship event of IESL, Techno Sri Lanka, since its inception in 1985 has grown to be the largest and the only engineering and technology exhibition held annually in Colombo. Techno, living up to its standards, has provided the means for uplifting peoples’ living conditions and has become an ideal venue for industry professionals, business heads, technologists and keen public to come together on a single global platform.<br />
    <br />
    The world is changing; engineers are in the forefront of this change. Expectations are very high in today’s society. However, the Planet’s resources are fast depleting and engineers have to be smart and innovative to achieve high goals with very low resource consumption. Technology should reach the masses and make them do things differently, as doing ‘business as usual’ will not leave a healthy planet for our children and grandchildren. We need ‘sustainable technologies’ that will revolutionize the day-to-day activities, such as mobile technology, nanotechnology, household solar PV technology and perhaps other inventions and breakthroughs to satisfy the society’s expectations and still not be blamed by our future generations for not leaving them a livable Planet Earth.<br />
    <br />
    Considering these facts, Techno Sri Lanka has redefined its Theme for the year 2018, aiming to fulfill the expectations of all stakeholders.
  • 01. - 03. November 2018 | Trade fair for hotels, hospitality, tourism and food businesses<br />
    <br />
    The Hotel, Hospitality & Food Asia in Sri Lanka has been designed by the dynamic development of the hotel and catering industry and the tourism and food companies to take account of South Asia. She is a specifically targeted at this sector business-to-business event. This exhibition is communication and information platform in the industry and provides the exhibiting companies the opportunity to present to an audience of experts here. Visitors can find information here thoroughly and comprehensively about the latest developments, trends, products and services in various fields. HHF Sri Lanka is the leading marketplace for regional networking and distribution, as well as a new basis for the procurement of products. The program will be held a culinary competition and other live features.<br />
    <br />
    The Hotel Hospitality & Food Asia will take place on 3 days from Thursday, 01. November to Saturday, 03. November 2018 in Colombo.
  • Infotel theme will be Towards a Digital Economy, is aligning with national priorities of enhancing the digital infrastructure of the country for facilitating a digitally empowered ecosystem while improving the Citizens’ engagement in a digital society.




เอกสารอ้างอิง

ดาวน์โหลด

ติดต่อหน่วยงาน

European Union - EU
สหภาพยุโรป

เป็นการรวมกลุ่มระหว่างประเทศ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมแบบเหนือรัฐ (supranational) ที่ใหญ่ที่สุดและก้าวหน้าที่สุดในโลก โดยปัจจุบันมีสมาชิก 27 ประเทศ ทั้งนี้ ในปี 2554 สหภาพยุโรปถือเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 4 ของไทย
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์
876 Chaussee de Waterloo, 1000, Brussels, Belgium
Tel: (+32) 2 629 0035
Website : www2.thaieurope.net