ซาอุดิอาระเบีย

ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย (The Kingdom of Saudi Arabia) หรือ ซาอุดิอาระเบีย เป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในคาบสมุทรอาหรับ หรือตะวันออกกลาง มีความมั่งคั่งจากการเป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก ซาอุฯ จึงเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง นอกจากนี้ รัฐบาลซาอุฯ ยังตระหนักถึงภาวะเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันมากเกินไป จึงมีนโยบายที่จะกระจายการผลิตด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมโรงงานและการเกษตร และส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจมากขึ้น นับเป็นโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการไทยในการเสาะหาลู่ทางการค้าการลงทุนในราชอาณาจักรแห่งนี้

ข้อมูลทั่วไป

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ซาอุดิอาระเบีย ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง บนคาบสมุทรอาหรับ มีพื้นที่ 2,149,690 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย อาณาเขตทางทิศเหนือติดกับอิรัก (814 กม.) และจอร์แดน (744 กม.) ทิศตะวันออกติดคูเวต (222 กม.) กาตาร์ (60 กม.) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (457 กม.) บาห์เรน (อ่าวอาหรับคั่นกลาง) ทิศตะวันตกอียิปต์ (ทะเลแดงคั่นกลาง) ทิศใต้ติดเยเมน (1,458 กม.) ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดโอมาน (676 กม.) ติดอ่าวอาหรับ (อ่าวเปอร์เซีย) ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และทะเลแดงทางทิศตะวันตก

ซาอุดิอาระเบีย มีภูมิประเทศเป็นทะเลทรายโดยมีพื้นที่ภูเขาสูงทางตะวันตก (ขนานไปกับทะเลแดง) และมีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนรุนแรงและแห้ง (torrid) โดยในฤดูร้อน (เดือนมีนาคม-กันยายน) อากาศอาจร้อนจัดถึง 45-50 องศาเซลเซียส และในฤดูหนาว (กันยายน-กุมภาพันธ์) มีอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิอาจลงถึง 2-5 องศาเซลเซียสในเวลากลางคืน

ประชากร

ซาอุดิอาระเบียมีจำนวนประชากร 29.2 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติประมาณ 10 ล้านคน

การเมืองการปกครอง

ซาอุดิอาระเบียปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตย มีกษัตริย์เป็นประมุข (Monarchy) มีการแบ่งการปกครองเป็น 13 เขตการปกครอง ประกอบด้วย อัลบาฮะหฺ (Al Bahah) อัลฮุดูด อัช ชะมาลียะหฺ (Al Hudud ash Shamaliyah) อัลเญาฟุ (Al Jawf) อัลมะดีนะฮ์ (Al Madinah) อัลกอซิม (Al Qasim) อัรริยาด (Ar Riyad) อัชชัรกิยะหฺ (Ash Sharqiyah, Eastern Province) อะซีร์ ('Asir) ฮาอิล (Ha'il) ญีซาน (Jizan) มักกะฮ์ (Makkah) นัจญ์รอน (Najran) และตะบูก (Tabuk) ทั้งนี้ เมืองหลวงของซาอุฯ คือ กรุงริยาด (Riyadh) ส่วนเมืองสำคัญอื่นๆ ได้แก่ เจดดาห์ (Jeddah) มักกะห์ (Makkah) ทาอีฟ (Taif) เมดินา (Medina) และดัมมัม (Dammam)

ภาษา

ภาษาอารบิกเป็นภาษาราชการ และชาวซาอุดิอาระเบียใช้ภาษาอารบิกในชีวิตประจำวัน ส่วนการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษเป็นที่ยอมรับในคนระดับบนของสังคม รวมทั้งนักธุรกิจโดยทั่วไป

ศาสนา

97% ของประชากรเป็นมุสลิม โดยชาวซาอุดีฯ ประมาณ 90% นับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ ในขณะที่ประมาณ 10% นับถือนิกายชีอะห์ ชาวซาอุดีฯ ที่เป็นมุสลิมสุหนี่มีความเคร่งครัดต่อคำสอนและขนบธรรมเนียมทางศาสนา และมีข้อปฏิบัติและข้อห้ามทางศาสนาที่เข้มงวดอย่างยิ่งยวดที่สุดในบรรดามุสลิมทั่วโลก

สกุลเงิน

ซาอุดิอาระเบียใช้เงินสกุล ‘ซาอุดิริยัล’ (Saudi Riyal) รหัสของสกุลเงินคือ SAR ซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยน 3.75 ซาอุดิรียาล ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ อันเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดตายตัวหรือ fixed rate

วันทำงาน-วันหยุดราชการ

รัฐบาลซาอุดีอาระเบียเพิ่งปรับเปลี่ยนวันหยุดราชการจากเดิมวันพฤหัสบดี-วันศุกร์เป็นวันศุกร์-วันเสาร์ เพื่อให้วันทำงาน (วันอาทิตย์-วันพฤหัสฯ) สอดคล้องกับของประเทศในตะวันออกกลางและใกล้เคียงกับสากลมากขึ้น

ข้อมูลทั่วไปประเทศซาอุดิอาระเบีย

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ซาอุดิอาระเบีย ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง บนคาบสมุทรอาหรับ มีพื้นที่ 2,149,690 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย อาณาเขตทางทิศเหนือติดกับอิรัก (814 กม.) และจอร์แดน (744 กม.) ทิศตะวันออกติดคูเวต (222 กม.) กาตาร์ (60 กม.) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (457 กม.) บาห์เรน (อ่าวอาหรับคั่นกลาง) ทิศตะวันตกอียิปต์ (ทะเลแดงคั่นกลาง) ทิศใต้ติดเยเมน (1,458 กม.) ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดโอมาน (676 กม.) ติดอ่าวอาหรับ (อ่าวเปอร์เซีย) ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และทะเลแดงทางทิศตะวันตก

ซาอุดิอาระเบีย มีภูมิประเทศเป็นทะเลทรายโดยมีพื้นที่ภูเขาสูงทางตะวันตก (ขนานไปกับทะเลแดง) และมีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนรุนแรงและแห้ง (torrid) โดยในฤดูร้อน (เดือนมีนาคม-กันยายน) อากาศอาจร้อนจัดถึง 45-50 องศาเซลเซียส และในฤดูหนาว (กันยายน-กุมภาพันธ์) มีอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิอาจลงถึง 2-5 องศาเซลเซียสในเวลากลางคืน

ประชากร

ซาอุดิอาระเบียมีจำนวนประชากร 29.2 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติประมาณ 10 ล้านคน

การเมืองการปกครอง

ซาอุดิอาระเบียปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตย มีกษัตริย์เป็นประมุข (Monarchy) มีการแบ่งการปกครองเป็น 13 เขตการปกครอง ประกอบด้วย อัลบาฮะหฺ (Al Bahah) อัลฮุดูด อัช ชะมาลียะหฺ (Al Hudud ash Shamaliyah) อัลเญาฟุ (Al Jawf) อัลมะดีนะฮ์ (Al Madinah) อัลกอซิม (Al Qasim) อัรริยาด (Ar Riyad) อัชชัรกิยะหฺ (Ash Sharqiyah, Eastern Province) อะซีร์ ('Asir) ฮาอิล (Ha'il) ญีซาน (Jizan) มักกะฮ์ (Makkah) นัจญ์รอน (Najran) และตะบูก (Tabuk) ทั้งนี้ เมืองหลวงของซาอุฯ คือ กรุงริยาด (Riyadh) ส่วนเมืองสำคัญอื่นๆ ได้แก่ เจดดาห์ (Jeddah) มักกะห์ (Makkah) ทาอีฟ (Taif) เมดินา (Medina) และดัมมัม (Dammam)

ภาษา

ภาษาอารบิกเป็นภาษาราชการ และชาวซาอุดิอาระเบียใช้ภาษาอารบิกในชีวิตประจำวัน ส่วนการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษเป็นที่ยอมรับในคนระดับบนของสังคม รวมทั้งนักธุรกิจโดยทั่วไป

ศาสนา

97% ของประชากรเป็นมุสลิม โดยชาวซาอุดีฯ ประมาณ 90% นับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ ในขณะที่ประมาณ 10% นับถือนิกายชีอะห์ ชาวซาอุดีฯ ที่เป็นมุสลิมสุหนี่มีความเคร่งครัดต่อคำสอนและขนบธรรมเนียมทางศาสนา และมีข้อปฏิบัติและข้อห้ามทางศาสนาที่เข้มงวดอย่างยิ่งยวดที่สุดในบรรดามุสลิมทั่วโลก

สกุลเงิน

ซาอุดิอาระเบียใช้เงินสกุล ‘ซาอุดิริยัล’ (Saudi Riyal) รหัสของสกุลเงินคือ SAR ซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยน 3.75 ซาอุดิรียาล ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ อันเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดตายตัวหรือ fixed rate

วันทำงาน-วันหยุดราชการ

รัฐบาลซาอุดีอาระเบียเพิ่งปรับเปลี่ยนวันหยุดราชการจากเดิมวันพฤหัสบดี-วันศุกร์เป็นวันศุกร์-วันเสาร์ เพื่อให้วันทำงาน (วันอาทิตย์-วันพฤหัสฯ) สอดคล้องกับของประเทศในตะวันออกกลางและใกล้เคียงกับสากลมากขึ้น

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ข้อมูลเศรษฐกิจการค้า

ในปี 2555 ซาอุดิอาระเบียมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 5.77 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีรายได้ประชาชาติต่อหัวประชากรประมาณ 25,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ และในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมามีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 3-5% ต่อปี สินค้าส่งออกที่สำคัญ คือ น้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม โดยมีตลาดหลัก ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ อินเดีย สิงคโปร์ ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญได้แก่ เครื่องจักรและปัจจัยการผลิตต่างๆ อาหาร เคมีภัณฑ์ รถยนต์/ชิ้นส่วน สิ่งทอ เครื่องปรับอากาศ สินค้าเกษตร โดยคู่ค้าหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน เยอรมัน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อินเดีย เกาหลีใต้ และอิตาลี

ซาอุดิอาระเบียมีระบบเศรษฐกิจรัฐมีบทบาทนำ (State-led Economy) มีทรัพยากรน้ำมันเป็นพื้นฐานและเป็นตัวนำในการพัฒนาพัฒนา ซาอุดิอาระเบียเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันอันดับ 1 ของโลก มีปริมาณน้ำมันสำรองมากติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก (รองจากรัสเซียและสหรัฐอเมริกา) อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญใน OPEC และในการรักษาเสถียรภาพราคาและระดับอุปทานน้ำมันในตลาดโลก ในแต่ละปี ผลผลิตภาคน้ำมันของซาอุดิอาระเบียคิดเป็นประมาณ 40% ของ GDP รายได้จากการส่งออกน้ำมันคิดเป็น 90-95% ของรายได้การส่งออกทั้งหมด เศรษฐกิจของซาอุดิอาระเบียจึงมีการพึ่งพาภาคน้ำมันดิบสูงมาก

ด้านความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศไทย ซาอุดิอาระเบีย เป็นประเทศคู่ค้าสำคัญอันดับสองของไทยในตะวันออกกลาง (รองจาก UAE) โดยการค้าสองฝ่ายในปี 2555 มีมูลค่ากว่า 11,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ คิดเป็น 2.3% ของมูลค่าการค้าของไทยทั่วโลก และไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้ามาโดยตลอด โดยเป็นฝ่ายนำเข้าน้ำมันดิบ/น้ำมันสำเร็จรูป สารเคมี ปุ๋ย/ยาฆ่าแมลง ก๊าซธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์เหล็ก/แร่ธาตุอื่นๆ เส้นใยประดิษฐ์สำหรับทอผ้า กระดาษ เป็นต้น ส่วนสินค้าส่งออกไปซาอุดีฯ ของไทย ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศ/ส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ตู้เย็น/ตู้แช่ ปลาแห้ง เครื่องจักรกล ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารทะเลแปรรูป เสื้อผ้าสำเร็จรูป ผ้าผืน ฯลฯ ทั้งนี้ สินค้าไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีและได้รับการยอมรับในตลาดซาอุดีอาระเบีย มีราคาที่แข่งขันได้ และมีคุณภาพทัดเทียมสินค้าของประเทศอุตสาหกรรมใหม่อื่นๆ

ในปัจจุบัน สินค้าที่มีการขยายตัวและมีอนาคตเชิงธุรกิจในตลาดซาอุดิอาระเบียสูง ได้แก่ อุปกรณ์โทรคมนาคม อุปกรณ์ผลิตกระแสไฟฟ้า อุปกรณ์การกลั่นน้ำทะเล อะไหล่รถยนต์ สินค้าที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์การแพทย์ อุปกรณ์รักษาความปลอดภัย สินค้าเกษตร ผักผลไม้สด อาหารฮาลาล เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคประเภทต่างๆ ขอแก้ไขตัวเลข/วลีประกอบแผนที่ด้านล่างของ Page ดังนี้

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ข้อมูลเศรษฐกิจการค้า

ในปี 2555 ซาอุดิอาระเบียมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 5.77 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีรายได้ประชาชาติต่อหัวประชากรประมาณ 25,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ และในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมามีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 3-5% ต่อปี สินค้าส่งออกที่สำคัญ คือ น้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม โดยมีตลาดหลัก ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ อินเดีย สิงคโปร์ ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญได้แก่ เครื่องจักรและปัจจัยการผลิตต่างๆ อาหาร เคมีภัณฑ์ รถยนต์/ชิ้นส่วน สิ่งทอ เครื่องปรับอากาศ สินค้าเกษตร โดยคู่ค้าหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน เยอรมัน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อินเดีย เกาหลีใต้ และอิตาลี

ซาอุดิอาระเบียมีระบบเศรษฐกิจรัฐมีบทบาทนำ (State-led Economy) มีทรัพยากรน้ำมันเป็นพื้นฐานและเป็นตัวนำในการพัฒนาพัฒนา ซาอุดิอาระเบียเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันอันดับ 1 ของโลก มีปริมาณน้ำมันสำรองมากติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก (รองจากรัสเซียและสหรัฐอเมริกา) อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญใน OPEC และในการรักษาเสถียรภาพราคาและระดับอุปทานน้ำมันในตลาดโลก ในแต่ละปี ผลผลิตภาคน้ำมันของซาอุดิอาระเบียคิดเป็นประมาณ 40% ของ GDP รายได้จากการส่งออกน้ำมันคิดเป็น 90-95% ของรายได้การส่งออกทั้งหมด เศรษฐกิจของซาอุดิอาระเบียจึงมีการพึ่งพาภาคน้ำมันดิบสูงมาก

ด้านความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศไทย ซาอุดิอาระเบีย เป็นประเทศคู่ค้าสำคัญอันดับสองของไทยในตะวันออกกลาง (รองจาก UAE) โดยการค้าสองฝ่ายในปี 2555 มีมูลค่ากว่า 11,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ คิดเป็น 2.3% ของมูลค่าการค้าของไทยทั่วโลก และไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้ามาโดยตลอด โดยเป็นฝ่ายนำเข้าน้ำมันดิบ/น้ำมันสำเร็จรูป สารเคมี ปุ๋ย/ยาฆ่าแมลง ก๊าซธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์เหล็ก/แร่ธาตุอื่นๆ เส้นใยประดิษฐ์สำหรับทอผ้า กระดาษ เป็นต้น ส่วนสินค้าส่งออกไปซาอุดีฯ ของไทย ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศ/ส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ตู้เย็น/ตู้แช่ ปลาแห้ง เครื่องจักรกล ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารทะเลแปรรูป เสื้อผ้าสำเร็จรูป ผ้าผืน ฯลฯ ทั้งนี้ สินค้าไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีและได้รับการยอมรับในตลาดซาอุดีอาระเบีย มีราคาที่แข่งขันได้ และมีคุณภาพทัดเทียมสินค้าของประเทศอุตสาหกรรมใหม่อื่นๆ

ในปัจจุบัน สินค้าที่มีการขยายตัวและมีอนาคตเชิงธุรกิจในตลาดซาอุดิอาระเบียสูง ได้แก่ อุปกรณ์โทรคมนาคม อุปกรณ์ผลิตกระแสไฟฟ้า อุปกรณ์การกลั่นน้ำทะเล อะไหล่รถยนต์ สินค้าที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์การแพทย์ อุปกรณ์รักษาความปลอดภัย สินค้าเกษตร ผักผลไม้สด อาหารฮาลาล เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคประเภทต่างๆ ขอแก้ไขตัวเลข/วลีประกอบแผนที่ด้านล่างของ Page ดังนี้

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

ซาอุดิอาระเบียมีนโยบายการค้าเสรีบนพื้นฐานการแข่งขัน ไม่มีการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ไม่มีข้อจำกัดปริมาณและโควตาการนำเข้าสินค้า และไม่มีการควบคุมราคาเพื่อให้มีสินค้าเข้าสู่ตลาดอย่างเสรี เพียงพอต่อความต้องการในประเทศและราคาไม่แพง ยกเว้นสินค้าบางรายการที่ห้ามนำเข้าเนื่องจากขัดต่อบทบัญญัติทางศาสนาและความมั่นคงของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ทางการซาอุดิอาระเบียมีนโยบายเข้มงวดการนำเข้าสินค้าอาหารค่อนข้างสูงเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคภายในประเทศ โดยใช้มาตรการและแนวทางของสหภาพยุโรปเป็นหลัก หากสหภาพยุโรปดำเนินมาตรการใด ซาอุฯ ก็จะดำเนินการตามทันทีโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า นอกจากนี้ ยังสุ่มตรวจสอบสินค้าที่นำเข้าทุกรายการด้วย

การนำเข้าสินค้า

สินค้านำเข้าในราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียเพื่อการค้าทุกประเภทไม่ว่าจะมีมูลค่าเท่าใด จะต้องมีเอกสารประกอบการนำเข้า ดังนี้

  1. ใบกำกับสินค้า (Commercial Invoice) ซึ่งด้านบนเอกสารจะต้องมีชื่อบริษัทผู้ส่งออกพร้อมทั้งชื่อและสถานที่ติดต่อของผู้ส่งและผู้รับสินค้า มีการระบุรายละเอียดที่ชัดเจนของสินค้า ส่วนประกอบ เครื่องหมายการค้า ชื่อเรือหรือสายการบิน วันขนส่งสินค้า เมืองต้นทาง-ปลายทาง น้ำหนักสุทธิรวม ปริมาณ ราคาต่อหน่วย ราคารวมของสินค้าแต่ละกลุ่ม/ชนิด ราคารวมทั้งหมด จำนวนบรรจุแต่ละหีบห่อและคอนเทนเนอร์ เงินตราจำนวน L/C (หากมี) รวมทั้งค่าขนส่งและประกันภัย
  2. หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin)
  3. ใบขนส่งสินค้า (Bill of Lading or an Airway Bill)
  4. หนังสือรับรองจากบริษัทเดินเรือหรือสายการบิน
  5. กรมธรรม์ประกันภัย (Insurance Certificate)
  6. บัญชีหีบห่อสินค้า (Packing List)
  7. เอกสารอื่นๆ ขึ้นอยู่กับชนิดหรือประเภทสินค้าตามที่กฎระเบียบกำหนด

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

ซาอุดิอาระเบียมีนโยบายการค้าเสรีบนพื้นฐานการแข่งขัน ไม่มีการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ไม่มีข้อจำกัดปริมาณและโควตาการนำเข้าสินค้า และไม่มีการควบคุมราคาเพื่อให้มีสินค้าเข้าสู่ตลาดอย่างเสรี เพียงพอต่อความต้องการในประเทศและราคาไม่แพง ยกเว้นสินค้าบางรายการที่ห้ามนำเข้าเนื่องจากขัดต่อบทบัญญัติทางศาสนาและความมั่นคงของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ทางการซาอุดิอาระเบียมีนโยบายเข้มงวดการนำเข้าสินค้าอาหารค่อนข้างสูงเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคภายในประเทศ โดยใช้มาตรการและแนวทางของสหภาพยุโรปเป็นหลัก หากสหภาพยุโรปดำเนินมาตรการใด ซาอุฯ ก็จะดำเนินการตามทันทีโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า นอกจากนี้ ยังสุ่มตรวจสอบสินค้าที่นำเข้าทุกรายการด้วย

การนำเข้าสินค้า

สินค้านำเข้าในราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียเพื่อการค้าทุกประเภทไม่ว่าจะมีมูลค่าเท่าใด จะต้องมีเอกสารประกอบการนำเข้า ดังนี้

  1. ใบกำกับสินค้า (Commercial Invoice) ซึ่งด้านบนเอกสารจะต้องมีชื่อบริษัทผู้ส่งออกพร้อมทั้งชื่อและสถานที่ติดต่อของผู้ส่งและผู้รับสินค้า มีการระบุรายละเอียดที่ชัดเจนของสินค้า ส่วนประกอบ เครื่องหมายการค้า ชื่อเรือหรือสายการบิน วันขนส่งสินค้า เมืองต้นทาง-ปลายทาง น้ำหนักสุทธิรวม ปริมาณ ราคาต่อหน่วย ราคารวมของสินค้าแต่ละกลุ่ม/ชนิด ราคารวมทั้งหมด จำนวนบรรจุแต่ละหีบห่อและคอนเทนเนอร์ เงินตราจำนวน L/C (หากมี) รวมทั้งค่าขนส่งและประกันภัย
  2. หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin)
  3. ใบขนส่งสินค้า (Bill of Lading or an Airway Bill)
  4. หนังสือรับรองจากบริษัทเดินเรือหรือสายการบิน
  5. กรมธรรม์ประกันภัย (Insurance Certificate)
  6. บัญชีหีบห่อสินค้า (Packing List)
  7. เอกสารอื่นๆ ขึ้นอยู่กับชนิดหรือประเภทสินค้าตามที่กฎระเบียบกำหนด

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

รัฐบาลซาอุดิอาระเบียเล็งเห็นว่าประเทศพึ่งพิงรายได้จากน้ำมันเป็นหลักจึงมีการกำหนดเป้าหมายทางเศรษฐกิจสำคัญสองประการ คือ

  1. การกระจายการผลิต ลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมันด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมโรงงานและการเกษตร
  2. ให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งต่อมาในปี 2543 ซาอุดิอาระเบียมีการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมการลงทุน The Saudi Arabian General Investment Authority (SAGIA) และได้มีการปรับปรุงกฎหมายส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Investment) เมื่อปี 2545 เพื่อจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในซาอุดิอาระเบียมากยิ่งขึ้น

สิทธิประโยชน์

ซาอุดิอาระเบียยังมีข้อตกลงร่วมกันในกลุ่มประเทศรัฐริมอ่าว (Gulf Cooperation Council: GCC) ซึ่งมีการกำหนดอัตราภาษีและสิทธิประโยชน์สำหรับการค้าระหว่างประเทศในกลุ่ม GCC โดยกำหนดอัตราภาษีศุลกากรที่ 5% และสินค้า 53 รายการสำคัญในหมวดอาหารและยารักษาโรคจะได้รับการยกเว้นภาษีด้วย

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการไทยนั้น ประเทศไทยและซาอุดิอาระเบียมีการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจหลายฉบับ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทย เช่น

  • ความตกลงว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ (2537)
  • ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีกิจการขนส่งทางอากาศ (Agreement for the Reciprocal Exemption of Taxes on the Activities of Air Transport Enterprises)
  • เอกสารพิธีการ (Proces-Verbal) เพื่อการแลกเปลี่ยนสัตยาบันสารความตกลง เพื่อการเว้นการเก็บภาษีจากกิจการขนส่งทางอากาศ (เมษายน 2539)
  • ความตกลงการบิน (ได้มีการเจรจาเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงบริการขนส่งทางอากาศระหว่างกันที่เมืองเจดดาห์ โดยฝ่ายซาอุดิอาระเบียเป็นเจ้าภาพเมื่อเดือนพฤษภาคม 2548 เป็นผลให้ บริษัทการบินไทย ตกลงจะทำการบินไปซาอุดิอาระเบียอีกหลังจากหยุดดำเนินการมาเป็นเวลา 14 ปี รวมทั้งเพิ่มสิทธิ์การบินไปยังเจดดาห์ (จากเดิมที่มีสิทธิ์การบินไปกรุงริยาด เมืองดัมมัม และเมืองดาห์ราน เท่านั้น) ขณะที่สายการบิน Saudi Arabian Airlines ได้ตกลงจะทำการบินมาไทยอีกครั้ง หลังหยุดมา 3 ปี และจะมีการใช้ชื่อเที่ยวบินร่วมกัน หรือ Code Sharing ระหว่างทั้งสองสายการบิน)

สิทธิประโยชน์

ซาอุดิอาระเบียยังมีข้อตกลงร่วมกันในกลุ่มประเทศรัฐริมอ่าว (Gulf Cooperation Council: GCC) ซึ่งมีการกำหนดอัตราภาษีและสิทธิประโยชน์สำหรับการค้าระหว่างประเทศในกลุ่ม GCC โดยกำหนดอัตราภาษีศุลกากรที่ 5% และสินค้า 53 รายการสำคัญในหมวดอาหารและยารักษาโรคจะได้รับการยกเว้นภาษีด้วย

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการไทยนั้น ประเทศไทยและซาอุดิอาระเบียมีการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจหลายฉบับ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทย เช่น

  • ความตกลงว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ (2537)
  • ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีกิจการขนส่งทางอากาศ (Agreement for the Reciprocal Exemption of Taxes on the Activities of Air Transport Enterprises)
  • เอกสารพิธีการ (Proces-Verbal) เพื่อการแลกเปลี่ยนสัตยาบันสารความตกลง เพื่อการเว้นการเก็บภาษีจากกิจการขนส่งทางอากาศ (เมษายน 2539)
  • ความตกลงการบิน (ได้มีการเจรจาเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงบริการขนส่งทางอากาศระหว่างกันที่เมืองเจดดาห์ โดยฝ่ายซาอุดิอาระเบียเป็นเจ้าภาพเมื่อเดือนพฤษภาคม 2548 เป็นผลให้ บริษัทการบินไทย ตกลงจะทำการบินไปซาอุดิอาระเบียอีกหลังจากหยุดดำเนินการมาเป็นเวลา 14 ปี รวมทั้งเพิ่มสิทธิ์การบินไปยังเจดดาห์ (จากเดิมที่มีสิทธิ์การบินไปกรุงริยาด เมืองดัมมัม และเมืองดาห์ราน เท่านั้น) ขณะที่สายการบิน Saudi Arabian Airlines ได้ตกลงจะทำการบินมาไทยอีกครั้ง หลังหยุดมา 3 ปี และจะมีการใช้ชื่อเที่ยวบินร่วมกัน หรือ Code Sharing ระหว่างทั้งสองสายการบิน)

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

ด้านอุปสรรคการค้า-การลงทุนที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญในการทำธุรกิจกับประเทศซาอุดิอาระเบียนั้น ได้แก่

  1. ข้อจำกัดในการให้ตรวจลงตราแก่นักธุรกิจไทยที่กระทบต่อการขยายช่องทางการติดต่อและเพิ่มมูลค่าการค้า ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยได้หาทางขยายตลาดในซาอุดิอาระเบีย โดยการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเมืองเจดดาห์และที่กรุงริยาด ซึ่งเป็นช่องทางเดียวที่จะได้รับการตรวจลงตราจากฝ่ายซาอุดิอาระเบีย อย่างไรก็ตาม ซาอุดิอาระเบียได้ผ่อนคลายมาตรการเกี่ยวกับการตรวจลงตราแล้ว
  2. ซาอุฯ เน้นนโยบายพัฒนาเป็นประเทศอุตสาหกรรมเพื่อลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมัน ทดแทนการนำเข้า และสร้างงาน ดังนั้น จึงมีการปกป้องอุตสาหกรรมบางชนิดที่ผลิตภายในประเทศด้วยการตั้งกำแพงภาษีที่มีอัตราสูงถึง 20%
  3. ซาอุดิอาระเบียยังไม่ได้เป็นสมาชิก WTO การประเมินราคาเพื่อจัดเก็บภาษีจึงไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของ WTO กล่าวคือการประเมินจะไม่คำนึงมูลค่าตามใบกำกับสินค้า แต่กรมศุลกากรกระทรวงการคลังและเศรษฐกิจแห่งชาติของซาอุดิอาระเบียมีหน้าที่ประเมินราคาสินค้าทุกชนิดที่นำเข้าไปในประเทศ และจะใช้วิธีการกำหนดราคาขั้นต่ำเป็นเกณฑ์โดยพื้นฐานจากประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่ราคาท้องถิ่น และการติดต่อสอบถามจากโรงงานโดยตรง
  4. ซาอุดิอาระเบียมีปัญหาการว่างงาน เนื่องจากคนซาอุดิอาระเบียยังไม่นิยมทำงานหนักหรืองานที่ต้องใช้ทักษะความรู้เฉพาะด้าน ทำให้รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะจำกัดจำนวนให้มีแรงงานต่างชาติไม่เกิน 20% ของประชากรซาอุดิอาระเบียทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 25 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลซาอุดิอาระเบียได้กำหนดเป้าหมายที่จะเร่งลดจำนวนแรงงานต่างชาติให้เร็วยิ่งขึ้นปีละ 100,000 คน เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานชาวซาอุดิอาระเบียเข้ามาแทนที่

    

สาระน่ารู้

  • เศรษฐกิจรัสเซียอยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงร้อยละ 2 สาเหตุหนึ่งที่เศรษฐกิจรัสเซียถดถอย เนื่องจากเศรษฐกิจคู่ค้าที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญของรัสเซียซบเซาอย่างต่อเนื่อง
  • รัสเซียได้ออกนโยบายเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจสาขาดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประชาชนที่เป็นแรงงานฝีมือ และสร้างตลาดสำหรับสินค้าและบริการดังกล่าว
  • สาระน่ารู้เกี่ยวกับ Cryptocurrency ในรัสเซีย <br />
    ที่ผ่านมามีจำนวนชาวรัสเซียที่มีเงินสกุลดิจิทัลเป็นจำนวนมากทั่วโลก และเมื่อปลายปี 2560 บริษัทรัสเซียหลายแห่ง อาทิ Russian Mining Center (RMC) ได้ทำ ICO และสามารถระดมทุนได้ 43.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2560 บริษัท Lavkalavka สามารถได้ระดมทุนได้ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สำนักข่าว RBC) นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 26 -28 เมษายน 2561 จะมีการจัด การประชุม World Blockchain Summit ที่กรุงมอสโก ในปี 2561 การประชุมดังกล่าวจะหมุนเวียนจัดไปตามเมืองต่างๆ ทั่วโลก โดยเปิดกว้างสำหรับนักธุรกิจ นักลงทุนและผู้พัฒนาเงินสกุลดิจิทัลจากทั่วโลก แต่ทว่ายังมีประเด็นด้านกฎหมายเกี่ยวกับเงินดิจิทัลที่นักลงทุนต่างชาติยังไม่ทราบ
  • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลินประชาสัมพันธ์ฯ งาน Energy Storage Europe 2018 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 13 - 15 มีนาคม 2561 ณ เมืองดึสเซ็ลดอร์ฟ เยอรมนี โดยสมาคมอุตสาหกรรมการเก็บพลังงานเยอรมัน  เพื่อเป็นแสดงสินค้าและนวัตกรรมลักษณะ B2B ด้านการเก็บพลังงาน (energy storage) ที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งโลก
  •           Adlershof Science Park เป็นอุทยานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมต้นแบบชั้นนำของประเทศเยอรมนี ที่เป็นศูนย์รวมของหน่วยงานด้านวิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ ที่มีทั้งศูนย์เทคโนโลยีและศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ (Incubator) กว่า 90 แห่งกระจายไปตามสาขาต่าง ๆ สถาบันวิจัยมากมายทั้งที่ไม่ใช่มหาลัยและสถาบันในระดับมหาวิทยาลัย เช่น Humboldt University รวมแล้วกว่า 20 แห่ง และบริษัทต่าง ๆ มากกว่า 1,000 แห่ง ในนิคมอุตสาหกรรมย่อย ๆ กว่า 16 โครงการ โดยมีบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นสูง 460 แห่ง มีพนักงานทั้งหมด 16,000 คน <br />
              Adlershof เป็นนิคมวิจัยที่มีสิ่งแวดล้อม (eco-system) ที่เหมาะสมสำหรับเอกชนในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อตอบสนองความต้องการของบริษัทเอกชน สอดคล้องกับหลักการที่ว่า อุทยานวิทยาศาสตร์ควรประกอบด้วยองค์ประกอบสามส่วนในการสร้างนวัตกรรม (innovation triple helix) ได้แก่ 1. บริษัทเอกชน ซึ่งเป็นที่มาของแหล่งเงินทุนแอละโจทย์การวิจัย 2. สถาบันวิจัย ซึ่งเป็นแหล่งที่มาขององค์ความรู้และการวิจัยประยุกต์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย เช่น ห้องแล็บ และ 3. สถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของการวิจัยขั้นพื้นฐานและเป็นผู้สร้างนักวิจัยที่มีคุณภาพ <br />
              ด้วยเหตุนี้ Adlershof จึงประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการสร้างนวัตกรรมที่เอกชนสามารนำไปสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้ และสามารถขยายโครงสร้างองค์การอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันมีส่วนให้บริการมากมาย ศูนย์บริการหลักๆ ได้แก่ ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ (incubator) ที่ให้บริการผู้ประกอบการ หรือ บริษัทตั้งแต่ ด้านการจัดเตรียมเอกสาร ใบอนุญาต ด้านการตลาด และการส่งต่อเทคโนโลยี ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีดิจิทัลในSMEs และ ศูนย์วิจัยข้อมูลทางสถิติ <br />
    หัวใจของ Adlershof คือ ศูนย์วิจัยในสาขาต่าง ๆ ได้แก่  ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพและสิ่งแวดล้อม ศูนย์วิจัย Photonics and Optics ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและมัลติมีเดีย ศูนย์วิจัย Microsystems and Materials และศูนย์วิจัยเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)<br />
               การทำงานของ Adlershof  เริ่มตั้งแต่การปูรากฐานการทำวิจัย การทํางานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานวิจัยและบริษัทผู้ผลิต เพื่อปรับปรุง และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สามารถนำมาใช้งานได้จริง และสามารถนำไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ประกอบกับการมีเครือข่ายที่กว้างขวาง Adlershof จึงช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจของบริษัทในการพบปะกับบริษัทชั้นนำมากมาย<br />
               ลักษณะสำคัญของ Adlershof  คือ  <br />
               1.    การที่รัฐบาลริเริ่มโครงการแล้วส่งต่อให้ภาคเอกชนเป็นผู้บริหารจัดการ ด้วยแนวทางการบริหารแบบเอกชนนี้เอง ปัจจุบันมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายใน Adlershof กว่า 70% ของรายได้ต่อปีกว่า 2 พันล้านยูโร จึงมาจากภาคเอกชน<br />
               2.    จุดมุ่งหมายในการทำการวิจัย คือ เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ใช้การได้มากกว่าหารายได้จากแหล่งอื่น ๆ ไม่เน้นการสร้างงานวิจัยเพื่อผลงานทางวิชาการ แต่ไม่นำมาปรับใช้ หรือที่เรียกว่า ขึ้นหิ้ง<br />
               3.     การสร้างเครือข่ายจากจุดแข็งของกรุงเบอร์ลิน ในการเป็นศูนย์บ่มเพาะธุรกิจสำหรับ Start-ups ที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 1 ของโลก <br />
               4.    มุ่งแสวงหาผู้ประกอบการรายใหม่ (“incubees”) เพื่อนำมาบ่มเพาะกับเทคโนโลยี และร่วมมือกับ บริษัท ขนาดใหญ่ที่อาจมีการแตกหน่อทางธุรกิจใหม่ ๆ<br />
               จากการเยี่ยมศึกษาดูงานที่ Adlershof ของ ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2560 ฝ่ายไทยได้เล็งเห็นถึงโอกาสที่จะเรียนรู้ประสบการณ์จาก Adlershof รวมทังขยายความร่วมมือระหว่าง Adlershof กับอุทยานวิทยาศาสตร์ของไทย ทั้งด้าโดยเฉพาะด้าน การวางระบบศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเพื่อให้ผู้ประกอบการเข้มแข็งและมีการลงทุนด้าน R & D อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลทางธุรกิจมากที่สุด และการศึกษาโครงสร้างเครือข่าย R & D ของ Adlershof ให้แก่ผู้ประกอบการตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ที่ไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งกับผู้ประกอบการระดับ high-tech หรือ mid-tech ได้ <br />
  • สถานเอกอัครราขทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมัน 2 คน ได้แก่ Dr. Christina Schmidt-Holtmann ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล จากกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานของเยอรมนี และนาย Lutz Haase ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร FTWK ซึ่งเป็น start-up ด้านบริการสุขภาพที่ประสบความสำเร็จ เดินทางเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 18 – 24 กันยายน 2560 เพื่อขยายหุ้นส่วนด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างไทยกับเยอรมนี และร่วมเป็นวิทยากรในงานสัมมนา Green and Innovative Economy ซึ่งในปีนี้ จัดในหัวข้อ Digital Agenda ของเยอรมนีกับโอกาสทางธุรกิจของไทย เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2560 ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพมหานคร




เอกสารอ้างอิง