ราชอาณาจักรโมร็อกโก

เป็นประเทศในแอฟริกาตะวันตกเฉียงเหนือ มีชายฝั่งทอดยาวบนมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งผ่านช่องแคบยิบรอลตาร์ เข้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีอาณาเขตทางตะวันออกจรดประเทศแอลจีเรีย ทางใต้จรดเวสเทิร์นสะฮารา ทางเหนือจรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และทางตะวันตกจรดมหาสมุทรแอตแลนติก โมร็อกโกอ้างสิทธิเหนือเวสเทิร์นสะฮารา และได้ปกครองพื้นที่ตั้งแต่ พ.ศ. 2518 สถานะของเวสเทิร์นสะฮารายังคงโต้แย้งกันอยู่ และ กำลังรอประชามติจากสหประชาชาติ

ข้อมูลทั่วไป

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ตั้งอยู่ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา ทิศเหนือติดทะเล เมดิเตอร์เรเนียน ทิศตะวันตกติดมหาสมุทรแอตแลนติก ทิศใต้ติดสาธารณรัฐอิสลามมอริเตเนีย และทิศตะวันออกติดสาธารณรัฐแอลจีเรีย ลักษณะประเทศมีความหลากหลาย เป็นที่ตั้งของเทือกเขาที่สูงเป็นอันดับสองของแอฟริกา คือเทือกเขาแอตลาส และมีพื้นที่ครอบคลุมทะเลทรายซาฮาราบางส่วนด้วย ภูมิอากาศบริเวณชายฝั่งทะเลมีอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน แต่ทางตอนในของประเทศมีอากาศแห้งแล้งแบบทะเลทราย

ประชากร

32.3 ล้านคน (ปี 2555) โดยเป็นชาวอาหรับ-เบอร์เบอร์ ร้อยละ 99 และอื่นๆ ร้อยละ 1

การเมืองการปกครอง

ประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน ได้แก่ สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 (Mohammed VI) (เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2552) นายกรัฐมนตรี คนปัจจุบัน ได้แก่ นาย อับเดลลิลลาห์ เบนคิราน (Abdelilah Benkirane) (ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2554)

ภาษา

ภาษาอาหรับเป็นภาษาราชการ ภาษาท้องถิ่นของชาวเบอร์เบอร์ (Berber) และภาษาฝรั่งเศสมีการใช้อย่างกว้างขวาง

ศาสนา

อิสลามนิกายสุหนี่ ร้อยละ 98.7 คริสต์ ร้อยละ 1.1 ยูดาห์ ร้อยละ 0.2

ข้อมูลทั่วไปประเทศราชอาณาจักรโมร็อกโก

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ตั้งอยู่ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา ทิศเหนือติดทะเล เมดิเตอร์เรเนียน ทิศตะวันตกติดมหาสมุทรแอตแลนติก ทิศใต้ติดสาธารณรัฐอิสลามมอริเตเนีย และทิศตะวันออกติดสาธารณรัฐแอลจีเรีย ลักษณะประเทศมีความหลากหลาย เป็นที่ตั้งของเทือกเขาที่สูงเป็นอันดับสองของแอฟริกา คือเทือกเขาแอตลาส และมีพื้นที่ครอบคลุมทะเลทรายซาฮาราบางส่วนด้วย ภูมิอากาศบริเวณชายฝั่งทะเลมีอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน แต่ทางตอนในของประเทศมีอากาศแห้งแล้งแบบทะเลทราย

ประชากร

32.3 ล้านคน (ปี 2555) โดยเป็นชาวอาหรับ-เบอร์เบอร์ ร้อยละ 99 และอื่นๆ ร้อยละ 1

การเมืองการปกครอง

ประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน ได้แก่ สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 (Mohammed VI) (เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2552) นายกรัฐมนตรี คนปัจจุบัน ได้แก่ นาย อับเดลลิลลาห์ เบนคิราน (Abdelilah Benkirane) (ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2554)

ภาษา

ภาษาอาหรับเป็นภาษาราชการ ภาษาท้องถิ่นของชาวเบอร์เบอร์ (Berber) และภาษาฝรั่งเศสมีการใช้อย่างกว้างขวาง

ศาสนา

อิสลามนิกายสุหนี่ ร้อยละ 98.7 คริสต์ ร้อยละ 1.1 ยูดาห์ ร้อยละ 0.2

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

โมร็อกโกมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศประมาณ 96.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2555) รายได้ประชาชาติต่อหัวประมาณ 5,230 ดอลลาร์สหรัฐ และมีการขยายตัวทางธุรกิจประมาณร้อยละ 2.7 ซึ่งอุตสาหกรรมที่สำคัญของโมร็อกโกได้แก่ การเกษตร การประมง (โดยได้มีการลงนามความตกลงความเป็นหุ้นส่วนด้านการทำประมงกับสหภาพยุโรป) และการทำเหมือง (ฟอสเฟต) และการท่องเที่ยว (ซึ่งสมเด็จพระราชาธิบดีฯ ทรงให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก)

ผลิตภัณฑ์ส่งออกที่สำคัญของโมร็อกโก ได้แก่ ฟอสเฟต และผลิตภัณฑ์จากฟอสเฟต เสื้อผ้าสำเร็จรูป ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (สายเคเบิ้ล สายไฟต่างๆ) น้ำมันปิโตรเลียม และปลากระป๋อง เป็นต้น ในขณะที่ผลิตภัณฑ์นำเข้าที่สำคัญได้แก่ น้ำมันดิบ ข้าวสาลี พลาสติก และชิ้นส่วนพลาสติก รถยนต์ และผลิตภัณฑ์เคมี เป็นต้น คู่ค้าที่สำคัญได้แก่ ฝรั่งเศส สเปน สหรัฐฯ จีน และซาอุดิอารเบีย เป็นต้น ทั้งนี้ ตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรป โมร็อกโกพยายามที่จะเพิ่มความสัมพันธ์กับประเทศในตะวันออกกลาง และแอฟริกาให้มากขึ้น เพื่อขยายความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจกับประเทศเหล่านั้น

โมร็อกโกมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาหรับ คู่ค้าที่สำคัญของโมร็อกโกได้แก่กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป นอกจากนี้ โมร็อกโกมีการลงนามเขตการค้าเสรีกับสหรัฐอเมริกาและตุรกี มี Association Accord กับ สหภาพยุโรป และได้รับสถานภาพพิเศษ (Advance Status) กับสหภาพยุโรปตั้งแต่ปี 2552 นอกจากนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 สหภาพยุโรปได้ให้ความเห็นชอบกับความตกลง FTA เกษตรฯ ระหว่างสหภาพยุโรปกับโมร็อกโก โดยยุโรปเป็นทั้งตลาดส่งออกและตลาดแรงงานที่สำคัญ (มีชาวโมร็อกโกทำงานในกลุ่มประเทศยุโรป โดยเฉพาะสเปนและฝรั่งเศส มากกว่า 2.5 ล้านคน โดยรายได้จากแรงงานกลุ่มนี้ คิดเป็นประมาณร้อยละ 9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ)

นโยบายหลักในด้านเศรษฐกิจปัจจุบัน คือ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ Emergence II ซึ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน มุ่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและลดอัตราการว่างงานของคนภายในประเทศเป็นหลัก ประกอบด้วยนโยบายสำคัญ ดังต่อไปนี้

  1. การสร้างที่อยู่อาศัยใหม่จำนวน 150,000 หน่วยต่อปี จนถึงปี 2558
  2. การเสริมสร้างศักยภาพของภาคเกษตรและประมง
  3. การเสริมสร้างศักยภาพการพัฒนาพลังงานทดแทนจากพลังงานไฮโดรคาร์บอน

ปริมาณการค้าระหว่างประเทศไทยกับโมร็อกโกยังมีมูลค่าไม่มากนัก แต่มีศักยภาพที่จะพัฒนา ได้อีกมาก โดยในปี 2555 ทั้งสองประเทศมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน คิดเป็นมูลค่ารวม 228.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 152.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 76.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 76.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าที่ไทยนำเข้าจากโมร็อกโกที่สำคัญ ได้แก่ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืช สัตว์น้ำสดและแช่แข็ง เสื้อผ้าสำเร็จรูป อุปกรณ์ชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ แผงวงจรไฟฟ้า แร่/โลหะ และพืช/ผลิตภัณฑ์จากพืช สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังโมร็อกโกที่สำคัญ ได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วน โทรทัศน์และชิ้นส่วนตู้เย็น/แช่แข็ง เครื่องปรับอากาศ เม็ดพลาสติก ด้าย/เส้นใยประดิษฐ์ และอาหารทะเลกระป๋อง นอกจากนี้ ภาคเอกชนของไทยและโมร็อกโก ได้ลงนามความตกลงจัดตั้งสภาธุรกิจไทย- โมร็อกโก เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2551 โดยมีนายฉัตรชัย บุญรัตน์ รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเป็นประธานฝ่ายไทยและนายยูแนส ลารากี (Younès Laraqui) กงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำเมืองคาซาบลังกาเป็นประธานฝ่ายโมร็อกโก

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

โมร็อกโกมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศประมาณ 96.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2555) รายได้ประชาชาติต่อหัวประมาณ 5,230 ดอลลาร์สหรัฐ และมีการขยายตัวทางธุรกิจประมาณร้อยละ 2.7 ซึ่งอุตสาหกรรมที่สำคัญของโมร็อกโกได้แก่ การเกษตร การประมง (โดยได้มีการลงนามความตกลงความเป็นหุ้นส่วนด้านการทำประมงกับสหภาพยุโรป) และการทำเหมือง (ฟอสเฟต) และการท่องเที่ยว (ซึ่งสมเด็จพระราชาธิบดีฯ ทรงให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก)

ผลิตภัณฑ์ส่งออกที่สำคัญของโมร็อกโก ได้แก่ ฟอสเฟต และผลิตภัณฑ์จากฟอสเฟต เสื้อผ้าสำเร็จรูป ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (สายเคเบิ้ล สายไฟต่างๆ) น้ำมันปิโตรเลียม และปลากระป๋อง เป็นต้น ในขณะที่ผลิตภัณฑ์นำเข้าที่สำคัญได้แก่ น้ำมันดิบ ข้าวสาลี พลาสติก และชิ้นส่วนพลาสติก รถยนต์ และผลิตภัณฑ์เคมี เป็นต้น คู่ค้าที่สำคัญได้แก่ ฝรั่งเศส สเปน สหรัฐฯ จีน และซาอุดิอารเบีย เป็นต้น ทั้งนี้ ตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรป โมร็อกโกพยายามที่จะเพิ่มความสัมพันธ์กับประเทศในตะวันออกกลาง และแอฟริกาให้มากขึ้น เพื่อขยายความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจกับประเทศเหล่านั้น

โมร็อกโกมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาหรับ คู่ค้าที่สำคัญของโมร็อกโกได้แก่กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป นอกจากนี้ โมร็อกโกมีการลงนามเขตการค้าเสรีกับสหรัฐอเมริกาและตุรกี มี Association Accord กับ สหภาพยุโรป และได้รับสถานภาพพิเศษ (Advance Status) กับสหภาพยุโรปตั้งแต่ปี 2552 นอกจากนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 สหภาพยุโรปได้ให้ความเห็นชอบกับความตกลง FTA เกษตรฯ ระหว่างสหภาพยุโรปกับโมร็อกโก โดยยุโรปเป็นทั้งตลาดส่งออกและตลาดแรงงานที่สำคัญ (มีชาวโมร็อกโกทำงานในกลุ่มประเทศยุโรป โดยเฉพาะสเปนและฝรั่งเศส มากกว่า 2.5 ล้านคน โดยรายได้จากแรงงานกลุ่มนี้ คิดเป็นประมาณร้อยละ 9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ)

นโยบายหลักในด้านเศรษฐกิจปัจจุบัน คือ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ Emergence II ซึ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน มุ่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและลดอัตราการว่างงานของคนภายในประเทศเป็นหลัก ประกอบด้วยนโยบายสำคัญ ดังต่อไปนี้

  1. การสร้างที่อยู่อาศัยใหม่จำนวน 150,000 หน่วยต่อปี จนถึงปี 2558
  2. การเสริมสร้างศักยภาพของภาคเกษตรและประมง
  3. การเสริมสร้างศักยภาพการพัฒนาพลังงานทดแทนจากพลังงานไฮโดรคาร์บอน

ปริมาณการค้าระหว่างประเทศไทยกับโมร็อกโกยังมีมูลค่าไม่มากนัก แต่มีศักยภาพที่จะพัฒนา ได้อีกมาก โดยในปี 2555 ทั้งสองประเทศมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน คิดเป็นมูลค่ารวม 228.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 152.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 76.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 76.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าที่ไทยนำเข้าจากโมร็อกโกที่สำคัญ ได้แก่ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืช สัตว์น้ำสดและแช่แข็ง เสื้อผ้าสำเร็จรูป อุปกรณ์ชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ แผงวงจรไฟฟ้า แร่/โลหะ และพืช/ผลิตภัณฑ์จากพืช สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังโมร็อกโกที่สำคัญ ได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วน โทรทัศน์และชิ้นส่วนตู้เย็น/แช่แข็ง เครื่องปรับอากาศ เม็ดพลาสติก ด้าย/เส้นใยประดิษฐ์ และอาหารทะเลกระป๋อง นอกจากนี้ ภาคเอกชนของไทยและโมร็อกโก ได้ลงนามความตกลงจัดตั้งสภาธุรกิจไทย- โมร็อกโก เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2551 โดยมีนายฉัตรชัย บุญรัตน์ รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเป็นประธานฝ่ายไทยและนายยูแนส ลารากี (Younès Laraqui) กงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำเมืองคาซาบลังกาเป็นประธานฝ่ายโมร็อกโก

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

โมร็อกโกมีนโยบายปกป้องธุรกิจและอุตสาหกรรมในประเทศ จึงได้มีการตั้งอัตราภาษีนำเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้านำเข้าในอัตราสูง และมีกฎระเบียบเกี่ยวกับการนำเข้าค่อนข้างซับซ้อน และยุ่งยาก

การแลกเปลี่ยนเงินตราทำได้ค่อนข้างยาก โมร็อกโกมีกฎระเบียบในการแลกเปลี่ยนเงินที่เคร่งครัด

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

  • ธุรกิจที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนในโมร็อกโก ได้แก่ ธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์ ชิ้นส่วนเครื่องบิน (เป็นธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตสูงมาก) การท่องเที่ยว การทอผ้าและเครื่องนุ่งห่ม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • กฏระเบียบเกี่ยวกับการลงทุนของโมร็อกโกค่อนข้างเสรี โดยผู้ลงทุนสามารถลงทุนได้ 100 % ไม่จำเป็นต้องมีผู้ร่วมทุนท้องถิ่น และสามารถลงทุนได้เกือบทุกสาขา ยกเว้นการซื้อที่ดินการเกษตร
  • The Moroccan Investment Development Agency –ADMI เป็นองค์กรของรัฐที่ดูแลเกี่ยวกับการลงทุนจากต่างชาติ โดยให้บริการในการให้คำแนะนำ และประสานงานเบื้องต้นเกี่ยวกับการก่อตั้งธุรกิจในโมร็อกโก
  • เอกชนที่เข้ามาลงทุนในโมร็อกโกจะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าเป็นระยะเวลา 5 ปี และลดอัตราภาษีนำเข้าร้อยละ 17.5 หลังจาก 5 ปีแรก
  • เอกชนที่เข้ามาลงทุนมากกว่า 200 ล้านดีร์ฮาม จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า (ในช่วงการก่อตั้งโรงงานหรือสถานที่) และ VAT (36 เดือนแรก) สำหรับวัตถุดิบ และเครื่องมือต่างๆ
  • รัฐบาลโมร็อกโกได้ตั้ง Hassen II Economic and Social Development Fund เพื่อส่งเสริมการลงทุนของต่างชาติ ในภาคอุตสาหกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ ได้แก่ อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกกรรมการประกอบอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับชิ้นส่วนเครื่องบิน การประกอบ และการดูแลรักษาเครื่องบิน อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับนาโนเทคโนโลยี ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีชีวภาพ สำหรับโครงการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.invest.gov.ma/index.php?Id=34490&lang=en โดยกองทุนจะสนับสนุนด้านการเงินการจัดซื้อที่ดิน ก่อสร้าง หรือซื้ออาคารสถานที่
  • โครงการลงทุนที่เข้าเงื่อนไข (เช่นลงทุนในพื้นที่ที่กำหนด มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี และมีการลงทุนมากกว่า 200 ล้านดีร์ฮาม สามารถขอรับการสนับสนุนด้านการเงินได้จาก Investment Promotion Fund (FPI) http://www.invest.gov.ma/index.php?Id=34490&lang=en

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

  • ธุรกิจที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนในโมร็อกโก ได้แก่ ธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์ ชิ้นส่วนเครื่องบิน (เป็นธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตสูงมาก) การท่องเที่ยว การทอผ้าและเครื่องนุ่งห่ม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • กฏระเบียบเกี่ยวกับการลงทุนของโมร็อกโกค่อนข้างเสรี โดยผู้ลงทุนสามารถลงทุนได้ 100 % ไม่จำเป็นต้องมีผู้ร่วมทุนท้องถิ่น และสามารถลงทุนได้เกือบทุกสาขา ยกเว้นการซื้อที่ดินการเกษตร
  • The Moroccan Investment Development Agency –ADMI เป็นองค์กรของรัฐที่ดูแลเกี่ยวกับการลงทุนจากต่างชาติ โดยให้บริการในการให้คำแนะนำ และประสานงานเบื้องต้นเกี่ยวกับการก่อตั้งธุรกิจในโมร็อกโก
  • เอกชนที่เข้ามาลงทุนในโมร็อกโกจะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าเป็นระยะเวลา 5 ปี และลดอัตราภาษีนำเข้าร้อยละ 17.5 หลังจาก 5 ปีแรก
  • เอกชนที่เข้ามาลงทุนมากกว่า 200 ล้านดีร์ฮาม จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า (ในช่วงการก่อตั้งโรงงานหรือสถานที่) และ VAT (36 เดือนแรก) สำหรับวัตถุดิบ และเครื่องมือต่างๆ
  • รัฐบาลโมร็อกโกได้ตั้ง Hassen II Economic and Social Development Fund เพื่อส่งเสริมการลงทุนของต่างชาติ ในภาคอุตสาหกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ ได้แก่ อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกกรรมการประกอบอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับชิ้นส่วนเครื่องบิน การประกอบ และการดูแลรักษาเครื่องบิน อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับนาโนเทคโนโลยี ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีชีวภาพ สำหรับโครงการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.invest.gov.ma/index.php?Id=34490&lang=en โดยกองทุนจะสนับสนุนด้านการเงินการจัดซื้อที่ดิน ก่อสร้าง หรือซื้ออาคารสถานที่
  • โครงการลงทุนที่เข้าเงื่อนไข (เช่นลงทุนในพื้นที่ที่กำหนด มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี และมีการลงทุนมากกว่า 200 ล้านดีร์ฮาม สามารถขอรับการสนับสนุนด้านการเงินได้จาก Investment Promotion Fund (FPI) http://www.invest.gov.ma/index.php?Id=34490&lang=en

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

  • ปัญหาคอรัปชั่น และความล่าช้าในการดำเนินงานของหน่วยงานยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในการทำธุรกิจในโมร็อกโก
  • คุณภาพของทรัพยากรบุคคลค่อนข้างต่ำ
  • ไทยและโมร็อกโกยังไม่มีมาตรการด้านการค้าและการลงทุนที่เอื้อในการทำธุรกิจระหว่างกัน
  • ภาษาราชการคือภาษาอาหรับและภาษาฝรั่งเศส อย่างไรก็ดี ในชีวิตประจำวัน ชาวโมร็อกโกทั่วไปใช้ภาษาอาหรับแบบโมร็อกโก ซึ่งผสมผสานกันระหว่างภาษาอาหรับ ฝรั่งเศส และภาษาพื้นเมือง
  • ราคาเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อของของคนโมร็อกโก และสินค้าจากจีนมีราคาถูกกว่าสินค้าจากไทย
  • สินค้าไทยยังคงไม่เป็นที่รู้จักในตลาดโมร็อกโก ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการประชาสัมพันธ์และมีมาตรการส่งเสริมอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง  

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

  • ปัญหาคอรัปชั่น และความล่าช้าในการดำเนินงานของหน่วยงานยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในการทำธุรกิจในโมร็อกโก
  • คุณภาพของทรัพยากรบุคคลค่อนข้างต่ำ
  • ไทยและโมร็อกโกยังไม่มีมาตรการด้านการค้าและการลงทุนที่เอื้อในการทำธุรกิจระหว่างกัน
  • ภาษาราชการคือภาษาอาหรับและภาษาฝรั่งเศส อย่างไรก็ดี ในชีวิตประจำวัน ชาวโมร็อกโกทั่วไปใช้ภาษาอาหรับแบบโมร็อกโก ซึ่งผสมผสานกันระหว่างภาษาอาหรับ ฝรั่งเศส และภาษาพื้นเมือง
  • ราคาเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อของของคนโมร็อกโก และสินค้าจากจีนมีราคาถูกกว่าสินค้าจากไทย
  • สินค้าไทยยังคงไม่เป็นที่รู้จักในตลาดโมร็อกโก ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการประชาสัมพันธ์และมีมาตรการส่งเสริมอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง  

ข่าวเศรษฐกิจ / เรื่องเด่น / ข่าวประชาสัมพันธ์ในกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ



    

สาระน่ารู้

  • สหภาพการค้าแห่งนอร์เวย์ (The Norwegian Confederation of Trade Unions (LO)) – เป็นองค์กรคนงานที่ใหญ่ที่สุดและมีอิทธิพลมากที่สุดในนอร์เวย์
  • One Galle Face is Colombo's first internationally developed integrated lifestyle destination that makes living, working, entertainment and hospitality possible all in one location. Hong Kong's leisure entity Shanri-La Hotels and Resorts foresees the completion of this project by 2018 with a hefty investment of over US$ 600 million. The twin towers will be used for residence, which consist of 50 floors each, 16 penthouses and 8 duplex and simplex units. The target market is expatriates, international investors and the expanding population of Sri Lanka.
  • Following the tremendous success of the Exhibition 2018 and the 36th Annual Sessions, which took place at the Bandaranaike Memorial International Conference Hall in Colombo from February 22 to 25 earlier this year, the SLIA is proud to prsent  the next edition in a superior manner.<br />
    <br />
    Save the date :February 20th to 24th, 2019
  • The Institution of Engineers, Sri Lanka is the successor to the ‘Engineering Association of Ceylon’, which was founded in 1906. In 1968, the Institution of Engineers, Sri Lanka was made an incorporated body of the government, by an Act of Parliament. The IESL being the Apex body for engineering professionals in Sri Lanka, having a membership of more than 20,000, is called upon to represent the profession at many national forums and contribute to national development. By virtue of agreements it has entered into with the International Engineers’ Alliance (IEA) for mutual recognition of competencies, members assessed to have such competencies by IESL are eligible to practice engineering in the member countries including Japan, Australia, United Kingdom, Singapore, Pakistan, India, USA, Canada and South Korea.<br />
    <br />
    IESL with the Vision to be among the leading professional institutions of engineering and technology in the world, has Missioned Techno Sri Lanka’s for “Bringing out and Unleashing the Country’s Multi – Disciplinary Engineering Talents, to Drive Sri Lanka into Technological Excellence for Revolutionary Uplifting of Peoples’ Living Conditions and Prosperity”. Engineers are driven by passion to look beyond the regular, push borders and create the impossible. This is also reflective of the fact that Engineers over centuries are really innovators, who think beyond the realm and invent solutions for mankind, ahead of their time. That’s what engineering is all about and it’s the reason Engineers will always be the ingenious inventors and imaginative innovators throughout time.<br />
    <br />
    The flagship event of IESL, Techno Sri Lanka, since its inception in 1985 has grown to be the largest and the only engineering and technology exhibition held annually in Colombo. Techno, living up to its standards, has provided the means for uplifting peoples’ living conditions and has become an ideal venue for industry professionals, business heads, technologists and keen public to come together on a single global platform.<br />
    <br />
    The world is changing; engineers are in the forefront of this change. Expectations are very high in today’s society. However, the Planet’s resources are fast depleting and engineers have to be smart and innovative to achieve high goals with very low resource consumption. Technology should reach the masses and make them do things differently, as doing ‘business as usual’ will not leave a healthy planet for our children and grandchildren. We need ‘sustainable technologies’ that will revolutionize the day-to-day activities, such as mobile technology, nanotechnology, household solar PV technology and perhaps other inventions and breakthroughs to satisfy the society’s expectations and still not be blamed by our future generations for not leaving them a livable Planet Earth.<br />
    <br />
    Considering these facts, Techno Sri Lanka has redefined its Theme for the year 2018, aiming to fulfill the expectations of all stakeholders.
  • 01. - 03. November 2018 | Trade fair for hotels, hospitality, tourism and food businesses<br />
    <br />
    The Hotel, Hospitality & Food Asia in Sri Lanka has been designed by the dynamic development of the hotel and catering industry and the tourism and food companies to take account of South Asia. She is a specifically targeted at this sector business-to-business event. This exhibition is communication and information platform in the industry and provides the exhibiting companies the opportunity to present to an audience of experts here. Visitors can find information here thoroughly and comprehensively about the latest developments, trends, products and services in various fields. HHF Sri Lanka is the leading marketplace for regional networking and distribution, as well as a new basis for the procurement of products. The program will be held a culinary competition and other live features.<br />
    <br />
    The Hotel Hospitality & Food Asia will take place on 3 days from Thursday, 01. November to Saturday, 03. November 2018 in Colombo.
  • Infotel theme will be Towards a Digital Economy, is aligning with national priorities of enhancing the digital infrastructure of the country for facilitating a digitally empowered ecosystem while improving the Citizens’ engagement in a digital society.




เอกสารอ้างอิง