เดนมาร์ก

ราชอาณาจักรเดนมาร์ก ( Kingdom of Denmark) เป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มแสกนดิเนเวีย มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจมาจากเกษตรกรรม ซึ่งปัจจุบันก็มีทั้งการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเป็นที่รู้จักในเรื่องของฟาร์มโคนม และโด่งดังในเรื่องตำนานของชาวไวกิ้งหรือเหล่านักรบที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนเรือ ก่อนจะอพยพมาสร้างถิ่นฐานบนภาคพื้นทวีปแถบแสกนดิเนเวียในปัจจุบัน เดนมาร์กจัดเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็ก แต่มีความก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสูง และมีข้อได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านระบบสาธารณูปโภค การคมนาคมขนส่ง ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบการเงินการธนาคาร ตลาดทุน อีกทั้งรัฐบาลไม่มีข้อกีดกันการลงทุนต่างชาติ บริษัทต่างชาติได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกันกับบริษัทเดนมาร์ก และเดนมาร์กยังมีเสถียรภาพทางการเมืองที่มั่นคงอีกด้วย

ข้อมูลทั่วไป

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ประเทศเดนมาร์กตั้งอยู่บนทวีปยุโรปตอนเหนือ บนคาบสมุทรจัตแลนด์ (Jutland) ระหว่างทะเลเหนือกับทะเลบอลติก ทางทิศตะวันตกและทิศตะวันออก ส่วนทางทิศใต้ติดกับตอนเหนือของสหพันธรัฐเยอรมนี เป็นประเทศหนึ่งในกลุ่มนอร์ดิก 5 ประเทศ ซึ่งประกอบด้วย เดนมาร์ก สวีเดน นอร์เวย์ ฟินแลนด์ และไอส์แลนด์

เดนมาร์กมีพื้นที่รวม 43,077 ตารางกิโลเมตร จัดเป็นอันดับที่ 133 ของโลก ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่จำนวน 406 เกาะ สภาพภูมิอากาศของเดนมาร์กเป็นแบบเขตอบอุ่นขั้วโลก ความชื้นสัมพัทธ์สูง 1 ปี มี 4 ฤดู คือ ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ และฤดูร้อน

ประชากร

5.58 ล้านคน (ไทย 67.6 ล้านคน)

การเมืองการปกครอง

ประเทศเดนมาร์กมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ รัฐสภาเดนมาร์กเป็นระบบรัฐสภาเดียว (Folketing) มีสมาชิกจำนวน 179 คน มาจากการเลือกตั้ง (รวมผู้แทนจากหมู่เกาะแฟร์โร 2 คน และเกาะกรีนแลนด์ Greenland 2 คน) มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี โดยมีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ทำหน้าที่บริหารประเทศตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา

การแบ่งเขตการปกครองของเดนมาร์กมีทั้งหมด 5 เขตด้วยกัน โดยเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2550 แทนระบบเก่า (13 เขต 2 เทศบาล และ 1 เทศบาลนคร) ซึ่งแต่ละเขตมีผู้อานวยการบริหารรัฐ และประธานกรรมการบริหารภูมิภาค ได้แก่ เขตเมืองหลวงเดนมาร์ก เขตจัตแลนด์กลาง เขตจัตแลนด์เหนือ เขตซีแลนด์ และเขตเดนมาร์กตอนใต้

ภาษา

เดนิช(Danish)

ศาสนา

คริสต์นิกายลูเธอรัน ร้อยละ 95

สกุลเงิน

โครนเดนมาร์ก (1 โครนเดนมาร์ก ประมาณ 5.19 บาท ณ วันที่ 2 พฤษภาคม 2556)

ข้อมูลทั่วไปประเทศเดนมาร์ก

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ประเทศเดนมาร์กตั้งอยู่บนทวีปยุโรปตอนเหนือ บนคาบสมุทรจัตแลนด์ (Jutland) ระหว่างทะเลเหนือกับทะเลบอลติก ทางทิศตะวันตกและทิศตะวันออก ส่วนทางทิศใต้ติดกับตอนเหนือของสหพันธรัฐเยอรมนี เป็นประเทศหนึ่งในกลุ่มนอร์ดิก 5 ประเทศ ซึ่งประกอบด้วย เดนมาร์ก สวีเดน นอร์เวย์ ฟินแลนด์ และไอส์แลนด์

เดนมาร์กมีพื้นที่รวม 43,077 ตารางกิโลเมตร จัดเป็นอันดับที่ 133 ของโลก ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่จำนวน 406 เกาะ สภาพภูมิอากาศของเดนมาร์กเป็นแบบเขตอบอุ่นขั้วโลก ความชื้นสัมพัทธ์สูง 1 ปี มี 4 ฤดู คือ ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ และฤดูร้อน

ประชากร

5.58 ล้านคน (ไทย 67.6 ล้านคน)

การเมืองการปกครอง

ประเทศเดนมาร์กมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ รัฐสภาเดนมาร์กเป็นระบบรัฐสภาเดียว (Folketing) มีสมาชิกจำนวน 179 คน มาจากการเลือกตั้ง (รวมผู้แทนจากหมู่เกาะแฟร์โร 2 คน และเกาะกรีนแลนด์ Greenland 2 คน) มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี โดยมีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ทำหน้าที่บริหารประเทศตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา

การแบ่งเขตการปกครองของเดนมาร์กมีทั้งหมด 5 เขตด้วยกัน โดยเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2550 แทนระบบเก่า (13 เขต 2 เทศบาล และ 1 เทศบาลนคร) ซึ่งแต่ละเขตมีผู้อานวยการบริหารรัฐ และประธานกรรมการบริหารภูมิภาค ได้แก่ เขตเมืองหลวงเดนมาร์ก เขตจัตแลนด์กลาง เขตจัตแลนด์เหนือ เขตซีแลนด์ และเขตเดนมาร์กตอนใต้

ภาษา

เดนิช(Danish)

ศาสนา

คริสต์นิกายลูเธอรัน ร้อยละ 95

สกุลเงิน

โครนเดนมาร์ก (1 โครนเดนมาร์ก ประมาณ 5.19 บาท ณ วันที่ 2 พฤษภาคม 2556)

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

เดนมาร์กมีระบบเศรษฐกิจเปิดแบบเสรีนิยม และกฎระเบียบส่วนใหญ่อิงกฎระเบียบของสหภาพยุโรปเป็นหลัก จัดเป็นหนึ่งในเมืองที่มีระดับความเป็นอยู่สูงที่สุดในโลก มีระดับการกระจายรายได้ที่เท่าเทียมกันเป็นผลมาจากระบบสวัสดิการของภาครัฐบาลและระบบการจัดเก็บภาษี เดนมาร์กได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกทำให้ประสบปัญหาเศรษฐกิจในช่วงปี 2551 เกิดปัญหาราคาบ้านที่อยู่อาศัยและปัญหาภาคการเงินในประเทศ ความต้องการสินค้าและบริการภายในประเทศอ่อนตัวแต่ค่อยๆ ฟื้นตัว ระดับการจ้างงานยังคงอยู่ในระดับที่สูง ในขณะที่ชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำ

ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจของเดนมาร์ก

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) 208.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
GDP รายบุคคล 37,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ
อัตราการเจริญเติบโตของ GDP ร้อยละ -0.4
อัตราส่วน GDP ต่อภาคการผลิต ภาคเกษตร ร้อยละ 1.3
ภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 22.1
ภาคบริการ ร้อยละ 76.6

สินค้านำเข้าที่สำคัญของเดนมาร์ก ได้แก่ เครื่องจักรกลและไฟฟ้า พลังงานน้ำมัน ยานพาหนะ เหล็กและเหล็กกล้า พลาสติก เภสัชกรรม ปลาและผลิตภัณฑ์ปลาทะเล สินค้าส่งออกที่สำคัญคือ เครื่องจักรกล เหล็กและเหล็กกล้า ยาและเภสัชกรรม อุปกรณ์ทางสายตา ผลิตภัณฑ์จากนมและเนื้อสัตว์ ปลาและอาหารทะเล ประเทศคู่ค้านำเข้าสำคัญของเดนมาร์ก คือ เยอรมนี ร้อยละ 20.8 สวีเดน ร้อยละ 13.6 เนเธอร์แลนด์ ร้อยละ 7.1 อังกฤษ ร้อยละ 6.3 จีน ร้อยละ 6.3 และนอร์เวย์ ร้อยละ 5.8 ส่วนประเทศคู่ค้าส่งออกสำคัญคือ เยอรมนี ร้อยละ 16.9 สวีเดน ร้อยละ 13.2 เนเธอร์แลนด์ ร้อยละ 4.9 สหรัฐอเมริกา ร้อยละ 5.5 ฝรั่งเศส ร้อยละ 4.4 นอร์เวย์ ร้อยละ 5.7 และอังกฤษ ร้อยละ 9.9

เดนมาร์กเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับที่ 50 ของไทย ซึ่งการส่งออกจากไทยมีแนวโน้มที่ดีและมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ผลจากการที่ไทยประสบปัญหาอุทกภัยในช่วงปลายปี 2554 และปัญหาวิกฤติหนี้ยุโรป ทาให้การส่งออกเริ่มชะลอตัวและลดลง ทั้งนี้ ในรอบ 8 เดือนแรกของปี 2555 ปริมาณการค้าระหว่างไทยและเดนมาร์กมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 521 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นการส่งออกจากไทยไปยังเดนมาร์ก 323 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และไทยนำเข้าจากเดนมาร์กมูลค่า 197 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยสินค้าส่งออกสำคัญจากไทยไปยังเดนมาร์ก คือ อัญมณีและเครื่องประดับ แผงควบคุมวงจรไฟฟ้า รองเท้าและชิ้นส่วน เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารและครัวเรือน สินค้าที่ไทยนำเข้าจากเดนมาร์กได้แก่ เครื่องจักรกลและไฟฟ้าและส่วนประกอบ ผลิตภัณท์ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เคมีภัณฑ์ เป็นต้น

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

เดนมาร์กมีระบบเศรษฐกิจเปิดแบบเสรีนิยม และกฎระเบียบส่วนใหญ่อิงกฎระเบียบของสหภาพยุโรปเป็นหลัก จัดเป็นหนึ่งในเมืองที่มีระดับความเป็นอยู่สูงที่สุดในโลก มีระดับการกระจายรายได้ที่เท่าเทียมกันเป็นผลมาจากระบบสวัสดิการของภาครัฐบาลและระบบการจัดเก็บภาษี เดนมาร์กได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกทำให้ประสบปัญหาเศรษฐกิจในช่วงปี 2551 เกิดปัญหาราคาบ้านที่อยู่อาศัยและปัญหาภาคการเงินในประเทศ ความต้องการสินค้าและบริการภายในประเทศอ่อนตัวแต่ค่อยๆ ฟื้นตัว ระดับการจ้างงานยังคงอยู่ในระดับที่สูง ในขณะที่ชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำ

ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจของเดนมาร์ก

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) 208.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
GDP รายบุคคล 37,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ
อัตราการเจริญเติบโตของ GDP ร้อยละ -0.4
อัตราส่วน GDP ต่อภาคการผลิต ภาคเกษตร ร้อยละ 1.3
ภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 22.1
ภาคบริการ ร้อยละ 76.6

สินค้านำเข้าที่สำคัญของเดนมาร์ก ได้แก่ เครื่องจักรกลและไฟฟ้า พลังงานน้ำมัน ยานพาหนะ เหล็กและเหล็กกล้า พลาสติก เภสัชกรรม ปลาและผลิตภัณฑ์ปลาทะเล สินค้าส่งออกที่สำคัญคือ เครื่องจักรกล เหล็กและเหล็กกล้า ยาและเภสัชกรรม อุปกรณ์ทางสายตา ผลิตภัณฑ์จากนมและเนื้อสัตว์ ปลาและอาหารทะเล ประเทศคู่ค้านำเข้าสำคัญของเดนมาร์ก คือ เยอรมนี ร้อยละ 20.8 สวีเดน ร้อยละ 13.6 เนเธอร์แลนด์ ร้อยละ 7.1 อังกฤษ ร้อยละ 6.3 จีน ร้อยละ 6.3 และนอร์เวย์ ร้อยละ 5.8 ส่วนประเทศคู่ค้าส่งออกสำคัญคือ เยอรมนี ร้อยละ 16.9 สวีเดน ร้อยละ 13.2 เนเธอร์แลนด์ ร้อยละ 4.9 สหรัฐอเมริกา ร้อยละ 5.5 ฝรั่งเศส ร้อยละ 4.4 นอร์เวย์ ร้อยละ 5.7 และอังกฤษ ร้อยละ 9.9

เดนมาร์กเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับที่ 50 ของไทย ซึ่งการส่งออกจากไทยมีแนวโน้มที่ดีและมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ผลจากการที่ไทยประสบปัญหาอุทกภัยในช่วงปลายปี 2554 และปัญหาวิกฤติหนี้ยุโรป ทาให้การส่งออกเริ่มชะลอตัวและลดลง ทั้งนี้ ในรอบ 8 เดือนแรกของปี 2555 ปริมาณการค้าระหว่างไทยและเดนมาร์กมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 521 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นการส่งออกจากไทยไปยังเดนมาร์ก 323 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และไทยนำเข้าจากเดนมาร์กมูลค่า 197 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยสินค้าส่งออกสำคัญจากไทยไปยังเดนมาร์ก คือ อัญมณีและเครื่องประดับ แผงควบคุมวงจรไฟฟ้า รองเท้าและชิ้นส่วน เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารและครัวเรือน สินค้าที่ไทยนำเข้าจากเดนมาร์กได้แก่ เครื่องจักรกลและไฟฟ้าและส่วนประกอบ ผลิตภัณท์ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เคมีภัณฑ์ เป็นต้น

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

มาตรการทางภาษี

กฎระเบียบเกี่ยวกับภาษีศุลกากรของเดนมาร์กเป็นไปตามระบบการจำแนกพิกัดและการประเมินราคาของอียู (EU Rule)

ปกติสินค้าที่ผลิตและนำเข้าจากนอกประเทศอียูจะต้องชำระภาษีศุลกากรก่อนนำเข้า สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมอัตราภาษีศุลกากร (Custom duties) อัตราปกติจะอยู่ระหว่างร้อยละ 5-14 ส่วนอัตราภาษีที่ลดลง (Reduced) และกรณียกเว้นไม่จัดเก็บ (No duties at all) จะใช้กับสินค้าบางประเภทที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศซึ่งทางอียูได้มีข้อตกลงพิเศษระหว่างกัน หรือภายใต้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ที่อียูให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศที่มีข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกัน

นอกจากนี้ยังมีสินค้าบางรายการที่แต่ละประเทศในสหภาพยุโรปสามารถกำหนดอัตราพิเศษที่แตกต่างจากอัตราภาษีศุลกากรของอียูได้ เรียกว่า Specific National Duties ซึ่งเดนมาร์กมีการจัดเก็บสำหรับสินค้าประเภทฟุ่มเฟือยจากผู้นำเข้าสินค้า ได้แก่ ช็อกโกแลต ผงโกโก้ น้ำตาลทำขนม ชะเอม หมากฝรั่ง สินค้าประเภทถั่ว ไอศกรีม น้ำอัดลม กาแฟ ชา บุหรี่ หลอดไฟ ฟิวส์ สินค้าประเภทถ่านหิน แก้วสำหรับภาชนะบรรจุ พลาสติก โลหะ (สำหรับเครื่องดื่ม) แบตเตอรี่แบบชาร์ต วัตถุดิบ เช่น ดิน ก้อนกรวด

- อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เดนมาร์กจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 25 สำหรับสินค้าที่วางขายในตลาดเดนมาร์กทุกประเภทโดยไม่คำนึงว่าสินค้าชนิดนั้นจะผลิตที่ประเทศใด และอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บเป็นอัตราที่สูงที่สุดในยุโรป

- มาตรการเก็บภาษีไขมันในสินค้าอาหาร เดนมาร์กได้กำหนดมาตรการเรียกเก็บภาษีไขมันในอาหาร เพื่อนำระบบภาษีมาใช้ในการปรับพฤติกรรมการบริโภคและคุ้มครองสุขภาพผู้บริโภคของประชากรชาวเดนมาร์ก โดยเก็บภาษีน้ำตาลเพื่อลดการบริโภคน้ำตาลของประชากรเดนมาร์กในสินค้าไอศกรีม เพิ่มขึ้น 1 เดนิชโครนต่อลิตร ช็อกโกแลต ขนมหวาน เพิ่มขึ้น 4.5 เดนิชโครน ต่อกิโลกรัม น้ำอัดลม 0.34 เดนิชโครนต่อลิตร บุหรี่จำนวน 3 เดนิชโครนต่อซอง 20 มวน และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฯลฯ ซึ่งเป็นระดับภาษีที่สูงกว่าระดับเฉลี่ยของกลุ่มประเทศยุโรปด้วยกัน

มาตรการที่มิใช่ภาษี

- ระเบียบเกี่ยวกับใบอนุญาตนำเข้า (Import License) ปกติสินค้านำเข้าโดยทั่วไปไม่ได้มีข้อกำหนดที่ต้องมีใบอนุญาตนำเข้า เว้นแต่สินค้าบางประเภท เช่น เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เภสัชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ อาวุธ และสินค้าที่อียูกำหนดโควต้าการนำเข้า เช่น สิ่งทอ ที่ต้องมีใบอนุญาตนำเข้า

- ระเบียบเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าอาหาร การส่งสินค้าอาหารเข้าไปยังประเทศเดนมาร์กจะถูกควบคุมภายใต้กฎหมายที่เรียกว่า European Food Law โดยสหภาพยุโรปได้ให้ความสำคัญในการควบคุมด้านสุขอนามัย เพื่อปกป้องสุขอนามัยของผู้บริโภค และมาตรการตรวจสอบสินค้าอาหารเนื้อสัตว์ทุกชนิด (รวมทั้งอาหารทะเล)

- ข้อกำหนดด้านฉลากและการหีบห่อ (Labeling & Packaging) สำหรับกรณีสินค้าอาหาร กำหนดให้ต้องติดฉลากเป็นภาษาเดนิช ระบุส่วนผสมในอาหาร น้ำหนักสุทธิ วันที่ผลิตและวันหมดอายุ ประเทศที่ผลิต และกำหนดการหีบห่อสินค้าอาหารบางอย่างใส่ในหีบห่อที่เป็นพลาสติกหรือกระดาษ

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

มาตรการทางภาษี

กฎระเบียบเกี่ยวกับภาษีศุลกากรของเดนมาร์กเป็นไปตามระบบการจำแนกพิกัดและการประเมินราคาของอียู (EU Rule)

ปกติสินค้าที่ผลิตและนำเข้าจากนอกประเทศอียูจะต้องชำระภาษีศุลกากรก่อนนำเข้า สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมอัตราภาษีศุลกากร (Custom duties) อัตราปกติจะอยู่ระหว่างร้อยละ 5-14 ส่วนอัตราภาษีที่ลดลง (Reduced) และกรณียกเว้นไม่จัดเก็บ (No duties at all) จะใช้กับสินค้าบางประเภทที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศซึ่งทางอียูได้มีข้อตกลงพิเศษระหว่างกัน หรือภายใต้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ที่อียูให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศที่มีข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกัน

นอกจากนี้ยังมีสินค้าบางรายการที่แต่ละประเทศในสหภาพยุโรปสามารถกำหนดอัตราพิเศษที่แตกต่างจากอัตราภาษีศุลกากรของอียูได้ เรียกว่า Specific National Duties ซึ่งเดนมาร์กมีการจัดเก็บสำหรับสินค้าประเภทฟุ่มเฟือยจากผู้นำเข้าสินค้า ได้แก่ ช็อกโกแลต ผงโกโก้ น้ำตาลทำขนม ชะเอม หมากฝรั่ง สินค้าประเภทถั่ว ไอศกรีม น้ำอัดลม กาแฟ ชา บุหรี่ หลอดไฟ ฟิวส์ สินค้าประเภทถ่านหิน แก้วสำหรับภาชนะบรรจุ พลาสติก โลหะ (สำหรับเครื่องดื่ม) แบตเตอรี่แบบชาร์ต วัตถุดิบ เช่น ดิน ก้อนกรวด

- อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เดนมาร์กจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 25 สำหรับสินค้าที่วางขายในตลาดเดนมาร์กทุกประเภทโดยไม่คำนึงว่าสินค้าชนิดนั้นจะผลิตที่ประเทศใด และอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บเป็นอัตราที่สูงที่สุดในยุโรป

- มาตรการเก็บภาษีไขมันในสินค้าอาหาร เดนมาร์กได้กำหนดมาตรการเรียกเก็บภาษีไขมันในอาหาร เพื่อนำระบบภาษีมาใช้ในการปรับพฤติกรรมการบริโภคและคุ้มครองสุขภาพผู้บริโภคของประชากรชาวเดนมาร์ก โดยเก็บภาษีน้ำตาลเพื่อลดการบริโภคน้ำตาลของประชากรเดนมาร์กในสินค้าไอศกรีม เพิ่มขึ้น 1 เดนิชโครนต่อลิตร ช็อกโกแลต ขนมหวาน เพิ่มขึ้น 4.5 เดนิชโครน ต่อกิโลกรัม น้ำอัดลม 0.34 เดนิชโครนต่อลิตร บุหรี่จำนวน 3 เดนิชโครนต่อซอง 20 มวน และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฯลฯ ซึ่งเป็นระดับภาษีที่สูงกว่าระดับเฉลี่ยของกลุ่มประเทศยุโรปด้วยกัน

มาตรการที่มิใช่ภาษี

- ระเบียบเกี่ยวกับใบอนุญาตนำเข้า (Import License) ปกติสินค้านำเข้าโดยทั่วไปไม่ได้มีข้อกำหนดที่ต้องมีใบอนุญาตนำเข้า เว้นแต่สินค้าบางประเภท เช่น เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เภสัชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ อาวุธ และสินค้าที่อียูกำหนดโควต้าการนำเข้า เช่น สิ่งทอ ที่ต้องมีใบอนุญาตนำเข้า

- ระเบียบเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าอาหาร การส่งสินค้าอาหารเข้าไปยังประเทศเดนมาร์กจะถูกควบคุมภายใต้กฎหมายที่เรียกว่า European Food Law โดยสหภาพยุโรปได้ให้ความสำคัญในการควบคุมด้านสุขอนามัย เพื่อปกป้องสุขอนามัยของผู้บริโภค และมาตรการตรวจสอบสินค้าอาหารเนื้อสัตว์ทุกชนิด (รวมทั้งอาหารทะเล)

- ข้อกำหนดด้านฉลากและการหีบห่อ (Labeling & Packaging) สำหรับกรณีสินค้าอาหาร กำหนดให้ต้องติดฉลากเป็นภาษาเดนิช ระบุส่วนผสมในอาหาร น้ำหนักสุทธิ วันที่ผลิตและวันหมดอายุ ประเทศที่ผลิต และกำหนดการหีบห่อสินค้าอาหารบางอย่างใส่ในหีบห่อที่เป็นพลาสติกหรือกระดาษ

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

รัฐบาลเดนมาร์กได้มีนโยบายสนับสนุนและส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่เปิดเสรี โดยที่สภาวะเศรษฐกิจของเดนมาร์กพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบเพื่ออุตสาหกรรมจากต่างประเทศ

- มีการเพิ่มการลงทุนโรงเรียนนานาชาติสำหรับบุตรหลานชาวต่างชาติที่ย้ายฐานการทางานเข้ามาในเดนมาร์กถึง 26 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

- มีการจัดตั้งโครงการ LaunchPad Denmark เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนต่างประเทศ และให้การสนับสนุนนักธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติเข้ามาดำเนินธุรกิจในเดนมาร์ก

นอกจากนี้รัฐบาลยังได้เสนอแนวทางการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในลักษณะ plug’n’play ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนยื่นขอรับการตรวจลงตราเพื่อพำนักอาศัยและใบอนุญาตทำงานในเดนมาร์กในฐานะผู้เข้ามาประกอบธุรกิจส่วนตัว เพื่อเป็นการดึงดูดและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนชาวต่างชาติ

สิทธิประโยชน์

- กฎระเบียบและข้อบังคับทางด้านการลงทุนของเดนมาร์กถือเป็นระบบเปิด และไม่มีการกีดกันทางด้านการลงทุน

- ผู้ลงทุนเอกชนจากต่างประเทศ หรือ ในประเทศสามารถจัดตั้งเป็นเจ้าของ และโอนธุรกิจได้อย่างอิสระในเดนมาร์ก ข้อกำหนดของเงินทุน ในการลงทุนบริษัทจำกัดมหาชน คิดเป็นจำนวนเงิน 500,000 เดนิชโครน (ประมาน 89,000 เหรียญสหรัฐฯ) และบริษัทเอกชนจำกัด เป็นจำนวน 125,000 เดนิชโครน (ประมาน 22,400 เหรียญสหรัฐฯ)

- การจัดตั้งห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ในเขตนอกเมืองอยู่ภายใต้กฎการไม่เลือกปฏิบัติตามความต้องการทางเศรษฐกิจ และต้องได้รับความยินยอมจากหน่วยงานท้องถิ่น

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

  1. ปริมาณการค้าของไทยและเดนมาร์กมีไม่มากนัก แต่ไทยก็เป็นฝ่ายขาดดุลการค้ากับเดนมาร์กมาโดยตลอด จนถึงปี 2540 (ค.ศ.1997) ที่ไทยเป็นฝ่ายเริ่มได้เปรียบดุลการค้า
  2. การติดต่อค้าส่วนใหญ่เดนมาร์กจะค้าขายกับกลุ่มสหภาพยุโรปและประเทศยุโรปตะวันตกด้วยกัน
  3. คู่แข่งทางการค้าของไทยที่สำคัญ เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ต่างมีความได้เปรียบด้านการขนส่งเท่าเทียมกันกับไทย ดังนั้น ราคาและคุณภาพของสินค้าจะเป็นตัวผลักดันการขยายตลาด

ข่าวเศรษฐกิจ / เรื่องเด่น / ข่าวประชาสัมพันธ์ในศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก



    

สาระน่ารู้

  • สหภาพการค้าแห่งนอร์เวย์ (The Norwegian Confederation of Trade Unions (LO)) – เป็นองค์กรคนงานที่ใหญ่ที่สุดและมีอิทธิพลมากที่สุดในนอร์เวย์
  • One Galle Face is Colombo's first internationally developed integrated lifestyle destination that makes living, working, entertainment and hospitality possible all in one location. Hong Kong's leisure entity Shanri-La Hotels and Resorts foresees the completion of this project by 2018 with a hefty investment of over US$ 600 million. The twin towers will be used for residence, which consist of 50 floors each, 16 penthouses and 8 duplex and simplex units. The target market is expatriates, international investors and the expanding population of Sri Lanka.
  • Following the tremendous success of the Exhibition 2018 and the 36th Annual Sessions, which took place at the Bandaranaike Memorial International Conference Hall in Colombo from February 22 to 25 earlier this year, the SLIA is proud to prsent  the next edition in a superior manner.<br />
    <br />
    Save the date :February 20th to 24th, 2019
  • The Institution of Engineers, Sri Lanka is the successor to the ‘Engineering Association of Ceylon’, which was founded in 1906. In 1968, the Institution of Engineers, Sri Lanka was made an incorporated body of the government, by an Act of Parliament. The IESL being the Apex body for engineering professionals in Sri Lanka, having a membership of more than 20,000, is called upon to represent the profession at many national forums and contribute to national development. By virtue of agreements it has entered into with the International Engineers’ Alliance (IEA) for mutual recognition of competencies, members assessed to have such competencies by IESL are eligible to practice engineering in the member countries including Japan, Australia, United Kingdom, Singapore, Pakistan, India, USA, Canada and South Korea.<br />
    <br />
    IESL with the Vision to be among the leading professional institutions of engineering and technology in the world, has Missioned Techno Sri Lanka’s for “Bringing out and Unleashing the Country’s Multi – Disciplinary Engineering Talents, to Drive Sri Lanka into Technological Excellence for Revolutionary Uplifting of Peoples’ Living Conditions and Prosperity”. Engineers are driven by passion to look beyond the regular, push borders and create the impossible. This is also reflective of the fact that Engineers over centuries are really innovators, who think beyond the realm and invent solutions for mankind, ahead of their time. That’s what engineering is all about and it’s the reason Engineers will always be the ingenious inventors and imaginative innovators throughout time.<br />
    <br />
    The flagship event of IESL, Techno Sri Lanka, since its inception in 1985 has grown to be the largest and the only engineering and technology exhibition held annually in Colombo. Techno, living up to its standards, has provided the means for uplifting peoples’ living conditions and has become an ideal venue for industry professionals, business heads, technologists and keen public to come together on a single global platform.<br />
    <br />
    The world is changing; engineers are in the forefront of this change. Expectations are very high in today’s society. However, the Planet’s resources are fast depleting and engineers have to be smart and innovative to achieve high goals with very low resource consumption. Technology should reach the masses and make them do things differently, as doing ‘business as usual’ will not leave a healthy planet for our children and grandchildren. We need ‘sustainable technologies’ that will revolutionize the day-to-day activities, such as mobile technology, nanotechnology, household solar PV technology and perhaps other inventions and breakthroughs to satisfy the society’s expectations and still not be blamed by our future generations for not leaving them a livable Planet Earth.<br />
    <br />
    Considering these facts, Techno Sri Lanka has redefined its Theme for the year 2018, aiming to fulfill the expectations of all stakeholders.
  • 01. - 03. November 2018 | Trade fair for hotels, hospitality, tourism and food businesses<br />
    <br />
    The Hotel, Hospitality & Food Asia in Sri Lanka has been designed by the dynamic development of the hotel and catering industry and the tourism and food companies to take account of South Asia. She is a specifically targeted at this sector business-to-business event. This exhibition is communication and information platform in the industry and provides the exhibiting companies the opportunity to present to an audience of experts here. Visitors can find information here thoroughly and comprehensively about the latest developments, trends, products and services in various fields. HHF Sri Lanka is the leading marketplace for regional networking and distribution, as well as a new basis for the procurement of products. The program will be held a culinary competition and other live features.<br />
    <br />
    The Hotel Hospitality & Food Asia will take place on 3 days from Thursday, 01. November to Saturday, 03. November 2018 in Colombo.
  • Infotel theme will be Towards a Digital Economy, is aligning with national priorities of enhancing the digital infrastructure of the country for facilitating a digitally empowered ecosystem while improving the Citizens’ engagement in a digital society.




เอกสารอ้างอิง

ดาวน์โหลด

ติดต่อหน่วยงาน

European Union - EU
สหภาพยุโรป

เป็นการรวมกลุ่มระหว่างประเทศ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมแบบเหนือรัฐ (supranational) ที่ใหญ่ที่สุดและก้าวหน้าที่สุดในโลก โดยปัจจุบันมีสมาชิก 27 ประเทศ ทั้งนี้ ในปี 2554 สหภาพยุโรปถือเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 4 ของไทย
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์
876 Chaussee de Waterloo, 1000, Brussels, Belgium
Tel: (+32) 2 629 0035
Website : www2.thaieurope.net