กัมพูชา

แม้ว่ากัมพูชาจะเป็นตลาดที่ไม่ใหญ่นัก เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆของไทย แต่ก็เป็นประเทศที่มีความสำคัญอย่างมากในแง่การค้าชายแดน และเริ่มที่จะก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะฐานการผลิตใหม่ของกลุ่มประเทศอาเซียนซึ่งมีต้นทุนแรงงานยังไม่สูงนัก และอุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนี้ กัมพูชายังมีเส้นทางโลจิสติกส์ทั้งทางบก และทางน้ำที่เชื่อมโยงการค้าไปยังเวียดนาม จีน และประเทศอื่นๆ อีกด้วย ดังนั้น กัมพูชาจึงนับเป็นอีกตลาดหนึ่งที่จะสร้างโอกาสการค้า และการลงทุนให้กับนักธุรกิจไทย

ข้อมูลทั่วไป

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ประเทศกัมพูชา (Cambodia) มีชื่อทางราชการว่า ราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdom of Cambodia) ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนทางทิศใต้จรดกับอ่าวไทย ทิศตะวันตกติดกับไทย (สระแก้ว จันทบุรี และตราด) ทิศเหนือติดกับลาว และไทย (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์) ทิศตะวันออกติดกับเวียดนาม โดยรวมแล้วกัมพูชามีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นระยะทาง 2,572 กิโลเมตร และมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 181,035 ตารางกิโลเมตร ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบน้ำท่วมถึง มีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น มี 2 ฤดู คือ ฤดูฝน อยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน และฤดูแล้ง อยู่ระหว่างเดือนธันวาคม-เมษายน

ประชากร

ปัจจุบันกัมพูชามีประชากรราว 15,205,539 ล้านคน (กรกฎาคม 2555)

การเมืองการปกครอง

กัมพูชาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ แบ่งการปกครองเป็น 1 ราชธานี คือ กรุงพนมเปญ ซึ่งเป็นศูนย์กลางแหล่งอุตสาหกรรม และพาณิชยกรรมหลักของประเทศ และ 23 จังหวัด ได้แก่ กระแจะ เกาะกง กันดาล กำปงจาม กำปงชนัง กำปงธม กำปงสปือ กัมปอต ตาแก้ว รัตนคีรี พระวิหาร พระตะบอง โพธิสัตว์ บันเตียเมียนเจย ไปรเวง มณฑลคีรี สตึงเตรง สวายเรียง เสียมราฐ อุดรมีชัย ไพลิน แกบ และพระสีหนุ ในจำนวนนี้มีเมืองสำคัญที่มีฐานะเป็น “กรุง” อีก 3 แห่ง คือ กรุงปอยเปต (จังหวัดบันเตียเมียนเจย) กรุงบาเว็ต (จังหวัดสวายเรียง) และกรุงสวง (จังหวัดกำปงจาม)

ภาษา

กัมพูชาใช้ ภาษาเขมร เป็นภาษาราชการ

ศาสนา

ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท

สกุลเงิน

ระบบเงินตราที่ใช้ในกัมพูชาคือเงินสกุล "เรียล" มีรหัสสกุลเงิน คือ KHR ปัจจุบันมีอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 4,000 เรียลต่อดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนพฤษภาคม 2556)

โครงสร้างพื้นฐาน

สำหรับความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน กัมพูชามีการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ตามกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างๆ เช่น เส้นทาง R1 โครงการถนนสายกรุงเทพฯ-พนมเปญ-โฮจิมินห์ซิตี้-วังเตา เส้นทาง R10 โครงการถนนเลียบชายฝั่งทะเล ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีท่าเรือหลัก 3 แห่ง คือท่าเรือกำปงโสมหรือสีหนุวิลล์ สามารถรองรับเรือบรรทุกสินค้าขนาด 10,000 ตัน ได้พร้อมกัน 4 ลำ และมีท่าเทียบเรือขนาดเล็ก ได้แก่ ท่าเรือพนมเปญ และท่าเรือเกาะกง ซึ่งเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าจากไทยและมาเลเซีย ส่วนการคมนาคมทางอากาศนั้น กัมพูชามีสนามบินนานาชาติ 2 แห่ง คือ สนามบินนานาชาติพนมเปญหรือสนามบินโปเชนตง (Pochentong) และสนามบินนานาชาติเสียมเรียบ รวมถึงมีสนามบินในประเทศ ได้แก่ สนามบินกางแก็ง (Kang Keng) จังหวัดสีหนุวิลล์ สนามบินจังหวัดพระตะบอง ท่าอากาศยานขนาดเล็กที่จังหวัดสีหนุวิลล์ และท่าอากาศยานสำรองเพื่อการขนส่งสินค้าที่จังหวัดกำปงชนัง เป็นต้น

ด้านพลังงานไฟฟ้า ประชาชนกัมพูชายังเข้าถึงไฟฟ้าในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ แต่ภาครัฐตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2563 ทุกหมู่บ้านในประเทศกัมพูชาต้องมีไฟฟ้าใช้และจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในหลายภูมิภาคของประเทศ ส่วนการสื่อสารโทรคมนาคมในประเทศกัมพูชา มีทั้งการบริการโทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และอินเทอร์เน็ต แต่ปัญหาหลักคือคุณภาพของการให้บริการที่อาจมีปัญหาสายหลุด และมีปัญหาการเชื่อมโยงกับเครือข่ายผู้ให้บริการต่างค่าย

ข้อมูลทั่วไปประเทศกัมพูชา

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ประเทศกัมพูชา (Cambodia) มีชื่อทางราชการว่า ราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdom of Cambodia) ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนทางทิศใต้จรดกับอ่าวไทย ทิศตะวันตกติดกับไทย (สระแก้ว จันทบุรี และตราด) ทิศเหนือติดกับลาว และไทย (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์) ทิศตะวันออกติดกับเวียดนาม โดยรวมแล้วกัมพูชามีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นระยะทาง 2,572 กิโลเมตร และมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 181,035 ตารางกิโลเมตร ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบน้ำท่วมถึง มีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น มี 2 ฤดู คือ ฤดูฝน อยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน และฤดูแล้ง อยู่ระหว่างเดือนธันวาคม-เมษายน

ประชากร

ปัจจุบันกัมพูชามีประชากรราว 15,205,539 ล้านคน (กรกฎาคม 2555)

การเมืองการปกครอง

กัมพูชาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ แบ่งการปกครองเป็น 1 ราชธานี คือ กรุงพนมเปญ ซึ่งเป็นศูนย์กลางแหล่งอุตสาหกรรม และพาณิชยกรรมหลักของประเทศ และ 23 จังหวัด ได้แก่ กระแจะ เกาะกง กันดาล กำปงจาม กำปงชนัง กำปงธม กำปงสปือ กัมปอต ตาแก้ว รัตนคีรี พระวิหาร พระตะบอง โพธิสัตว์ บันเตียเมียนเจย ไปรเวง มณฑลคีรี สตึงเตรง สวายเรียง เสียมราฐ อุดรมีชัย ไพลิน แกบ และพระสีหนุ ในจำนวนนี้มีเมืองสำคัญที่มีฐานะเป็น “กรุง” อีก 3 แห่ง คือ กรุงปอยเปต (จังหวัดบันเตียเมียนเจย) กรุงบาเว็ต (จังหวัดสวายเรียง) และกรุงสวง (จังหวัดกำปงจาม)

ภาษา

กัมพูชาใช้ ภาษาเขมร เป็นภาษาราชการ

ศาสนา

ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท

สกุลเงิน

ระบบเงินตราที่ใช้ในกัมพูชาคือเงินสกุล "เรียล" มีรหัสสกุลเงิน คือ KHR ปัจจุบันมีอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 4,000 เรียลต่อดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนพฤษภาคม 2556)

โครงสร้างพื้นฐาน

สำหรับความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน กัมพูชามีการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ตามกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างๆ เช่น เส้นทาง R1 โครงการถนนสายกรุงเทพฯ-พนมเปญ-โฮจิมินห์ซิตี้-วังเตา เส้นทาง R10 โครงการถนนเลียบชายฝั่งทะเล ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีท่าเรือหลัก 3 แห่ง คือท่าเรือกำปงโสมหรือสีหนุวิลล์ สามารถรองรับเรือบรรทุกสินค้าขนาด 10,000 ตัน ได้พร้อมกัน 4 ลำ และมีท่าเทียบเรือขนาดเล็ก ได้แก่ ท่าเรือพนมเปญ และท่าเรือเกาะกง ซึ่งเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าจากไทยและมาเลเซีย ส่วนการคมนาคมทางอากาศนั้น กัมพูชามีสนามบินนานาชาติ 2 แห่ง คือ สนามบินนานาชาติพนมเปญหรือสนามบินโปเชนตง (Pochentong) และสนามบินนานาชาติเสียมเรียบ รวมถึงมีสนามบินในประเทศ ได้แก่ สนามบินกางแก็ง (Kang Keng) จังหวัดสีหนุวิลล์ สนามบินจังหวัดพระตะบอง ท่าอากาศยานขนาดเล็กที่จังหวัดสีหนุวิลล์ และท่าอากาศยานสำรองเพื่อการขนส่งสินค้าที่จังหวัดกำปงชนัง เป็นต้น

ด้านพลังงานไฟฟ้า ประชาชนกัมพูชายังเข้าถึงไฟฟ้าในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ แต่ภาครัฐตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2563 ทุกหมู่บ้านในประเทศกัมพูชาต้องมีไฟฟ้าใช้และจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในหลายภูมิภาคของประเทศ ส่วนการสื่อสารโทรคมนาคมในประเทศกัมพูชา มีทั้งการบริการโทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และอินเทอร์เน็ต แต่ปัญหาหลักคือคุณภาพของการให้บริการที่อาจมีปัญหาสายหลุด และมีปัญหาการเชื่อมโยงกับเครือข่ายผู้ให้บริการต่างค่าย

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ข้อมูลเศรษฐกิจการค้า

กัมพูชามีผลิตภัณฑ์มวลรวมประมาณ 13.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีรายได้ประชาชาติต่อหัวอยู่ที่ 911.73 ดอลลาร์สหรัฐฯ และมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ ร้อยละ 6.7 สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ เสื้อผ้า สิ่งทอ ไม้ ยางพารา ข้าว ปลา ยาสูบ และรองเท้า ส่วนการนำเข้านั้น ส่วนใหญ่กัมพูชานำเข้าสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม บุหรี่ ทองคำ วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักร ยานพาหนะ และยา

ในส่วนของการค้ารวมระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นมีมูลค่าประมาณ 9 หมื่นล้านบาท โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า ทั้งนี้ สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปกัมพูชา ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำตาลทราย มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ปูนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากกัมพูชา ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ เสื้อผ้าสำเร็จรูป พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาสูบ

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

ด้านการค้าต่างประเทศของกัมพูชาพบว่า กัมพูชาไม่มีข้อกีดกันทางการค้า/ข้อจำกัดทางการค้า หรือการจำกัดปริมาณการนำเข้าสินค้า แต่ผู้ประสงค์นำสินค้าเข้ากัมพูชาต้องชำระภาษีขาเข้าและภาษีผู้บริโภคตามที่กำหนด นอกจากนี้ ในการนำสินค้าเข้ากัมพูชาต้องผ่านการตรวจสอบและกำหนดพิกัดศุลกากร โดยกระทรวงพาณิชย์ว่าจ้างให้บริษัทเอกชน คือ บริษัท Societies General de Surveillance S.A. หรือ SGA ตรวจสอบสินค้าก่อนนำเข้า (Reshipment Inspection PSI) และมีกรมศุลกากร กระทรวงการคลังเป็นผู้จัดเก็บภาษีนำเข้า ส่วนการส่งออกกัมพูชามีนโยบายการค้าเสรีสามารถส่งออกโดยเสรี ยกเว้นรายการสินค้าที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดให้ออกได้ต้องมีเอกสารรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าจากกรมสิทธิประโยชน์กัมพูชาหรือเอกสารหนังสืออนุญาตส่งออกจากกรมการค้าต่างประเทศกัมพูชา

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

กัมพูชามีนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนสร้างงานสร้างรายได้กับประชาชนชาวกัมพูชาและเร่งรัดการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยได้ออกกฎหมายส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2537 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2546) ซึ่งเน้นให้ความมั่นใจแก่นักลงทุน ว่าจะได้รับการคุ้มครองทรัพย์สินในทุกๆ ด้านเท่าเทียมกับบุคคลในชาติ และไม่ใช้นโยบายกำหนดราคาสินค้า หรือ บริการกับโครงการลงทุน ที่ได้รับการส่งเสริม พร้อมให้สิทธิประโยชน์อื่นๆ

ภายใต้กฎหมายดังกล่าว หน่วยงานที่มีหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนคือ The Council for the Development of Cambodia หรือ CDC ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี สมเด็จฯ ฮุน เซน เป็นประธาน โดยในการส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน (The Investment Proposal) จะมีคณะทำงานคือ The Cambodian Investment Board หรือ CIB ทำหน้าที่กลั่นกรองข้อเสนอขอรับการส่งเสริมการลงทุนของเอกชน ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดให้ CDC เป็น one stop service เพื่อตอบรับหรือปฏิเสธการให้การส่งเสริมภายใน 3 วันทำการนับแต่วันยื่นเอกสารที่สมบูรณ์ โดยจะออกเอกสารใบรับรองการจดทะเบียนที่มีเงื่อนไข (Condition Registration Certificate) ให้กับผู้ขอเพื่อเป็นหลักฐานใช้สำหรับติดต่อกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตและออกใบอนุญาตต่างๆ โดยหน่วยงานเหล่านี้ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 28 วันทำการ และ CDC จะออกเอกสารใบรับรองการจดทะเบียนขั้นสุดท้าย (Final Registration Certificate) ให้กับผู้ขอโดยถือวันที่ออกเอกสารเป็นวันเริ่มต้นของการให้การส่งเสริม ทั้งนี้ ในขั้นตอนเห็นชอบ The Investment Proposal หาก CDC ไม่ตอบภายใน 3 วันทำการให้ถือว่า CDC เห็นชอบโดยอัตโนมัติ

สิทธิประโยชน์

สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน

จากนโยบายส่งเสริมการลงทุนของกัมพูชา นักลงทุนจะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี อาทิ การยกเว้นภาษีเงินได้จากกำไร (Tax holiday) การยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์และวัสดุก่อสร้างสำหรับโครงการที่ผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า และการยกเว้นอากรนำเข้าวัตถุดิบ สินค้ากึ่งสำเร็จรูป และส่วนประกอบสำหรับการผลิตเพื่อส่งออกและการผลิตสินค้าที่ต่อเนื่องกัน (Supporting Industry)

นอกจากนี้ ยังให้สิทธิประโยชน์ลดอัตราภาษีเงินได้จากร้อยละ 20 เหลือร้อยละ 9 ภายหลังจากการยกเว้นภาษีเงินได้ รวมทั้งสามารถจ้างและนำคนต่างด้าวเข้ามาอยู่และทำงานในหน้าที่ผู้จัดการ ช่างเทคนิค ช่างฝีมือ ผู้ชำนาญการ รวมทั้งบุตรและคู่สมรสของบุคคลดังกล่าว พร้อมกันนี้นักลงทุนยังสามารถเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับสัมปทานจากภาครัฐ หรือที่เช่าจากเอกชน รวมทั้งนำที่ดินดังกล่าวไปเป็นหลักประกันการกู้เงินในระยะเวลาที่ได้รับสัมปทานหรือเช่า ยกเว้นที่ดินที่ได้รับสัมปทานแต่ยังไม่ได้รับการพัฒนา ผู้ลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนสามารถซื้อและส่งออกเงินตราต่างประเทศเพื่อชำระค่าสินค้า เงินต้น ดอกเบี้ย ค่าใช้สิทธิ ค่าจัดการ รวมทั้งส่งออกกำไรหรือเงินทุนกลับประเทศได้ทั้งระหว่างและภายหลังเลิกโครงการ ทั้งนี้เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่นำเข้าโดยปลอดอากรไม่ถึง 5 ปี เมื่อเลิกโครงการต้องชำระอากรที่พึงมี

สิทธิประโยชน์ด้านการค้า

รัฐบาลกัมพูชาประกาศดำเนินนโยบายการค้าตามแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด มุ่งเน้นบทบาทที่จะไม่แทรกแซงราคาสินค้าหรือบริการ แต่จะช่วยชี้แนะแนวนโยบายด้านการค้าให้นักธุรกิจภายในและชาวต่างชาติให้ประกอบธุรกิจสอดคล้องกับทิศทางนโยบายและกฎหมายของประเทศ สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและสาธารณูปโภคให้เพียงพอและเอื้อต่อการค้า เสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างตลาดภายในกับตลาดต่างประเทศเพื่อผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน พร้อมกันนี้ รัฐบาลกัมพูชายังมีการเปลี่ยนแปลงการบังคับใช้กฎหมายธุรกิจการค้า กฎหมายตราสารหนี้และการชำระเงิน กฎหมายหลักทรัพย์ กฎหมายความปลอดภัยด้านธุรกรรมการเงิน ปรับปรุงและแก้ไขขั้นตอนศุลกากรการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา อาทิ กฎหมายสิทธิบัตร กฎหมายเครื่องหมายการค้า และกฎหมายลิขสิทธิ์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และส่งเสริมบรรยากาศการค้าการลงทุน

นอกจากนี้ กัมพูชายังเป็นสมาชิกอาเซียน ( ASEAN :Association of South East Asian Nations) ซึ่งมีพันธะที่จะต้องลดและยกเลิกมาตรการกีดกันทางด้านภาษีและมิใช่ภาษีให้กับสินค้าที่นำเข้าจากประเทศสมาชิกอาเซียนตามกลไก Common Effective Preferential Tariff (CEPT) ภายในปี 2551

สิทธิประโยชน์

สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน

จากนโยบายส่งเสริมการลงทุนของกัมพูชา นักลงทุนจะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี อาทิ การยกเว้นภาษีเงินได้จากกำไร (Tax holiday) การยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์และวัสดุก่อสร้างสำหรับโครงการที่ผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า และการยกเว้นอากรนำเข้าวัตถุดิบ สินค้ากึ่งสำเร็จรูป และส่วนประกอบสำหรับการผลิตเพื่อส่งออกและการผลิตสินค้าที่ต่อเนื่องกัน (Supporting Industry)

นอกจากนี้ ยังให้สิทธิประโยชน์ลดอัตราภาษีเงินได้จากร้อยละ 20 เหลือร้อยละ 9 ภายหลังจากการยกเว้นภาษีเงินได้ รวมทั้งสามารถจ้างและนำคนต่างด้าวเข้ามาอยู่และทำงานในหน้าที่ผู้จัดการ ช่างเทคนิค ช่างฝีมือ ผู้ชำนาญการ รวมทั้งบุตรและคู่สมรสของบุคคลดังกล่าว พร้อมกันนี้นักลงทุนยังสามารถเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับสัมปทานจากภาครัฐ หรือที่เช่าจากเอกชน รวมทั้งนำที่ดินดังกล่าวไปเป็นหลักประกันการกู้เงินในระยะเวลาที่ได้รับสัมปทานหรือเช่า ยกเว้นที่ดินที่ได้รับสัมปทานแต่ยังไม่ได้รับการพัฒนา ผู้ลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนสามารถซื้อและส่งออกเงินตราต่างประเทศเพื่อชำระค่าสินค้า เงินต้น ดอกเบี้ย ค่าใช้สิทธิ ค่าจัดการ รวมทั้งส่งออกกำไรหรือเงินทุนกลับประเทศได้ทั้งระหว่างและภายหลังเลิกโครงการ ทั้งนี้เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่นำเข้าโดยปลอดอากรไม่ถึง 5 ปี เมื่อเลิกโครงการต้องชำระอากรที่พึงมี

สิทธิประโยชน์ด้านการค้า

รัฐบาลกัมพูชาประกาศดำเนินนโยบายการค้าตามแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด มุ่งเน้นบทบาทที่จะไม่แทรกแซงราคาสินค้าหรือบริการ แต่จะช่วยชี้แนะแนวนโยบายด้านการค้าให้นักธุรกิจภายในและชาวต่างชาติให้ประกอบธุรกิจสอดคล้องกับทิศทางนโยบายและกฎหมายของประเทศ สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและสาธารณูปโภคให้เพียงพอและเอื้อต่อการค้า เสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างตลาดภายในกับตลาดต่างประเทศเพื่อผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน พร้อมกันนี้ รัฐบาลกัมพูชายังมีการเปลี่ยนแปลงการบังคับใช้กฎหมายธุรกิจการค้า กฎหมายตราสารหนี้และการชำระเงิน กฎหมายหลักทรัพย์ กฎหมายความปลอดภัยด้านธุรกรรมการเงิน ปรับปรุงและแก้ไขขั้นตอนศุลกากรการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา อาทิ กฎหมายสิทธิบัตร กฎหมายเครื่องหมายการค้า และกฎหมายลิขสิทธิ์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และส่งเสริมบรรยากาศการค้าการลงทุน

นอกจากนี้ กัมพูชายังเป็นสมาชิกอาเซียน ( ASEAN :Association of South East Asian Nations) ซึ่งมีพันธะที่จะต้องลดและยกเลิกมาตรการกีดกันทางด้านภาษีและมิใช่ภาษีให้กับสินค้าที่นำเข้าจากประเทศสมาชิกอาเซียนตามกลไก Common Effective Preferential Tariff (CEPT) ภายในปี 2551

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

แม้ว่ากัมพูชาจะเป็นตลาดการค้าและการลงทุนใกล้บ้านที่น่าสนใจ แต่ก็ยังมีอุปสรรคหลายประการที่นักธุรกิจไทยต้องเผชิญ เช่น

  1. ระบบการค้าไม่เป็นสากล การซื้อขายสินค้าไม่นิยมผ่านระบบธนาคารเพราะค่าบริการสูง และมีความล่าช้า
  2. ระบบสาธารณูปโภคไม่ได้มาตรฐานและไม่ทั่วถึง ค่าบริการไฟฟ้า ประปา โทรคมนาคมต่าง ๆ มีราคาสูง
  3. การแข่งขันทางการค้าสูง โดยเฉพาะสินค้าจากเวียดนามและจีน
  4. ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
  5. ปัญหาเขตแดนไม่ชัดเจน ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
  6. ค่าขนส่งสูง ระบบการคมนาคม และสาธารณูปโภคยังไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้การขนส่งสินค้าใช้เวลานาน และเกิดการชำรุดเสียหายของสินค้าในหลายประเภทได้
  7. รัฐบาลกัมพูชาอยู่ระหว่างการออกกฎหมายเพื่อควบคุม และตรวจสอบการลงทุน เช่น ลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายการตรวจสอบบัญชี รวมทั้งไม่มีความแน่นอนในการทำสัญญาธุรกิจต่าง ๆ ทั้งกับภาครัฐบาลและเอกชน ทำให้เกิดข้อพิพาทขึ้นได้ในการเข้าไปลงทุน
  8. หากไม่เสียค่าใช้จ่ายนอกระบบอาจทำให้ไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างสะดวกราบรื่น ทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูง
  9. ทักษะแรงงานชาวกัมพูชายังมีคุณภาพต่ำ
  10. วัตถุดิบและสินค้าขั้นพื้นฐานที่ใช้ในอุตสาหกรรมขั้นกลาง และปลายน้ำมีคุณภาพต่ำ
  11. การนำเข้าสินค้าของตลาดกัมพูชาจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% ทันที และไม่สามารถขอชดเชยภายหลังจากการจำหน่ายสินค้า และการปล่อยผ่านสินค้าที่ด่านชายแดนต้องเสียค่าใช้จ่ายนอกระบบค่อนข้างสูง

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

แม้ว่ากัมพูชาจะเป็นตลาดการค้าและการลงทุนใกล้บ้านที่น่าสนใจ แต่ก็ยังมีอุปสรรคหลายประการที่นักธุรกิจไทยต้องเผชิญ เช่น

  1. ระบบการค้าไม่เป็นสากล การซื้อขายสินค้าไม่นิยมผ่านระบบธนาคารเพราะค่าบริการสูง และมีความล่าช้า
  2. ระบบสาธารณูปโภคไม่ได้มาตรฐานและไม่ทั่วถึง ค่าบริการไฟฟ้า ประปา โทรคมนาคมต่าง ๆ มีราคาสูง
  3. การแข่งขันทางการค้าสูง โดยเฉพาะสินค้าจากเวียดนามและจีน
  4. ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
  5. ปัญหาเขตแดนไม่ชัดเจน ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
  6. ค่าขนส่งสูง ระบบการคมนาคม และสาธารณูปโภคยังไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้การขนส่งสินค้าใช้เวลานาน และเกิดการชำรุดเสียหายของสินค้าในหลายประเภทได้
  7. รัฐบาลกัมพูชาอยู่ระหว่างการออกกฎหมายเพื่อควบคุม และตรวจสอบการลงทุน เช่น ลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายการตรวจสอบบัญชี รวมทั้งไม่มีความแน่นอนในการทำสัญญาธุรกิจต่าง ๆ ทั้งกับภาครัฐบาลและเอกชน ทำให้เกิดข้อพิพาทขึ้นได้ในการเข้าไปลงทุน
  8. หากไม่เสียค่าใช้จ่ายนอกระบบอาจทำให้ไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างสะดวกราบรื่น ทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูง
  9. ทักษะแรงงานชาวกัมพูชายังมีคุณภาพต่ำ
  10. วัตถุดิบและสินค้าขั้นพื้นฐานที่ใช้ในอุตสาหกรรมขั้นกลาง และปลายน้ำมีคุณภาพต่ำ
  11. การนำเข้าสินค้าของตลาดกัมพูชาจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% ทันที และไม่สามารถขอชดเชยภายหลังจากการจำหน่ายสินค้า และการปล่อยผ่านสินค้าที่ด่านชายแดนต้องเสียค่าใช้จ่ายนอกระบบค่อนข้างสูง

    

สาระน่ารู้

  • สหภาพการค้าแห่งนอร์เวย์ (The Norwegian Confederation of Trade Unions (LO)) – เป็นองค์กรคนงานที่ใหญ่ที่สุดและมีอิทธิพลมากที่สุดในนอร์เวย์
  • One Galle Face is Colombo's first internationally developed integrated lifestyle destination that makes living, working, entertainment and hospitality possible all in one location. Hong Kong's leisure entity Shanri-La Hotels and Resorts foresees the completion of this project by 2018 with a hefty investment of over US$ 600 million. The twin towers will be used for residence, which consist of 50 floors each, 16 penthouses and 8 duplex and simplex units. The target market is expatriates, international investors and the expanding population of Sri Lanka.
  • Following the tremendous success of the Exhibition 2018 and the 36th Annual Sessions, which took place at the Bandaranaike Memorial International Conference Hall in Colombo from February 22 to 25 earlier this year, the SLIA is proud to prsent  the next edition in a superior manner.<br />
    <br />
    Save the date :February 20th to 24th, 2019
  • The Institution of Engineers, Sri Lanka is the successor to the ‘Engineering Association of Ceylon’, which was founded in 1906. In 1968, the Institution of Engineers, Sri Lanka was made an incorporated body of the government, by an Act of Parliament. The IESL being the Apex body for engineering professionals in Sri Lanka, having a membership of more than 20,000, is called upon to represent the profession at many national forums and contribute to national development. By virtue of agreements it has entered into with the International Engineers’ Alliance (IEA) for mutual recognition of competencies, members assessed to have such competencies by IESL are eligible to practice engineering in the member countries including Japan, Australia, United Kingdom, Singapore, Pakistan, India, USA, Canada and South Korea.<br />
    <br />
    IESL with the Vision to be among the leading professional institutions of engineering and technology in the world, has Missioned Techno Sri Lanka’s for “Bringing out and Unleashing the Country’s Multi – Disciplinary Engineering Talents, to Drive Sri Lanka into Technological Excellence for Revolutionary Uplifting of Peoples’ Living Conditions and Prosperity”. Engineers are driven by passion to look beyond the regular, push borders and create the impossible. This is also reflective of the fact that Engineers over centuries are really innovators, who think beyond the realm and invent solutions for mankind, ahead of their time. That’s what engineering is all about and it’s the reason Engineers will always be the ingenious inventors and imaginative innovators throughout time.<br />
    <br />
    The flagship event of IESL, Techno Sri Lanka, since its inception in 1985 has grown to be the largest and the only engineering and technology exhibition held annually in Colombo. Techno, living up to its standards, has provided the means for uplifting peoples’ living conditions and has become an ideal venue for industry professionals, business heads, technologists and keen public to come together on a single global platform.<br />
    <br />
    The world is changing; engineers are in the forefront of this change. Expectations are very high in today’s society. However, the Planet’s resources are fast depleting and engineers have to be smart and innovative to achieve high goals with very low resource consumption. Technology should reach the masses and make them do things differently, as doing ‘business as usual’ will not leave a healthy planet for our children and grandchildren. We need ‘sustainable technologies’ that will revolutionize the day-to-day activities, such as mobile technology, nanotechnology, household solar PV technology and perhaps other inventions and breakthroughs to satisfy the society’s expectations and still not be blamed by our future generations for not leaving them a livable Planet Earth.<br />
    <br />
    Considering these facts, Techno Sri Lanka has redefined its Theme for the year 2018, aiming to fulfill the expectations of all stakeholders.
  • 01. - 03. November 2018 | Trade fair for hotels, hospitality, tourism and food businesses<br />
    <br />
    The Hotel, Hospitality & Food Asia in Sri Lanka has been designed by the dynamic development of the hotel and catering industry and the tourism and food companies to take account of South Asia. She is a specifically targeted at this sector business-to-business event. This exhibition is communication and information platform in the industry and provides the exhibiting companies the opportunity to present to an audience of experts here. Visitors can find information here thoroughly and comprehensively about the latest developments, trends, products and services in various fields. HHF Sri Lanka is the leading marketplace for regional networking and distribution, as well as a new basis for the procurement of products. The program will be held a culinary competition and other live features.<br />
    <br />
    The Hotel Hospitality & Food Asia will take place on 3 days from Thursday, 01. November to Saturday, 03. November 2018 in Colombo.
  • Infotel theme will be Towards a Digital Economy, is aligning with national priorities of enhancing the digital infrastructure of the country for facilitating a digitally empowered ecosystem while improving the Citizens’ engagement in a digital society.




เอกสารอ้างอิง
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ). ดัชนีและคู่มือการลงทุนราชอาณาจักรกัมพูชา (ออนไลน์). สืบค้นจาก: www.boi.go.th/upload/Cambodia_manual_57977.pdf [21 กุมภาพันธ์ 2555]
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ). รายงาน Country Profile ประเทศกัมพูชา(ออนไลน์). สืบค้นจาก: www.boi.go.th/thai/clmv/Back_up/file_index/2010_cam_0.html [15 มีนาคม 2553]
  • THE WORLD BANK 2012. GDP per capita (current US$) (ออนไลน์). สืบค้นจาก: http://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.PCAP.CD/countries [17 กรกฎาคม 2556 ]