เบลเยียม

ราชอาณาจักรเบลเยียม (Kingdom of Belgium) เป็นประเทศที่มีจุดเด่นทางด้านภูมิศาสตร์ เป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุน เป็นประตูเข้าสู่ยุโรปภาคพื้นทวีป และเป็นจุดเชื่อมต่อไปสู่เมืองใหญ่หลายเมืองในยุโรป มีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ทำให้สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้ในหลากหลายสาขา ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการเงินการธนาคาร เป็นที่ตั้งขององค์การระหว่างประเทศหลายองค์กรอีกด้วย

เบลเยียมเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่มีนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรี โดยเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับภาคบริการและการค้าระหว่างประเทศ อาศัยการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด จากการจัดอันดับประเทศที่น่าลงทุนโดย World Economic Forum ในรายงานปี 2011-2012 ระบุว่า เบลเยียมเป็นประเทศที่มี competitiveness ด้านการค้าการลงทุนเป็นอันดับที่ 15 ของโลก (จาก 142 ประเทศ)

ข้อมูลทั่วไป

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ประเทศเบลเยียมตั้งอยู่ทางตะวันตกของทวีปยุโรป มีเขตแดนติดกับทะเลเหนือ อยู่ระหว่างประเทศฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ มีพื้นที่ทั้งหมด 32,545 ตารางกิโลเมตร มีชายแดนติดกับประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี ลักเซมเบิร์ก และเนเธอร์แลนด์ เบลเยียมมีพื้นที่ราบชายฝั่งทะเลทางตะวันตกเฉียงเหนือ ทางตอนกลางมีเนินเขาลูกฟูก และมีภูเขาขรุขระบริเวณป่าอาร์เดนเนสทางตะวันออกเฉียงใต้

สภาพอากาศอยู่ในแถบอบอุ่นของโลก ฤดูหนาวอากาศอบอุ่น ฤดูร้อนอากาศเย็นสบายไปจนถึงมีฝนตกชุก ชื้น และมีเมฆมาก เบลเยียมเป็นประเทศที่มีความชื้นสูง อากาศค่อนข้างเย็น มีฝนตกตลอดปี อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 9–15 องศาเซลเซียสต่อเดือน อุณหภูมิสูงสุดในเดือนกรกฎาคม เย็นสุดในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญคือวัตถุดิบที่ใช้ในการก่อสร้าง ทรายซิลิกา และคาร์บอเนต และมีภัยธรรมชาติน้ำท่วมในแถบที่ติดกับทะเลหรือแม่น้ำ

ประชากร

11.01 ล้านคน (ไทย 67 ล้านคน)

การเมืองการปกครอง

เบลเยียมปกครองแบบ สหพันธ์รัฐ (Federal State) ประกอบไปด้วยกลุ่มคนจากการพูดภาษา (Linguistic Community) และกลุ่มทางด้านพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Region) มีกรุงบรัสเซลล์เป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า เป็นที่ตั้งขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่และหน่วยงานคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป (European Commission) และรัฐสภายุโรป

รัฐธรรมนูญแบ่งแยกอำนาจการปกครองในเบลเยียมออกเป็น 3 ฝ่าย คือ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ

ภาษา

ฝรั่งเศส เฟลมมิช(ดัตช์) และเยอรมัน

ศาสนา

โรมันคาทอลิก (ร้อยละ 75) โปรเตสแตนท์ (ร้อยละ 25)

สกุลเงิน

1 ยูโร เท่ากับ 40.03 บาท (ณ วันที่ 7 มกราคม 2556)

ข้อมูลทั่วไปประเทศเบลเยียม

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ประเทศเบลเยียมตั้งอยู่ทางตะวันตกของทวีปยุโรป มีเขตแดนติดกับทะเลเหนือ อยู่ระหว่างประเทศฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ มีพื้นที่ทั้งหมด 32,545 ตารางกิโลเมตร มีชายแดนติดกับประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี ลักเซมเบิร์ก และเนเธอร์แลนด์ เบลเยียมมีพื้นที่ราบชายฝั่งทะเลทางตะวันตกเฉียงเหนือ ทางตอนกลางมีเนินเขาลูกฟูก และมีภูเขาขรุขระบริเวณป่าอาร์เดนเนสทางตะวันออกเฉียงใต้

สภาพอากาศอยู่ในแถบอบอุ่นของโลก ฤดูหนาวอากาศอบอุ่น ฤดูร้อนอากาศเย็นสบายไปจนถึงมีฝนตกชุก ชื้น และมีเมฆมาก เบลเยียมเป็นประเทศที่มีความชื้นสูง อากาศค่อนข้างเย็น มีฝนตกตลอดปี อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 9–15 องศาเซลเซียสต่อเดือน อุณหภูมิสูงสุดในเดือนกรกฎาคม เย็นสุดในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญคือวัตถุดิบที่ใช้ในการก่อสร้าง ทรายซิลิกา และคาร์บอเนต และมีภัยธรรมชาติน้ำท่วมในแถบที่ติดกับทะเลหรือแม่น้ำ

ประชากร

11.01 ล้านคน (ไทย 67 ล้านคน)

การเมืองการปกครอง

เบลเยียมปกครองแบบ สหพันธ์รัฐ (Federal State) ประกอบไปด้วยกลุ่มคนจากการพูดภาษา (Linguistic Community) และกลุ่มทางด้านพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Region) มีกรุงบรัสเซลล์เป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า เป็นที่ตั้งขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่และหน่วยงานคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป (European Commission) และรัฐสภายุโรป

รัฐธรรมนูญแบ่งแยกอำนาจการปกครองในเบลเยียมออกเป็น 3 ฝ่าย คือ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ

ภาษา

ฝรั่งเศส เฟลมมิช(ดัตช์) และเยอรมัน

ศาสนา

โรมันคาทอลิก (ร้อยละ 75) โปรเตสแตนท์ (ร้อยละ 25)

สกุลเงิน

1 ยูโร เท่ากับ 40.03 บาท (ณ วันที่ 7 มกราคม 2556)

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ปัญหาด้านเศรษฐกิจมหภาค ปี 2011 ทำให้เบลเยียมมีหนี้สาธารณะมากถึง 97% ทำให้รัฐบาลในช่วงรักษาการ ต้องตัดงบประมาณรายจ่ายลงเป็นอย่างมาก ส่งผลให้การกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐไม่สามารถทำได้ ทั้งนี้ ในส่วนของรายได้ภาครัฐนั้น คาดว่าจะสามารถเก็บภาษีรายได้เพิ่มขึ้นได้โดยเฉพาะจากการดำเนินธุรกรรมของภาคเอกชน ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ของเบลเยียมอยู่ที่ 381.8 พันล้านยูโร อัตราการเจริญเติบโตของ GDP เท่ากับ 2.2 และรายได้เฉลี่ยประชากรต่อหัวอยู่ที่ 30,200 ยูโร

เบลเยียมเป็นประเทศที่มีนโยบายการค้าและเศรษฐกิจแบบเสรี โดยภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจหลัก รัฐบาลเข้าไปมีส่วนในระบบเศรษฐกิจการค้าน้อยมาก อย่างไรก็ดี การสนับสนุนโดยเฉพาะด้านการให้แรงจูงใจในอนาคต ก็อาจทำได้น้อยลงด้วยเหตุผลทางด้านภาวะเศรษฐกิจภายในของประเทศ

การส่งออกถือเป็นรายได้สำคัญชองเบลเยียม โดยคิดเป็น 80% ของ GDP ของประเทศ ซึ่งการค้าระหว่างประเทศของเบลเยียมมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มูลค่าประมาณ 563.9 พันล้านยูโร เป็นการส่งออก 286.6 พันล้านยูโร และการนำเข้า 277.32 พันล้านยูโร ทำให้เบลเยียมขาดดุลการค้าอยู่ที่ 9.3 พันล้านยูโร ทั้งนี้ การค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่เป็นการค้ากับกลุ่มสหภาพยุโรปกันเองกว่า 70% สินค้าส่งออกหลัก คือ เพชร อัญมณี เครื่องจักรและอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ โลหะและผลิตภัณฑ์ และอาหาร ประเทศคู่ค้าสำคัญคือ เยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร อิตาลี และสหรัฐอเมริกา

การนำเข้ามูลค่า 277,322.8 ล้านยูโร สินค้านำเข้าหลักได้แก่ เครื่องจักรและอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ เพชรดิบ ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรม อาหาร อุปกรณ์การขนส่ง ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม แหล่งนำเข้าสำคัญมาจาก เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ไอร์แลนด์ และจีน สำหรับมูลค่านำเข้าจากไทยในปี 2011 อยู่ที่ 758.951 ล้านยูโร โดยเบลเยียมส่งออกมาไทยมูลค่า 681.251 ล้านยูโร

ทั้งนี้ สินค้านำเข้าจากไทยที่สำคัญคือ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ยานพาหนะอุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า พลาสติก ยางพารา ข้าว กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ เครื่องนุ่มห่ม ผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ เลนซ์ ปลาและอาหารทะเลสด เนื้อและส่วนประกอบของสัตว์ที่บริโภคได้ เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน เคมีภัณฑ์ ส่วนสินค้าส่งออกมาไทยคือ เครื่องเพชรพลอยและอัญมณี เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม พลาสติก เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เลนซ์ เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า กระจก แก้วและผลิตภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่นๆ ยางพารา ก๊าซปิโตรเลียม ปุ๋ย ยานพาหนะอุปกรณ์และส่วนประกอบ และอาหารสัตว์อื่นๆ

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ปัญหาด้านเศรษฐกิจมหภาค ปี 2011 ทำให้เบลเยียมมีหนี้สาธารณะมากถึง 97% ทำให้รัฐบาลในช่วงรักษาการ ต้องตัดงบประมาณรายจ่ายลงเป็นอย่างมาก ส่งผลให้การกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐไม่สามารถทำได้ ทั้งนี้ ในส่วนของรายได้ภาครัฐนั้น คาดว่าจะสามารถเก็บภาษีรายได้เพิ่มขึ้นได้โดยเฉพาะจากการดำเนินธุรกรรมของภาคเอกชน ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ของเบลเยียมอยู่ที่ 381.8 พันล้านยูโร อัตราการเจริญเติบโตของ GDP เท่ากับ 2.2 และรายได้เฉลี่ยประชากรต่อหัวอยู่ที่ 30,200 ยูโร

เบลเยียมเป็นประเทศที่มีนโยบายการค้าและเศรษฐกิจแบบเสรี โดยภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจหลัก รัฐบาลเข้าไปมีส่วนในระบบเศรษฐกิจการค้าน้อยมาก อย่างไรก็ดี การสนับสนุนโดยเฉพาะด้านการให้แรงจูงใจในอนาคต ก็อาจทำได้น้อยลงด้วยเหตุผลทางด้านภาวะเศรษฐกิจภายในของประเทศ

การส่งออกถือเป็นรายได้สำคัญชองเบลเยียม โดยคิดเป็น 80% ของ GDP ของประเทศ ซึ่งการค้าระหว่างประเทศของเบลเยียมมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มูลค่าประมาณ 563.9 พันล้านยูโร เป็นการส่งออก 286.6 พันล้านยูโร และการนำเข้า 277.32 พันล้านยูโร ทำให้เบลเยียมขาดดุลการค้าอยู่ที่ 9.3 พันล้านยูโร ทั้งนี้ การค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่เป็นการค้ากับกลุ่มสหภาพยุโรปกันเองกว่า 70% สินค้าส่งออกหลัก คือ เพชร อัญมณี เครื่องจักรและอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ โลหะและผลิตภัณฑ์ และอาหาร ประเทศคู่ค้าสำคัญคือ เยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร อิตาลี และสหรัฐอเมริกา

การนำเข้ามูลค่า 277,322.8 ล้านยูโร สินค้านำเข้าหลักได้แก่ เครื่องจักรและอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ เพชรดิบ ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรม อาหาร อุปกรณ์การขนส่ง ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม แหล่งนำเข้าสำคัญมาจาก เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ไอร์แลนด์ และจีน สำหรับมูลค่านำเข้าจากไทยในปี 2011 อยู่ที่ 758.951 ล้านยูโร โดยเบลเยียมส่งออกมาไทยมูลค่า 681.251 ล้านยูโร

ทั้งนี้ สินค้านำเข้าจากไทยที่สำคัญคือ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ยานพาหนะอุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า พลาสติก ยางพารา ข้าว กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ เครื่องนุ่มห่ม ผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ เลนซ์ ปลาและอาหารทะเลสด เนื้อและส่วนประกอบของสัตว์ที่บริโภคได้ เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน เคมีภัณฑ์ ส่วนสินค้าส่งออกมาไทยคือ เครื่องเพชรพลอยและอัญมณี เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม พลาสติก เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เลนซ์ เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า กระจก แก้วและผลิตภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่นๆ ยางพารา ก๊าซปิโตรเลียม ปุ๋ย ยานพาหนะอุปกรณ์และส่วนประกอบ และอาหารสัตว์อื่นๆ

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

  1. เนื่องจากเบลเยียมเป็นประเทศภายใต้ EU ดังนั้น กฎระเบียบการนำเข้าจะใช้มาตรการเดียวกับประเทศสมาชิก EU อื่นๆ ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบกฎระเบียบทางการค้าทั้งด้านภาษี และไม่ใช่ภาษีรายสินค้าได้ที่ http://exporthelp.europa.eu/index_en.html
  2. อัตราภาษีนำเข้า ใช้อัตราภาษีเช่นเดียวกับสหภาพยุโรป โดยเฉลี่ยอัตราภาษีนำเข้าในกลุ่มสินค้าเกษตรอยู่ที่ 15.2% และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมที่ 4.1%
  3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม อัตราปกติ 21% อัตราลด 6% สำหรับสินค้า/บริการที่จำเป็นพื้นฐาน ได้แก่ อาหาร ยา หนังสือ การขนส่งสาธารณะ งานมหรสพ เช่น คอนเสิร์ต และโรงแรม และอัตราลด 12% สำหรับสินค้าและบริการบางรายการ เช่น การซื้อสินค้าทางโทรทัศน์ ปุ๋ย สินค้าเคมีบางรายการ มาร์การ์รีน เป็นต้น

หลักเกณฑ์การเอาเงินกลับประเทศ

เบลเยียมไม่มีข้อจำกัด รวมถึงการขออนุญาตใดๆ ที่เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนปริวรรตเงินตรา หรือการโอนเงินออกนอกประเทศ รวมถึงไม่มีข้อจำกัดในเรื่องวงเงินการโอนแต่อย่าง อย่างไรก็ดี ธนาคารชาติจะเก็บข้อมูลเรื่องการโอนเงิน หรือการปริวรรตเงินตราเพื่อเหตุผลทางสถิติเท่านั้น

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

  1. เนื่องจากเบลเยียมเป็นประเทศภายใต้ EU ดังนั้น กฎระเบียบการนำเข้าจะใช้มาตรการเดียวกับประเทศสมาชิก EU อื่นๆ ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบกฎระเบียบทางการค้าทั้งด้านภาษี และไม่ใช่ภาษีรายสินค้าได้ที่ http://exporthelp.europa.eu/index_en.html
  2. อัตราภาษีนำเข้า ใช้อัตราภาษีเช่นเดียวกับสหภาพยุโรป โดยเฉลี่ยอัตราภาษีนำเข้าในกลุ่มสินค้าเกษตรอยู่ที่ 15.2% และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมที่ 4.1%
  3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม อัตราปกติ 21% อัตราลด 6% สำหรับสินค้า/บริการที่จำเป็นพื้นฐาน ได้แก่ อาหาร ยา หนังสือ การขนส่งสาธารณะ งานมหรสพ เช่น คอนเสิร์ต และโรงแรม และอัตราลด 12% สำหรับสินค้าและบริการบางรายการ เช่น การซื้อสินค้าทางโทรทัศน์ ปุ๋ย สินค้าเคมีบางรายการ มาร์การ์รีน เป็นต้น

หลักเกณฑ์การเอาเงินกลับประเทศ

เบลเยียมไม่มีข้อจำกัด รวมถึงการขออนุญาตใดๆ ที่เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนปริวรรตเงินตรา หรือการโอนเงินออกนอกประเทศ รวมถึงไม่มีข้อจำกัดในเรื่องวงเงินการโอนแต่อย่าง อย่างไรก็ดี ธนาคารชาติจะเก็บข้อมูลเรื่องการโอนเงิน หรือการปริวรรตเงินตราเพื่อเหตุผลทางสถิติเท่านั้น

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

  1. เบลเยียมเป็นประเทศที่น่าลงทุนเป็นอันดับ 6 ของยุโรป สะท้อนให้เห็นว่าเบลเยียมเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเปิดเสรีด้านการลงทุนมากที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรป
  2. รัฐบาลมีนโยบายด้านการลงทุนแบบเสรี ไม่มีข้อปฏิบัติที่แตกต่างระหว่างนักลงทุนจากต่างประเทศ และนักลงทุนในเบลเยียม นักลงทุนมีสิทธิอย่างเท่าเทียมภายใต้กฎหมาย และมีอิสระในการลงทุนและการดำเนินธุรกิจในเบลเยียม
  3. การร่วมลงทุน (Joint Venture) สามารถทำได้อย่างเสรี ยกเว้นในบางสาขาอาชีพ ได้แก่ หมอ และ นักกฎหมาย
  4. นโยบายการส่งเสริมการลงทุนมีความแตกต่างกันในแต่ละเขต ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละพื้นที่
  5. การสนับสนุนกิจการด้าน Research and Development รัฐบาลเบลเยียมสนับสนุนให้มีการทำ R&D ของบริษัทที่ตั้งกิจการในเบลเยียมเป็นการเฉพาะ โดยกำหนดมาตรการทางภาษี ได้แก่ การยกเว้นการชำระภาษีค่าจ้าง (wage tax) บางส่วนสำหรับนักวิจัย การยกเว้นภาษีในเงินลงทุนและดอกเบี้ยสำหรับองค์กรที่สนับสนุนการวิจัย การลดหย่อยภาษีสำหรับรายได้จากสิทธิบัตร การให้ส่วนลดหย่อนเพิ่มขึ้นสำหรับการเพิ่มการลงทุน และการให้ tax credit สำหรับ R&D
  6. การสนับสนุนด้านบุคลากร การสนับสนุนเพื่อการจ้างงาน การอุดหนุนที่เป็นไปตามลักษณะของการจ้างงานในกลุ่ม/ประเภทแรงงานต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้มีการจ้างงานในกลุ่มแรงงานประเภทต่างๆ เช่น การรักษาการจ้างงานกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 50 ปี

สิทธิประโยชน์

เบลเยียมใช้หลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ในการลงทุนอย่างเท่าเทียมกันสำหรับบริษัทต่างชาติและบริษัทของเบลเยียมเอง โดยไม่มีการจำแนกความแตกต่าง (non-discrimination) ซึ่งหมายถึงบริษัทหรือสาขาของบริษัทต่างชาติสามารถได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับบริษัทเบลเยียมและบริษัทยุโรปอื่นๆ

- สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีและด้านการเงิน ส่วนใหญ่อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลกลางเบลเยียม ในขณะที่สิทธิประโยชน์ด้านการจ้างงานเป็นความรับผิดชอบร่วมระหว่างรัฐบาล กลางและรัฐบาลระดับภูมิภาค

- สิทธิประโยชน์ด้านการเงิน / Financial incentives หน่วยงานระดับท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงิน โดยมีหลักทั่วไปคือการให้สิทธิประโยชน์จะไม่เกิน 21% ของวงเงินการลงทุนตามกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรปที่ใช้ในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ ด้วย

- สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับภาษี / Fiscal Issues ทางการเบลเยียมได้ปรับลดอัตรา corporate tax ลง สำหรับบริษัทขนาดใหญ่เป็น 33.99% และสำหรับบริษัทขนาดเล็กและขนาดย่อม 24.98%

สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับภาษีสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่สำคัญ ได้แก่ Notional Interest Deduction เป็นมาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับโครงการที่ใช้เงินงบประมาณของตนเองคือ การขอส่วนลดภาษีรายได้ตามอัตราดอกเบี้ยประมาณ 3.442% เท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่บริษัทจะต้องจ่ายหากเป็นโครงการแบบเงินกู้ (loan) บริษัทขนาดเล็กและขนาดย่อมอาจขอส่วนลดเพิ่มเติมได้อีกประมาณ 0.5%

- Tax Ruling เป็นมาตรการที่ทางการเบลเยียมให้โอกาสบริษัทใดๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเบลเยียม หรือ บริษัทต่างชาติสามารถขอทราบสถานะทางภาษีของโครงการของตนก่อนการเริ่มดำเนินการ เพื่อเป็นการป้องกันทางกฎหมายในประเด็น ที่เกี่ยวกับด้านภาษีที่ให้แก่นักลงทุน และเพื่ออำนายความสะดวกในการวางแผนงานธุรกิจ

สิทธิประโยชน์

เบลเยียมใช้หลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ในการลงทุนอย่างเท่าเทียมกันสำหรับบริษัทต่างชาติและบริษัทของเบลเยียมเอง โดยไม่มีการจำแนกความแตกต่าง (non-discrimination) ซึ่งหมายถึงบริษัทหรือสาขาของบริษัทต่างชาติสามารถได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับบริษัทเบลเยียมและบริษัทยุโรปอื่นๆ

- สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีและด้านการเงิน ส่วนใหญ่อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลกลางเบลเยียม ในขณะที่สิทธิประโยชน์ด้านการจ้างงานเป็นความรับผิดชอบร่วมระหว่างรัฐบาล กลางและรัฐบาลระดับภูมิภาค

- สิทธิประโยชน์ด้านการเงิน / Financial incentives หน่วยงานระดับท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงิน โดยมีหลักทั่วไปคือการให้สิทธิประโยชน์จะไม่เกิน 21% ของวงเงินการลงทุนตามกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรปที่ใช้ในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ ด้วย

- สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับภาษี / Fiscal Issues ทางการเบลเยียมได้ปรับลดอัตรา corporate tax ลง สำหรับบริษัทขนาดใหญ่เป็น 33.99% และสำหรับบริษัทขนาดเล็กและขนาดย่อม 24.98%

สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับภาษีสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่สำคัญ ได้แก่ Notional Interest Deduction เป็นมาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับโครงการที่ใช้เงินงบประมาณของตนเองคือ การขอส่วนลดภาษีรายได้ตามอัตราดอกเบี้ยประมาณ 3.442% เท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่บริษัทจะต้องจ่ายหากเป็นโครงการแบบเงินกู้ (loan) บริษัทขนาดเล็กและขนาดย่อมอาจขอส่วนลดเพิ่มเติมได้อีกประมาณ 0.5%

- Tax Ruling เป็นมาตรการที่ทางการเบลเยียมให้โอกาสบริษัทใดๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเบลเยียม หรือ บริษัทต่างชาติสามารถขอทราบสถานะทางภาษีของโครงการของตนก่อนการเริ่มดำเนินการ เพื่อเป็นการป้องกันทางกฎหมายในประเด็น ที่เกี่ยวกับด้านภาษีที่ให้แก่นักลงทุน และเพื่ออำนายความสะดวกในการวางแผนงานธุรกิจ

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

  1. ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเบลเยียมมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคซึ่งคาดว่าจะลดการใช้จ่ายในด้านต่างๆ ลง เป็นอุปสรรคต่อการขายสินค้าของไทย โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น
  2. อุปสรรคด้านกฎระเบียบของสหภาพยุโรป (EU) เนื่องจากเบลเยียมเป็นประเทศสมาชิกของ EU ดังนั้นกฎระเบียบที่ออกโดย EU ย่อมมีผลบังคับใช้ต่อเบลเยียมด้วยเช่นกัน โดยในภาพรวมสามารถสรุปอุปสรรคสำคัญ อาทิ

- มาตรการและกฎระเบียบที่มีความเข้มงวด โดยเฉพาะมาตรการสุขอนามัยสินค้าเกษตรและอาหาร และมาตรการทางเทคนิคด้าน มาตรฐาน การกำหนดการควบคุมการจัดการ/การผลิตสินค้า เช่น มาตรการ REACH, RoHs, WEEE เป็นต้น ซึ่งมาตรการดังกล่าวอาจถือเป็นการกีดกันทางการค้าอย่างหนึ่ง ทำให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าของไทยเพิ่มขึ้น อันส่งผลต่อราคาขายที่ต้องสูงขึ้นเช่นกัน

- มาตรการด้านการต่อต้านการอุดหนุน เช่น Anti-Dumping, Safeguard ที่มีต่อสินค้าต่างๆ ของไทย ทำให้สินค้าจะถูกเรียกเก็บภาษีที่สูงขึ้นได้

- แนวโน้มการถูกยกเลิก (Graduation) สิทธิพิเศษทางภาษี GSP ที่ EU ให้กับประเทศกำลังพัฒนา ทั้งนี้ หากประเทศไทยถูกยกเลิกสิทธิพิเศษทางภาษี GSP จะทำให้สินค้าบางรายการของไทยมีอัตราภาษีที่สูงขึ้นกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ

- การเจรจา Free Trade Agreement ของ EU กับประเทศคู่แข่งทางการค้าอื่นๆ จะทำให้ประเทศไทยสูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขันทันที เช่น กรณีที่ EU มีการเจรจาจัดทำ FTA กับสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม เป็นต้น

- มาตรการการอุดหนุนภายในต่อสินค้าเกษตรของสหภาพยุโรป ทำให้สินค้าเกษตรของไทยที่จะส่งเข้ามาขายใน EU จะต้องเผชิญกับสินค้าภายในที่มีต้นทุนต่ำอันเนื่องจากการอุดหนุนของภาครัฐ

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

  1. ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเบลเยียมมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคซึ่งคาดว่าจะลดการใช้จ่ายในด้านต่างๆ ลง เป็นอุปสรรคต่อการขายสินค้าของไทย โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น
  2. อุปสรรคด้านกฎระเบียบของสหภาพยุโรป (EU) เนื่องจากเบลเยียมเป็นประเทศสมาชิกของ EU ดังนั้นกฎระเบียบที่ออกโดย EU ย่อมมีผลบังคับใช้ต่อเบลเยียมด้วยเช่นกัน โดยในภาพรวมสามารถสรุปอุปสรรคสำคัญ อาทิ

- มาตรการและกฎระเบียบที่มีความเข้มงวด โดยเฉพาะมาตรการสุขอนามัยสินค้าเกษตรและอาหาร และมาตรการทางเทคนิคด้าน มาตรฐาน การกำหนดการควบคุมการจัดการ/การผลิตสินค้า เช่น มาตรการ REACH, RoHs, WEEE เป็นต้น ซึ่งมาตรการดังกล่าวอาจถือเป็นการกีดกันทางการค้าอย่างหนึ่ง ทำให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าของไทยเพิ่มขึ้น อันส่งผลต่อราคาขายที่ต้องสูงขึ้นเช่นกัน

- มาตรการด้านการต่อต้านการอุดหนุน เช่น Anti-Dumping, Safeguard ที่มีต่อสินค้าต่างๆ ของไทย ทำให้สินค้าจะถูกเรียกเก็บภาษีที่สูงขึ้นได้

- แนวโน้มการถูกยกเลิก (Graduation) สิทธิพิเศษทางภาษี GSP ที่ EU ให้กับประเทศกำลังพัฒนา ทั้งนี้ หากประเทศไทยถูกยกเลิกสิทธิพิเศษทางภาษี GSP จะทำให้สินค้าบางรายการของไทยมีอัตราภาษีที่สูงขึ้นกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ

- การเจรจา Free Trade Agreement ของ EU กับประเทศคู่แข่งทางการค้าอื่นๆ จะทำให้ประเทศไทยสูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขันทันที เช่น กรณีที่ EU มีการเจรจาจัดทำ FTA กับสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม เป็นต้น

- มาตรการการอุดหนุนภายในต่อสินค้าเกษตรของสหภาพยุโรป ทำให้สินค้าเกษตรของไทยที่จะส่งเข้ามาขายใน EU จะต้องเผชิญกับสินค้าภายในที่มีต้นทุนต่ำอันเนื่องจากการอุดหนุนของภาครัฐ

ข่าวเศรษฐกิจ / เรื่องเด่น / ข่าวประชาสัมพันธ์ในเบลเยียม

  • The European Policy Centre (EPC) ได้จัดสัมมนาหัวข้อ “Post-Summit Briefing” เพื่อวิเคราะห์ผลการประชุมสุดยอด Euro Summit เมื่อ 22 มิถุนายน 2558 และการประชุมคณะมนตรียุโรป (European Council) เมื่อ 25 – 26 มิถุนายน 2558 โดยมีนาย Janis A. Emmanouilidis (ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษาวิจัยของ EPC) และนาย Matthias Krupa (ผู้สื่อข่าวประจำกรุงบรัสเซลส์ของหนังสือพิมพ์ Die Zeit) เป็นวิทยากรร่วม ดำเนินการสัมมนาโดยนาย John Wyles (ที่ปรึกษาอาวุโสของ EPC) ชูประเด็นด้านปัญหาหนี้สินของกรีซและสถานการณ์ทางการเมืองหลังการประชุม Euro Summit เป็นหลัก มีสาระสำคัญ ดังนี้...
  • ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานที่น่าสนใจจากสถานเอกอัครราชทูต ณ    กรุงบรัสเซลส์ (ประเทศเบลเยียม) เกี่ยวกับแนวทางการค้าก๊าซเรือนกระจกในปี 2562 ของสหภาพยุโรปจากรายงานของ European Voice สื่อชื่อดังของเบลเยียม...
  •    แหล่งข่าวจาก Food Navigator รายงานเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 ว่าสมาชิกรัฐสภายุโรป (MEPs) ได้ลงคะแนนเสียงข้างมาก (480-204 เสียง) ต่อเนื่องจากผลคะแนนสนับสนุนของคณะกรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อม สาธารณสุขและความปลอดภัยด้านอาหาร (ENVI) เมื่อเดือนมกราคม 2558 สนับสนุนการออกกฎหมายบังคับให้ฉลากอาหารแสดงถึงแหล่งกำเนิดของเนื้อสัตว์ที่เป็นส่วนผสมของอาหารสำเร็จรูป...
  • คณะกรรมาธิการยุโรป เสนอร่างกฎหมาย เพื่อให้ผู้ขอรับการตรวจลงตราเข้าเขตเชงเก็นระยะสั้น ได้รับความสะดวกมากขึ้น หวังกระตุ้นการท่องเที่ยว สร้างงาน และส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของอียู สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ให้ข้อมูล...
  • นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) เปิดเผยว่า Europe S.A.  (CPF EU) บริษัทย่อยของ...
  • คณะกรรมาธิการยุโรปได้เผยแพร่รายงานการคาดการณ์ระยะกลางของตลาดสินค้าเกษตรหลักที่สำคัญของอียูและรายได้จากภาคเกษตร ปี 2013-2023 ซึ่งคาดการณ์ว่าราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญ อาทิ ข้าวสาลี น้ำตาล และเนื้อสัตว์ จะยังคงที่และเป็นไปในทิศทางที่ดีอีก 7 ปี ทั้งนี้ อุปสงค์อาหารโลกที่เพิ่มสูงขึ้น และการพัฒนาในสาขาเชื้อเพลิงชีวภาพน่าจะเป็นปัจจัยที่รักษาราคาสินค้าเกษตรให้คงที่ รวมทั้งผลผลิตที่ขยายตัวในระดับต่ำส่งผลให้มีผลผลิตส่วนเกินน้อยลง เป็นปัจจัยที่จะรักษาระดับราคาไม่ให้ต่ำลง...


    

สาระน่ารู้

  • One Galle Face is Colombo's first internationally developed integrated lifestyle destination that makes living, working, entertainment and hospitality possible all in one location. Hong Kong's leisure entity Shanri-La Hotels and Resorts foresees the completion of this project by 2018 with a hefty investment of over US$ 600 million. The twin towers will be used for residence, which consist of 50 floors each, 16 penthouses and 8 duplex and simplex units. The target market is expatriates, international investors and the expanding population of Sri Lanka.
  • Following the tremendous success of the Exhibition 2018 and the 36th Annual Sessions, which took place at the Bandaranaike Memorial International Conference Hall in Colombo from February 22 to 25 earlier this year, the SLIA is proud to prsent  the next edition in a superior manner.<br />
    <br />
    Save the date :February 20th to 24th, 2019
  • The Institution of Engineers, Sri Lanka is the successor to the ‘Engineering Association of Ceylon’, which was founded in 1906. In 1968, the Institution of Engineers, Sri Lanka was made an incorporated body of the government, by an Act of Parliament. The IESL being the Apex body for engineering professionals in Sri Lanka, having a membership of more than 20,000, is called upon to represent the profession at many national forums and contribute to national development. By virtue of agreements it has entered into with the International Engineers’ Alliance (IEA) for mutual recognition of competencies, members assessed to have such competencies by IESL are eligible to practice engineering in the member countries including Japan, Australia, United Kingdom, Singapore, Pakistan, India, USA, Canada and South Korea.<br />
    <br />
    IESL with the Vision to be among the leading professional institutions of engineering and technology in the world, has Missioned Techno Sri Lanka’s for “Bringing out and Unleashing the Country’s Multi – Disciplinary Engineering Talents, to Drive Sri Lanka into Technological Excellence for Revolutionary Uplifting of Peoples’ Living Conditions and Prosperity”. Engineers are driven by passion to look beyond the regular, push borders and create the impossible. This is also reflective of the fact that Engineers over centuries are really innovators, who think beyond the realm and invent solutions for mankind, ahead of their time. That’s what engineering is all about and it’s the reason Engineers will always be the ingenious inventors and imaginative innovators throughout time.<br />
    <br />
    The flagship event of IESL, Techno Sri Lanka, since its inception in 1985 has grown to be the largest and the only engineering and technology exhibition held annually in Colombo. Techno, living up to its standards, has provided the means for uplifting peoples’ living conditions and has become an ideal venue for industry professionals, business heads, technologists and keen public to come together on a single global platform.<br />
    <br />
    The world is changing; engineers are in the forefront of this change. Expectations are very high in today’s society. However, the Planet’s resources are fast depleting and engineers have to be smart and innovative to achieve high goals with very low resource consumption. Technology should reach the masses and make them do things differently, as doing ‘business as usual’ will not leave a healthy planet for our children and grandchildren. We need ‘sustainable technologies’ that will revolutionize the day-to-day activities, such as mobile technology, nanotechnology, household solar PV technology and perhaps other inventions and breakthroughs to satisfy the society’s expectations and still not be blamed by our future generations for not leaving them a livable Planet Earth.<br />
    <br />
    Considering these facts, Techno Sri Lanka has redefined its Theme for the year 2018, aiming to fulfill the expectations of all stakeholders.
  • 01. - 03. November 2018 | Trade fair for hotels, hospitality, tourism and food businesses<br />
    <br />
    The Hotel, Hospitality & Food Asia in Sri Lanka has been designed by the dynamic development of the hotel and catering industry and the tourism and food companies to take account of South Asia. She is a specifically targeted at this sector business-to-business event. This exhibition is communication and information platform in the industry and provides the exhibiting companies the opportunity to present to an audience of experts here. Visitors can find information here thoroughly and comprehensively about the latest developments, trends, products and services in various fields. HHF Sri Lanka is the leading marketplace for regional networking and distribution, as well as a new basis for the procurement of products. The program will be held a culinary competition and other live features.<br />
    <br />
    The Hotel Hospitality & Food Asia will take place on 3 days from Thursday, 01. November to Saturday, 03. November 2018 in Colombo.
  • Infotel theme will be Towards a Digital Economy, is aligning with national priorities of enhancing the digital infrastructure of the country for facilitating a digitally empowered ecosystem while improving the Citizens’ engagement in a digital society.
  • The Western Region MegapolisDevelopment Plan, also called Western Region Megapolis Planning Project(WRMPP), is a urban planning, zoning and development project aimed at creating a Megapolis in the Western Province of Sri Lanka by 2030 , which would help address the issues of waste management, traffic congestion, slums and environmental pollution. This project is intended to build a Megacity that matches other well-known economic hubs such as Dubai,Singapore,Seoul and Tokyo. For more information, please visit <a class="txttohtmllink" href="http://www.megapolis.gov.lk/">http://www.megapolis.gov.lk/</a>




เอกสารอ้างอิง

ดาวน์โหลด

ติดต่อหน่วยงาน

European Union - EU
สหภาพยุโรป

เป็นการรวมกลุ่มระหว่างประเทศ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมแบบเหนือรัฐ (supranational) ที่ใหญ่ที่สุดและก้าวหน้าที่สุดในโลก โดยปัจจุบันมีสมาชิก 27 ประเทศ ทั้งนี้ ในปี 2554 สหภาพยุโรปถือเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 4 ของไทย
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์
876 Chaussee de Waterloo, 1000, Brussels, Belgium
Tel: (+32) 2 629 0035
Website : www2.thaieurope.net