ไนจีเรีย

สหพันธสาธารณรัฐไนจีเรีย (Federal Republic of Nigeria) เป็นประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับการค้าน้ำมัน แต่การค้าน้ำมันของประเทศได้รับผลกระทบเป็นเวลานานจากความไร้เสถียรภาพทางการเมือง การฉ้อราษฎร์บังหลวง และระบบเศรษฐกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งประเทศยังอยู่ในช่วงของการปฏิรูประบบเศรษฐกิจจากการที่ต้องพึ่งพาแต่ภาคน้ำมันซึ่งเน้นการใช้เงินทุนเป็นสำคัญ ในขณะที่ภาคการเกษตรเติบโตไม่ทันกับจำนวนประชากรซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ไนจีเรียซึ่งเคยเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ต้องกลายเป็นประเทศผู้นำเข้าอาหาร และจำเป็นต้องขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

ข้อมูลทั่วไป

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ประเทศไนจีเรียเป็นประเทศในกลุ่มแอฟริกาตะวันตกที่ตั้งอยู่บริเวณใจกลางทวีปแอฟริกาค่อนไปทางชายฝั่งตะวันตกของทวีป มีขนาด 923,773 ตารางกิโลเมตร ทิศเหนือติดกับสาธารณรัฐไนเจอร์ ทิศใต้ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก บริเวณอ่าวกินี ทิศตะวันออกติดกับสาธารณรัฐแคเมอรูนและสาธารณรัฐชาด ทิศตะวันตกติดกับสาธารณรัฐเบนิน และมีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 853 กิโลเมตร มีกรุงอาบูจา (Abuja) เป็นเมืองหลวง

ภูมิอากาศของไนจีเรียเป็นแบบร้อนชื้น มี 2 ฤดูกาล คือ ฤดูร้อนและฤดูฝน ภาคเหนืออากาศค่อนข้างร้อนและแห้งเกือบตลอดปี เนื่องจากเป็นที่สูงและใกล้ทะเลทรายซาฮารา อุณหภูมิประมาณ 34.4 องศาเซลเซียสในฤดูร้อน (เดือนพฤศจิกายน-มีนาคม) ปริมาณฝนตกเฉลี่ยปีละ 500 มิลลิเมตร ภาคใต้อากาศไม่ร้อนจัดโดยเฉพาะในฤดูฝน (เดือนเมษายน-ตุลาคม) อุณหภูมิจะอยู่ระหว่าง 18-22 องศาเซลเซียส ปริมาณฝนตกเฉลี่ยปีละ 3,000 มิลลิเมตร และระหว่างเดือนพฤศจิกายน-มกราคม จะมีฝุ่นละอองที่เรียกว่า ฮามาตัน พัดมาจากทะเลทรายซาฮาราปกคลุมทั่วท้องฟ้า ทำให้อากาศร้อนในเวลากลางวันและมีอากาศเย็นในเวลากลางคืน

ประชากร

ไนจีเรียมีประชากรประมาณ 174.5 ล้านคน (2556) เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ กลุ่มชนพื้นเมืองกระจายอยู่ทั่วประเทศถึง 250 เผ่า เช่น Hausa และ Fulani (29%) Yoruba (20%) และ Ibo (18%)

การเมืองการปกครอง

ไนจีเรียปกครองแบบสาธารณรัฐโดยประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐ และเป็นผู้นำรัฐบาล แบ่งปกครองประกอบไปด้วยรัฐใหญ่ๆ ถึง 36 รัฐ แต่ละรัฐมีรัฐบาลปกครองตนเอง มีผู้ว่าการรัฐและมีสภาแห่งรัฐ แบ่งการปกครองเป็น 3 ระดับ คือ รัฐบาลกลาง รัฐ และสภาส่วนท้องถิ่น ระดับรัฐบาลกลางมีประธานาธิบดีเป็นประมุขและผู้นำรัฐบาล ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง อยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี เป็นไปได้ไม่เกิน 2 สมัย

สำหรับสภาของสหพันธ์สาธารณรัฐมี 2 ระดับ คือ วุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร ส่วนฝ่ายตุลาการจะมีศาลสูง ศาลอุทธรณ์ของสหพันธ์ นอกจากนี้ รัฐทางตอนเหนือของประเทศซึ่งประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม จะมีศาลตามกฎหมายอิสลามด้วย

ภาษา

ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการของไนจีเรีย

ศาสนา

ประชากรไนจีเรียนับถือศาสนาอิสลาม 50% ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือ และนับถือศาสนาคริสต์ 40%   ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคใต้และเมืองลากอส นอกนั้นเป็นลัทธิดั้งเดิมของชนเผ่าต่างๆ ความเชื่อดั้งเดิม ประมาณ10%

สกุลเงิน

Nigeria Naira (NGN) อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท = 5.31 ไนร่า (21 พฤษภาคม 2556)

ข้อมูลทั่วไปประเทศไนจีเรีย

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ประเทศไนจีเรียเป็นประเทศในกลุ่มแอฟริกาตะวันตกที่ตั้งอยู่บริเวณใจกลางทวีปแอฟริกาค่อนไปทางชายฝั่งตะวันตกของทวีป มีขนาด 923,773 ตารางกิโลเมตร ทิศเหนือติดกับสาธารณรัฐไนเจอร์ ทิศใต้ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก บริเวณอ่าวกินี ทิศตะวันออกติดกับสาธารณรัฐแคเมอรูนและสาธารณรัฐชาด ทิศตะวันตกติดกับสาธารณรัฐเบนิน และมีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 853 กิโลเมตร มีกรุงอาบูจา (Abuja) เป็นเมืองหลวง

ภูมิอากาศของไนจีเรียเป็นแบบร้อนชื้น มี 2 ฤดูกาล คือ ฤดูร้อนและฤดูฝน ภาคเหนืออากาศค่อนข้างร้อนและแห้งเกือบตลอดปี เนื่องจากเป็นที่สูงและใกล้ทะเลทรายซาฮารา อุณหภูมิประมาณ 34.4 องศาเซลเซียสในฤดูร้อน (เดือนพฤศจิกายน-มีนาคม) ปริมาณฝนตกเฉลี่ยปีละ 500 มิลลิเมตร ภาคใต้อากาศไม่ร้อนจัดโดยเฉพาะในฤดูฝน (เดือนเมษายน-ตุลาคม) อุณหภูมิจะอยู่ระหว่าง 18-22 องศาเซลเซียส ปริมาณฝนตกเฉลี่ยปีละ 3,000 มิลลิเมตร และระหว่างเดือนพฤศจิกายน-มกราคม จะมีฝุ่นละอองที่เรียกว่า ฮามาตัน พัดมาจากทะเลทรายซาฮาราปกคลุมทั่วท้องฟ้า ทำให้อากาศร้อนในเวลากลางวันและมีอากาศเย็นในเวลากลางคืน

ประชากร

ไนจีเรียมีประชากรประมาณ 174.5 ล้านคน (2556) เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ กลุ่มชนพื้นเมืองกระจายอยู่ทั่วประเทศถึง 250 เผ่า เช่น Hausa และ Fulani (29%) Yoruba (20%) และ Ibo (18%)

การเมืองการปกครอง

ไนจีเรียปกครองแบบสาธารณรัฐโดยประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐ และเป็นผู้นำรัฐบาล แบ่งปกครองประกอบไปด้วยรัฐใหญ่ๆ ถึง 36 รัฐ แต่ละรัฐมีรัฐบาลปกครองตนเอง มีผู้ว่าการรัฐและมีสภาแห่งรัฐ แบ่งการปกครองเป็น 3 ระดับ คือ รัฐบาลกลาง รัฐ และสภาส่วนท้องถิ่น ระดับรัฐบาลกลางมีประธานาธิบดีเป็นประมุขและผู้นำรัฐบาล ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง อยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี เป็นไปได้ไม่เกิน 2 สมัย

สำหรับสภาของสหพันธ์สาธารณรัฐมี 2 ระดับ คือ วุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร ส่วนฝ่ายตุลาการจะมีศาลสูง ศาลอุทธรณ์ของสหพันธ์ นอกจากนี้ รัฐทางตอนเหนือของประเทศซึ่งประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม จะมีศาลตามกฎหมายอิสลามด้วย

ภาษา

ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการของไนจีเรีย

ศาสนา

ประชากรไนจีเรียนับถือศาสนาอิสลาม 50% ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือ และนับถือศาสนาคริสต์ 40%   ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคใต้และเมืองลากอส นอกนั้นเป็นลัทธิดั้งเดิมของชนเผ่าต่างๆ ความเชื่อดั้งเดิม ประมาณ10%

สกุลเงิน

Nigeria Naira (NGN) อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท = 5.31 ไนร่า (21 พฤษภาคม 2556)

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ไนจีเรีย เป็นผู้ส่งออกน้ำมันอันดับ 6 ของโลก โดยมีรายได้จากการส่งออกน้ำมันและก๊าซ ในอัตราร้อยละ 95 ของรายได้จากการส่งออกทั้งหมด น้ำมันสำรองของไนจีเรียมีประมาณ 25 ล้านบาร์เรล นอกจากนี้ยังมีก๊าซธรรมชาติสำรอง 159 ล้านลูกบาศก์ฟุต คิดเป็นร้อยละ 35 ของปริมาณก๊าซสำรองในแอฟริกา และใช้ไปได้นานกว่าหนึ่งร้อยปี ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ของไนจีเรียอยู่ที่ประมาณ 450.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มี GDP รายหัวประมาณ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราการเติบโตของ GDP คิดเป็น 7.1% แยกตามภาคการผลิตคือ ภาคการเกษตร 30.9% ภาคอุตสาหกรรม 43% และภาคการบริการ 26%

ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญได้แก่ โกโก้ ถั่วพีนัท น้ำมันปาล์ม ข้าวโพด ข้าว ข้าวฟ่าง ข้าวเดือย มันสำปะหลังอัดเม็ด แยม ยางพารา ปศุสัตว์ แกะ แพะ หมู ไม้ซุง และปลา ส่วนอุตสาหกรรมที่สำคัญคือ น้ำมันดิบ ถ่านหิน ดีบุก โคลัมไบต์ น้ำมันปาล์ม ถั่วลิสง ฝ้าย ยางพารา ไม้ หนังสัตว์ สิ่งทอ ปูนซีเมนต์และอุปกรณ์ก่อสร้างอื่นๆ อาหาร รองเท้า เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย สิ่งพิมพ์ เซรามิค เหล็กกล้า การต่อและซ่อมเรือขนาดเล็ก ซึ่งมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ประมาณ 97.46 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม โกโก้ และยางพารา โดยประเทศคู่ค้าส่งออกที่สำคัญคือ สหรัฐอเมริกา 51.2% บราซิล 7.9% และสเปน 7.6% สหราชอาณาจักร 29.1% อินเดีย 11.6% บราซิล 7.8% สเปน 7.1% ฝรั่งเศส 5% และเนเธอร์แลนด์ 4.3% ในส่วนของมูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ประมาณ 70.58 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สินค้านำเข้าที่สำคัญคือ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์การขนส่ง สินค้าต่างๆ อาหารและสัตว์ที่ยังมีชีวิต และแหล่งนำเข้าที่สำคัญมาจากจีน 17.3% เนเธอร์แลนด์ 4.9% สหรัฐอเมริกา 9.1% อินเดีย 5% และเกาหลีใต้ 4.7%

ในส่วนของการค้าระหว่างไทยกับไนจีเรียนั้น ไนจีเรียเป็นคู่ค้าของไทยอันดับที่ 2 ในภูมิภาคแอฟริกา และเป็นอันดับที่ 45 ในตลาดโลก ที่ผ่านมาการค้าระหว่างไทยกับไนจีเรีย มีมูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 469.45 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ามาตลอด ทั้งนี้ การส่งออกไปไนจีเรียมีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 427.20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ เป็นต้น ส่วนในด้านการนำเข้าไทยมีการนำเข้าจากไนจีเรียมีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 42.24 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งสินค้านำเข้าที่สำคัญได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะ และผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ด้ายและเส้นใย และผ้าผืน เป็นต้น

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ไนจีเรีย เป็นผู้ส่งออกน้ำมันอันดับ 6 ของโลก โดยมีรายได้จากการส่งออกน้ำมันและก๊าซ ในอัตราร้อยละ 95 ของรายได้จากการส่งออกทั้งหมด น้ำมันสำรองของไนจีเรียมีประมาณ 25 ล้านบาร์เรล นอกจากนี้ยังมีก๊าซธรรมชาติสำรอง 159 ล้านลูกบาศก์ฟุต คิดเป็นร้อยละ 35 ของปริมาณก๊าซสำรองในแอฟริกา และใช้ไปได้นานกว่าหนึ่งร้อยปี ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ของไนจีเรียอยู่ที่ประมาณ 450.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มี GDP รายหัวประมาณ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราการเติบโตของ GDP คิดเป็น 7.1% แยกตามภาคการผลิตคือ ภาคการเกษตร 30.9% ภาคอุตสาหกรรม 43% และภาคการบริการ 26%

ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญได้แก่ โกโก้ ถั่วพีนัท น้ำมันปาล์ม ข้าวโพด ข้าว ข้าวฟ่าง ข้าวเดือย มันสำปะหลังอัดเม็ด แยม ยางพารา ปศุสัตว์ แกะ แพะ หมู ไม้ซุง และปลา ส่วนอุตสาหกรรมที่สำคัญคือ น้ำมันดิบ ถ่านหิน ดีบุก โคลัมไบต์ น้ำมันปาล์ม ถั่วลิสง ฝ้าย ยางพารา ไม้ หนังสัตว์ สิ่งทอ ปูนซีเมนต์และอุปกรณ์ก่อสร้างอื่นๆ อาหาร รองเท้า เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย สิ่งพิมพ์ เซรามิค เหล็กกล้า การต่อและซ่อมเรือขนาดเล็ก ซึ่งมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ประมาณ 97.46 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม โกโก้ และยางพารา โดยประเทศคู่ค้าส่งออกที่สำคัญคือ สหรัฐอเมริกา 51.2% บราซิล 7.9% และสเปน 7.6% สหราชอาณาจักร 29.1% อินเดีย 11.6% บราซิล 7.8% สเปน 7.1% ฝรั่งเศส 5% และเนเธอร์แลนด์ 4.3% ในส่วนของมูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ประมาณ 70.58 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สินค้านำเข้าที่สำคัญคือ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์การขนส่ง สินค้าต่างๆ อาหารและสัตว์ที่ยังมีชีวิต และแหล่งนำเข้าที่สำคัญมาจากจีน 17.3% เนเธอร์แลนด์ 4.9% สหรัฐอเมริกา 9.1% อินเดีย 5% และเกาหลีใต้ 4.7%

ในส่วนของการค้าระหว่างไทยกับไนจีเรียนั้น ไนจีเรียเป็นคู่ค้าของไทยอันดับที่ 2 ในภูมิภาคแอฟริกา และเป็นอันดับที่ 45 ในตลาดโลก ที่ผ่านมาการค้าระหว่างไทยกับไนจีเรีย มีมูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 469.45 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ามาตลอด ทั้งนี้ การส่งออกไปไนจีเรียมีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 427.20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ เป็นต้น ส่วนในด้านการนำเข้าไทยมีการนำเข้าจากไนจีเรียมีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 42.24 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งสินค้านำเข้าที่สำคัญได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะ และผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ด้ายและเส้นใย และผ้าผืน เป็นต้น

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

การประกาศใช้กฎหมายส่งเสริมการลงทุน

- อนุญาตนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นในสัดส่วนของบริษัทอย่างไม่จำกัด โดยผ่านตลาดหุ้นของไนจีเรียในทุกค่าเงินที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ และเป็นเจ้าของสินทรัพย์ทางธุรกิจที่ได้รับอนุญาต

- มีคณะกรรมาธิการสนับสนุนการลงทุนในประเทศไนจีเรีย ทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นในกฎหมายของไนจีเรียที่นำมาปฏิบัติอย่างเท่าเทียมต่อนักลงทุนภายในประเทศและนักลงทุนต่างชาติ

- มีกฤษฎีกาการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (ข้อกำหนดทั่วไป และควบคุม) มีสาระสำคัญ คือ เพื่อให้ธนาคารและสถาบันการเงินมีเสถียรภาพ และสร้างความมั่นใจให้แก่สังคม ได้ยกเลิกข้อจำกัดทั้งหมดในการนำเข้าในทุนต่างชาติและการส่งกลับเงินปันผล

- ให้สิทธินักลงทุนทั้งชาวไนจีเรีย และชาวต่างชาติ สามารถลงทุนในธุรกิจที่แข่งขัน กับกิจการสาธารณูปโภคของรัฐบาลได้ ได้แก่ การสื่อสารโทรคมนาคม การผลิตพลังงานไฟฟ้า การสำรวจน้ำมัน การกลั่นน้ำมันเพื่อส่งออก การสำรวจถ่าน หิน ยางมะตอย (Bitumen) กิจการโรงแรม และการท่องเที่ยว

การเปิดธุรกิจในไนจีเรีย

ผู้ให้คำปรึกษาในการลงทุนในไนจีเรียและการเปิดธุรกิจ นักลงทุนต้องใช้เอกสารการเช่า หรือ เป็นเจ้าของสำนักงาน/ที่ดิน ใบรับรองการเสียภาษีนำเข้าวัสดุ/สินค้า ใบอนุญาตจากกระทรวงอุตสาหกรรม ใบอนุญาตทำงาน Work permit จากกระทรวงมหาดไทย ใบอนุญาตจากตรวจคนเข้าเมือง ใบอนุญาตให้แลกเปลี่ยนเงินตราจากกระทรวงการคลัง ซึ่งเอกสารเหล่านี้จะได้รับการตรวจสอบจากกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อออกใบอนุญาตเปิดธุรกิจ

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

การประกาศใช้กฎหมายส่งเสริมการลงทุน

- อนุญาตนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นในสัดส่วนของบริษัทอย่างไม่จำกัด โดยผ่านตลาดหุ้นของไนจีเรียในทุกค่าเงินที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ และเป็นเจ้าของสินทรัพย์ทางธุรกิจที่ได้รับอนุญาต

- มีคณะกรรมาธิการสนับสนุนการลงทุนในประเทศไนจีเรีย ทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นในกฎหมายของไนจีเรียที่นำมาปฏิบัติอย่างเท่าเทียมต่อนักลงทุนภายในประเทศและนักลงทุนต่างชาติ

- มีกฤษฎีกาการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (ข้อกำหนดทั่วไป และควบคุม) มีสาระสำคัญ คือ เพื่อให้ธนาคารและสถาบันการเงินมีเสถียรภาพ และสร้างความมั่นใจให้แก่สังคม ได้ยกเลิกข้อจำกัดทั้งหมดในการนำเข้าในทุนต่างชาติและการส่งกลับเงินปันผล

- ให้สิทธินักลงทุนทั้งชาวไนจีเรีย และชาวต่างชาติ สามารถลงทุนในธุรกิจที่แข่งขัน กับกิจการสาธารณูปโภคของรัฐบาลได้ ได้แก่ การสื่อสารโทรคมนาคม การผลิตพลังงานไฟฟ้า การสำรวจน้ำมัน การกลั่นน้ำมันเพื่อส่งออก การสำรวจถ่าน หิน ยางมะตอย (Bitumen) กิจการโรงแรม และการท่องเที่ยว

การเปิดธุรกิจในไนจีเรีย

ผู้ให้คำปรึกษาในการลงทุนในไนจีเรียและการเปิดธุรกิจ นักลงทุนต้องใช้เอกสารการเช่า หรือ เป็นเจ้าของสำนักงาน/ที่ดิน ใบรับรองการเสียภาษีนำเข้าวัสดุ/สินค้า ใบอนุญาตจากกระทรวงอุตสาหกรรม ใบอนุญาตทำงาน Work permit จากกระทรวงมหาดไทย ใบอนุญาตจากตรวจคนเข้าเมือง ใบอนุญาตให้แลกเปลี่ยนเงินตราจากกระทรวงการคลัง ซึ่งเอกสารเหล่านี้จะได้รับการตรวจสอบจากกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อออกใบอนุญาตเปิดธุรกิจ

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

ไนจีเรียมีการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ โดยได้ยกเลิกข้อจำกัดในเรื่องการถือหุ้นของชาวต่างชาติในบริษัทที่จดทะเบียนในไนจีเรีย ยกเว้นบริษัทที่ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ การผลิตยาเสพติดและยาหลอนประสาท ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถโอนเงินปันผลหรือส่วนแบ่งกำไร การชำระคืนเงินกู้และดอกเบี้ยที่กู้ยืมจากต่างประเทศ การโอนเงินและผลตอบแทนที่ได้จากการจำหน่ายหรือเลิกกิจการได้ ผ่านตัวแทนที่ได้รับอนุญาต

ขณะเดียวกันรัฐบาลมีนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรม โดยยึดหลักผ่อนปรนกฎระเบียบ และไม่แทรกแซงกิจกรรมที่เอกชนดำเนินการ นอกจากนี้ยังรับทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก ให้สิ่งจูงใจ และสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นแก่ความเติบโตทางเศรษฐกิจ นโยบายเกี่ยวกับการลงทุนของประเทศไนจีเรียจึงเน้นหนักในเรื่อง เพิ่มการจ้างงานเพื่อการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มการส่งออกสินค้าที่ผลิตได้ในประเทศ กระจายอุตสาหกรรมไปตามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์อย่างทั่วถึง เพิ่มศักยภาพทางเทคโนโลยีและความสามารถที่มีอยู่ในประเทศ เพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบในท้องถิ่นแก่ผลผลิตทางอุตสาหกรรม โดยค้นหาปัจจัยการผลิตพื้นฐาน และกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน

สิทธิประโยชน์

1. ปลอดภาษี เป็นเวลา 7 ปี แก่ผู้บุกเบิกการลงทุนที่ลงทุนในพื้นที่ที่ยากลำบาก ที่ใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นและที่เป็นการส่งเสริมการส่งออก ทั้งนี้โดยผ่านการรับรองจากภาครัฐ และให้ส่วนลดทางภาษีมากถึงร้อยละ 120 สำหรับการวิจัยและพัฒนาของบริษัทที่กระทำภายในประเทศ ขณะเดียวกันสิทธิทางปัญญายังเป็นของบริษัท

2. ลดภาษีร้อยละ 30 เป็นระยะเวลา 5 ปี สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นทางการเกษตรเกินกว่าร้อยละ 80 วิศวกรรมเกินกว่าร้อยละ 65 และเคมีเกินกว่าร้อยละ 60

3. ลดภาษีร้อยละ 15 เป็นระยะเวลา 5 ปี สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานท้องถิ่นเกินกว่า 1,000 คน ลดภาษีร้อยละ 6 สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานท้องถิ่นเกินกว่า 100 คน และร้อยละ 7 สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานท้องถิ่นเกินกว่า 200 คน

4. ลดภาษีร้อยละ 10 เป็นระยะเวลา 5 ปี สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้วัสดุหรือเครื่องจักรนำเข้าที่ต้องใช้แรงงานท้องถิ่นประกอบ มิใช่สำเร็จรูป ลดภาษีร้อยละ 2 เป็นระยะเวลา 5 ปี สำหรับอุตสาหกรรมที่มีการอบรมพัฒนาแรงงาน ลดภาษีร้อยละ 10 เป็นระยะเวลา 5 ปี สำหรับอุตสาหกรรมที่ส่งออกมากกว่าร้อยละ 6 ของผลผลิต และลดภาษีร้อยละ 20 ในครั้งแรก สำหรับวัสดุที่ขาดแคลนเพื่อการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน

5. ปลอดภาษีสรรพสามิต ตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ.2542 เป็นต้นไป ลดภาษีศุลการกรร้อยละ 25 ตั้งแต่ พ.ศ.2538 เป็นต้นไป และลดภาษีตามจำนวนเงินลงทุน เป็นเวลา 5 ปี บริษัทที่ลงทุนไม่น้อยกว่า 1 ล้านไนร่า ลดร้อยละ 20 ใน 5 ปีแรก และอุตสาหกรรมการผลิตที่ลงทุนไม่น้อยกว่า 100 ล้านไนร่า ได้รับการยกเว้นภาษีใน 5 ปีแรก

6. อุตสาหกรรมแก๊สและน้ำมัน และที่เกี่ยวเนื่องได้รับการยกเว้นภาษี

7. ได้รับการประกันการส่งเงินกลับประเทศ ได้รับสิทธิการเป็นเจ้าของที่ดิน และเช่าซึ่งโดยปกติมีระยะเวลา 99 ปี ทั้งนี้ต้องเคารพในกฎหมายที่ดิน และสิ่งแวดล้อม

8. ธุรกิจการเกษตรจะได้รับการส่งเสริมการกู้ยืมเงินจากธนาคาร โดยระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย 6 เดือน–1 ปี ขึ้นกับชนิดของการเกษตร

9. ภาคเหมืองแร่ ขึ้นกับชนิด ได้รับการปลดภาษี 3-5 ปี ภาคการท่องเที่ยว ได้รับการลดภาษีร้อยละ 25 เป็นเวลา 5 ปี

10. ธุรกิจที่นำผลกำไรกลับสู่กระบวนการผลิตอีก ได้รับการยกเว้นภาษี

เศรษฐกิจพิเศษ

การลงทุนในพื้นที่เศรษฐกิจได้สิทธิพิเศษ คือ ยกเว้นภาษีนำเข้าและส่งออก ร้อยละ 100 ยกเว้นจากการเรียกเก็บภาษีการค้า ร้อยละ 100 สามารถการส่งกลับเงินทุนและผลกำไร ร้อยละ 100 เป็นเจ้าของบริษัทต่างชาติ ร้อยละ 100 เปิดโอกาสให้มีสัญญาเช่าดำเนินการจาก 5-21 ปี ไม่มีโควตาสำหรับแรงงานที่เข้ามาดำเนินการจากต่างประเทศ ไม่มีภาษีจากผลกำไรของบริษัท ไม่มีภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม และไม่มีภาษีหัก ณ ที่จ่าย

สิทธิประโยชน์

1. ปลอดภาษี เป็นเวลา 7 ปี แก่ผู้บุกเบิกการลงทุนที่ลงทุนในพื้นที่ที่ยากลำบาก ที่ใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นและที่เป็นการส่งเสริมการส่งออก ทั้งนี้โดยผ่านการรับรองจากภาครัฐ และให้ส่วนลดทางภาษีมากถึงร้อยละ 120 สำหรับการวิจัยและพัฒนาของบริษัทที่กระทำภายในประเทศ ขณะเดียวกันสิทธิทางปัญญายังเป็นของบริษัท

2. ลดภาษีร้อยละ 30 เป็นระยะเวลา 5 ปี สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นทางการเกษตรเกินกว่าร้อยละ 80 วิศวกรรมเกินกว่าร้อยละ 65 และเคมีเกินกว่าร้อยละ 60

3. ลดภาษีร้อยละ 15 เป็นระยะเวลา 5 ปี สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานท้องถิ่นเกินกว่า 1,000 คน ลดภาษีร้อยละ 6 สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานท้องถิ่นเกินกว่า 100 คน และร้อยละ 7 สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานท้องถิ่นเกินกว่า 200 คน

4. ลดภาษีร้อยละ 10 เป็นระยะเวลา 5 ปี สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้วัสดุหรือเครื่องจักรนำเข้าที่ต้องใช้แรงงานท้องถิ่นประกอบ มิใช่สำเร็จรูป ลดภาษีร้อยละ 2 เป็นระยะเวลา 5 ปี สำหรับอุตสาหกรรมที่มีการอบรมพัฒนาแรงงาน ลดภาษีร้อยละ 10 เป็นระยะเวลา 5 ปี สำหรับอุตสาหกรรมที่ส่งออกมากกว่าร้อยละ 6 ของผลผลิต และลดภาษีร้อยละ 20 ในครั้งแรก สำหรับวัสดุที่ขาดแคลนเพื่อการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน

5. ปลอดภาษีสรรพสามิต ตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ.2542 เป็นต้นไป ลดภาษีศุลการกรร้อยละ 25 ตั้งแต่ พ.ศ.2538 เป็นต้นไป และลดภาษีตามจำนวนเงินลงทุน เป็นเวลา 5 ปี บริษัทที่ลงทุนไม่น้อยกว่า 1 ล้านไนร่า ลดร้อยละ 20 ใน 5 ปีแรก และอุตสาหกรรมการผลิตที่ลงทุนไม่น้อยกว่า 100 ล้านไนร่า ได้รับการยกเว้นภาษีใน 5 ปีแรก

6. อุตสาหกรรมแก๊สและน้ำมัน และที่เกี่ยวเนื่องได้รับการยกเว้นภาษี

7. ได้รับการประกันการส่งเงินกลับประเทศ ได้รับสิทธิการเป็นเจ้าของที่ดิน และเช่าซึ่งโดยปกติมีระยะเวลา 99 ปี ทั้งนี้ต้องเคารพในกฎหมายที่ดิน และสิ่งแวดล้อม

8. ธุรกิจการเกษตรจะได้รับการส่งเสริมการกู้ยืมเงินจากธนาคาร โดยระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย 6 เดือน–1 ปี ขึ้นกับชนิดของการเกษตร

9. ภาคเหมืองแร่ ขึ้นกับชนิด ได้รับการปลดภาษี 3-5 ปี ภาคการท่องเที่ยว ได้รับการลดภาษีร้อยละ 25 เป็นเวลา 5 ปี

10. ธุรกิจที่นำผลกำไรกลับสู่กระบวนการผลิตอีก ได้รับการยกเว้นภาษี

เศรษฐกิจพิเศษ

การลงทุนในพื้นที่เศรษฐกิจได้สิทธิพิเศษ คือ ยกเว้นภาษีนำเข้าและส่งออก ร้อยละ 100 ยกเว้นจากการเรียกเก็บภาษีการค้า ร้อยละ 100 สามารถการส่งกลับเงินทุนและผลกำไร ร้อยละ 100 เป็นเจ้าของบริษัทต่างชาติ ร้อยละ 100 เปิดโอกาสให้มีสัญญาเช่าดำเนินการจาก 5-21 ปี ไม่มีโควตาสำหรับแรงงานที่เข้ามาดำเนินการจากต่างประเทศ ไม่มีภาษีจากผลกำไรของบริษัท ไม่มีภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม และไม่มีภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

ไนจีเรียมีความต้องการสินค้าต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะหมวดอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน รถยนต์และชิ้นส่วน เป็นต้น แต่การกระจายรายได้ของประชากรไม่ดีนัก มีความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูง ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีกำลังซื้อต่ำ และใช้เกณฑ์การตัดสินใจในด้านราคาสินค้าเป็นสำคัญ

ระยะทางที่ห่างไกล และการขาดแคลนข้อมูลข่าวสาร และภาพลักษณ์ในเชิงลบ ส่งผลให้ภาคเอกชนของทั้งฝ่ายไทยและไนจีเรียมีความคุ้นเคยระหว่างกันน้อย

รัฐบาลปัจจุบันยังคงใช้นโยบายควบคุมการนำเข้า โดยมีมาตรการทางภาษีและการประกาศห้ามนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปบางประเภท


    

สาระน่ารู้

  • สหภาพการค้าแห่งนอร์เวย์ (The Norwegian Confederation of Trade Unions (LO)) – เป็นองค์กรคนงานที่ใหญ่ที่สุดและมีอิทธิพลมากที่สุดในนอร์เวย์
  • One Galle Face is Colombo's first internationally developed integrated lifestyle destination that makes living, working, entertainment and hospitality possible all in one location. Hong Kong's leisure entity Shanri-La Hotels and Resorts foresees the completion of this project by 2018 with a hefty investment of over US$ 600 million. The twin towers will be used for residence, which consist of 50 floors each, 16 penthouses and 8 duplex and simplex units. The target market is expatriates, international investors and the expanding population of Sri Lanka.
  • Following the tremendous success of the Exhibition 2018 and the 36th Annual Sessions, which took place at the Bandaranaike Memorial International Conference Hall in Colombo from February 22 to 25 earlier this year, the SLIA is proud to prsent  the next edition in a superior manner.<br />
    <br />
    Save the date :February 20th to 24th, 2019
  • The Institution of Engineers, Sri Lanka is the successor to the ‘Engineering Association of Ceylon’, which was founded in 1906. In 1968, the Institution of Engineers, Sri Lanka was made an incorporated body of the government, by an Act of Parliament. The IESL being the Apex body for engineering professionals in Sri Lanka, having a membership of more than 20,000, is called upon to represent the profession at many national forums and contribute to national development. By virtue of agreements it has entered into with the International Engineers’ Alliance (IEA) for mutual recognition of competencies, members assessed to have such competencies by IESL are eligible to practice engineering in the member countries including Japan, Australia, United Kingdom, Singapore, Pakistan, India, USA, Canada and South Korea.<br />
    <br />
    IESL with the Vision to be among the leading professional institutions of engineering and technology in the world, has Missioned Techno Sri Lanka’s for “Bringing out and Unleashing the Country’s Multi – Disciplinary Engineering Talents, to Drive Sri Lanka into Technological Excellence for Revolutionary Uplifting of Peoples’ Living Conditions and Prosperity”. Engineers are driven by passion to look beyond the regular, push borders and create the impossible. This is also reflective of the fact that Engineers over centuries are really innovators, who think beyond the realm and invent solutions for mankind, ahead of their time. That’s what engineering is all about and it’s the reason Engineers will always be the ingenious inventors and imaginative innovators throughout time.<br />
    <br />
    The flagship event of IESL, Techno Sri Lanka, since its inception in 1985 has grown to be the largest and the only engineering and technology exhibition held annually in Colombo. Techno, living up to its standards, has provided the means for uplifting peoples’ living conditions and has become an ideal venue for industry professionals, business heads, technologists and keen public to come together on a single global platform.<br />
    <br />
    The world is changing; engineers are in the forefront of this change. Expectations are very high in today’s society. However, the Planet’s resources are fast depleting and engineers have to be smart and innovative to achieve high goals with very low resource consumption. Technology should reach the masses and make them do things differently, as doing ‘business as usual’ will not leave a healthy planet for our children and grandchildren. We need ‘sustainable technologies’ that will revolutionize the day-to-day activities, such as mobile technology, nanotechnology, household solar PV technology and perhaps other inventions and breakthroughs to satisfy the society’s expectations and still not be blamed by our future generations for not leaving them a livable Planet Earth.<br />
    <br />
    Considering these facts, Techno Sri Lanka has redefined its Theme for the year 2018, aiming to fulfill the expectations of all stakeholders.
  • 01. - 03. November 2018 | Trade fair for hotels, hospitality, tourism and food businesses<br />
    <br />
    The Hotel, Hospitality & Food Asia in Sri Lanka has been designed by the dynamic development of the hotel and catering industry and the tourism and food companies to take account of South Asia. She is a specifically targeted at this sector business-to-business event. This exhibition is communication and information platform in the industry and provides the exhibiting companies the opportunity to present to an audience of experts here. Visitors can find information here thoroughly and comprehensively about the latest developments, trends, products and services in various fields. HHF Sri Lanka is the leading marketplace for regional networking and distribution, as well as a new basis for the procurement of products. The program will be held a culinary competition and other live features.<br />
    <br />
    The Hotel Hospitality & Food Asia will take place on 3 days from Thursday, 01. November to Saturday, 03. November 2018 in Colombo.
  • Infotel theme will be Towards a Digital Economy, is aligning with national priorities of enhancing the digital infrastructure of the country for facilitating a digitally empowered ecosystem while improving the Citizens’ engagement in a digital society.




เอกสารอ้างอิง
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน. สหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย (Republic of Nigeria) (ออนไลน์). สืบค้นจาก: http://www.boi.go.th/thai/africa/Nigeria.pdf [15 มีนาคม 2553]
  • บริษัท บาลานซ์ โนว์เล็จ ดีไซน์ จำกัด. คู่มือการลงทุนสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย (ออนไลน์). สืบค้นจาก: http://www.nitipoom.com/swf/research_19.swf [ตุลาคม 2552]
  • THE WORLD BANK 2012. GDP per capita (current US$) (ออนไลน์). สืบค้นจาก: http://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.PCAP.CD/countries [17 กรกฎาคม 2556 ]