บราซิล

สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล เป็นประเทศใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดในอเมริกาใต้ เคยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึงร้อยละ 7.3 แต่ช่วงทศวรรษที่ 1980 ได้เกิดวิกฤตการณ์เสถียรภาพทางการเงิน มีปัญหาเงินเฟ้อและขาดดุลการชำระเงิน รัฐบาลจึงดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินด้วยการสร้างวินัยการเงิน ปล่อยค่าเงินลอยตัวและลดภาวะเงินเฟ้อ รวมถึงทบทวนนโยบายการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า มากว่า 35 ปี ทำให้เศรษฐกิจบราซิลมีลักษณะปิดและปกป้องตัวเอง

ในเวลาต่อมารัฐบาลได้แสดงเจตจำนงในการใช้หนี้ต่างประเทศ ทำให้หนี้ต่างประเทศของบราซิลลดเหลือร้อยละ 11.6 ของ GDP ในปี 2552 นอกจากนี้ การตัดสินใจให้กู้เงินจำนวน 14 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และในปี 2555 บราซิลมีอัตราการขยายตัวของ GDP อยู่ที่ประมาณร้อยละ 3

ข้อมูลทั่วไป

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

บราซิลตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปอเมริกาใต้ เมืองหลวงคือ กรุงบราซิเลีย มีชายฝั่งทะเลด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือจดทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติค ส่วนพรมแดนด้านทิศเหนือ ทิศตะวันตกและทางทิศใต้มีพื้นที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ ถึง 10 ประเทศ คือ อาร์เจนตินา โบลิเวีย โคลอมเบีย เฟรนซ์กิยาน่า กียาอานา ปารากวัย เปรู สุรินัม อุรุกวัย และเวเนซุเอลา พื้นที่รวมทั้งประเทศ 8,511,965 ตารางกิโลเมตร

ทางตอนเหนือมีสภาพภูมิอากาศเป็นเขตร้อนชื้น ส่วนทางใต้จะมีสภาพอากาศอบอุ่นและหนาว และฤดูกาลจะตรงข้ามกับทวีปยุโรป คือ ฤดูหนาวในยุโรปจะเป็นฤดูร้อนในบราซิล และฤดูร้อนในยุโรปจะเป็นฤดูหนาวในบราซิล

ประชากร

บราซิลมีจำนวนประชากรทั้งหมด 193 ล้านคน อัตราเติบโตของประชากร 1.13% เป็นคนผิวขาว 53.7% มูราโต้ (ผสมผิวขาวและผิวดำ) 38.5% ผิวดำ 6.2% เอเชีย 0.9% และชาวอินเดียน (คนพื้นเมืองเดิม) 7.4%

การเมืองการปกครอง

ประเทศบราซิลประกอบด้วยรัฐต่างๆ 26 รัฐ และ1 เขตการปกครอง รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้งโดยทางตรงและลับจากประชาชนเป็นประมุข เป็นผู้นำรัฐบาลกลางและแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี 25 กระทรวง มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี โดยฝ่ายนิติบัญญัติปัจจุบันจะครบวาระในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558

การบริหารประเทศบราซิลแบ่งเป็น 3 ฝ่ายคือ ฝ่ายบริหาร มีประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้ง ฝ่ายนิติบัญญัติ สภาแห่งชาติเป็นระบบรัฐสภาคู่ ประกอบด้วย วุฒิสภา มีสมาชิกจานวน 81 คน สภาผู้แทนราษฎร มี สมาชิกจำนวน 513 คน โดยแต่ละรัฐจะมีผู้แทนอย่างน้อย 8 ที่นั่ง และไม่เกิน 70 ที่นั่ง จากการเลือกตั้งตามสัดส่วนประชากร มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี ฝ่ายตุลาการมีศาลสูงสุดแห่งชาติ โดยที่ผู้พิพากษาทั้ง 11 คนมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีและรับรองโดยวุฒิสภา มีวาระดำรงตำแหน่งตลอดชีพ

ภาษา

ภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาประจำชาติและภาษาราชการของบราซิล ส่วนภาษาสเปนและภาษาอังกฤษมีการใช้บ้างประปราย

ศาสนา

ชาวบราซิลนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก 

สกุลเงิน

บราซิลมีเงินท้องถิ่นเรียกว่า "เงินเฮอัล (REAL)" (1 เฮอัล ประมาณ0.49 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ14.56 บาท)

ข้อมูลทั่วไปประเทศบราซิล

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

บราซิลตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปอเมริกาใต้ เมืองหลวงคือ กรุงบราซิเลีย มีชายฝั่งทะเลด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือจดทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติค ส่วนพรมแดนด้านทิศเหนือ ทิศตะวันตกและทางทิศใต้มีพื้นที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ ถึง 10 ประเทศ คือ อาร์เจนตินา โบลิเวีย โคลอมเบีย เฟรนซ์กิยาน่า กียาอานา ปารากวัย เปรู สุรินัม อุรุกวัย และเวเนซุเอลา พื้นที่รวมทั้งประเทศ 8,511,965 ตารางกิโลเมตร

ทางตอนเหนือมีสภาพภูมิอากาศเป็นเขตร้อนชื้น ส่วนทางใต้จะมีสภาพอากาศอบอุ่นและหนาว และฤดูกาลจะตรงข้ามกับทวีปยุโรป คือ ฤดูหนาวในยุโรปจะเป็นฤดูร้อนในบราซิล และฤดูร้อนในยุโรปจะเป็นฤดูหนาวในบราซิล

ประชากร

บราซิลมีจำนวนประชากรทั้งหมด 193 ล้านคน อัตราเติบโตของประชากร 1.13% เป็นคนผิวขาว 53.7% มูราโต้ (ผสมผิวขาวและผิวดำ) 38.5% ผิวดำ 6.2% เอเชีย 0.9% และชาวอินเดียน (คนพื้นเมืองเดิม) 7.4%

การเมืองการปกครอง

ประเทศบราซิลประกอบด้วยรัฐต่างๆ 26 รัฐ และ1 เขตการปกครอง รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้งโดยทางตรงและลับจากประชาชนเป็นประมุข เป็นผู้นำรัฐบาลกลางและแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี 25 กระทรวง มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี โดยฝ่ายนิติบัญญัติปัจจุบันจะครบวาระในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558

การบริหารประเทศบราซิลแบ่งเป็น 3 ฝ่ายคือ ฝ่ายบริหาร มีประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้ง ฝ่ายนิติบัญญัติ สภาแห่งชาติเป็นระบบรัฐสภาคู่ ประกอบด้วย วุฒิสภา มีสมาชิกจานวน 81 คน สภาผู้แทนราษฎร มี สมาชิกจำนวน 513 คน โดยแต่ละรัฐจะมีผู้แทนอย่างน้อย 8 ที่นั่ง และไม่เกิน 70 ที่นั่ง จากการเลือกตั้งตามสัดส่วนประชากร มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี ฝ่ายตุลาการมีศาลสูงสุดแห่งชาติ โดยที่ผู้พิพากษาทั้ง 11 คนมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีและรับรองโดยวุฒิสภา มีวาระดำรงตำแหน่งตลอดชีพ

ภาษา

ภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาประจำชาติและภาษาราชการของบราซิล ส่วนภาษาสเปนและภาษาอังกฤษมีการใช้บ้างประปราย

ศาสนา

ชาวบราซิลนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก 

สกุลเงิน

บราซิลมีเงินท้องถิ่นเรียกว่า "เงินเฮอัล (REAL)" (1 เฮอัล ประมาณ0.49 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ14.56 บาท)

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

บราซิลมี GDP อยู่ที่ประมาณ 2,282 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นอันดับที่ 8 ของโลก ซึ่งประกอบด้วยสัดส่วนรายได้ต่อ GDP ตามภาคต่างๆ คือ ภาคการเกษตรร้อยละ 5.5 ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 27.5 และภาคบริการร้อยละ 67 ซึ่งขณะนี้รัฐบาลของบราซิลกำลังถูกจับตามองแนวทางการดำเนินการในเรื่องรักษาค่าเงินเฮอัลให้มีความเหมาะสมให้มีความสมดุลกันระหว่างความต้องการค่าเงินอ่อนของภาคการส่งออก และปัญหาเงินเฟ้อที่บราซิลประสบปัญหามาโดยตลอด

ในปี 2555 เศรษฐกิจบราซิลขยายตัวที่ประมาณร้อยละ 3.2-3.0 ของ GDP ซึ่งปัจจัยบวกที่สาคัญได้แก่การขยายตัวด้านเศรษฐกิจภายในประเทศจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ของประชาชน ก่อให้เกิดคนชั้นกลางมากขึ้น และการขยายตัวด้านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกในปี 2016 และฟุตบอลโลกในปี 2014 แต่ก็มีปัจจัยเสี่ยงด้านปัญหาเศรษฐกิจของยุโรปและสหรัฐ และอัตราเงินเฟ้อที่ที่รัฐบาลต้องควบคุมที่ประมาณร้อยละ 4.5

ด้านการค้าต่างประเทศบราซิลมีการส่งออก คิดเป็นมูลค่าประมาณ 256.0 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่มีการนำเข้าคิดเป็นมูลค่าประมาณ 226.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เกินดุลการค้าประมาณ 29.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศประมาณ 17.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เกินดุลบัญชีเดินสะพัดรวม 288.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ บราซิลเป็นสมาชิกก่อตั้งองค์การการค้าโลก และเป็นประเทศสมาชิกในกลุ่มเครนส์ 20 ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรสุทธิเช่นเดียวกับประเทศไทย

ตลาดส่งออกที่สำคัญของบราซิลได้แก่ จีน (15.25%) สหรัฐฯ (9.56%) อาร์เจนติน่า (9.17%) เนเธอร์แลนด์ (5.07%) เยอรมนี (4.03%) ไทย (อันดับที่ 33 / 0.70%) ซึ่งสินค้าส่งออกสำคัญคือ แร่และเชื้อเพลิง เมล็ดพืชและถั่ว เนื้อสัตว์ (ไก่สดแช่แข็ง และเนื้อสดแช่แข็ง) และยานยนต์ ส่วนแหล่งนำเข้าที่สำคัญมาจากสหรัฐฯ (14.89%) จีน (14.09%) อาร์เจนติน่า (7.94%) เยอรมนี (6.91%) เกาหลีใต้ (4.64%) ไทย (อันดับที่ 22 / 1.01%) สินค้านำเข้าที่สำคัญคือ แร่และเชื้อเพลิง เครื่องยนต์และเครื่องจักร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และเคมีภัณฑ์ (ที่มาจากวัสดุธรรมชาติ)

ทั้งนี้ การส่งออกของไทยมายังบราซิลในปี 2555 มีมูลค่าประมาณ 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยขยายตัวสูงขึ้นร้อยละ 10-15 ปัจจัยหลักจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของบราซิล ทำให้มีอุปสงค์เพิ่มขึ้นมาก โดยร้อยละ 80 ของสินค้าที่ไทยส่งออกมายังบราซิลส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทวัตถุดิบและส่วนประกอบเพื่อนำมาประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อจำหน่ายหรือส่งออกต่อไปยังประเทศในแถบลาตินอเมริกา อเมริกาและยุโรป

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

บราซิลมี GDP อยู่ที่ประมาณ 2,282 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นอันดับที่ 8 ของโลก ซึ่งประกอบด้วยสัดส่วนรายได้ต่อ GDP ตามภาคต่างๆ คือ ภาคการเกษตรร้อยละ 5.5 ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 27.5 และภาคบริการร้อยละ 67 ซึ่งขณะนี้รัฐบาลของบราซิลกำลังถูกจับตามองแนวทางการดำเนินการในเรื่องรักษาค่าเงินเฮอัลให้มีความเหมาะสมให้มีความสมดุลกันระหว่างความต้องการค่าเงินอ่อนของภาคการส่งออก และปัญหาเงินเฟ้อที่บราซิลประสบปัญหามาโดยตลอด

ในปี 2555 เศรษฐกิจบราซิลขยายตัวที่ประมาณร้อยละ 3.2-3.0 ของ GDP ซึ่งปัจจัยบวกที่สาคัญได้แก่การขยายตัวด้านเศรษฐกิจภายในประเทศจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ของประชาชน ก่อให้เกิดคนชั้นกลางมากขึ้น และการขยายตัวด้านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกในปี 2016 และฟุตบอลโลกในปี 2014 แต่ก็มีปัจจัยเสี่ยงด้านปัญหาเศรษฐกิจของยุโรปและสหรัฐ และอัตราเงินเฟ้อที่ที่รัฐบาลต้องควบคุมที่ประมาณร้อยละ 4.5

ด้านการค้าต่างประเทศบราซิลมีการส่งออก คิดเป็นมูลค่าประมาณ 256.0 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่มีการนำเข้าคิดเป็นมูลค่าประมาณ 226.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เกินดุลการค้าประมาณ 29.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศประมาณ 17.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เกินดุลบัญชีเดินสะพัดรวม 288.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ บราซิลเป็นสมาชิกก่อตั้งองค์การการค้าโลก และเป็นประเทศสมาชิกในกลุ่มเครนส์ 20 ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรสุทธิเช่นเดียวกับประเทศไทย

ตลาดส่งออกที่สำคัญของบราซิลได้แก่ จีน (15.25%) สหรัฐฯ (9.56%) อาร์เจนติน่า (9.17%) เนเธอร์แลนด์ (5.07%) เยอรมนี (4.03%) ไทย (อันดับที่ 33 / 0.70%) ซึ่งสินค้าส่งออกสำคัญคือ แร่และเชื้อเพลิง เมล็ดพืชและถั่ว เนื้อสัตว์ (ไก่สดแช่แข็ง และเนื้อสดแช่แข็ง) และยานยนต์ ส่วนแหล่งนำเข้าที่สำคัญมาจากสหรัฐฯ (14.89%) จีน (14.09%) อาร์เจนติน่า (7.94%) เยอรมนี (6.91%) เกาหลีใต้ (4.64%) ไทย (อันดับที่ 22 / 1.01%) สินค้านำเข้าที่สำคัญคือ แร่และเชื้อเพลิง เครื่องยนต์และเครื่องจักร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และเคมีภัณฑ์ (ที่มาจากวัสดุธรรมชาติ)

ทั้งนี้ การส่งออกของไทยมายังบราซิลในปี 2555 มีมูลค่าประมาณ 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยขยายตัวสูงขึ้นร้อยละ 10-15 ปัจจัยหลักจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของบราซิล ทำให้มีอุปสงค์เพิ่มขึ้นมาก โดยร้อยละ 80 ของสินค้าที่ไทยส่งออกมายังบราซิลส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทวัตถุดิบและส่วนประกอบเพื่อนำมาประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อจำหน่ายหรือส่งออกต่อไปยังประเทศในแถบลาตินอเมริกา อเมริกาและยุโรป

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

การจัดตั้งองค์กรธุรกิจทุกประเภทถือเป็นการจัดตั้งภายใต้กฎหมายของสหพันธ์ บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลต่างชาติสามารถจัดตั้งองค์กรธุรกิจได้ทุกประเภทเช่นเดียวกับคนบราซิล หากมีการจดทะเบียนจัดตั้งและมีสถานประกอบการบราซิลแล้วถือว่ามีสัญชาติบราซิล และต้องประกอบด้วยบุคคลตั้งแต่ 2 คนร่วมกันก่อตั้งขึ้น โดยไม่มีข้อกำหนดเรื่องเงินทุนจดทะเบียนขั้นต่ำไว้ (ปัจจุบันสานักงานตรวจคนเข้าเมืองจะให้ work permit แก่คนต่างด้าวที่จะเข้ามาบริหารกิจการต่อเมื่อบริษัทมีทุนจดทะเบียนหรือมีการลงทุนเทียบแล้วไม่น้อยกว่า 200,000 เหรียญสหรัฐฯ)

กิจการที่ต้องห้ามสำหรับบุคคลต่างด้าว ได้แก่

  1. ห้ามเป็นเจ้าของ กัปตัน ต้นหน หรือกลาสีเรือ (ยกเว้นเรือประมง)
  2. ห้ามเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชนทุกประเภท ไม่ว่าจะในรูปหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น
  3. ห้ามไม่ให้เป็นผู้บริหารกิจการสื่อมวลชนทุกประเภท
  4. ไม่สามารถขอสัมปทานขุด สำรวจหรือแต่งแร่ หรือทำการวิจัยในเรื่องทรัพยากรเหล่านี้
  5. ห้ามเป็นเจ้าของอากาศยานบราซิล
  6. ห้ามเป็นนายหน้าซื้อขายเรือหรืออากาศยานให้กับทางราชการ
  7. ห้ามมีส่วนร่วมในการบริหาร หรือเป็นตัวแทน หรือให้คำปรึกษาแก่สหภาพแรงงานหรืออาชีพ
  8. ห้ามประกอบอาชีพนำร่องในอ่าว ตามแม่น้ำ หรือทะเลสาบต่างๆ
  9. ห้ามเป็นเจ้าของ มี หรือดำเนินการเกี่ยวกับสื่อกระจายเสียง (และภาพ) แม้จะเป็นงานอดิเรก ยกเว้นจะมีข้อตกลงเป็นอย่างอื่น
  10. ห้ามเป็นผู้สอนศาสนาในกองทัพและกิจการเกี่ยวเนื่อง และห้ามคนต่างด้าวเกี่ยวข้องกับกิจการการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งห้ามรับเป็นผู้ดำเนินการในการประชาสัมพันธ์ เชิญชวน จัดการชุมนุมทางการเมือง

กฎระเบียบการทำธุรกิจ

การจัดตั้งองค์กรธุรกิจทุกประเภทถือเป็นการจัดตั้งภายใต้กฎหมายของสหพันธ์ บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลต่างชาติสามารถจัดตั้งองค์กรธุรกิจได้ทุกประเภทเช่นเดียวกับคนบราซิล หากมีการจดทะเบียนจัดตั้งและมีสถานประกอบการบราซิลแล้วถือว่ามีสัญชาติบราซิล และต้องประกอบด้วยบุคคลตั้งแต่ 2 คนร่วมกันก่อตั้งขึ้น โดยไม่มีข้อกำหนดเรื่องเงินทุนจดทะเบียนขั้นต่ำไว้ (ปัจจุบันสานักงานตรวจคนเข้าเมืองจะให้ work permit แก่คนต่างด้าวที่จะเข้ามาบริหารกิจการต่อเมื่อบริษัทมีทุนจดทะเบียนหรือมีการลงทุนเทียบแล้วไม่น้อยกว่า 200,000 เหรียญสหรัฐฯ)

กิจการที่ต้องห้ามสำหรับบุคคลต่างด้าว ได้แก่

  1. ห้ามเป็นเจ้าของ กัปตัน ต้นหน หรือกลาสีเรือ (ยกเว้นเรือประมง)
  2. ห้ามเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชนทุกประเภท ไม่ว่าจะในรูปหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น
  3. ห้ามไม่ให้เป็นผู้บริหารกิจการสื่อมวลชนทุกประเภท
  4. ไม่สามารถขอสัมปทานขุด สำรวจหรือแต่งแร่ หรือทำการวิจัยในเรื่องทรัพยากรเหล่านี้
  5. ห้ามเป็นเจ้าของอากาศยานบราซิล
  6. ห้ามเป็นนายหน้าซื้อขายเรือหรืออากาศยานให้กับทางราชการ
  7. ห้ามมีส่วนร่วมในการบริหาร หรือเป็นตัวแทน หรือให้คำปรึกษาแก่สหภาพแรงงานหรืออาชีพ
  8. ห้ามประกอบอาชีพนำร่องในอ่าว ตามแม่น้ำ หรือทะเลสาบต่างๆ
  9. ห้ามเป็นเจ้าของ มี หรือดำเนินการเกี่ยวกับสื่อกระจายเสียง (และภาพ) แม้จะเป็นงานอดิเรก ยกเว้นจะมีข้อตกลงเป็นอย่างอื่น
  10. ห้ามเป็นผู้สอนศาสนาในกองทัพและกิจการเกี่ยวเนื่อง และห้ามคนต่างด้าวเกี่ยวข้องกับกิจการการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งห้ามรับเป็นผู้ดำเนินการในการประชาสัมพันธ์ เชิญชวน จัดการชุมนุมทางการเมือง

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

  • ก้าวสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยยึดหลักสาคัญคือ พลังงานสะอาด ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยี การลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มผลผลิต
  • รักษาเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจ ส่งเสริมนโยบายการค้าเสรี ต่อต้านระบบ Protectionism
  • สนับสนุนการปฏิรูประบบการเงินโลก เพื่อป้องกันปัญหาเงินทุนไหลเวียนและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ต่อต้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม/ การไหลข้าวของเงินทุนต่างประเทศ เพื่อเก็งกำไร
  • ปฏิรูประบบภาษีให้ชัดเจน ไม่ซ้าซ้อน และเป็นธรรม รวมทั้งแก้ปัญหาเงินเฟ้อ
  • ส่งเสริมโครงการลงทุนและระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในปี 2014 และกีฬาโอลิมปิกในปี 2016 และเพื่อประโยชน์ต่อชุมชนในท้องถิ่นในระยะยาว
  • พัฒนาโครงการขุดเจาะน้ำมันซึ่งถือเป็นอนาคตของชาติด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อความก้าวหน้าทางสังคมโดยคำนึงถึงดุลยภาพด้านสิ่งแวดล้อม

สิทธิประโยชน์

ในแต่ละรัฐของประเทศบราซิลจะมีเงื่อนไขพิเศษและสิทธิประโยชน์ให้กับนักลงทุนแตกต่างกันไป เช่น

- รัฐมะเนาส์ เขตอุตสาหกรรมพิเศษ (Manause Free Trade Zone) ให้สิทธิเศษในการยกเว้นภาษีรายได้บางส่วน ภาษีอุตสาหกรรม ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีนำเข้าบางรายการ เพื่อการผลิตและส่งออกไปขายนอกรัฐมะเนาส์ หรือการส่งออก

- รัฐซาวาดอร์ ส่งเสริมการลงทุน โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมการขนส่งของเรือขนส่งสินค้า มีเงินกู้ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ ยกเว้นภาษีสาธารณูปโภคและภาษีบางรายการให้กับผู้ลงทุนตามเงื่อนไขต่างๆ

- บราซิลให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศที่มีข้อตกลงทางการค้าด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มสมาชิกประเทศเมอเคอซู (MERCOSUR) ประกอบด้วย บราซิล อาร์เจนติน่า ปารากวัย อุรกกวัย ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษีระหว่างกัน (ร้อยละ 0-5) ตามรายการสินค้าและบริการในกลุ่มที่มีการตกลงแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งเป็น Common Union Market Tariffs นอกจากนั้น ยังมีข้อตกลงทางการค้ากับประเทศต่างๆ ที่บราซิลได้ตกลงกันตามกรอบการเจรจาทวิภาคีและพหุภาคี

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

  • ระยะทางระหว่างไทยและบราซิลถือว่าไกล และมีค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดสูง
  • ผู้ส่งออกไทยยังให้ความสนใจในการทำตลาดอย่างจริงจังน้อย
  • บราซิลใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาหลักในการเจรจาและติตต่อธุรกิจ ซึ่งนักธุรกิจไทยไม่คุ้นเคย
  • มีกฎระเบียบและมาตรการกีดกันทางการค้าค่อนข้างมาก และมีอัตราภาษีนำเข้าที่สูง ทำให้สินค้าไทยมีราคาสูง เมื่อถึงมือผู้บริโภค
  • ยังไม่มีข้อตกลงทางการค้าระหว่างกันที่จะเป็นเครื่องมือในการลดอุปสรรคทางการค้าต่อกัน
  • ประเทศไทยตลอดจนสินค้าไทยยังเป็นที่รู้จักและคุ้นเคยกับคนบราซิลค่อนข้างน้อย

    

สาระน่ารู้

  • สหภาพการค้าแห่งนอร์เวย์ (The Norwegian Confederation of Trade Unions (LO)) – เป็นองค์กรคนงานที่ใหญ่ที่สุดและมีอิทธิพลมากที่สุดในนอร์เวย์
  • One Galle Face is Colombo's first internationally developed integrated lifestyle destination that makes living, working, entertainment and hospitality possible all in one location. Hong Kong's leisure entity Shanri-La Hotels and Resorts foresees the completion of this project by 2018 with a hefty investment of over US$ 600 million. The twin towers will be used for residence, which consist of 50 floors each, 16 penthouses and 8 duplex and simplex units. The target market is expatriates, international investors and the expanding population of Sri Lanka.
  • Following the tremendous success of the Exhibition 2018 and the 36th Annual Sessions, which took place at the Bandaranaike Memorial International Conference Hall in Colombo from February 22 to 25 earlier this year, the SLIA is proud to prsent  the next edition in a superior manner.<br />
    <br />
    Save the date :February 20th to 24th, 2019
  • The Institution of Engineers, Sri Lanka is the successor to the ‘Engineering Association of Ceylon’, which was founded in 1906. In 1968, the Institution of Engineers, Sri Lanka was made an incorporated body of the government, by an Act of Parliament. The IESL being the Apex body for engineering professionals in Sri Lanka, having a membership of more than 20,000, is called upon to represent the profession at many national forums and contribute to national development. By virtue of agreements it has entered into with the International Engineers’ Alliance (IEA) for mutual recognition of competencies, members assessed to have such competencies by IESL are eligible to practice engineering in the member countries including Japan, Australia, United Kingdom, Singapore, Pakistan, India, USA, Canada and South Korea.<br />
    <br />
    IESL with the Vision to be among the leading professional institutions of engineering and technology in the world, has Missioned Techno Sri Lanka’s for “Bringing out and Unleashing the Country’s Multi – Disciplinary Engineering Talents, to Drive Sri Lanka into Technological Excellence for Revolutionary Uplifting of Peoples’ Living Conditions and Prosperity”. Engineers are driven by passion to look beyond the regular, push borders and create the impossible. This is also reflective of the fact that Engineers over centuries are really innovators, who think beyond the realm and invent solutions for mankind, ahead of their time. That’s what engineering is all about and it’s the reason Engineers will always be the ingenious inventors and imaginative innovators throughout time.<br />
    <br />
    The flagship event of IESL, Techno Sri Lanka, since its inception in 1985 has grown to be the largest and the only engineering and technology exhibition held annually in Colombo. Techno, living up to its standards, has provided the means for uplifting peoples’ living conditions and has become an ideal venue for industry professionals, business heads, technologists and keen public to come together on a single global platform.<br />
    <br />
    The world is changing; engineers are in the forefront of this change. Expectations are very high in today’s society. However, the Planet’s resources are fast depleting and engineers have to be smart and innovative to achieve high goals with very low resource consumption. Technology should reach the masses and make them do things differently, as doing ‘business as usual’ will not leave a healthy planet for our children and grandchildren. We need ‘sustainable technologies’ that will revolutionize the day-to-day activities, such as mobile technology, nanotechnology, household solar PV technology and perhaps other inventions and breakthroughs to satisfy the society’s expectations and still not be blamed by our future generations for not leaving them a livable Planet Earth.<br />
    <br />
    Considering these facts, Techno Sri Lanka has redefined its Theme for the year 2018, aiming to fulfill the expectations of all stakeholders.
  • 01. - 03. November 2018 | Trade fair for hotels, hospitality, tourism and food businesses<br />
    <br />
    The Hotel, Hospitality & Food Asia in Sri Lanka has been designed by the dynamic development of the hotel and catering industry and the tourism and food companies to take account of South Asia. She is a specifically targeted at this sector business-to-business event. This exhibition is communication and information platform in the industry and provides the exhibiting companies the opportunity to present to an audience of experts here. Visitors can find information here thoroughly and comprehensively about the latest developments, trends, products and services in various fields. HHF Sri Lanka is the leading marketplace for regional networking and distribution, as well as a new basis for the procurement of products. The program will be held a culinary competition and other live features.<br />
    <br />
    The Hotel Hospitality & Food Asia will take place on 3 days from Thursday, 01. November to Saturday, 03. November 2018 in Colombo.
  • Infotel theme will be Towards a Digital Economy, is aligning with national priorities of enhancing the digital infrastructure of the country for facilitating a digitally empowered ecosystem while improving the Citizens’ engagement in a digital society.




เอกสารอ้างอิง
  • กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์. สคต. ณ นครเซาเปลาโล.ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล (ออนไลน์). สืบค้นจาก: www.ditp.go.th//attachments/article/doc/55/55002190.pdf [19 กรกฎาคม 2555]
  • THE WORLD BANK 2012. GDP per capita (current US$) (ออนไลน์). สืบค้นจาก: http://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.PCAP.CD/countries [17 กรกฎาคม 2556 ]

ดาวน์โหลด

ติดต่อหน่วยงาน

Business Information Center (BIC)
Ministry of Foreign Affairs, Kingdom of Thailand , Sri Ayudhya Road, Bangkok 10400 Thailand

ประเทศ / เขตเศรษฐกิจพิเศษ
ในภูมิภาคเดียวกัน