ติมอร์ตะวันออก

เดิมที ติมอร์ตะวันออก (East Timor) ถูกปกครองโดยอินโดนีเซีย แต่ได้รับเอกราชมาในปี 2545 และเข้าร่วมองค์กรสหประชาชาติในปีเดียวกัน พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น ติมอร์-เลสเต(Timor-Leste) ซึ่งเป็นชื่อในภาษาโปรตุเกสด้วยความที่เป็นประเทศเกิดใหม่เพิ่งได้รับเอกราชและสงครามเพิ่งจบลง ติมอร์-เลสเตจึงขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน และบ้านเมืองยังไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ ส่งผลให้นักลงทุนขาดความมั่นใจที่จะเข้ามาลงทุน รัฐบาลติมอร์ตะวันออกจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจจุดนี้คือโอกาสที่ไม่ควรพลาด สำหรับของนักลงทุนที่ต้องการเข้าไปแจ้งเกิดในตลาดเกิดใหม่

ข้อมูลทั่วไป

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ติมอร์-เลสเต ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของออสเตรเลีย โดยจัดเป็นเกาะในกลุ่มของอินโดนีเซีย มีพื้นที่ประมาณ 14,874 ตารางกิโลเมตร พรมแดนด้านตะวันตกติดกับอินโดนีเซีย ที่เหลือติดกับทะเล และเขตโอเอกูซีถูกล้อมรอบด้วยพื้นที่ของอินโดนีเซีย ส่วนสภาพภูมิอากาศติมอร์ตะวันออกมีเพียงสองฤดู คือมีฤดูฝนและฤดูแล้ง ภูมิอากาศบางแห่งมีภูมิอากาศแบบสะวันนา เนื่องจากได้รับลมแล้งจากทะเลทรายทางตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย

ประชากร

ปัจจุบัน ติมอร์-เลสเตมีประชากร 1,177,834 คน (ปี 2554) โดยประชากรมีความหลากหลายทางด้านชาติพันธุ์และภาษา ซึ่งมีถึง 30 กลุ่มนอกจากนี้ยังมีชุมชนชาวติมอร์เชื้อสายจีน และคนไทยที่อาศัยอยู่ในกรุงดิลี

การเมืองการปกครอง

ติมอร์-เลสเต ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยมีสำนักงานปฏิบัติการสหประชาชาติเพื่อให้การสนับสนุนติมอร์ตะวันออก (United Nations Mission of Support in East Timor – UNMISET) คอยให้การสนับสนุนประชาธิปไตย ปัจจุบัน มีสำนักงาน United Nations Mission in Timor-Leste (UNMIT) สนับสนุน โดยเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนให้แก่ติมอร์-เลสเต ในด้านการปฏิรูปหน่วยงานด้านความมั่นคง การเสริมสร้างการปฏิบัติตามกฎหมาย การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล

ภาษา

ภาษาเตตุมและภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาราชการของติมอร์-เลสเต ขณะเดียวกันก็มีการใช้ภาษาอินโดนีเซียและภาษาอังกฤษด้วย

ศาสนา

ประชาชนในติมอร์-เลสเต นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก 91.4% ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ 2.6% ศาสนาอิสลาม 1.7%

สกุลเงิน

USD อัตราแลกเปลี่ยน 1 usd เท่ากับ 31 บาท (สถานะ ณ พ.ค. 2556)

โครงสร้างพื้นฐาน

การคมนาคมในติมอร์-เลสเต มีท่าอากาศยานนานาชาติดิลี (PresidenteNicolauLobato International Airport) ซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติเพียงแห่งเดียวในติมอร์-เลสเตมีเที่ยวบินพาณิชย์เชื่อมโยงไปยัง 3 เมืองหลัก ได้แก่ ดาร์วิน สิงคโปร์ และเดนปาซาร์ อย่างไรก็ตามเพื่อรองรับตลาดท่องเที่ยวที่กำลังเติบโต ท่าอากาศยานนานาชาติกรุงดิลีจึงจำเป็นต้องมีเที่ยวบินตรงเชื่อมโยงกับเมืองหลักๆ ในเอเชียและแปซิฟิก อาทิ ฮ่องกง บริสเบน ซิดนีย์ เมลเบิร์นมากยิ่งขึ้นส่วนท่าเรือที่สำคัญของประเทศ ได้แก่ ท่าเรือติมอร์และท่าเรือดิลีทั้งนี้ในปัจจุบันนี้ภาครัฐฯ กำลังออกนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวและพัฒนาเศรษฐกิจ ทำให้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงและขยายสนามบินให้ได้มาตรฐานยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ต่อไป

ข้อมูลทั่วไปประเทศติมอร์ตะวันออก

ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ติมอร์-เลสเต ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของออสเตรเลีย โดยจัดเป็นเกาะในกลุ่มของอินโดนีเซีย มีพื้นที่ประมาณ 14,874 ตารางกิโลเมตร พรมแดนด้านตะวันตกติดกับอินโดนีเซีย ที่เหลือติดกับทะเล และเขตโอเอกูซีถูกล้อมรอบด้วยพื้นที่ของอินโดนีเซีย ส่วนสภาพภูมิอากาศติมอร์ตะวันออกมีเพียงสองฤดู คือมีฤดูฝนและฤดูแล้ง ภูมิอากาศบางแห่งมีภูมิอากาศแบบสะวันนา เนื่องจากได้รับลมแล้งจากทะเลทรายทางตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย

ประชากร

ปัจจุบัน ติมอร์-เลสเตมีประชากร 1,177,834 คน (ปี 2554) โดยประชากรมีความหลากหลายทางด้านชาติพันธุ์และภาษา ซึ่งมีถึง 30 กลุ่มนอกจากนี้ยังมีชุมชนชาวติมอร์เชื้อสายจีน และคนไทยที่อาศัยอยู่ในกรุงดิลี

การเมืองการปกครอง

ติมอร์-เลสเต ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยมีสำนักงานปฏิบัติการสหประชาชาติเพื่อให้การสนับสนุนติมอร์ตะวันออก (United Nations Mission of Support in East Timor – UNMISET) คอยให้การสนับสนุนประชาธิปไตย ปัจจุบัน มีสำนักงาน United Nations Mission in Timor-Leste (UNMIT) สนับสนุน โดยเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนให้แก่ติมอร์-เลสเต ในด้านการปฏิรูปหน่วยงานด้านความมั่นคง การเสริมสร้างการปฏิบัติตามกฎหมาย การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล

ภาษา

ภาษาเตตุมและภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาราชการของติมอร์-เลสเต ขณะเดียวกันก็มีการใช้ภาษาอินโดนีเซียและภาษาอังกฤษด้วย

ศาสนา

ประชาชนในติมอร์-เลสเต นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก 91.4% ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ 2.6% ศาสนาอิสลาม 1.7%

สกุลเงิน

USD อัตราแลกเปลี่ยน 1 usd เท่ากับ 31 บาท (สถานะ ณ พ.ค. 2556)

โครงสร้างพื้นฐาน

การคมนาคมในติมอร์-เลสเต มีท่าอากาศยานนานาชาติดิลี (PresidenteNicolauLobato International Airport) ซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติเพียงแห่งเดียวในติมอร์-เลสเตมีเที่ยวบินพาณิชย์เชื่อมโยงไปยัง 3 เมืองหลัก ได้แก่ ดาร์วิน สิงคโปร์ และเดนปาซาร์ อย่างไรก็ตามเพื่อรองรับตลาดท่องเที่ยวที่กำลังเติบโต ท่าอากาศยานนานาชาติกรุงดิลีจึงจำเป็นต้องมีเที่ยวบินตรงเชื่อมโยงกับเมืองหลักๆ ในเอเชียและแปซิฟิก อาทิ ฮ่องกง บริสเบน ซิดนีย์ เมลเบิร์นมากยิ่งขึ้นส่วนท่าเรือที่สำคัญของประเทศ ได้แก่ ท่าเรือติมอร์และท่าเรือดิลีทั้งนี้ในปัจจุบันนี้ภาครัฐฯ กำลังออกนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวและพัฒนาเศรษฐกิจ ทำให้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงและขยายสนามบินให้ได้มาตรฐานยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ต่อไป

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ข้อมูลเศรษฐกิจการค้า

ปัจจุบัน ติมอร์ฯ มีอัตราการเจริญเติบโตของ GDP อยู่ในอัตรา 5-9 % ต่อปี

ประเภทธุรกิจที่มีศักยภาพและเหมาะต่อการลงทุนในติมอร์-เลสเต คือ ไร่กาแฟ การประมงธุรกิจการท่องเที่ยวรวมถึงแหล่งทรัพยากรประเภทน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในเขต Timor Gap ซึ่งอยู่ระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย แต่ธุรกิจเหล่านี้ยังจำเป็นต้องได้รับการพัฒนา และการสนับสนุนด้านการเงินจากนักลงทุนภายนอกอยู่มากเนื่องจากติมอร์-เลสเตยังขาดเงินทุน และชาวติมอร์-เลสเตยังขาดทักษะในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ปัจจุบันติมอร์-เลสเตนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่จากออสเตรเลียเพื่อรองรับการบริโภคของคณะเจ้าหน้าที่จากสหประชาชาติและคณะทูตที่ปฏิบัติงานในติมอร์ตะวันออกส่วนสินค้าส่งออกที่สำคัญของติมอร์-เลสเตคือ กาแฟ เนื้อมะพร้าวแห้งสำหรับผลิตน้ำมัน และหินอ่อนโดยมีคู่ค้าที่สำคัญ อาทิ สหรัฐฯ เยอรมนี โปรตุเกส อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ซามัว สิงคโปร์ แคนาดา ออสเตรเลีย ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย

การค้าระหว่างไทยกับติมอร์-เลสเตในปี 2555 มีมูลค่าประมาณ15.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเกือบทั้งหมดเป็นการส่งออกจากไทย ทั้งนี้ สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังติมอร์ฯ ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบรถยนต์ น้ำตาล ข้าวโพด ผลไม้กระป๋องแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง น้ำมันสำเร็จรูป แผงสวิทช์และแผงคุมกระแสไฟฟ้า เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาสิว ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากติมอร์ฯ ได้แก่ เครื่องจักรและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด เครื่องใช้และเครื่องตกแต่งภายในบ้าน และสิ่งพิมพ์

ข้อมูลการค้า-การลงทุน

ข้อมูลเศรษฐกิจการค้า

ปัจจุบัน ติมอร์ฯ มีอัตราการเจริญเติบโตของ GDP อยู่ในอัตรา 5-9 % ต่อปี

ประเภทธุรกิจที่มีศักยภาพและเหมาะต่อการลงทุนในติมอร์-เลสเต คือ ไร่กาแฟ การประมงธุรกิจการท่องเที่ยวรวมถึงแหล่งทรัพยากรประเภทน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในเขต Timor Gap ซึ่งอยู่ระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย แต่ธุรกิจเหล่านี้ยังจำเป็นต้องได้รับการพัฒนา และการสนับสนุนด้านการเงินจากนักลงทุนภายนอกอยู่มากเนื่องจากติมอร์-เลสเตยังขาดเงินทุน และชาวติมอร์-เลสเตยังขาดทักษะในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ปัจจุบันติมอร์-เลสเตนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่จากออสเตรเลียเพื่อรองรับการบริโภคของคณะเจ้าหน้าที่จากสหประชาชาติและคณะทูตที่ปฏิบัติงานในติมอร์ตะวันออกส่วนสินค้าส่งออกที่สำคัญของติมอร์-เลสเตคือ กาแฟ เนื้อมะพร้าวแห้งสำหรับผลิตน้ำมัน และหินอ่อนโดยมีคู่ค้าที่สำคัญ อาทิ สหรัฐฯ เยอรมนี โปรตุเกส อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ซามัว สิงคโปร์ แคนาดา ออสเตรเลีย ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย

การค้าระหว่างไทยกับติมอร์-เลสเตในปี 2555 มีมูลค่าประมาณ15.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเกือบทั้งหมดเป็นการส่งออกจากไทย ทั้งนี้ สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังติมอร์ฯ ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบรถยนต์ น้ำตาล ข้าวโพด ผลไม้กระป๋องแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง น้ำมันสำเร็จรูป แผงสวิทช์และแผงคุมกระแสไฟฟ้า เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาสิว ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากติมอร์ฯ ได้แก่ เครื่องจักรและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด เครื่องใช้และเครื่องตกแต่งภายในบ้าน และสิ่งพิมพ์

นโยบายการส่งเสริมการลงทุน

การลงทุนระหว่างไทยกับติมอร์ฯ ยังมีไม่มากนัก โดยยังไม่มีการลงทุนของติมอร์ฯ ในไทย ในขณะที่ภาคเอกชนไทยไปลงทุนในธุรกิจด้านบริการ เช่น ร้านอาหาร และสปาอย่างไรก็ตามติมอร์ฯ มีศักยภาพและเป็นโอกาสในการลงทุนของไทย โดยเฉพาะการก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานซึ่งติมอร์ฯ มีความต้องการสูง และด้านอุตสาหกรรมที่นักธุรกิจไทยสามารถไปลงทุนเพื่อส่งออกต่อไปยังประเทศที่สาม โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศผู้ใช้ภาษาโปรตุเกส (Community of Portuguese Language Countries: CPLP)ซึ่งติมอร์ฯ ได้รับความช่วยเหลือในรูปสิทธิทางภาษี ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างเจรจากับประเทศต่าง ๆ เพื่อขอสิทธิพิเศษทางการค้า อาทิ จีน สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย

อย่างไรก็ดี รัฐบาลติมอร์ฯมีนโยบายส่งเสริมให้บริษัทประมงต่างชาติเข้าไปลงทุนจับปลาในอาณาเขตของติมอร์ฯโดยยินดีที่จะพิจารณาคำขอสัมปทานทำการประมงในน่านน้ำติมอร์ฯ ของบริษัทต่างชาติทั้งที่เป็นบริษัทต่างชาติถือหุ้น 100% และบริษัทร่วมทุนกับเอกชนติมอร์ฯ นอกจากนั้นกรมประมงติมอร์ฯ ยังมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (aquaculture) ด้วยเช่นกัน

สิทธิประโยชน์

รัฐบาลพยายามผลักดันการลงทุนจากต่างชาติโดยการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น การทบทวนกฎหมายที่ดินและกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการขยายท่าอากาศยาน การร่างกฎหมายหุ้นส่วนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) โดยมี Asian Develop Bank หรือ ADB เป็นผู้สนับสนุนการร่างกฎหมายดังกล่าว ตลอดจนกฎหมายเกี่ยวกับภาษีศุลกากร และกฎหมายการบินที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ IFC ก็ได้จัดทำร่างแผนการต่างๆ อาทิ แผนแม่บทการท่าอากาศยาน (Airport Master Plan) แผนการลงทุน (Investment Plan) และ รูปแบบทางการเงิน (Financial Model) ยื่นเสนอต่อรัฐบาลติมอร์ฯ ในช่วงเดือนเมษายน 2556ที่ผ่านมา และรอผลสรุปอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

ประเด็นท้าทายในการทำธุรกิจ

สำหรับอุปสรรคทางการลงทุนของติมอร์-เลสเต แบ่งออกได้เป็นหัวข้อดังนี้

  1. สภาพความเสียหายในช่วงการก่อความไม่สงบของกองกำลัง Militia ได้ทำลายอาคารบ้านเรือน ระบบการสื่อสาร โครงสร้างพื้นฐานเกือบทั้งหมด รวมทั้งเอกสารหลักฐานทางราชการ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของติมอร์ตะวันออก ทำให้นักลงทุนจากภายนอกยังไม่แน่ใจที่จะเข้าไปลงทุนอย่างถาวร
  2. ความไม่พร้อมของติมอร์-เลสเตในด้านต่างๆ ทำให้ติมอร์ฯ ประสบปัญหาเรื่องการรักษาความมั่นคงภายใน ซึ่งมีปัญหากระทบกระทั่งตามแนวชายแดนกับอินโดนีเซีย และความขัดแย้งจากกรณีTimor Gap ซึ่งเป็นปัญหาเขตทับซ้อนทางทะเลระหว่างติมอร์ฯ กับออสเตรเลีย
  3. ปัจจุบันติมอร์-เลสเตมีอัตราว่างงานสูงถึง 80%

    

สาระน่ารู้

  • One Galle Face is Colombo's first internationally developed integrated lifestyle destination that makes living, working, entertainment and hospitality possible all in one location. Hong Kong's leisure entity Shanri-La Hotels and Resorts foresees the completion of this project by 2018 with a hefty investment of over US$ 600 million. The twin towers will be used for residence, which consist of 50 floors each, 16 penthouses and 8 duplex and simplex units. The target market is expatriates, international investors and the expanding population of Sri Lanka.
  • Following the tremendous success of the Exhibition 2018 and the 36th Annual Sessions, which took place at the Bandaranaike Memorial International Conference Hall in Colombo from February 22 to 25 earlier this year, the SLIA is proud to prsent  the next edition in a superior manner.<br />
    <br />
    Save the date :February 20th to 24th, 2019
  • The Institution of Engineers, Sri Lanka is the successor to the ‘Engineering Association of Ceylon’, which was founded in 1906. In 1968, the Institution of Engineers, Sri Lanka was made an incorporated body of the government, by an Act of Parliament. The IESL being the Apex body for engineering professionals in Sri Lanka, having a membership of more than 20,000, is called upon to represent the profession at many national forums and contribute to national development. By virtue of agreements it has entered into with the International Engineers’ Alliance (IEA) for mutual recognition of competencies, members assessed to have such competencies by IESL are eligible to practice engineering in the member countries including Japan, Australia, United Kingdom, Singapore, Pakistan, India, USA, Canada and South Korea.<br />
    <br />
    IESL with the Vision to be among the leading professional institutions of engineering and technology in the world, has Missioned Techno Sri Lanka’s for “Bringing out and Unleashing the Country’s Multi – Disciplinary Engineering Talents, to Drive Sri Lanka into Technological Excellence for Revolutionary Uplifting of Peoples’ Living Conditions and Prosperity”. Engineers are driven by passion to look beyond the regular, push borders and create the impossible. This is also reflective of the fact that Engineers over centuries are really innovators, who think beyond the realm and invent solutions for mankind, ahead of their time. That’s what engineering is all about and it’s the reason Engineers will always be the ingenious inventors and imaginative innovators throughout time.<br />
    <br />
    The flagship event of IESL, Techno Sri Lanka, since its inception in 1985 has grown to be the largest and the only engineering and technology exhibition held annually in Colombo. Techno, living up to its standards, has provided the means for uplifting peoples’ living conditions and has become an ideal venue for industry professionals, business heads, technologists and keen public to come together on a single global platform.<br />
    <br />
    The world is changing; engineers are in the forefront of this change. Expectations are very high in today’s society. However, the Planet’s resources are fast depleting and engineers have to be smart and innovative to achieve high goals with very low resource consumption. Technology should reach the masses and make them do things differently, as doing ‘business as usual’ will not leave a healthy planet for our children and grandchildren. We need ‘sustainable technologies’ that will revolutionize the day-to-day activities, such as mobile technology, nanotechnology, household solar PV technology and perhaps other inventions and breakthroughs to satisfy the society’s expectations and still not be blamed by our future generations for not leaving them a livable Planet Earth.<br />
    <br />
    Considering these facts, Techno Sri Lanka has redefined its Theme for the year 2018, aiming to fulfill the expectations of all stakeholders.
  • 01. - 03. November 2018 | Trade fair for hotels, hospitality, tourism and food businesses<br />
    <br />
    The Hotel, Hospitality & Food Asia in Sri Lanka has been designed by the dynamic development of the hotel and catering industry and the tourism and food companies to take account of South Asia. She is a specifically targeted at this sector business-to-business event. This exhibition is communication and information platform in the industry and provides the exhibiting companies the opportunity to present to an audience of experts here. Visitors can find information here thoroughly and comprehensively about the latest developments, trends, products and services in various fields. HHF Sri Lanka is the leading marketplace for regional networking and distribution, as well as a new basis for the procurement of products. The program will be held a culinary competition and other live features.<br />
    <br />
    The Hotel Hospitality & Food Asia will take place on 3 days from Thursday, 01. November to Saturday, 03. November 2018 in Colombo.
  • Infotel theme will be Towards a Digital Economy, is aligning with national priorities of enhancing the digital infrastructure of the country for facilitating a digitally empowered ecosystem while improving the Citizens’ engagement in a digital society.
  • The Western Region MegapolisDevelopment Plan, also called Western Region Megapolis Planning Project(WRMPP), is a urban planning, zoning and development project aimed at creating a Megapolis in the Western Province of Sri Lanka by 2030 , which would help address the issues of waste management, traffic congestion, slums and environmental pollution. This project is intended to build a Megacity that matches other well-known economic hubs such as Dubai,Singapore,Seoul and Tokyo. For more information, please visit <a class="txttohtmllink" href="http://www.megapolis.gov.lk/">http://www.megapolis.gov.lk/</a>




เอกสารอ้างอิง