EU แก้ไขวิธีการสุ่มตรวจและวิธีการตรวจวิเคราะห์ในการตรวจหาไมโคทอกซินที่ตกค้างในสินค้าอาหาร
EU แก้ไขวิธีการสุ่มตรวจและวิธีการตรวจวิเคราะห์ในการตรวจหาไมโคทอกซินที่ตกค้างในสินค้าอาหาร
         ตาม Commission Regulation (EU) No 519/2014 of 16 May 2014 amending Regulation (EC) No 401/2006 as regards methods of sampling of large lots, spices and food supplements, performance criteria for T-2, HT-2 toxin and citrinin and screening methods of analysis ซึ่งตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 147/29 ได้กำหนดวิธีการสุ่มตรวจและวิธีการตรวจวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบการปนเปื้อนสารไมโคทอกซินในเครื่องเทศและอาหารเสริม รวมทั้งมาตรฐานการตรวจหาสารทอกซิน T-2, HT-2  และ citrinin ในสินค้าอาหาร  สรุปสาระสำคัญ ได้ดังนี้

         1. กำหนดมาตรฐานของวิธีการสุ่มตรวจและวิธีการตรวจวิเคราะห์เพื่อตรวจหาการปนเปื้อน สารไมโคทอกซินตกค้างในเครื่องเทศที่มีขนาดล็อตใหญ่ (large lots) และในน้ำแอปเปิ้ล (apple juice) โดยปรับเปลี่ยนแก้ไขวิธีการสุ่มตรวจ (sampling) กำหนดวิธีการเตรียมตัวอย่างและวิธีตรวจวิเคราะห์ (sample preparation and methods of analysis) ขึ้นใหม่ เพื่อให้การตรวจสอบมีความทั่วถึง เพราะสาร ไมโคทอกซินมีความหลากหลาย สามารถกระจายอยู่ได้ทั่วไป โดยเฉพาะในเครื่องเทศที่เป็นล็อตใหญ่ และใน น้ำแอปเปิ้ล

          2. กำหนดเกณฑ์การปฏิบัติ (performance criteria) ในการตรวจหาการปนเปื้อนของสารทอกซิน T-2, HT-2 ในอาหาร

          3. กำหนดเกณฑ์การปฏิบัติ (performance criteria) ในการตรวจหาการปนเปื้อนของสาร citrinin ในอาหารเสริมที่ทำจากข้าวหมักด้วยยีสต์แดง (red yeast Monascus purpureus) รายละเอียดปรากฎในภาคผนวก (Annex) ของกฎระเบียบใหม่นี้

          4. กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลตามกฎหมาย 20 วันหลังจากประกาศลงใน EU Official Journal  (ประกาศ ณ วันที่ 17 พฤษภาคม 2557) และจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2557 เป็นต้นไป

          สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ดังต่อไปนี้ http://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32014R0519&from=EN

           ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสำนักงานฯ :

               EU ยังคงให้ความสำคัญต่อการควบคุมการปนเปื้อนของสารในกลุ่มไมโคทอกซินในสินค้าอาหาร อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นสารที่สามารถก่อให้เกิดมะเร็งเมื่อมีการสะสมในร่างกาย ดังนั้น ไทยจึงควรให้ ความสำคัญในการศึกษาวิธีการสุ่มตรวจและวิธีการตรวจวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบการปนเปื้อนของสารในกลุ่ม ไมโคทอกซินที่ EU กำหนดขึ้นใหม่นี้ เพื่อนำไปปรับใช้เป็นแนวทางควบคู่กับการสุ่มตรวจสินค้าอาหารของ ไทยที่จะส่งไปจำหน่ายยัง EU ในปัจจุบัน แม้ว่า ในรอบสองปีที่ผ่านมาไทยจะไม่ประสบปัญหาถูกตรวจพบ สารในกลุ่มไมโครทอกซินในสินค้าอาหารที่ส่งออกจากไทยเท่าใดนัก (ไทยเคยถูกตรวจพบสารอัลฟาทอกซิน ในพริกป่นเพียง 1 ครั้งในปี 2555)




แหล่งข้อมูลอ้างอิง : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป
30 มิถุนายน 2557

Back to the list

สาระน่ารู้อื่น ๆ