รัฐสภายุโรปเห็นชอบผลักดันการระบุแหล่งผลิตบนฉลากสินค้าที่ไม่ใช่อาหารในอียู
         เมื่อวันที่ 15 เม.ย 57 สมาชิกรัฐสภายุโรปได้มีการลงมติเสียงข้างมากเพื่อผลักดันให้สินค้าที่ไม่ใช่อาหาร (Non food product) จำเป็นต้องระบุแหล่งผลิต หรือ “made in” บนฉลากสินค้า เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค พร้อมทั้งผลักดันให้กำหนดบทลงโทษที่เข็มงวดขึ้นสำหรับบริษัทหรือโรงงานผลิตหรือจำหน่ายสินค้าที่ไม่ปฏิบัติตามและเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค โดยอ้างว่าข้อเสนอการระบุแหล่งผลิตดังกล่าวจะทำให้สินค้านั้นสามารถถูกติดตามได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค

         อียูได้มีการพิจารณาเรื่องรายละเอียดและข้อกำหนดบนฉลากสินค้ามาหลายครั้ง โดยให้เหตุผลเกี่ยวโยงกับความปลอดภัยของผู้บริโภค ปัจจุบันการระบุแหล่งผลิตบนฉลากสินค้านั้น เป็นไปตามความสมัครใจ อย่างไรก็ดี มาตรการ RAPEX หรือ มาตรการเฝ้าระวังสินค้าที่มีความเสี่ยง ได้ตรวจพบสินค้าที่ไม่ใช่อาหารกว่า 10% ที่ไม่สามารถติดตามแหล่งผลิตได้ ซึ่งทำให้ไม่สามารถตรวจสอบไปยังต้นตอการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐสภายุโรปมองว่า การระบุแหล่งผลิตบนฉลากสินค้าตามความสมัครใจนั้น ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถทราบถึงแหล่งต้นทางตลอดจนวงจรการผลิตอย่างครบถ้วน

         ข้อเสนอดังกล่าวให้การระบุแหล่งที่มาของสินค้านั้นควรถูกนำไปบรรจุเป็นกฎหมายเพื่อให้ประเทศสมาชิกและประเทศที่สามที่ส่งออกไปยังอียูปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยสามารถมีข้อยกเว้นในสินค้าบางประเภท เช่น ยารักษาโรค โดยบริษัทหรือโรงงานผู้ผลิตในอียูสามารถที่จะเลือกว่าจะระบุว่าประเทศสุดท้ายหรือระบุว่ามาจากอียูก็ได้ ในกรณีที่มีแหล่งผลิตมากกว่า 1 แหล่ง บริษัทหรือโรงงานสามารถระบุแหล่งผลิตสุดท้ายก่อนส่งออกจำหน่ายไปยังท้องตลาด ข้อเสนอดังกล่าวยังได้เสนอให้มีบทลงโทษที่จริงจัง พร้อมทั้งให้มีการขึ้นบัญชีดำสำหรับโรงงานหรือบริษัทผู้ผลิตที่พบว่ามีการละเมิดกฎหลายครั้ง รวมไปถึงการจัดทำรายชื่อสินค้า ที่มีความเสี่ยงที่ตรวจพบบ่อยในยุโรป

         การลงมติในครั้งนี้มีคะแนนเสียงส่วนมากมาจากประเทศสมาชิกอียูทางตอนใต้ เช่น อิตาลี ที่คาดว่าข้อเสนอดังกล่าวจะมีผลกับการเพิ่มยอดขายและการผลิตในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าแฟชั่น รองเท้า และเครื่องแก้วเซรามิกในประเทศตน ในขณะที่ประเทศสมาชิก เช่น อังกฤษและเยอรมนี ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว เนื่องจากมีข้อสังเกตว่า การบังคับให้มีการระบุแหล่งผลิตดังกล่าวมีผลเสีย เช่น จะเป็นการทำลายห่วงโซ่อุปทานในสายการผลิตของสินค้ายกตัวอย่างกรณีแหล่งกำเนิดสินค้าภายใต้ข้อเสนอนี้ จะหมายถึงแหล่งสุดท้ายที่สินค้าได้มีการประกอบเพื่อการค้าก่อนนำออกสู่ท้องตลาด เช่น  แบตเตอรี่ที่ทำมาจากวัตถุดิบจากเยอรมนี และประกอบที่ประเทศตูนีเซีย จะถูกระบุว่า Made in Tunisia ทั้งที่วัตถุดิบส่วนใหญ่นั้นมาจากเยอรมนีน

         ก่อนหน้าข้อเสนอดังกล่าวจะได้รับการลงคะแนนเสียงข้างมากจากรัฐสภายุโรป กลุ่มธุรกิจต่างๆ ได้รวมตัวกันยื่นข้อเสนอต่อต้านการบังคับระบุแหล่งผลิตบนฉลากสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร ตัวแทนจากกลุ่ม European Business Community หรือ EBC กว่า 15 บริษัท ได้ร่วมกันยื่นเอกสารลงนามเพื่อต่อต้านข้อเสนอนี้ เพราะการกระทำดังกล่าวจะเป็นการขัดต่อหลักการค้าเสรี เนื่องจาก การระบุแหล่งที่มาของสินค้าจะมีผลต่อการเลือกบริโภคสินค้าของผู้บริโภค โดยอ้างจากการศึกษาจาก PricewaterhouseCoopers ว่า จากผลสำรวจชาวเยอรมัน 9 ใน 10 คน เลือกที่จะบริโภคสินค้าที่ระบุว่า Made in Germany นอกจากนั้นแล้ว ข้อเสนอดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้สินค้าที่ได้ผ่านการผลิตจากประเทศสมาชิกอียูมากกว่าหนึ่งแหล่งที่สามารถระบุชื่อประเทศที่ผลิตท้ายสุดประเทศเดียว หรือ Made in EU ก็ได้

         นอกจากนี้ ข้อเสนอดังกล่าวยังเป็นการต่อต้านผลประโยชน์ของทั้ง EBC และผู้บริโภคในยุโรป ตัวแทน EBC ยังล่าวอีกว่า ข้อเสนอดังกล่าวของรัฐสภายุโรปเป็นความพยายามในการทำให้เกิดความโปร่งใสอย่างไม่เหมาะสมและไม่จำเป็น เนื่องจากเป็นการเพิ่มขั้นตอนและเวลาการผลิตที่ EBC ได้อ้างอิงจากการประเมินผลกระทบของคณะกรรมาธิการยุโรปต่อการบังคับการระบุแหล่งผลิตก่อนหน้านี้ ว่าทำให้ค่าใช้จ่ายในการผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 1.50 – 2 ยูโร ต่อสินค้า 1 ชิ้น

                       นาง Ashley Fox สมาชิกรัฐสภายุโรปตัวแทนจากพรรค Conservative ของอังกฤษ ได้แสดงความเห็นว่า ข้อเสนอดังกล่าวไม่มีผลกระทบใดๆ ในการคุ้มครองผู้บริโภคตามที่กล่าวอ้าง อีกทั้งยังไม่เหมาะกับการนำไปปฏิบัติจริงและเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายอย่างไม่จำเป็น การระบุแหล่งกำเนิดเป็นเพียงการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า โดยให้ความสำคัญกับประเทศที่ระบุในตัวสินค้านั้นๆ ซึ่งขัดกับความเป็นตลาดเดียวของอียู

         การลงคะแนนเสียงของสมาชิกรัฐสภายุโรป มีการลงมติเสียงข้างมากจำนวน 485 เสียงให้มีการอนุมติข้อเสนอ ต่อ 130 เสียงที่ไม่เห็นด้วย และ 27 เสียงงดลงคะแนน ขั้นต่อไปหลังจาก สมาชิกรัฐสภายุโรปได้ลงคะแนนเสียงในขั้นตอนที่เรียกว่า First reading แล้วจึงจะรีบเสนอขึ้นต่อคณะมนตรียุโรปเพื่อพิจารณา เพื่อให้รัฐสภายุโรปสมัยต่อไปสามารถนำไปสานต่อและใช้เพื่อต่อรองกับประเทศสมาชิกได้ อย่างไรก็ดี ตัวแทนประเทศสมาชิกอียู 16 ประเทศจากยุโรปตะวันออกและยุโรปเหนือ ซึ่งรวมไปถึงเยอรมนีและอังกฤษได้ร่วมกันแสดงจุดยืนที่จะพยายามไม่ให้ข้อเสนอนี้ของรัฐสภายุโรปถูกนำขึ้นพิจารณาในระดับคณะมนตรียุโรปและถูกนำมาใช้ในที่สุด




แหล่งข้อมูลอ้างอิง : ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในยุโรป

8 พฤษภาคม 2557

Back to the list

สาระน่ารู้อื่น ๆ